วารสารศิลป์ปริทัศน์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/APJ <p>วารสารศิลป์ปริทัศน์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ยินดีรับบทความวิจัย บทความวิชาการทางด้านศิลปกรรมศาสตร์ โดยบทความที่ส่งมาเพื่อพิจารณาจะต้องไม่เป็นบทความวิจัย บทความวิชาการที่เคยได้รับการเผยแพร่ในวารสารใดมาก่อน หรือ ไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาตีพิมพ์ของวารสารอื่น บทความทุกบทความที่ลงในวารสารฉบับนี้จะต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่านต่อหนึ่งบทความ (โดยผลการพิจารณาจะต้อง ผ่าน ทั้ง 3 ท่าน) (ตั้งแต่ฉบับที่ 2 ปี พ.ศ.2565) (double blinded) โดยวารสารศิลป์ปริทัศน์ได้จัดทำวารสารเป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Online) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 ปีที่ 6 ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน 2561) เป็นต้นไป กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไขต้นฉบับ และการพิจารณาตีพิมพ์ตามลำดับก่อนหลัง ซึ่งวารสารศิลป์ปริทัศน์ จะนำไปเผยแพร่ในฐานข้อมูล Thai-Journal Citation Index Centre (TCI) กลุ่มที่ 2</p> <p>คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา จึงขอประชาสัมพันธ์และเชิญชวนคณาจารย์และผู้สนใจ ร่วมส่งบทความวิจัยหรือบทความวิชาการ เพื่อเผยแพร่ในวารสารวิชาการ "วารสารศิลป์ปริทัศน์" (Online) ปีที่ 13 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม - ธันวาคม) โดยส่งบทความผ่านทางเว็บไซต์ได้ตั้งแต่บัดนี้ <strong>จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2568</strong></p> <p><strong>หมายเหตุ ผู้มีความประสงค์ลงบทความในวารสาร จะต้องพิจารณาข้อมูล เงื่อนไข ขอบเขต วารสาร ที่เมนูหัวข้อ เกี่ยวกับวารสาร (About the Journal) เพื่อพิจารณารายละเอียด นโยบาย เงื่อนไข ขอบเขต ของวารสาร และทางวารสารจะถือว่าท่านได้อ่านและตกลงตามข้อกำหนดและเงื่อนไขตามที่วารสารกำหนด </strong></p> th-TH <p>เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารศิลป์ปริทัศน์ ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใดๆ</p> <p>บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารศิลป์ปริทัศน์ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารศิลป์ปริทัศน์</p> phattanan.kr@ssru.ac.th (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกพงศ์ อินเกื้อ) Phattanan.kr@ssru.ac.th (นางสาวพัทธนันท์ กฤษณะกาฬ) Mon, 22 Dec 2025 08:27:56 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ประติมากรรมบำบัดด้วยเทคนิคเครื่องเคลือบดินเผา ผ่านสัญลักษณ์ของดอกไม้ที่โรยรา โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากหลักคำสอนทางพุทธศาสนากฎไตรลักษณ์ร่วมกับแนวคิด ความงามจากความไม่สมบูรณ์ (วาบิ ซาบิ) https://so01.tci-thaijo.org/index.php/APJ/article/view/282881 <p>โครงการวิจัยที่มุ้งเน้นการบำบัดจิตตนเองด้วยศิลปะ โดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างสรรค์ผลงานในหัวข้อ “ประติมากรรมบำบัดด้วยเทคนิคเครื่องเคลือบดินเผา ผ่านสัญลักษณ์ของดอกไม้ที่โรยรา โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากหลักคำสอนทางพุทธศาสนากฎไตรลักษณ์ร่วมกับแนวคิดความงามจากความไม่สมบูรณ์ (วาบิ ซาบิ)” โดยหยิบยกดอกไม้ที่เหี่ยวเฉา โรยราตามสัจจะธรรมชองชีวิต ร่วมกับแนวคิดศิลปะบำบัด เพิ่มความสงบทางใจ 2) เพื่อสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมในกระบวนการเทคนิคเครื่องเคลือบดินเผา ปั้นรูปทรงดอกไม้เหี่ยว และนำเสนอในรูปแบบศิลปะจัดวาง (Installation) สวนดอกไม้ที่เหี่ยวเฉา 3) เพื่อวิเคราะห์กระบวนการศิลปะบำบัดที่สัมพันธ์กับหลักธรรมกฎไตรลักษณ์ร่วมกับแนวคิด วาบิ ซาบิ เพื่อการดำเนินชีวิตอย่างเข้าใจ ไม่ยึดติด เรียนรู้ที่จะปล่อยวาง</p> <p>จากการวิจัยพบว่า แนวคิดที่ได้รับจากการศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่อง “กฎแห่งไตรลักษ์” อันแสดงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อาการไม่เที่ยง ที่เกิดขึ้นแล้วเสื่อมสลายไป เป็นทุกข์ เพราะคงอยู่ในสภาพนั้นไม่ได้ ที่แสดงถึงการไม่มีตัวตนที่แท้จริง 3 อย่างนี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สามัญญลักษณะ คือ ข้อกำหนดที่แน่นอนของสังขารที่เปลี่ยนแปลงไปตามกฏของเวลา ที่สอดคล้องกับแนวคิดของเซน วาบิ-ซาบิ ที่น้อมรับความไม่สมบูรณ์แบบ มีตำหนิ และร่องรอยอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของทุกสรรพสิ่ง โดยมีรากฐานมาจากความเข้าใจในธรรมชาติ ร่วมกับการบำบัดจิตให้สงบนิ่งด้วยเทคนิคปั้นดินเซรามิก พบว่าการสัมผัสดินและการปั้นมีผลทางดีต่อการทำงานของระบบประสาทและจิตใจ ในขณะปั้นเกิดความสงบสุขทางใจ ด้วยการสัมผัสดินที่เย็น การนวดดิน บีบ คลึงดิน สามารถผ่อนคลายความเครียดได้ เกิดสมาธิ การปั้นนับเป็นการบันทึกช่วงเวลาสุดท้ายของดอกไม้ที่กำลังโรยรา แปรเปลี่ยน นำมาเป็นสัญลักษณ์เพื่อน้อมนำใจเข้าหาหลักคำสอนแห่งกฎไตรลักษ์ จนสามารถทำใจน้อมรับกับสัจจะธรรมของชีวิตแม้ความเปลี่ยนแปลงมาเยือน อย่างเข้าใจ ปิติสุข</p> เมตตา สุวรรณศร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลป์ปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/APJ/article/view/282881 Mon, 22 Dec 2025 00:00:00 +0700 อัตลักษณ์และสุนทรียภาพของเครื่องปั้นดินเผาพื้นบ้านตำบลเตาก่วน มณฑลหูเป่ย เพื่อสร้างสรรค์ศิลปะเซรามิกร่วมสมัย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/APJ/article/view/275529 <p>งานวิจัยนี้มุ่งเน้นไปที่อัตลักษณ์และสุนทรียภาพของเครื่องปั้นดินเผาพื้นบ้านตำบลเตาก่วน มณฑลหูเป่ย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์และวิวัฒนาการของเครื่องปั้นดินเผาตำบลเตาก่วน มณฑลหูเป่ย วิเคราะห์อัตลักษณ์และและสุนทรียภาพของเครื่องปั้นดินเผาพื้นบ้านตำบลเตาก่วน เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ใหม่และการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะเซรามิกร่วมสมัย</p> <p>ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาวิจัยผ่านการค้นคว้าจากเอกสารและการสำรวจภาคสนาม จนได้มาซึ่งข้อมูลที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นของเครื่องปั้นดินเผาตำบลก่วนเหยาในด้านประวัติศาสตร์ วัสดุ รูปทรง การตกแต่ง และเทคนิค จากนั้นได้ใช้ทฤษฎีด้านสุนทรียศาสตร์ สัญลักษณ์ทางศิลปะ และมานุษยวิทยาทางศิลปะในการวิเคราะห์ผลการวิจัย จนได้ข้อสรุปเกี่ยวกับลักษณะและสุนทรียภาพของเครื่องปั้นดินเผาจากเตาตระกูลกวน เตาตระกูลหลี่ และเตาตระกูลหลู เกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่ นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังได้นำการทดลองและการศึกษาข้ามสาขาวิชามาใช้ ทำการวิเคราะห์ทางเคมีของวัตถุดิบในการผลิตเครื่องปั้นดินเผาจากตำบลก่วนเหยา พร้อมทั้งทดลองสูตรผสม จนได้สูตรวัตถุดิบที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการสร้างสรรค์ผลงานเซรามิกร่วมสมัยที่มีอัตลักษณ์และสุนทรียภาพของเครื่องปั้นดินเผาตำบลก่วนเหยา ซึ่งเป็นการสร้างเส้นทางการปฏิบัติที่ช่วยให้เกิดการประยุกต์ใช้ศิลปะเครื่องปั้นดินเผาดั้งเดิมสู่การสร้างสรรค์ร่วมสมัย</p> เวิ่นเทา โจว, ภรดี พันธุภากร, พงษ์เดช ไชยคุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลป์ปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/APJ/article/view/275529 Mon, 22 Dec 2025 00:00:00 +0700 นาฏกรรมย่านพาหุรัด: ชุมชนลิตเติ้ลอินเดีย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/APJ/article/view/277779 <p>บทความฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์เรื่อง นาฏกรรมในกรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบนาฏกรรมในชุมชนลิตเติ้ลอินเดียในย่านพาหุรัด โดยใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบผสมผสานจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ทั้งการศึกษาจากเอกสาร การสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้องกับนาฏกรรม ใช้เกณฑ์ในการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) รวมถึงการสังเกตการณ์ในช่วงเวลาที่มีการจัดแสดงนาฏกรรมในพื้นที่</p> <p>ผลการศึกษาพบว่านาฏกรรมอินเดียที่เข้ามามีบทบาทในชุมชนลิตเติ้ลอินเดียไม่เพียงแต่เป็นการแสดงออกทางศิลปะที่งดงามและประณีตเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ภายในชุมชน สร้างความสามัคคี และสืบสานวัฒนธรรมดั้งเดิม จากการศึกษาแบ่งนาฏกรรมออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ กลุ่มแรกคือ นาฏกรรมของชาวซิกข์ ซึ่งมีลักษณะเด่นในการแสดงออกผ่านบทสวดและการขับร้องคีร์ตันที่สะท้อนถึงค่านิยมของความเรียบง่าย เท่าเทียม และความกล้าหาญ มีการใช้เครื่องแต่งกายเฉพาะตัว เช่น ผ้าโพกศีรษะ ที่เน้นถึงเป็นเอกลักษณ์ของชุมชน ส่วนกลุ่มที่สองคือ นาฏกรรมของชาวฮินดูมุ่งเน้นการเล่าเรื่องราวของเทพเจ้าและตำนานผ่านการเคลื่อนไหวที่ประณีต โดยการใช้สัญลักษณ์และท่าทางที่แฝงไปด้วยคติธรรมและคุณค่าทางศาสนา อย่างไรก็ตามชุมชนลิตเติ้ลอินเดียยังมีส่วนร่วมในกิจกรรมและพระราชพิธีสำคัญของไทยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดการแลกเปลี่ยนและผสมผสานทางวัฒนธรรมอย่างมีนัยสำคัญ การปรับตัวในลักษณะนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการอยู่ร่วมกับสังคมไทยที่มีความหลากหลายทั้งในด้านวัฒนธรรมและประเพณี ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงความเข้มแข็งและความสามัคคีของชุมชนอินเดียในกรุงเทพมหานคร</p> ณัฐวลัญช์ วังนิล, อนุกูล โรจนสุขสมบูรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลป์ปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/APJ/article/view/277779 Mon, 22 Dec 2025 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้สีธรรมชาติจากพืชถิ่น ในการสร้างคุณค่างานทัศนศิลป์และหัตถกรรมสร้างสรรค์ร่วมสมัย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/APJ/article/view/284364 <p>การวิจัยเชิงประยุกต์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้สีธรรมชาติจากพืชถิ่นในการสร้างคุณค่างานทัศนศิลป์และหัตถกรรมสร้างสรรค์ร่วมสมัย โดยเลือกจังหวัดยะลาเป็นพื้นที่ศึกษา เนื่องจากมีทุนวัฒนธรรมด้านศิลปกรรมและหัตถกรรมที่โดดเด่น กระบวนการดำเนินงานใช้วิธีการแบบ Workshop-based Action Research ประกอบด้วย (1) การสำรวจและรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับพืชและวัสดุที่ให้สีในพื้นที่ (2) การทดลองสกัดสีและปรับเฉดด้วยสารมอร์แดนท์หลายชนิด เพื่อวิเคราะห์คุณสมบัติด้านความเข้ม ความสว่าง และความคงทนของสี และ (3) การประยุกต์ใช้สีธรรมชาติในสองกลุ่ม อาทิ กลุ่มศิลปินทัศนศิลป์ และกลุ่มงานหัตถกรรมสร้างสรรค์ ผลการวิจัยพบว่า พืชท้องถิ่น เช่น ดินแดง ฝาง ไม้เสม็ดแดง ใบมังคุด ใบหูกวาง และคราม สามารถสกัดเป็นเฉดสีได้หลากหลาย โดยสารมอร์แดนท์ส่งผลต่อพฤติกรรมสีอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งความเข้ม การกระจายตัว และความคงทน กลุ่มทัศนศิลป์สามารถพัฒนา “ผงสีธรรมชาติ (pigment powder)” ซึ่งขยายบทบาทของสีธรรมชาติจากงานย้อมสู่การสร้างสรรค์จิตรกรรมร่วมสมัย มีศักยภาพต่อยอดสู่การใช้ในวัสดุศิลป์และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ขณะที่กลุ่มหัตถกรรมสร้างสรรค์สามารถย้อมผ้าและวัสดุพื้นถิ่น เช่น กระจูด ได้เฉดสีที่นุ่มนวลเป็นธรรมชาติ เกิดผลิตภัณฑ์ต้นแบบร่วมสมัยที่สะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่ยะลาและตอบโจทย์ความยั่งยืน องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้ทำให้เกิดฐานข้อมูลเชิงประจักษ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างชนิดพืช–เฉดสี–การประยุกต์ใช้ในงานศิลป์และหัตถกรรม ตลอดจนแสดงให้เห็นศักยภาพของสีธรรมชาติในการเชื่อมโยงภูมิปัญญาดั้งเดิมกับการออกแบบร่วมสมัย