วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/BRUJE <p><strong>วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์</strong><br /><strong>Journal of Education Buriram Rajabhat University</strong><br /><strong>ISSN (Online) : 2773-966X<br /><br /></strong><strong>วัตถุประสงค์:</strong><br /> วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2564 มีการจัดพิมพ์เพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและผลงานวิจัย ซึ่งจะพิจารณารับตีพิมพ์บทความวิชาการและบทความวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสาขาด้านครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ และสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ หรืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเปิดรับผลงานของนักวิชาการ นักวิจัย อาจารย์และนักศึกษาทั้งจากหน่วยงานภายใน ภายนอกมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ เพื่อเป็นสื่อกลางรายงานความก้าวหน้าในงานวิชาการและผลงานวิจัย และเป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ทัศนะและข้อคิดเห็นทางด้านการศึกษา<br /><br /><strong>ขอบเขตวารสาร: <br /></strong> ด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ทางด้านการศึกษา ครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์และศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง<br /><br /><strong>กำหนดการเผยแพร่: ปีละ 2 ฉบับ <br /></strong> ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน <br /> ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม<br /><br /><strong>ประเภทของบทความ: <br /></strong> รับบทความ 3 ประเภท ได้แก่ บทความวิจัย (Research articles) บทความวิชาการ (Academic articles) บทความปริทัศน์ (Review articles) <br /> โดยรับพิจารณาบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ<br /><br /><strong>นโยบายพิจารณากลั่นกรองบทความ:</strong><br /> วารสารรับพิจารณาบทความภายใต้เงื่อนไขที่ว่าจะต้องไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร เอกสารการประชุมทางวิชาการหรือสิ่งพิมพ์ใดมาก่อน (ยกเว้นรายงานการวิจัยและวิทยานิพนธ์/สารนิพนธ์) และไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณารอตีพิมพ์ในวารสารอื่น<br /><br /><strong>กระบวนการพิจารณากลั่นกรองบทความ:<br /></strong> บทความที่จะได้รับการตีพิมพ์ต้องผ่านกระบวนการพิจารณาจากกองบรรณาธิการและผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง (Peer Reviewer) อย่างน้อย 3 ท่าน ประเมินคุณภาพของบทความว่าอยู่ในเกณฑ์เหมาะสมจะลงตีพิมพ์หรือไม่ และต้องผ่านอย่างน้อย 2 ใน 3 ท่าน โดยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เขียนจะไม่ทราบข้อมูลซึ่งกันและกัน (Double-blind peer review) โดยผลการพิจารณาของผู้ทรงคุณวุฒิดังกล่าวถือเป็นที่สิ้นสุด<br /><br /><strong>สงวนลิขสิทธิ์โดย:</strong> <br /> คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ เนื้อหา ผลการศึกษา ข้อความการอ้างอิง และความคิดเห็นที่ปรากฏในแต่ละบทความ ให้เป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนแต่เพียงฝ่ายเดียว บรรณาธิการและผู้พิมพ์ไม่ต้องรับผิดชอบ<br /><br /><strong>ค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์<br /></strong> อัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ <strong>บทความละ 2,500 บาท</strong> โดยเป็นการเรียกเก็บเพียงครั้งเดียวเท่านั้น<br /> วารสารจะแจ้งการชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ <strong>เฉพาะบทความที่ผ่านการพิจารณากลั่นกรองจากกองบรรณาธิการ</strong> ให้เข้าสู่กระบวนการตรวจประเมินคุณภาพบทความในขั้นตอนต่อไป</p> th-TH <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ลิขสิทธิ์เป็นของวารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์&nbsp; อนุญาตให้เผยแพร่เพื่อการศึกษาและวิจัย ในวงการวิชาการ&nbsp; ไม่อนุญาตการใช้ประโยชน์เพื่อการแสวงหากำไร&nbsp;</p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้แต่ง ซึ่งวารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์&nbsp; ได้ประเมินคุณภาพตามหลักวิชาการ&nbsp; ผลกระทบอันเกิดจากความคิดเห็นของผู้แต่งเป็นความรับผิดชอบของผู้แต่งเอง&nbsp;</p> edujournal@bru.ac.th (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกชัย ธีรภัคสิริ) korakoch.sk@bru.ac.th (อาจารย์ ดร.