วารสารศิลป์ปริทัศน์
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/APJ
<p>วารสารศิลป์ปริทัศน์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ยินดีรับบทความวิจัย บทความวิชาการทางด้านศิลปกรรมศาสตร์ โดยบทความที่ส่งมาเพื่อพิจารณาจะต้องไม่เป็นบทความวิจัย บทความวิชาการที่เคยได้รับการเผยแพร่ในวารสารใดมาก่อน หรือ ไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาตีพิมพ์ของวารสารอื่น บทความทุกบทความที่ลงในวารสารฉบับนี้จะต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสถาบัน จำนวน 3 ท่านต่อหนึ่งบทความ (โดยผลการพิจารณาจะต้อง ผ่าน ทั้ง 3 ท่าน) (ตั้งแต่ฉบับที่ 2 ปี พ.ศ.2565) (double blinded) โดยวารสารศิลป์ปริทัศน์ได้จัดทำวารสารเป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Online) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 ปีที่ 6 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน 2561) เป็นต้นไป กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไขต้นฉบับ และการพิจารณาตีพิมพ์ตามลำดับก่อนหลัง ซึ่งวารสารศิลป์ปริทัศน์ จะนำไปเผยแพร่ในฐานข้อมูล Thai-Journal Citation Index Centre (TCI) กลุ่มที่ 2</p> <p>คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา จึงขอประชาสัมพันธ์และเชิญชวนคณาจารย์และผู้สนใจ ร่วมส่งบทความวิจัยหรือบทความวิชาการ เพื่อเผยแพร่ในวารสารวิชาการ "วารสารศิลป์ปริทัศน์" (Online) ปีที่ 14 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม - ธันวาคม) โดยส่งบทความผ่านทางเว็บไซต์ได้ตั้งแต่บัดนี้ <strong>จนถึงวันที่ 30 กรกฎาคม 2569</strong></p> <p><strong>หมายเหตุ ผู้มีความประสงค์ลงบทความในวารสาร จะต้องพิจารณาข้อมูล เงื่อนไข ขอบเขต วารสาร ที่เมนูหัวข้อ เกี่ยวกับวารสาร (About the Journal) เพื่อพิจารณารายละเอียด นโยบาย เงื่อนไข ขอบเขต ของวารสาร และทางวารสารจะถือว่าท่านได้อ่านและตกลงตามข้อกำหนดและเงื่อนไขตามที่วารสารกำหนด </strong></p>Faculty of Fine and Applied Arts, Suan Sunandha Rajabhat Universityth-THวารสารศิลป์ปริทัศน์2651-1991<p>เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารศิลป์ปริทัศน์ ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใดๆ</p> <p>บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารศิลป์ปริทัศน์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารศิลป์ปริทัศน์</p>การรับมือกับการถูกกลั่นแกล้งทางสังคม : การสร้างสรรค์ศิลปะการแสดงสดจากเรื่องเล่า การรับมือกับการถูกกลั่นประสบการณ์ส่วนตัว
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/APJ/article/view/277401
<p>งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยทางศิลปะที่บูรณาการข้ามศาสตร์ระหว่างศิลปะแสดงสด กับศิลปะการละคร โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะสร้างผลงาน “ศิลปะแสดงสด”ด้วยสื่อศิลปะหลายรูปแบบ และประยุกต์ใช้กลวิธีของศิลปะการละคร ได้แก่ การเล่าเรื่อง และ การแสดง เพื่อนำเสนอผลงาน ศิลปะแสดงสด จากเรื่องเล่าส่วนตัวและความทรงจำ โดยกำหนดประเด็นหลักที่จะสื่อสาร ได้แก่ การกลับไปทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น ได้ทำความเข้าใจกับอดีต การเยียวยาและการรับรู้บริบทของ “ครอบครัว” ที่เป็นส่วนสำคัญในการสร้างพื้นที่ปลอดภัยเพื่อก้าวพ้นผ่านเวลาที่ยากลำบาก</p> <p>ผู้วิจัยคาดหวังว่าผลงาน “ศิลปะแสดงสด” ที่ใช้หลักของการเล่าเรื่องและการแสดงทางศิลปะการละคร จะสามารถสื่อสารและสร้างประสบการณ์การรับรู้ในการรับมือกับเหตุการณ์ร้าย ๆ ที่เกิดขึ้นจากการถูกกลั่นแกล้งทางสังคมให้กับผู้ชมแต่ละบุคคลในขณะชมการแสดง ทำให้เกิดแรงบันดาลใจและ จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ชมในการรับรู้เรื่องราวที่เป็นประเด็นทางสังคมนำไปสู่การก้าวผ่านความรู้สึกอันเป็นทุกข์ของตนได้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต</p>จุฑาพิชญ์ อุสาหะพรรัตน์ ดำรุง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลป์ปริทัศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-302026-06-3014196104The Contemporary Dilemma, Opportunity Andcountermeasure of Chinese Traditional Qin Song
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/APJ/article/view/281612
<p>This article aims to explore the resistance, opportunities and countermeasures faced by traditional Chinese Qin song 琴歌 (Singing poems accompanied by the Guqin 古琴) in contemporary times. The author looks at tradition from a developmental perspective, viewing the past and the present as a whole, rather than as two opposites. The article mainly uses documentary and comparative methods to conduct research, and discusses the current changes in the audience of Qin song, the limitations of Qin song's creative form and singing method, the feasibility of Qin song absorbing Western music experience, and the necessity of integrating into contemporary aesthetics. The author believes that only by fully taking into account the aesthetic needs and cultural climate of contemporary society, and realizing the positive significance of both in developing the tradition of Qin song, can Qin song get out of the current predicament it faces. The results of this study will help readers re-examine the contemporary revival and development of traditional Chinese Qin song from a more comprehensive perspective.</p>Zhaoqun XuNataporn Rattanachaiwong
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลป์ปริทัศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-302026-06-30141119128การสังเคราะห์กรอบแนวคิดการพัฒนาทักษะการสื่อสาร ผ่านการเรียนรู้เชิงการแสดงผ่านมุมมองมิติภายใน
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/APJ/article/view/275964
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์กรอบแนวคิดในการพัฒนาทักษะการสื่อสารผ่านการเรียนรู้เชิงการแสดง และวิเคราะห์บทบาทของมิติภายใน (Inner Dimensions) ในการอธิบายกระบวนการพัฒนาแบบองค์รวมของผู้เรียน ระเบียบวิธีวิจัยเป็นการวิจัยเชิงแนวคิด (Conceptual Research) ใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Thematic analysis) และการจัดหมวดหมู่ตามกรอบมิติภายใน 4 ด้าน เพื่อสังเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมการแสดง กระบวนการภายใน และการพัฒนาทักษะการสื่อสาร โดยอาศัยการวิเคราะห์และตีความข้อมูลจากงานวิจัยของคณะผู้วิจัยเรื่อง "การบูรณาการทักษะด้านการแสดงสู่การพัฒนาผู้ตรวจประเมิน" (ศักดิ์ชัย เอี่ยมกระสินธุ์ และคณะ, 2566) ร่วมกับการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนามิติภายในของมนุษย์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการพัฒนาทักษะการสื่อสารผ่านการเรียนรู้เชิงการแสดงประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 3 ส่วนที่มีความสัมพันธ์แบบองค์รวม ได้แก่ 1) การเรียนรู้เชิงการแสดงในบริบทการเป็นเครื่องมือ 2) มิติภายในในฐานะกลไกการเปลี่ยนแปลง