สามารถต่อยอดสู่การพัฒนานวัตกรรมสร้างสรรค์ ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ เชื่อมโยงเทคโนโลยีและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ–วัฒนธรรม–สิ่งแวดล้อมของชุมชนชายแดนใต้ได้อย่างยั่งยืน</p> สิรัชชา สำลีทอง, ณัฐพล พิชัยรัตน์, ธนพรรณ บุณยรัตกลิน, ธนวัฒน์ พรหมสุข, จิรชยา ฉวีอินทร์, สิทธิโชค นวมเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลป์ปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/APJ/article/view/284364 Tue, 16 Dec 2025 00:00:00 +0700 ระฆัง: คุณลักษณะของความมีชีวิตชีวาและจิตวิญญาณของเครื่องสำริดราชวงศ์ฉู่เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/APJ/article/view/280006 <p>วัฒนธรรมสำริดของยุคก่อนราชวงศ์ฉินมีการพัฒนาอย่างมาก เครื่องสำริดราชวงศ์ฉู่เองก็เช่นกัน ระฆังเจิงโหวอี่เป็นเครื่องสำริดประจำรัฐฉู่ ระฆังเหล่านี้เป็นการแสดงถึงความสำเร็จขั้นสูงสุดของอารยธรรมพิธีกรรมและดนตรีในยุคก่อนราชวงศ์ฉินของจีนและเทคโนโลยีการหล่อสำริด บทความนี้ใช้ลวดลายของระฆังเจิงโหวอี่เป็นจุดเริ่มต้นในการศึกษาความหมายแฝงและคุณค่าสมัยใหม่ พร้อมทั้งทดลองนำลวดลายของระฆังไปใช้กับผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมสร้างสรรค์ เพื่อสำรวจวิธีการใหม่ๆ ในการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม ฉู่อย่างสร้างสรรค์ การวิจัยนี้เริ่มต้นจาก “เครื่องสำริดราชวงศ์ฉู่ ลวดลายของระฆังเจิงโหวอี่และผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมสร้างสรรค์” ในสามระดับ โดยใช้ทฤษฎีต่างๆ เช่น การออกแบบ สัญศาสตร์และสุนทรียศาสตร์ เพื่อทำการศึกษาเชิงระบบ วิเคราะห์ความหมายแฝง อัตลักษณ์ทางศิลปะ คุณค่าทางจิตวิญญาณและสถานะการประยุกต์ใช้ลวดลายของระฆัง สำรวจแนวคิดและวิธีการใหม่ๆ เพื่อผสานเข้ากับการออกแบบสมัยใหม่ จากการจัดเรียงความสัมพันธ์ระหว่าง “เครื่องสำริดราชวงศ์ฉู่ ลวดลายของระฆังเจิงโหวอี่และผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมสร้างสรรค์” จึงได้ออกแบบแจกันระฆังที่มีมูลค่าในเชิงปฏิบัติ มีความคิดสร้างสรรค์และสอดคล้องกับกระแสความนิยมของผู้บริโภค พิสูจน์ให้เห็นว่าเครื่องสำริดเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา การผสมผสานกับการออกแบบที่ทันสมัยสามารถเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมฉู่ให้มีความสร้างสรรค์ได้</p> หลิว จิ้ง, ภานุ สรวยสุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลป์ปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/APJ/article/view/280006 Tue, 16 Dec 2025 00:00:00 +0700 การออกแบบลวดลายผ้าไหมมัดหมี่ด้วยแนวคิดวัฒนธรรมร่วมนครชัยบุรินทร์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/APJ/article/view/284417 <p>งานวิจัยเรื่อง "การออกแบบลวดลายผ้าไหมมัดหมี่ด้วยแนวคิดวัฒนธรรมร่วมนครชัยบุรินทร์" มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมร่วมนครชัยบุรินทร์ สำหรับใช้เป็นแนวทางในการออกแบบ 2.เพื่อสร้างต้นแบบลวดลายผ้ามัดหมี่แบบประยุกต์ จำนวน 10 ลวดลาย 3. เพื่อประเมินความพึงพอใจและแนวทางการเพิ่มมูลค่าเชิงพาณิชย์ของลวดลายต้นแบบผ้ามัดหมี่ โดยการประยุกต์ใช้ทุนทางวัฒนธรรมร่วม มีการดำเนินการวิจัยแบบผสานวิธีผ่านการศึกษาเอกสารและการลงพื้นที่เก็บข้อมูลในอำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยทำการออกแบบลวดลายต้นแบบจำนวน 10 ลาย และคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 50 คน ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญ ผู้ประกอบการ นักออกแบบ นักศึกษา และนักท่องเที่ยว เพื่อประเมินความพึงพอใจด้วยแบบสอบถาม 4 ด้าน(ความคิดสร้างสรรค์และการสื่อสาร, การออกแบบและองค์ประกอบศิลป์, ประโยชน์และความสะดวกในการผลิต, และความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์) โดยวิเคราะห์ผลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ได้ลวดลายต้นแบบที่ผ่านการคัดเลือก 