กรกช ศิลปกอบ) Wed, 31 Dec 2025 22:22:48 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การศึกษาความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ SSCS ร่วมกับแนวคิด DAPIC ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/BRUJE/article/view/279800 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว 2) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว กับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ SSCS ร่วมกับแนวคิด DAPIC กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเขตการทางสงเคราะห์ 5 (ไตรคามสิทธิศิลป์) จำนวน 34 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบยกกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ SSCS ร่วมกับแนวคิด DAPIC 2) แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนมีต่อการจัดการเรียนรู้แบบ SSCS ร่วมกับแนวคิด DAPIC สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t - test for one sample)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนมีความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการทำความเข้าใจปัญหา ร้อยละ 82.35 ด้านการวางแผนการแก้ปัญหา ร้อยละ 75.53 ด้านการดำเนินการแก้ปัญหา ร้อยละ 76.47 และด้านการตรวจสอบผล ร้อยละ 79.41 2) ความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ SSCS ร่วมกับแนวคิด DAPIC ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบ SSCS ร่วมกับแนวคิด DAPIC อยู่ในระดับมากที่สุด</p> ปรารถนา คุ้มถนอม, ไพรัชช์ จันทร์งาม, ธราทิตย์ เกตุหอม, วรัชยา ทองแสน, เพ็ญนภา ทัดมาลา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/BRUJE/article/view/279800 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ การแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ และความใฝ่เรียนรู้ โดยบูรณาการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับ วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/BRUJE/article/view/278954 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ก่อนและหลังเรียน และหลังจัดการเรียนรู้กับเกณฑ์ร้อยละ 70 เพื่อศึกษาการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ และเพื่อศึกษาความใฝ่เรียนรู้หลังจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับวิธีสอนแบบ<br />สืบเสาะหาความรู้ กลุ่มตัวอย่าง คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 25 คน คัดเลือกโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานร่วมกับวิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ แบบวัดการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์และแบบวัดความใฝ่เรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์หลังสูงกว่าก่อนเรียน และสูงกว่าเกณฑ์ ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มีการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ อยู่ในระดับดี ร้อยละ 88 รองลงมาเป็น ระดับดีมาก ร้อยละ 12 และความใฝ่เรียนรู้ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด </p> ศรายุธ เพ็งแจ่มแจ้ง, ยุภาดี ปณะราช ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/BRUJE/article/view/278954 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ภาวะความสุขของนักศึกษาสาขาพลศึกษา วิทยาลัยการฝึกหัดครู มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร https://so01.tci-thaijo.org/index.php/BRUJE/article/view/282231 <p> งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงสำรวจ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาภาวะความสุขของนักศึกษาสาขาพลศึกษา วิทยาลัยการฝึกหัดครู มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร 2. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเพศ ชั้นปี สถานะนักกีฬา ที่มีต่อภาวะความสุขของนักศึกษาสาขา ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ นักศึกษา ชั้นปี 3 -4 สาขาพลศึกษา วิทยาลัยการฝึกหัดครู มหาลัยราชภัฏพระนคร จำนวน 52 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินความสุขของไทย ฉบับ 15 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และหาความสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลวิจัยพบว่า 1. ภาพรวมของนักศึกษาส่วนมาก 48.08% มีภาวะความสุขอยู่ในระดับมากกว่าคนทั่วไป เมื่อแยกตามเพศ เพศชาย 40.39% มีภาวะความสุขอยู่ในระดับมากกว่าคนทั่วไป นักศึกษาเพศหญิง 7.69% มีภาวะความสุขอยู่ในระดับเท่ากับคนทั่วไป เมื่อแยกตามชั้นปี นักศึกษาชั้นปี 3 11% มีภาวะความสุขอยู่ในระดับเท่ากับคนทั่วไปและมากกว่าคนทั่วไป ส่วนชั้นปี 4 26.92% มีภาวะความสุขอยู่ในระดับมากกว่าคนทั่วไป ส่วนสถานะนักกีฬา 26.92% มากกว่าคนทั่วไป 2. ความสัมพันธ์ระหว่างเพศ ชั้นปี และสถานะนักกีฬาที่มีต่อภาวะความสุขของนักศึกษา พบว่า ความสุขมีความสัมพันธ์ทางลบเล็กน้อยกับเพศ (<em>r</em> = −.167) แต่ไม่ถึงระดับนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่เพศมีความสัมพันธ์ทางลบกับชั้นปีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (<em>r</em> = −.350, <em>p</em> &lt; .05) ส่วนตัวแปรอื่น ๆ ไม่พบความสัมพันธ์ที่มีนัยสำคัญทางสถิติ</p> ลักษมี ฉิมวงษ์, ชนะชนม์ กล้าหาญ, พงศชา บุตรนาค ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/BRUJE/article/view/282231 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การสร้างแบบฝึกทักษะการโยนลูกเซปักตะกร้อ สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาพลศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด https://so01.tci-thaijo.org/index.php/BRUJE/article/view/282312 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างและศึกษาผลของแบบฝึกทักษะการโยนลูกเซปักตะกร้อที่มีต่อทักษะความแม่นยำในการโยนลูกเซปักตะกร้อในนักศึกษาสาขาวิชาพลศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด โดยเป็นการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน ประเภทวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักศึกษาวิชาพลศึกษาชั้นปีที่ 3 จำนวน 60 คน เป็นชาย 51 คน หญิง 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย แบบฝึกทักษะการโยนลูกเซปักตะกร้อที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ผ่านตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ ด้านความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content validity) โดยเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน เพื่อหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) โดยมีระยะเวลาในการฝึก 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน (วันจันทร์ – วันพุธ) วันละ 30 นาที และแบบทดสอบทักษะเซปักตะกร้อเฉพาะตำแหน่ง (จักรดาว โพธิแสน, 2560) ใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เพื่อบรรยาย และอภิปรายผลข้อมูล ใช้สถิติ T – test dependent เพื่อทดสอบสมมุติฐานระหว่างก่อนฝึกและหลังฝึกโดยกำหนดนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า ทักษะความแม่นยำในการโยนลูกเซปักตะกร้อ ก่อนการฝึกมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 15.25 (S.D. = 0.70) หลังการฝึกมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 19 (S.D. = 0.53) และหลังการฝึกกลุ่มเป้าหมายมีทักษะความแม่นยำในการโยนลูกเซปักตะกร้อสูงกว่าก่อนการฝึก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ 0.05 สามารถนำแบบฝึกทักษะการโยนลูกเซปักตะกร้อนี้ไปใช้ฝึกทักษะความแม่นยำในการโยนลูกเซปักตะกร้อในนักศึกษาสาขาวิชาพลศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนพลศึกษาเพื่อพัฒนาการโยนลูกเซปักตะกร้อของนักศึกษาได้</p> อภิชาติ ดีไม่น้อย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/BRUJE/article/view/282312 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ P-O-D-C-A-S-T ร่วมกับ AI เพื่อเสริมสร้างทักษะการเล่าเรื่องของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา https://so01.tci-thaijo.org/index.php/BRUJE/article/view/282230 <p> บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ P-O-D-C-A-S-T ร่วมกับ AI เพื่อเสริมสร้างทักษะการเล่าเรื่องของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา โรงเรียนบ้านเกาะวิทยา อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช 2) เพื่อศึกษาทักษะการเล่าเรื่องวัฒนธรรมท้องถิ่นของนักเรียนโรงเรียนบ้านเกาะวิทยา อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช หลังจากใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ P-O-D-C-A-S-T ร่วมกับ AI ด้วยกระบวนการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) และการขยายผล (Moment) ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การวิจัย (Research:R1) ขั้นตอนที่ 