https://so01.tci-thaijo.org/index.php/BRUJE/issue/feed วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ 2026-06-30T23:39:18+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกชัย ธีรภัคสิริ edujournal@bru.ac.th Open Journal Systems <p><strong>วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์</strong><br /><strong>Journal of Education Buriram Rajabhat University</strong><br /><strong>ISSN (Online) : 2773-966X<br /><br /></strong><strong>วัตถุประสงค์:</strong><br /> วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2564 มีการจัดพิมพ์เพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและผลงานวิจัย ซึ่งจะพิจารณารับตีพิมพ์บทความวิชาการและบทความวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสาขาด้านครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ และสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ หรืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเปิดรับผลงานของนักวิชาการ นักวิจัย อาจารย์และนักศึกษาทั้งจากหน่วยงานภายใน ภายนอกมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ เพื่อเป็นสื่อกลางรายงานความก้าวหน้าในงานวิชาการและผลงานวิจัย และเป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ทัศนะและข้อคิดเห็นทางด้านการศึกษา<br /><br /><strong>ขอบเขตวารสาร: <br /></strong> ด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ทางด้านการศึกษา ครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์และศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง<br /><br /><strong>กำหนดการเผยแพร่: ปีละ 2 ฉบับ <br /></strong> ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน <br /> ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม<br /><br /><strong>ประเภทของบทความ: <br /></strong> รับบทความ 3 ประเภท ได้แก่ บทความวิจัย (Research articles) บทความวิชาการ (Academic articles) บทความปริทัศน์ (Review articles) <br /> โดยรับพิจารณาบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ<br /><br /><strong>นโยบายพิจารณากลั่นกรองบทความ:</strong><br /> วารสารรับพิจารณาบทความภายใต้เงื่อนไขที่ว่าจะต้องไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร เอกสารการประชุมทางวิชาการหรือสิ่งพิมพ์ใดมาก่อน (ยกเว้นรายงานการวิจัยและวิทยานิพนธ์/สารนิพนธ์) และไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณารอตีพิมพ์ในวารสารอื่น<br /><br /><strong>กระบวนการพิจารณากลั่นกรองบทความ:<br /></strong> บทความที่จะได้รับการตีพิมพ์ต้องผ่านกระบวนการพิจารณาจากกองบรรณาธิการและผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง (Peer Reviewer) อย่างน้อย 3 ท่าน ประเมินคุณภาพของบทความว่าอยู่ในเกณฑ์เหมาะสมจะลงตีพิมพ์หรือไม่ และต้องผ่านอย่างน้อย 2 ใน 3 ท่าน โดยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เขียนจะไม่ทราบข้อมูลซึ่งกันและกัน (Double-blind peer review) โดยผลการพิจารณาของผู้ทรงคุณวุฒิดังกล่าวถือเป็นที่สิ้นสุด<br /><br /><strong>สงวนลิขสิทธิ์โดย:</strong> <br /> คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ เนื้อหา ผลการศึกษา ข้อความการอ้างอิง และความคิดเห็นที่ปรากฏในแต่ละบทความ ให้เป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนแต่เพียงฝ่ายเดียว บรรณาธิการและผู้พิมพ์ไม่ต้องรับผิดชอบ<br /><br /><strong>ค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์<br /></strong> อัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ <strong>บทความละ 2,500 บาท</strong> โดยเป็นการเรียกเก็บเพียงครั้งเดียวเท่านั้น<br /> วารสารจะแจ้งการชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ <strong>เฉพาะบทความที่ผ่านการพิจารณากลั่นกรองจากกองบรรณาธิการ</strong> ให้เข้าสู่กระบวนการตรวจประเมินคุณภาพบทความในขั้นตอนต่อไป</p> https://so01.tci-thaijo.org/index.php/BRUJE/article/view/288000 การดูแลรักษาและปรับแต่งเสียงเครื่องดนตรีไทย: กรณีศึกษาเครื่องตีและเครื่องหนัง 2026-06-22T04:05:34+07:00 Chaiyawat Chaiyachartkittyos chaiyawat.ch@bru.ac.th <p>ความไพเราะของดนตรีไทย เกิดได้จากหลายปัจจัยที่รวมเข้าด้วยกัน ปัจจัยที่หนึ่งสนับสนุนสุนทรียะให้เกิดความสมบูรณ์คือ “เครื่องดนตรีไทย” เนื่องจากเป็นแหล่งกำเนิดเสียงที่มีคุณภาพก่อนจะถูกตกแต่งถ่ายทอดด้วยภูมิปัญญาการบรรเลงเครื่องดนตรีไทยผ่านบทเพลง เครื่องดนตรีจึงเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยช่างฝีมือ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสนันสนุนให้เกิดการขับเคลื่อนที่สำคัญ การซ่อมแซมและบำรุงรักษาเครื่องดนตรีไทยประเภทปี่พาทย์และเครื่องสาย ถือเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนวิถีชีวิต ความเชื่อ และอัตลักษณ์ของสังคมไทย ดนตรีไทยมีบทบาททั้งด้านจิตใจ สังคม และการศึกษา ช่วยเสริมสร้างสมาธิ ความจำ และความอดทนแก่ผู้บรรเลง อีกทั้งยังเป็นสื่อกลางในการประกอบพิธีกรรม กิจกรรมทางสังคม และการเรียนการสอน</p> <p>การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าเครื่องดนตรีไทยมีหลายประเภท แต่ละชนิดมีโครงสร้าง วัสดุ และวิธีการดูแลรักษาที่แตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับองค์ประกอบของเครื่องดนตรีก่อนดำเนินการซ่อมแซม เพื่อสามารถดูแลได้อย่างถูกต้องและยืดอายุการใช้งาน หลักการสำคัญของการบำรุงรักษา ได้แก่ การรักษาความสะอาด การตรวจสอบสภาพอย่างสม่ำเสมอ และการใช้งานอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการเรียนดนตรี ได้แก่ ผู้เรียน ครูผู้สอน เครื่องดนตรีที่มีคุณภาพ และความตั้งใจในการฝึกซ้อม โดยเน้นว่าเครื่องดนตรีที่ดีและได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมจะช่วยให้เกิดคุณภาพเสียงที่ไพเราะและลดปัญหาในการฝึกปฏิบัติ</p> <p>ในส่วนของการซ่อมแซม ได้ยกตัวอย่างเครื่องดนตรีสำคัญ เช่น ระนาดเอก ระนาดทุ้ม และฆ้องวง ซึ่งมักพบปัญหา เช่น ตะกั่วหลุด เชือกขาด หรือมอดกิน โดยมีวิธีแก้ไขเฉพาะตามลักษณะความเสียหาย เช่น การติดตะกั่วใหม่ การเปลี่ยนเชือก หรือการดูแลเนื้อไม้อย่างถูกวิธี การซ่อมแซมและบำรุงรักษาเครื่องดนตรีไทยเป็นองค์ความรู้ที่สำคัญต่อการอนุรักษ์ศิลปะและวัฒนธรรม จำเป็นต้องอาศัยทั้งทักษะ ความรู้ ความรับผิดชอบของผู้ใช้ เพื่อให้เครื่องดนตรีคงสภาพดี มีอายุการใช้งานยาวนาน และสามารถสร้างสรรค์เสียงดนตรีที่มีคุณภาพต่อไป</p> <p> </p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/BRUJE/article/view/288411 ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานเพื่อพัฒนาทักษะวอลเลย์บอลของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านก้างปลา สำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษาเลย เขต 1 อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย 2026-06-16T19:27:19+07:00 จตุรงค์ สว่างวงศ์ j_cartoon@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2) เปรียบเทียบทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอลก่อนและหลังเรียน และ 3) เปรียบเทียบทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอลหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 80 กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านก้างปลา อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย จำนวน 25 คน ซึ่งผู้วิจัยเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการสอนโดยใช้เกมเป็นฐาน ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นผ่านการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือด้านความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน เพื่อหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) โดยมีระยะเวลาใช้แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 12 สัปดาห์ ๆ ละ 1 ครั้ง ครั้งละ 60 นาที และแบบทดสอบทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)</p> <p> ผลการวิจัย 1) ทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอลหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนในทุกด้าน โดยทักษะการเล่นลูกสองมือล่างมีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 9.44 เป็น 12.24 ทักษะการเล่นลูกสองมือบนเพิ่มขึ้นจาก 6.92 เป็น 8.96 และทักษะการเสิร์ฟเพิ่มขึ้นจาก 12.04 เป็น 14.76 2) ทักษะพื้นฐานกีฬาวอลเลย์บอลหลังเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 ทุกทักษะ โดยทักษะการเสิร์ฟมีพัฒนาการใกล้เคียงเกณฑ์มากที่สุด (ร้อยละ 73.80) ขณะที่ทักษะการเล่นลูกสองมือบนค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด (ร้อยละ 44.80) อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับคะแนนก่อนเรียน พบว่า นักเรียนมีพัฒนาการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในทุกทักษะ โดยเฉพาะทักษะ<br />การเสิร์ฟที่มีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นและใกล้เคียงเกณฑ์มากที่สุด</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/BRUJE/article/view/286984 แรงจูงใจในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ของนิสิตครูและข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนา 2026-06-21T12:58:08+07:00 วิลาวัลย์ โพธิ์ทอง wilawan.ph@up.