และ 3) การพัฒนาแบบองค์รวมในฐานะผลลัพธ์ โดยมิติภายในทั้ง 4 ด้าน อันประกอบด้วย มิติกายภาพ มิติทางความคิด มิติทางอารมณ์ และมิติทางความสัมพันธ์ ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงระหว่างกิจกรรมการแสดงกับการพัฒนาทักษะการสื่อสาร โดยมิติกายภาพเป็นฐานนำไปสู่ความพร้อมทางความคิด อารมณ์ และความสัมพันธ์ตามลำดับ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจากภายในสู่ภายนอก (Inside-Out Transformation) การศึกษาชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนไม่ได้ขึ้นอยู่กับกิจกรรมภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับระดับการทำงานของมิติภายใน เช่น การรับรู้ตนเอง การจัดการอารมณ์ และการตระหนักรู้ต่อผู้อื่น ข้อเสนอแนะจากการวิจัยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการออกแบบการเรียนรู้ที่สร้างพื้นที่ปลอดภัยเชิงจิตวิทยาและส่งเสริมการสะท้อนตนเอง เพื่อให้เกิดการพัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นองค์รวมและมีความฉลาดทางอารมณ์อย่างแท้จริง</p>Sakchai Iamkrasinชุติมา มณีวัฒนาผกามาศ จิรจารุภัทรจีรวัฒน์ วันทาพัฒนา เอี่ยมกระสินธุ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลป์ปริทัศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-302026-06-30141113A Study on The Cultural Inheritance of The Yi Ethnic Original Ecological Dance “A Mei Qi Tuo”
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/APJ/article/view/283019
<p>This Paper aims to analyzes the dilemma of the cultural inheritance of the Yi dance “A Mei Qi Tuo” in the context of modern society, and proposes corresponding inheritance improvement strategies. Two research methods were used n literature method and survey method. The study found that the problem of cultural inheritance is caused by the small scope of inheritance theme, insufficient funds, and the dilution of inheritance awareness, and measures should be taken to change these three problems. The research shows that the inheritance mechanism is improved and the theme of inheritance is expanded. increase fiscal revenue and optimize inheritance conditions; Increase publicity and education to enhance the awareness of inheritance. In conclusion, through the joint efforts of the government, society, educational institutions, and individuals, the precious cultural heritage of “Aimei Qituo” can be effectively protected and inherited. This not only contributes to the prosperity and development of the Yi ethnic culture, but also makes a positive contribution to the protection of global cultural diversity. Only through collaborative efforts from all parties can the “Aimei Qituo” culture regain its new vitality and vigor in the new era, and continue to add brilliance to the cultural treasury of the Yi people and all humanity.</p>Yuan HeSupavadee Potiwetchakul
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลป์ปริทัศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-302026-06-30141129136การเรียนการสอนทักษะการอิมโพรไวส์แซ็กโซโฟนแจ๊สในระดับปริญญาบัณฑิต
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/APJ/article/view/283076
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการเรียนการสอนทักษะการอิมโพรไวส์แซกโซโฟนแจ๊ส ในระดับปริญญาบัณฑิต ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ สำหรับการเก็บข้อมูลใช้เครื่องมือวิจัยคือ แบบสัมภาษณ์และแบบสังเกตการณ์เรียนการสอนในการเก็บรวบรวมข้อมูล กลุ่มผู้ให้ข้อมูลในการวิจัยเลือกแบบเจาะจง แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม 1) อาจารย์ประจำหลักสูตร 2) อาจารย์ผู้สอนเครื่องเอกแซกโซโฟน และ 3) ผู้เรียนเครื่องเอกแซกโซโฟน โดยสัมภาษณ์แบบเจาะลึกรายบุคคล วิเคราะห์ข้อมูลแบบอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า การศึกษาองค์ประกอบการเรียนการสอนทักษะการอิมโพรไวส์แซกโซโฟนแจ๊สในระดับปริญญาบัณฑิต แบ่งออกเป็น 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ผู้สอนมีความรู้ ทักษะ ทั้งด้านการสอนและศาสตร์เฉพาะทางด้านวิชาชีพดนตรี รวมถึงจรรยาบรรณวิชาชีพครู 2) ผู้เรียนเกิดความรู้ ทักษะ จริยธรรม และลักษณะบุคคล ซึ่งสอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้ตามมาตรฐานคุณวุฒิระดับปริญญาบัณฑิต สำเร็จการศึกษาออกไปประกอบอาชีพดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมอย่างปกติ 3) เนื้อหาสาระประกอบด้วย การกำหนดวัตถุประสงค์ การกำหนดเนื้อหาสาระ และการจัดลำดับเนื้อหาสาระ มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนในด้านความรู้และทักษะเป็นทิศทางในการกำหนดเป้าหมายของการจัดการเรียนการสอน และ 4) การเรียนการสอนประกอบด้วย กิจกรรมการเรียนการสอน สื่อการสอน และการวัดและประเมินผล เป็นสภาพการจัดการเรียนการสอนที่ส่งผลให้เกิดเป็นกระบวนการของการจัดการศึกษา</p>ธวาทิต เกิดศรีภัทรภร ผลิตากุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลป์ปริทัศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-302026-06-301415262โหมโรงจินตนาการเสียงแห่งบูรพาสำหรับวงซิมโฟนีออร์เคสตรา
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/APJ/article/view/281286
<p>งานวิจัยสร้างสรรค์บทประพันธ์เพลง โหมโรงจินตนาการเสียงแห่งบูรพาสำหรับวงซิมโฟนีออร์เคสตรา มีวัตถุประสงค์เพื่อวิจัยสร้างสรรค์ทำนองเพลงที่มีนวัตกรรมใหม่ในลักษณะดนตรีพรรณนา (Program Music) เพื่อแสดงวัฒนธรรมของเสียงในมิติต่างๆเป็นความโดดเด่นของดนตรีตะวันออก และตะวันตก โดยใช้วงซิมโฟนีออร์เคสตราในการแสดง รูปแบบการประพันธ์เพลงใช้หลักการผสมเสียงและสร้างสีสันเสียงภายใต้รูปแบบของการดำเนินคอร์ดแบบโครมาติกมามีความยาวประมาณ 22 นาที มีการบูรณาการ แนวทำนองที่สอดประสานกันเป็นรูปแบบของบาโรก (Baroque 1600-1750) โพลิโฟนี (Polyphony) ที่มีแนวทำนองที่สอดสลับหลากหลายแนว ที่ซับซ้อน รวมถึงการใช้เครื่องเป่าลมไม้หลากหลายมิติของสีสัน</p>วริทธิ์นันท์ ฤกษ์วัชสินธุ์วีรชาติ เปรมานนท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลป์ปริทัศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-302026-06-301412936การตีความบาคในบริบทข้ามวัฒนธรรม: แนวทางของนักเปียโนไทยผ่านมุมมองข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ร่วมสมัย
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/APJ/article/view/281870
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทางการแสดงดนตรี ที่เปิดโอกาสให้ผู้แสดงสามารถถ่ายทอดอัตลักษณ์ทางดนตรีของตนเอง ผ่านการผสมผสานความรู้ทางประวัติศาสตร์เข้ากับประสบการณ์และรากวัฒนธรรมของผู้แสดง โดยใช้บทเพลงคอนแชร์โตสำหรับฮาร์ปซิคอร์ดสามเครื่อง ในบันไดเสียงดีไมเนอร์ (Concerto for Three Harpsichords in D minor, BWV 1063) และ คอนแชร์โตสำหรับฮาร์ปซิคอร์ดสี่เครื่อง ในบันไดเสียงเอไมเนอร์ (Concerto for Four Harpsichords in A minor, BWV 1065) ของโยฮันน์ เซบาสเตียน บาค (Johann Sebastian Bach) เป็นกรณีศึกษาแนวทางการวิจัยประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การศึกษารูปแบบการเล่นคีย์บอร์ดจาก Essay on the True Art of Playing Keyboard Instruments ของ คาร์ล ฟิลิป เอมานูเอล บาค (Carl Philipp Emanuel Bach) โดยเน้นการประดับเสียง (ornamentation), การจัดวลีดนตรี (phrasing), และการควบคุมน้ำหนักเสียง (voicing/articulation) 2) การเชื่อมโยงกับแนวคิดเนื้อเสียงแบบเฮเทอโรโฟนี (heterophonic texture) ที่พบในดนตรีไทย โดยใช้เป็นกรอบอ้างอิงเชิงสุนทรียะ 3) การนำแนวคิดทั้งสองมาประยุกต์ใช้ในการฝึกซ้อมและการแสดงจริง เพื่อพัฒนารูปแบบการตีความที่สะท้อนอัตลักษณ์ของผู้แสดง ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า นักเปียโนในบริบทข้ามวัฒนธรรม สามารถสร้างแนวทางการตีความที่เชื่อมโยงเสียงดนตรีของบาคเข้ากับเสียงจากวัฒนธรรมของตนเอง ทำให้การแสดงดนตรีไม่ถูกจำกัดอยู่เพียงกรอบสไตล์แบบตะวันตก แต่กลายเป็นพื้นที่ ที่เปิดกว้างสำหรับการสร้างความหมายใหม่และตั้งคำถามต่อบทบาทของผู้แสดงในโลกดนตรีคลาสสิกยุคปัจจุบัน</p>กันต์ ล้อมสมบูรณ์วีรชาติ เปรมานนท์ธงสรวง อิศรางกูร ณ อยุธยา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลป์ปริทัศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-302026-06-301416370Generative Curation: Applying AIGC Technologies to Create Dynamic Foshan Lion Dance Learning Exhibitions for Art Students
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/APJ/article/view/284713
<p>This study examines the use of Artificial Intelligence Generated Content (AIGC) in curating a dynamic learning exhibition of the Foshan Lion Dance as intangible cultural heritage for art students. Grounded in embodied cognition and constructivist learning theory, the study conceptualizes AIGC as a human-in-the-loop generative curation tool that supports participatory learning and cultural co-creation.</p> <p>The research aims to: (1) explore how AIGC can be applied in immersive exhibition design for performance-based heritage; (2) evaluate its educational impact on student engagement, creativity, and cultural understanding; and (3) identify challenges related to cultural authenticity and ethical implementation. A qualitative case-study approach was adopted, based on student participation and thematic analysis of learning experiences.</p> <p>The results indicate that AIGC-enhanced exhibitions improve cultural visualization, interactive engagement, and creative learning, while also increasing accessibility through adaptive and multimodal features. At the same time, limitations concerning authenticity control and long-term sustainability are identified. The study demonstrates that, when guided by appropriate learning theory and ethical frameworks, AIGC can function as both an educational medium and a cultural preservation strategy. It contributes to digital heritage and art education by proposing generative curation as a concise and applicable framework linking traditional performance heritage with contemporary learning environments.</p>Shi Li
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลป์ปริทัศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-302026-06-30141137154การสังเคราะห์ทฤษฎีการรับรู้ตัวอักษรและการต่อยอดการออกแบบสื่อในงานนิเทศศิลป์