2 ลาย ได้แก่ "ลายบัวขอซ้อน" ที่พัฒนาจากลายขอเดิม และ "ลายบัวตูม" ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพสลักปราสาทหินและภูมิทัศน์ท้องถิ่น โดยผลการประเมินความพึงพอใจในภาพรวมของ "ลายบัวขอซ้อน" มีค่าเฉลี่ย(xˉ)= 4.33 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 0.70 และ "ลายบัวตูม" มีค่าเฉลี่ย(xˉ) 4.47 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 0.60 ซึ่งมีความโดดเด่นด้านประโยชน์และความสะดวกในการผลิตจริง แสดงให้เห็นว่าการออกแบบลวดลายใหม่บนโครงสร้างดั้งเดิม สามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพเชิงพาณิชย์และสื่อสารอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวในพื้นที่นครชัยบุรินทร์ได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> นวภรณ์ ศรีสราญกุลวงศ์, ภานุวัฒน์ กาหลิบ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลป์ปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/APJ/article/view/284417 Tue, 16 Dec 2025 00:00:00 +0700 การออกแบบผลิตภัณฑ์ตกแต่งผนังจากสาหร่ายในนากุ้ง https://so01.tci-thaijo.org/index.php/APJ/article/view/282558 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณลักษณะและคุณสมบัติของสาหร่ายในนากุ้ง เพื่อนำมาพัฒนาเป็นวัสดุสำหรับงานออกแบบผลิตภัณฑ์ตกแต่งผนัง โดยยึดแนวทางของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในการเพิ่มมูลค่าให้แก่ทรัพยากรธรรมชาติที่เหลือทิ้ง กระบวนการวิจัยประกอบด้วยการวิเคราะห์ลักษณะของสาหร่ายในนากุ้ง การทดลองฟอกสี การแปรรูปด้วยกระบวนการทำกระดาษ และการอัดขึ้นรูปด้วยความร้อน ตลอดจนการออกแบบและสร้างต้นแบบผลิตภัณฑ์ตกแต่งผนัง ผลการวิจัยพบว่า “สาหร่ายผมนาง” เป็นชนิดที่มีศักยภาพสูงสุดในการแปรรูป เนื่องจากมีปริมาณเส้นใยมาก เส้นใยมีความเหนียว ยึดเกาะตัวได้ดี และสามารถนำไปใช้ได้ทั้งในรูปแบบของกระดาษและวัสดุแผ่นอัด สำหรับกระบวนการทำกระดาษพบว่า อัตราส่วนที่เหมาะสมในการฟอกสีเส้นใยสาหร่ายด้วยสารโซเดียมไฮโปคลอไรท์ คือ 25:75 (สาร:น้ำ) ใช้เวลาในการฟอก 15–20 ชั่วโมง ซึ่งให้เส้นใยที่ขาวและสมบูรณ์ที่สุด การต้มด้วยน้ำเปล่าทำให้กระดาษมีความแข็งแรงมากขึ้น ส่วนการตีเยื่อด้วยสาร CMC และการปั่นด้วยเครื่องปั่น ช่วยให้เส้นใยกระจายตัวได้ดี กระดาษที่ได้มีความเรียบเนียน สีสม่ำเสมอ และสามารถย้อมสีได้ง่ายหากผ่านการฟอกสีแล้ว ในส่วนของการอัดขึ้นรูปด้วยความร้อน พบว่า อัตราส่วนที่เหมาะสมสำหรับการอัดแผ่นหนา 15 มิลลิเมตร คือ สาหร่ายแห้ง 1 กิโลกรัม ผสมตัวประสาน 0.08 อัดที่อุณหภูมิ 120 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 5 นาที จะได้แผ่นวัสดุที่แข็งแรง เหมาะสมต่อการนำไปใช้ในงานออกแบบผลิตภัณฑ์ตกแต่งผนังที่ตอบสนองทั้งด้านความงามและฟังก์ชันการใช้งาน</p> มงคล อิงคุทานนท์, สุชน ใบสมุทร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลป์ปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/APJ/article/view/282558 Tue, 16 Dec 2025 00:00:00 +0700 การปรับสภาพสิ่งแวดล้อมและเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้าน สำหรับผู้สูงวัย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/APJ/article/view/282641 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพสิ่งแวดล้อมและเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้าน สำหรับผู้สูงวัย 2) วิเคราะห์สภาพสิ่งแวดล้อมและเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้าน สำหรับผู้สูงวัย 3) ออกแบบร่างต้นแบบของสิ่งแวดล้อมและเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้าน สำหรับผู้สูงวัย 4) สร้างและประเมินต้นแบบสิ่งแวดล้อมและเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้าน สำหรับผู้สูงวัยแบบเสมือนจริง ตามต้นแบบภาพร่างที่พัฒนาขึ้นด้วยเทคโนโลยี Augmented reality (AR) และ Animation ผู้ให้ข้อมูลในการวิจัย ประกอบด้วย