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับแรงจูงใจในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ของนิสิตครู <br />2) เปรียบเทียบแรงจูงใจจำแนกตามเพศ และ 3) นำเสนอข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาแรงจูงใจในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ของนิสิตครู” กลุ่มตัวอย่างเป็นนิสิตครูระดับปริญญาตรี สังกัดวิทยาลัยการศึกษา จำนวน 518 คน โดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย และผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามแรงจูงใจในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ และแบบสอบความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิในการให้ข้อเสนอแนะ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบทีแบบเป็นอิสระต่อกัน และการวิเคราะห์เนื้อหาจากแบบสอบความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบค่าที (Independent Samples t-test) และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยมีดังนี้</p> <ol> <li>ผลการศึกษาแรงจูงใจในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ของนิสิตครู ปรากฏว่า นิสิตมีความเห็นว่าตนเองมีแรงจูงใจในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( =3.78, S.D. = 0.66) เมื่อพิจารณาในแต่ละองค์ประกอบพบว่า ปัจจัยประโยชน์ใช้สอยเป็นด้านที่นิสิตมีแรงจูงใจในการใช้ปัญญาประดิษฐ์มากที่สุด<br />( =3.93, S.D. = 0.74) รองลงมาคือด้านปัจจัยความสำเร็จ ( =3.82, S.D. = 0.72) ด้านปัจจัยค่านิยมภายใน/ความสนใจ ( =3.80, S.D. = 0.77) ด้านปัจจัยต้นทุน ( =3.72, S.D. = 0.78) และด้านความคาดหวัง ( =3.65, S.D. = 0.73) ตามลำดับ</li> <li>ผลการเปรียบเทียบแรงจูงใจในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ของนิสิตครูจำแนกตามเพศ พบว่า นิสิตชายและนิสิตหญิงมีแรงจูงใจในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</li> <li>การพัฒนาแรงจูงใจในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ควรมุ่งเสริมสร้างความเชื่อมั่นในความสามารถตนเองผ่านประสบการณ์ความสำเร็จ การเรียนรู้จากตัวแบบ และกิจกรรมที่มีระดับความท้าทายเหมาะสม ควรส่งเสริมการเห็นคุณค่าและบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ในฐานะเครื่องมือเสริมศักยภาพครู โดยบูรณาการ AI เข้ากับการเรียนรู้ การฝึกประสบการณ์วิชาชีพ และการพัฒนาทักษะด้านจริยธรรมดิจิทัล ควรลดอุปสรรคในการใช้งานทั้งด้านความกังวล ทักษะ และจริยธรรม ผ่านนโยบายสนับสนุนแนวทางการใช้ AI ที่ชัดเจน และการสร้างชุมชนการเรียนรู้เพื่อการใช้ AI อย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน</li> </ol> <p> </p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/BRUJE/article/view/286478 ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานงบประมาณโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 2026-06-22T04:45:45+07:00 Panrapee Duangpukdee charuwanduangpukdee@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นําเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารและระดับประสิทธิผลการบริหารงานงบประมาณโรงเรียน 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นําเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารกับประสิทธิผลการบริหารงานงบประมาณโรงเรียน 3) ศึกษาอำนาจพยากรณ์ของภาวะผู้นําเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารที่มีต่อประสิทธิผลการบริหารงานงบประมาณโรงเรียน และ 4) สร้างและประเมินแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นําเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานงบประมาณโรงเรียน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารโรงเรียน 87 คน และครู 257 คน รวมทั้งสิ้น 344 คน ได้มาโดยใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage random sampling) เครื่องมือในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 1.00 ทุกข้อ และ ค่าความเชื่อมั่น (Reliability) เท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Stepwise Multiple Regression Analysis)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ภาวะผู้นําเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดและประสิทธิผลการบริหารงานงบประมาณโรงเรียน โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</li> <li>ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารกับประสิทธิผลการบริหารงานงบประมาณโรงเรียน มีความสัมพันธ์กันทางบวกในระดับสูง อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> <li>ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหาร ด้านการส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กร (X<sub>5</sub>) และการนำกลยุทธ์ไปสู่การปฏิบัติ (X<sub>2</sub>) สามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิผลการบริหารงานงบประมาณโรงเรียน ได้ร้อยละ 75.70 (Adjusted R<sup>2</sup> = .757) และมีความคลาดเคลื่อนมาตรฐานในการพยากรณ์ (<em>SE<sub>est</sub></em>) เท่ากับ .228 อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> <li>แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานงบประมาณโรงเรียน มี 2 ด้าน ได้แก่ การส่งเสริมวัฒนธรรมองค์กร และ การนำกลยุทธ์สู่ไปปฏิบัติ โดยมี 2 วัตถุประสงค์ 6 ผลลัพธ์หลัก และ 18 แนวทางการพัฒนา ผลการประเมินพบว่า มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ อยู่ในระดับมากที่สุด</li> </ol> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/BRUJE/article/view/285543 สภาพและแนวทางการพัฒนาสมรรถนะหลักผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 2026-06-03T14:26:04+07:00 Surasak Duankhao 630426021013@bru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาความคิดเห็นของครูเกี่ยวกับสภาพสมรรถนะหลักผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นของครูเกี่ยวกับสภาพสมรรถนะหลักผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาสมรรถนะหลักผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 การวิจัยครั้งนี้ดำเนินการเป็น 2 ระยะ โดยระยะที่ 1 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณเพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความคิดเห็นของครูเกี่ยวกับสภาพสมรรถนะหลักผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 กลุ่มตัวอย่างเป็นครูจำนวน 335 คน ได้มาจากการสุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐาน โดยการทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ระยะที่ 2 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาสมรรถนะหลักผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 กลุ่มผู้ให้ข้อมูลจำนวน 5 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพสมรรถนะหลักผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ตามความคิดเห็นของครู โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ผลการเปรียบเทียบสภาพสมรรถนะหลักผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ตามความคิดเห็นของครู จำแนกตามประสบการณ์การทำงานและขนาดของสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน 3) แนวทางการพัฒนาสมรรถนะหลักผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 3 พบว่า การบริหารจัดการสถานศึกษาต้องมีความสุจริตในการบริหารจัดการงบประมาณ สามารถบริหารจัดการเรื่องงบประมาณให้อยู่ในหลักการโปร่งใส ตรวจสอบได้ รวมทั้งความสามารถในการใช้เทคโนโลยี ได้อย่างเหมาะสม จัดหาวัสดุอุปกรณ์ทางเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้ และตัวชี้วัดแกนกลาง ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มาใช้ในสถานศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p> </p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/BRUJE/article/view/286285 ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 กับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 1 2026-06-21T16:04:50+07:00 วงจันทร์ อักษรดี p.puyypuy@gmail.com ปิยะนาถ บุญมีพิพิธ piyanart.2555@gmail.com <p>การค้นคว้าอิสระครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 1 2) ศึกษาการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 1 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทักษะการบริหารในศตวรรษที่ 21 กับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ ครูผู้สอน ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน<br />1,097 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือ ครูผู้สอนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 285 คน ซึ่งกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางเครจซี่และมอร์แกน และใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิเป็นสัดส่วน (Proportional Stratified Random Sampling) โดยใช้กลุ่มเขตคุณภาพการศึกษาเป็นเกณฑ์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ โดยมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .993 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1) ทักษะผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 1 โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด 2) การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 1 โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด และ 3) ทักษะผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 กับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 1 มีความสัมพันธ์กันในเชิงบวกระดับสูงมากที่สุด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์