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/APJ/article/view/286886
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสังเคราะห์ทฤษฎีการรับรู้ตัวอักษรจากวรรณกรรมด้านจิตวิทยาการรู้คิด 2) เพื่อวิเคราะห์นัยของทฤษฎีการรับรู้ตัวอักษรที่มีต่อการออกแบบสื่อในงานนิเทศศิลป์ และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้ความรู้ด้านการรับรู้ตัวอักษรในการปฏิบัติงานออกแบบ รูปแบบการวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) โดยมีแนวคิดด้านการออกแบบ การมองเห็น และจิตวิทยาการออกแบบเป็นกรอบแนวคิดการวิจัย ทั้งนี้ข้อมูลถูกรวบรวมจากงานวิจัยและบทความวิชาการระดับนานาชาติที่ตีพิมพ์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1886 ถึงปัจจุบัน ครอบคลุมทั้งสิ้น 15 รายการ จากวารสารวิชาการที่ผ่านการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญและสำนักพิมพ์วิชาการที่น่าเชื่อถือ การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลดำเนินการจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎีการจับคู่แม่แบบ (Template Matching Theory) ทฤษฎีการเปรียบเทียบลักษณะเด่น (Feature Comparison Theory) ทฤษฎีต้นแบบ (Prototype Theory) และแนวคิดเรื่องการแทนค่าตัวอักษรในเชิงนามธรรม (Abstract Letter Identities: ALIs) ผลการสังเคราะห์พบว่า กระบวนการรับรู้ตัวอักษรเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและไม่สามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างกระบวนการแบบบนลงล่าง (top-down) และล่างขึ้นบน (bottom-up) ข้อค้นพบดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อนักออกแบบนิเทศศิลป์ในการเลือกและออกแบบตัวพิมพ์สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเด็กและผู้เรียนภาษาต่างประเทศ ซึ่งการแทนค่าความจำยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาและยังไม่สมบูรณ์ ผลการวิจัยนำไปสู่แนวทางปฏิบัติ 3 ประการ ได้แก่ (1) การออกแบบตัวพิมพ์ที่มีลักษณะเด่นชัดเจนเพื่อลดภาระในกระบวนการรับรู้ (2) การสร้างความสม่ำเสมอในการใช้ตัวพิมพ์เพื่อส่งเสริมการพัฒนา ALIs และ (3) การคำนึงถึงบริบทโดยรอบตัวอักษรในการออกแบบเลย์เอาต์</p>ฟาริดา วิรุฬหผลมารุต พิเชษฐวิทย์กรีธา ธรรมเจริญสถิตย์พีระพล ชัชวาลย์นวภรณ์ ศรีสราญกุลวงศ์ภาณุวัฒน์ กาหลิบณิชานันทน์ เสริมศรีเตือนตา พรมุตตาวรงค์ปฏิญญาณ์ แสงอรุณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลป์ปริทัศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-302026-06-301418595วิเคราะห์ความเชื่อสัตว์มงคลไทยสู่การสร้างสรรค์จินตนาการเชิงอุดมคติใหม่
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/APJ/article/view/287831
<p>การวิจัยเรื่องการวิเคราะห์ความเชื่อสัตว์มงคลไทยสู่การสร้างสรรค์จินตนาการเชิงอุดมคติใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์ฐานคติความเชื่อเกี่ยวกับสัตว์มงคลในบริบทสังคมไทย เพื่อสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมร่วมสมัยที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตน วิธีดำเนินการวิจัยใช้กระบวนการวิจัยสร้างสรรค์ เริ่มจากการรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิและทุติยภูมิด้านคติสัญลักษณ์สัตว์มงคล เข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์และตีความเชิงสัญลักษณ์ โดยการคัดสรรคุณลักษณะเด่นของสัตว์มงคลมาสังเคราะห์ร่วมกับทฤษฎีสี และรูปร่างตามหลักปรัชญาฮวงจุ้ย สู่รูปแบบงานศิลปะเหนือจริง