ผู้สูงวัย หรือผู้ดูแลผู้สูงวัย หรือนักกิจกรรมบำบัด หรือนักกายภาพบำบัด 12 คน ได้มาจากการเลือกตามวัตถุประสงค์ และกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ประเมินผลต้นแบบเฟอร์นิเจอร์ 385 คน ได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) การออกแบบปรับสภาพสิ่งแวดล้อมและเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้าน สำหรับผู้สูงวัย จะต้องมีความมั่นคงแข็งแรง มีราวจับ และสร้างความปลอดภัย เข้าถึงง่าย สอดคล้องกับแนวคิดการออกแบบด้านความมั่นคงและปลอดภัยมีขนาดและหน้าที่ใช้งานที่เหมาะสมหลากหลาย 2) ผลการประเมินต้นแบบสิ่งแวดล้อมและเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้าน สำหรับผู้สูงวัยแบบเสมือนจริง มีผลการประเมินภาพรวมในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.72) และผลการประเมินทั้ง 8 ด้าน ได้แก่ (1) มีสัดส่วนการใช้งานในพื้นที่ที่เหมาะสม (2) มีลักษณะเหมาะสมกับการใช้งาน (3) มีคุณค่าทางความงดงามเหมาะสม (4) สามารถนำไปเป็นต้นแบบประยุกต์สร้างในพื้นที่อื่นได้ (5) เป็นผลงานที่คนปกติสามารถใช้พื้นที่ร่วมด้วยได้ (6) เป็นผลงานที่เป็นประโยชน์แก่ผู้สูงวัย(7) เป็นผลงานที่มีรูปแบบไม่ซ้ำกับผลงานผู้อื่น และ (8) มีความชื่นชอบผลงานการปรับปรับสภาพสิ่งแวดล้อมและเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้าน สำหรับผู้สูงวัย อยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 4.70 – 4.77<strong>, </strong>S.D.= 0.12</p> บุญเสริม วัฒนกิจ, ไกรสิทธิ์ วิไลเลิศ, นฤทธิ์ วัฒนภู, พูลพงศ์ สุขสว่าง, การุณย์ อินทวาส, อุทัย หวังพัชรพล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลป์ปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/APJ/article/view/282641 Tue, 16 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาเรื่องการจัดแบ่งประเภทบุคลิกภาพวิสาหกิจรายย่อย โดยใช้แนวคิดแบบทดสอบประเภทบุคลิกภาพของไมเออร์ส-บริกส์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/APJ/article/view/274492 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งประเภทบุคลิกภาพต่างๆ ของวิสาหกิจรายย่อย (Micro Enterprise) ของไทยโดยใช้แนวคิดแบบทดสอบประเภทบุคลิกภาพ Myers-Briggs Type Indicator (MBTI) ซึ่งนิยามตาม (สสว. ฉบับที่ 3, 2563) วิสาหกิจรายย่อย (Micro Enterprise) หมายถึงธุรกิจขนาดเล็กที่มีจำนวนการจ้างงานไม่เกิน 5 คน และมีรายได้ต่อปีไม่เกิน 1.8 ล้านบาท ส่วน MBTI หมายถึง แบบทดสอบประเภทบุคลิกภาพของไมเออร์ส-บริกส์ (Myers-Briggs Type Indicator) เป็นเครื่องมือประเมินบุคลิกภาพที่แบ่งคนออกเป็น 16 ประเภท ถูกพัฒนาโดย Katharine Cook Briggs และ Isabel Briggs Myers โดยอ้างอิงทฤษฎีของ Carl Jung เพื่อช่วยให้เข้าใจความแตกต่างของบุคลิกภาพและวิธีคิดของแต่ละคน การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัย เชิงคุณภาพ (Qualitative research) โดยรวบรวมแนวคิด วิสาหกิจรายย่อย (Micro Enterprise) และ แบบทดสอบประเภทบุคลิกภาพ Myers-Briggs Type Indicator (MBTI) จากเอกสารต่างๆ (Documentary research) จากนั้นใช้เครื่องมือวิจัยที่ 1 การสนทนากลุ่ม (Focus Group) สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรมนุษย์ 3 ท่าน เพื่อจัดกลุ่มบุคลิกภาพที่มีความเหมาะสมกับวิสาหกิจรายย่อย จากนั้นใช้เครื่องมือวิจัยที่ 2 การสนทนากลุ่ม (Focus Group) ผู้เชี่ยวชาญด้านวิสาหกิจรายย่อย คัดเลือกกลุ่ม ตัวอย่างจำนวน 5 ท่าน เพื่อหาคำตอบ เพื่อวิเคราะห์หาแนวทางการแบ่งประเภทบุคลิกภาพต่างๆ ของวิสาหกิจรายย่อย จากนั้นใช้เครื่องมือวิจัยที่ 3 การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) แบบกึ่งมีโครงสร้างโดยผู้เชี่ยวชาญด้านเขียนคำโฆษณา (Copy writer) 3 ท่าน เพื่อตั้งชื่อและสร้างประเภทคำพรรณนาบุคลิกภาพของกลุ่มบุคลิกภาพที่มีความเหมาะสมกับวิสาหกิจรายย่อยเพื่อประโยชน์ในการสื่อสารกับผู้เกี่ยวข้อง จากผลการศึกษาวิจัยพบว่าสามารถจัดแบ่งประเภทบุคลิกภาพต่างๆ ของวิสาหกิจรายย่อย (Micro Enterprise) ไทย ได้ทั้งสิ้น 4 ประเภท ได้แก่ 1) แม่ค้ามือทอง 2) พ่อค้าหน้าหยก 3) พ่อค้าอินดี้ 4) แม่ค้าปากแจ๋ว และจากผลการวิจัยพบว่าวิสาหกิจรายย่อยแต่ละประเภทมีคำพรรณนาคุณสมบัติของบุคลิกภาพต่างๆ ของแต่ละประเภท เพื่อให้ วิสาหกิจรายย่อย (Micro Enterprise) เชื่อมโยง ประยุกต์บุคลิกภาพให้เข้ากับตัวเองได้</p> <p>ความสำคัญและประโยชน์ของงานวิจัยนี้มีดังต่อไปนี้ 1) เป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจรายย่อยเข้าใจบุคลิกภาพของตนเอง ซึ่งจะช่วยในการพัฒนาธุรกิจให้สอดคล้องกับจุดแข็งของตน 2) หน่วยงานภาครัฐที่สนับสนุนวิสาหกิจรายย่อยสามารถออกแบบโครงการหรือนโยบายที่เหมาะสมกับแต่ละประเภทบุคลิกภาพ 3) สร้างความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับความหลากหลายของบุคลิกภาพผู้ประกอบการวิสาหกิจรายย่อยในประเทศไทย โดยผลการวิจัยนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาและส่งเสริมวิสาหกิจรายย่อยไทยให้เติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับศักยภาพและบุคลิกภาพของผู้ประกอบการแต่ละราย</p> ภัทระ สุขสิริกูร, อารยะ ศรีกัลยาณบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลป์ปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/APJ/article/view/274492 Mon, 22 Dec 2025 00:00:00 +0700 การสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายจากนวัตกรรมสิ่งทอโลหะ สำหรับกลุ่มบุคคลสาธารณะในกลุ่มประเทศยุโรป https://so01.tci-thaijo.org/index.php/APJ/article/view/275221 <p><strong> </strong>บทความเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยเรื่อง “นวัตกรรมเทคโนโลยีสิ่งทอโลหะจากทุนวัฒนธรรมสู่การแปรรูปผลิตภัณฑ์แฟชั่นสร้างสรรค์” โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก สำนักงานวิจัยแห่งชาติ (วช.) ประจำปี พ.ศ. 2566 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาแนวทางในการออกแบบเครื่องแต่งกายให้เหมาะสมกับกลุ่มบุคคลสาธารณะในกลุ่มประเทศยุโรป และเพื่อศึกษารูปแบบและพัฒนานวัตกรรมสิ่งทอโลหะที่สามารถป้องกันสภาพแวดล้อมที่อันตรายได้</p> <p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยรูปแบบผสมผสาน ระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ การสำรวจลักษณะกลุ่มเป้าหมายก่อนจะนำมาออกแบบสร้างสรรค์เพื่อกลุ่มเป้าหมาย และการวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ การวิเคราะห์ด้วยสถิติและการเก็บข้อมูลในกระบวนการทดลอง ควบคู่กับกระบวนการทดลองและการคิดเชิงออกแบบทางหลักศิลปกรรมเพื่อสร้างนวัตกรรมสิ่งทอโลหะสำหรับกลุ่มบุคคลสาธารณะในกลุ่มประเทศยุโรป ซึ่งมีการแบ่งขั้นตอนกระบวนการวิจัยออกเป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ การศึกษาข้อมูลและแนวคิดจากทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง การวิเคราะห์ข้อมูล กระบวนการทดลอง การสรุปแนวทางการออกแบบ และการพัฒนาต้นแบบงานสร้างสรรค์ ซึ่งการวิจัยพบว่า การออกแบบเพื่อภาพลักษณ์ของกลุ่มเป้าหมายบุคคลสาธารณะในกลุ่มประเทศยุโรป มีความนิยมเครื่องแต่งกายในรูปแบบสง่างาม หรูหรา เน้นการส่งเสริมภาพลักษณ์และเน้นการใช้โทนสีที่ไม่ฉูดฉาด เน้นลักษณะการตัดเย็บประณีตและการเดรปปิ้งเพื่อให้เกิดมิติ สอดคล้องกับสิ่งทอโลหะที่ให้ลักษณะเงางามหรูหรา รวมทั้งมีคุณสมบัติในการป้องกับสภาวะแวดล้อมที่แข็งแรงมากกว่าผ้าไหมทั่วไป โดยทั้งนี้ การวิจัยจะต้องพัฒนานวัตกรรมให้มีความสอดคล้องกับความต้องการและใช้แนวคิดการพัฒนาจากการข้ามศาสตร์ด้วยทดลอง การบูรณาการเครื่องมือการวิจัยเพื่อเก็บข้อมูล และการใช้ศาสตร์อื่นนอกเหนือจากศิลปกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง เพื่อให้ผลงานต้นแบบสร้างสรรค์เกิดประสิทธิภาพเหมาะสมและเป็นที่ต้องการในปัจจุบัน</p> พัดชา อุทิศวรรณกุล; วีรินทร์ สันติวรรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลป์ปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/APJ/article/view/275221 