2 การพัฒนา(Development: D1) ขั้นตอนที่ 3การวิจัย (Research: R2) ขั้นตอนที่ 4 การพัฒนา (Development: D2) และขั้นตอนที่ 5 การขยายผล (Moment)</p> <p> กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนบ้านเกาะวิทยา ได้มาจากการสุ่มแบบง่าย จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วย 1.) แบบประเมินประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ 2.) แผนการจัดการเรียนรู้ และ3.) แบบประเมินผลการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ ได้แก่ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย การทดสอบค่าที (t – test Dependent)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) กระบวนการจัดการเรียนรู้ P-O-D-C-A-S-T ร่วมกับ AI เพื่อเสริมสร้างทักษะการเล่าเรื่องของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ประกอบด้วย 7 ขั้นตอนตามลำดับ ดังนี้ Plan (วางแผน), Outline (ร่างโครงเรื่อง), Develop (พัฒนาเนื้อหา), Create (สร้างสรรค์เสียง), Assemble (เรียบเรียงและตัดต่อ), Share (เผยแพร่) และ Transform (ต่อยอดและพัฒนา) มีประสิทธิภาพอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุดมีค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 4.33 - 4.67 2) ผลการประเมินทักษะการเล่าเรื่อง โดยการใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ P-O-D-C-A-S-T ร่วมกับ AI เพื่อเสริมสร้างทักษะการเล่าเรื่องของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา มีผลทางการเรียนรู้หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p><strong> </strong></p> คมจิรวริทธิ์ เรืองฤทธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/BRUJE/article/view/282230 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การออกแบบและพัฒนาลานกิจกรรมตามแนวคิด Brain-Based Learning เพื่อส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยผ่านการเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น https://so01.tci-thaijo.org/index.php/BRUJE/article/view/283037 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) จัดเวทีระดมความคิดเห็นและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการออกแบบและพัฒนาลานกิจกรรมตามแนวคิด Brain-Based Learning (BBL) โดยบูรณาการเนื้อหาภูมิปัญญาท้องถิ่น และ 2) ศึกษาและเปรียบเทียบพัฒนาการของเด็กปฐมวัยทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ก่อนและหลังการใช้ลานกิจกรรมต้นแบบ การวิจัยเป็นรูปแบบวิจัยเชิงพัฒนา (Developmental Research) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เด็กปฐมวัยชายและหญิง อายุ 4–5 ปี จำนวน 48 คน จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ซึ่งได้จากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบบันทึกผลพัฒนาการเด็กปฐมวัย และแบบสังเกตพฤติกรรมการเข้าร่วมกิจกรรม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ t-test for dependent samples และการวิเคราะห์เชิงพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) เวทีระดมความคิดเห็นและความร่วมมือของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเอื้อต่อการออกแบบและพัฒนาลานกิจกรรมตามแนวคิด BBL ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสมกับพัฒนาการเด็กปฐมวัย และสามารถบูรณาการภูมิปัญญาท้องถิ่นได้อย่างกลมกลืน 2) เด็กปฐมวัยที่เข้าร่วมกิจกรรมมีพัฒนาการในทุกด้านสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยเฉพาะพัฒนาการด้านสติปัญญา (t = 4.23, p &lt; .001) และด้านร่างกาย (t = 3.57, p = .002) สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของลานกิจกรรมที่ออกแบบตามแนวคิด BBL ซึ่งส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการเคลื่อนไหว การเล่น การใช้จินตนาการ และความสนุกสนาน ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การจัดกิจกรรมโดยอิงหลักการพัฒนาสมองร่วมกับบริบททางวัฒนธรรมท้องถิ่น เป็นแนวทางที่เหมาะสมในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัยอย่างรอบด้าน และควรส่งเสริมให้มีการขยายผลไปยังสถานศึกษาอื่นในระดับปฐมวัยอย่างต่อเนื่อง</p> ทรงเกียรติ สมญาติ, จิรายุฑ ประเสริฐศรี, อโศก ไทยจันทรารักษ์, ประภาส ไชยเขตร, ภู่กัน เจ๊กไธสง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/BRUJE/article/view/283037 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700