ผ่านเทคนิคสีอะคริลิกบนผืนผ้าใบ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การสร้างสรรค์จินตนาการเชิงอุดมคติใหม่ผ่านรูปทรงสัตว์ผสม เป็นการเชื่อมโยงความเชื่อดั้งเดิมเข้ากับบริบทสังคมร่วมสมัยได้อย่างมีนัยสำคัญ เกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่คือ กระบวนการสร้างรูปสัญลักษณ์มงคลร่วมสมัย ซึ่งประกอบด้วยการจัดวางองค์ประกอบศิลป์ ที่เน้นความเชื่อพลังงานด้านบวกตามหลักฮวงจุ้ย และการลดทอน ควบรวมรูปทรงทางกายภาพ ของสัตว์มงคลเพื่อให้เกิดสัญลักษณ์สัตว์มงคลแบบใหม่ เป็นแนวทางการประยุกต์ใช้วัฒนธรรมความเชื่อ เพื่อสร้างสรรค์ผลงานผ่านจินตนาการที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและมีความร่วมสมัย</p>ณฐภัทร นาเมืองไชยพจน์ หวลมานพสมพร ธุรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลป์ปริทัศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-302026-06-301417184การสร้างสรรค์จิตรกรรมสื่อผสมเทคนิคการฉายภาพเคลื่อนไหว เพื่อนำเสนอความหลากหลาย ทางชีวภาพลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/APJ/article/view/271598
<p>งานวิจัย “การสร้างสรรค์จิตรกรรมสื่อผสมเทคนิคการฉายเคลื่อนไหวเพื่อนำเสนอความหลากหลายทางชีวภาพลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา” มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา 2) ศึกษาแนวคิดส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมผ่านศิลปะร่วมสมัย 3) สร้างสรรค์จิตรกรรมสื่อผสมเทคนิคฉายภาพเคลื่อนไหวบนระนาบจิตรกรรม โดยการศึกษาแนวคิดและทฤษฎีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างสรรค์จิตรกรรมสื่อผสมจากขยะและวัสดุเหลือใช้ที่รวบรวมจากการสำรวจพื้นที่ นำผลงานจิตรกรรมมาบันทึกภาพเพื่อสร้างภาพเคลื่อนไหวด้วยโปรแกรม Adobe After Effect ในขั้นตอนหลังการผลิตงาน (Post-production) เป็นการตัดต่อและนำเสียงธรรมชาติที่บันทึกไว้มาลงเสียงให้สัมพันธ์ภาพเคลื่อนไหว สามารถสรุปผลการสร้างสรรค์ได้ดังนี้ 1) ผลงานศิลปะร่วมสมัยที่มีส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 2) จิตรกรรมสื่อผสมที่ถ่ายทอดความงามของธรรมชาติและการกระทำของมนุษย์ที่ส่งผลต่อระบบนิเวศ 3) เทคนิคฉายภาพเคลื่อนไหว (Projection mapping) บนระนาบจิตรกรรมที่เปลี่ยนการรับรู้ภาพนิ่งเป็นภาพเคลื่อนไหวที่แสดงเรื่องราวความสัมพันธ์ของระบบนิเวศและการกระทำของมนุษย์ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม</p>เกรียงศักดิ์ รักษาเดช
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลป์ปริทัศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-302026-06-30141105118การออกแบบเสื้อผ้าแฟชั่นสตรีทแวร์จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์วัดเล่งเน่ยยี่สำหรับกลุ่มเจนเนอเรชันซี
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/APJ/article/view/281600
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวัดเล่งเน่ยยี่ วัดจีนเก่าแก่ที่มีความสำคัญในด้านศิลปะ สถาปัตยกรรม และความเชื่อทางศาสนาในสังคมไทย ตลอดจนศึกษาแนวคิด วิธีการออกแบบ และแนวทางการพัฒนาการออกแบบเสื้อผ้าแฟชั่นสตรีทแวร์สำหรับกลุ่มเป้าหมายเจเนอเรชัน Z (Generation Z) โดยมุ่งเน้นแนวคิด “การตีความใหม่” ของสัญลักษณ์ความเชื่อ เพื่อเชื่อมโยงคุณค่าทางจิตวิญญาณ ความงาม และความร่วมสมัยให้สอดคล้องกับบริบทของยุคสมัย</p> <p>งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่นสตรีทแวร์จำนวน 3 ท่าน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่หลากหลาย ได้แก่ ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญทางด้านการออกแบบแฟชั่น 