Mon, 22 Dec 2025 00:00:00 +0700 ลวดลายผ้าพิมพ์ เพื่อการออกแบบสินค้าแฟชั่นไลฟ์สไตล์จากการศึกษางานศิลปกรรม และวิถีชุมชนท่าเตียน เกาะรัตนโกสินทร์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/APJ/article/view/282762 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษางานศิลปกรรมและวิถีชีวิตของชุมชนในพื้นที่ท่าเตียน เขตเกาะรัตนโกสินทร์ และ 2) เพื่อสร้างสรรค์ลวดลายผ้าพิมพ์ที่นำองค์ความรู้จากงานศิลปกรรมและวิถีชุมชนท่าเตียนมาใช้ในการออกแบบสินค้าแฟชั่นไลฟ์สไตล์ การดำเนินงานวิจัยประกอบด้วยการศึกษาข้อมูลเชิงทฤษฎีและเอกสารภาควิชาการ การสังเกตและบันทึกกิจกรรมวิถีชีวิตชุมชน รวมถึงการสำรวจพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพเกี่ยวกับประเพณี วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อมสถาปัตยกรรม จากนั้นทำการวิเคราะห์องค์ประกอบศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมไทยที่ปรากฏในชุมชน เช่น รูปทรง เส้น สี พื้นผิว และลวดลาย พร้อมกับสังเคราะห์อัตลักษณ์เฉพาะถิ่นเพื่อนำไปพัฒนาแนวคิดและรูปแบบลวดลายผ้าพิมพ์ ผลลัพธ์จากกระบวนการวิจัยนี้คือแนวทางการสร้างลวดลายที่สะท้อนเอกลักษณ์ท้องถิ่นอย่างชัดเจน และสามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ เช่น ผ้าพันคอ กระเป๋า หมวก และของตกแต่งของที่ระลึก เป็นต้น ซึ่งช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของชุมชนท่าเตียนให้เข้มแข็ง เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย และสามารถพัฒนาได้อย่างยั่งยืน</p> สุวิธธ์ สาดสังข์, สุภาวดี จุ้ยศุขะ, ชนกนาถ มะยูโซ๊ะ, สิรัชชา สำลีทอง, เตชิต เฉยพ่วง, เตือนตา พรมุตตาวรงค์, มงคล อิงคุทานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลป์ปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/APJ/article/view/282762 Mon, 22 Dec 2025 00:00:00 +0700 การประพันธ์ดนตรีร้องผสมผสานกับการใช้ศิลปะเสียงและดนตรีทดลอง เพื่อจำลองสถานที่และเหตุการณ์ ที่ถ่ายทอดความเจ็บปวดจากเรื่องราวความรัก ที่ผู้คนได้พบเจอในช่วงต้นของทศวรรษที่ 2020s https://so01.tci-thaijo.org/index.php/APJ/article/view/282651 <p>ในทศวรรษที่ 2020s มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลต่อมุมมองและความคิดต่อความสัมพันธ์เชิงรัก เนื่องมาจากการระบาดโควิดสิบเก้าที่ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลง ในแง่ของเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และ ความเป็นปัจเจกบุคคลที่เบี่ยงเบนความสนใจจากการมีความรักและการผูกมัดจึงทำให้เกิดความสัมพันธ์เชิงรักรูปแบบใหม่ เหตุการณ์เหล่านี้ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงของเนื้อหาเพลงรัก และการใช้คำ ที่ต่างจากเพลงรักไทยในอดีต ผู้วิจัยจึงมีความตั้งใจที่จะตีแผ่ถึงเหตุการณ์ความรักในทศวรรษที่ 2020s ผ่านการประพันธ์บทประพันธ์ จำนวน 4 บทเพลงที่มีความยาว 25.30 นาที เพื่อที่สร้างบทเพลงที่สื่อความหมายที่ตรงกับประสบการณ์ของผู้ที่มีประสบการณ์ร่วมที่เจ็บปวดจากความรักในทศวรรษที่ 2020s รวมไปถึงผสมผสานศิลปะเสียง และ ดนตรีทดลอง เพื่อยกระดับในการสื่อความหมายเพลงนอกเหนือจากคำร้อง ผู้วิจัยจึงศึกษาแนวคิดย่อยจาก ศิลปะเสียง และ ดนตรีทดลอง อย่างแนวคิดของ เสียงที่เกิดจากมนุษย์ เสียงบรรยากาศ ดนตรี Ambient รวมไปถึงแนวดนตรี Shoegaze การประยุกต์ Chamber Music และกรณีศึกษาการผสมผสานศิลปะเสียงและดนตรีทดลองกับเพลงร้อง ของ David Bowie, King Crimson, The Beatles, Pink Floyd, Muse, ภูมิ วิภูริศ และ JPBS เข้ากับเพลงในศตวรรษที่ 20 เพื่อใช้การบรรเลงดนตรีในรูปแบบนี้ ยกระดับการสื่อสารความหมายจากบทเพลง</p> กวินท์ ตันไพฑูรย์ดิถี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลป์ปริทัศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/APJ/article/view/282651 Tue, 16 Dec 2025 00:00:00 +0700