1 ท่าน ผู้เชี่ยวชาญทางด้านศิลป์และการสร้างสรรค์งานออกแบบ 1 ท่าน และผู้เชี่ยวชาญทางด้านการสร้างภาพลักษณ์และการสื่อสารแบรนด์อีก 1 ท่าน เพื่อสะท้อนมุมมองที่หลากหลายในการออกแบบแฟชั่นร่วมสมัย นอกจากนี้ ยังมีการวิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัดเล่งเน่ยยี่อย่างละเอียด โดยอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลออนไลน์ที่น่าเชื่อถือ อาทิ เฟซบุ๊กเพจทางการของวัด เว็บไซต์ทรูไอดี อินทาเนียแมกกาซีน ฯลฯ พร้อมทั้งลงพื้นที่สำรวจ ณ วัดเล่งเน่ยยี่ เมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2568 ผลการศึกษาพบว่า แนวทางการสร้างแบรนด์ควรเน้นอัตลักษณ์ที่มีรากฐานจากวัฒนธรรม การออกแบบโลโก้และเรื่องราวที่สะท้อนความเชื่อ เช่น มังกร ดอกบัว หรือองค์เทพ โดยนำเสนอผ่านองค์ประกอบมินิมอล สีสันทันสมัย และวัสดุที่ยั่งยืน ส่วนกรณีศึกษาแบรนด์ Stussy, Off-White และ ESSENTIALS แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเข้าใจวัฒนธรรมของกลุ่มเป้าหมาย การเชื่อมโยงแฟชั่นกับศิลปะ ดนตรี กีฬา และไลฟ์สไตล์ ตลอดจนการสื่อสารภาพลักษณ์อย่างมีชั้นเชิง เพื่อสร้างมูลค่าเชิงสัญลักษณ์และความผูกพันระยะยาวกับผู้บริโภค</p>ชลสวัสดิ์ เตียววณิชกุลอภิชญา อังคะวิภาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลป์ปริทัศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-302026-06-301411428การอนุรักษ์พื้นที่พลวัตหมู่บ้านโบราณเร่าหนาน: รูปแบบการจัดการชุมชนเชิงพลวัตแบบมีส่วนร่วม ผ่านความร่วมมือพหุภาคี
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/APJ/article/view/282719
<p>หมู่บ้านเร่าหนานในอำเภอฝูเหลียง เมืองจิ่งเต๋อเจิ้น เป็นแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเซรามิก แต่ปัจจุบันกำลังเผชิญปัญหาการสูญเสียแรงงาน การลดลงของประชากรในพื้นที่ และการเสื่อมถอยของประเพณีท้องถิ่น ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการสูญหายของทั้งมรดกที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ จึงจำเป็นต้องมีแนวทางจัดการชุมชนที่สร้างดุลยภาพระหว่างการอนุรักษ์และการพัฒนา เพื่อให้หมู่บ้านสามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการจัดการชุมชนเชิงพลวัตแบบมีส่วนร่วมผ่านความร่วมมือพหุภาคีในหมู่บ้านเร่าหนาน เพื่อพัฒนาแนวทางการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมที่ยั่งยืน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสำรวจภาคสนาม เพื่อวิเคราะห์บทบาทของผู้มีส่วนร่วมในกระบวนการอนุรักษ์ ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการจัดการชุมชนเชิงพลวัตแบบมีส่วนร่วมผ่านความร่วมมือพหุภาคีในหมู่บ้านเร่าหนาน ตั้งอยู่บนหลักการ "ชุมชนนำ สถานศึกษาสนับสนุน ชาวบ้านลงมือ และสังคมร่วมขับเคลื่อน” ซึ่งก่อให้เกิดกลไกการจัดการที่ยืดหยุ่นและครอบคลุม สามารถกระตุ้นพลวัตจากภายใน ฟื้นฟูมรดกวัฒนธรรมให้กลับมามีชีวิตชีวา และเชื่อมโยงการอนุรักษ์เข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างสมดุล รูปแบบดังกล่าวสามารถใช้เป็นต้นแบบในการบริหารจัดการหมู่บ้านโบราณอื่น ๆ เพื่อให้เกิดการอนุรักษ์และสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมอย่างมีชีวิต และผลักดันการฟื้นฟูชนบทด้วยมรดกทางวัฒนธรรมได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว</p>ลู่หยวน เฝิงเกรียงศักดิ์ เขียวมั่งชูศักดิ์ สุวิมลเสถียร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลป์ปริทัศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-302026-06-301413751