https://so01.tci-thaijo.org/index.php/CMUJLSS/issue/feed
CMU Journal of Law and Social Sciences
2026-06-30T00:00:00+07:00
ผศ.ดร.ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล (Assit. Prof. Dr.Darunee Paisanpanichkul))
cmujlss@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสาร CMU Journal of Law and Social Sciences</strong> ของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เผยแพร่ผลงานวิชาการด้านกฎหมายทุกสาขา เช่น กฎหมายมหาชน กฎหมายเอกชน กฎหมายอาญา กฎหมายระหว่างประเทศ เป็นต้น ซึ่งสัมพันธ์กับความรู้ทางด้านสังคมศาสตร์ในสาขาต่างๆ โดยเป็นวารสารที่มีการ<strong>ประเมินบทความก่อนตีพิมพ์ (refereed journal)</strong> โดยผู้ประเมินอย่างน้อยจำนวน 2 ท่าน ทั้งนี้ผู้ประเมินไม่เห็นชื่อหรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความไม่ทราบผู้ประเมิน (double blind review) มี<strong>กำหนดการตีพิมพ์เผยแพร่ ปีละ 2 ฉบับ</strong> ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม และมี<strong>ประเภทของบทความที่รับตีพิมพ์เผยแพร่</strong> 2 ประเภท</p> <p>(1) บทความวิจัย บทความวิชาการ ที่นำเสนอองค์ความรู้ แนวคิด ทฤษฎี การวิจัย ข้อค้นพบใหม่ อันเกี่ยวเนื่องและครอบคลุมเนื้อหาเกี่ยวกับกฎหมายทุกสาขา เช่น กฎหมายมหาชน กฎหมายเอกชน กฎหมายอาญา กฎหมายระหว่างประเทศ เป็นต้น ซึ่งสัมพันธ์กับความรู้ทางด้านสังคมศาสตร์ในสาขาต่างๆ</p> <p>(2) บทความวิจารณ์หนังสือ (book review) หรือ บทความปริทัศน์ (review article) อันเกี่ยวเนื่องและครอบคลุมเนื้อหาเกี่ยวกับกฎหมายทุกสาขา เช่น กฎหมายมหาชน กฎหมายเอกชน กฎหมายอาญา กฎหมายระหว่างประเทศ เป็นต้น ซึ่งสัมพันธ์กับความรู้ทางด้านสังคมศาสตร์ในสาขาต่างๆ</p> <p>ทั้งนี้ สำหรับบทความ ประเภทบทความวิจารณ์หนังสือ (book review) หรือ บทความปริทัศน์ (review article) ซึ่งเป็นบทความประเภท Non Peer Review Content กองบรรณาธิการจะเป็นผู้พิจารณาคุณภาพบทความ หรืออาจพิจารณานำส่งบทความให้ผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง อย่างน้อย 1 คน เป็นผู้พิจารณาคุณภาพบทความตามความเหมาะสม (โดยหากเป็นการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ กองบรรณาธิการจะพิจารณาจากความเชี่ยวชาญที่ตรงกับสาขาของบทความเป็นหลัก ผู้พิจารณาบทความ และผู้เขียน อาจมีต้นสังกัดเดียวกันหรือไม่ก็ได้ อย่างไรก็ดี การประเมินคุณภาพบทความจะดำเนินการโดยปิดบังชื่อผู้เขียน และผู้พิจารณาบทความ) </p> <p>สนใจจัดส่งบทความ กรุณาศึกษา จากคู่มือการจัดทำบทความ <strong><a href="https://drive.google.com/file/d/1h1m24wjv4Yx1DFmHQd7Z5cbto1EckQFs/view?usp=sharing">ดาวน์โหลด คลิก</a></strong></p> <p>ISSN 2672-9245 (Online) </p> <p>...</p> <p>วารสาร CMU Journal of Law and Social Sciences เริ่มตีพิมพ์ครั้งแต่ในปี 2546 โดยใช้ชื่อ วารสารนิติสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งมีกำหนดการตีพิมพ์เผยแพร่ ปีละ 1 ฉบับ มกราคม - ธันวาคม และมีการตีพิมพ์ต่อเนื่องเป็นจำนวน 4 ปี ระหว่าง 2546-2549 หลังจากนั้นหยุดไป 5 ปี กลับมาเริ่มตีพิมพ์อีกครั้งในปี 2555 ซึ่งมีกำหนดการตีพิมพ์เผยแพร่ ปีละ 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม วารสารฯ ได้เริ่มจัดทำในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Online) ในปีที่ 8 ฉบับที่ 1 (ม.ค.-มิ.ย. พ.ศ. 2558) ต่อมาในปี 2559 กองบรรณาธิการวารสารนิติสังคมศาสตร์ฯ ได้พัฒนาวารสาร และนำวารสารฯ เข้าสู่ฐานข้อมูล TCI (Thai Journal Citation Index) ได้สำเร็จ หลังจากนั้น ในปี 2562 ยกเลิกชื่อวารสารภาษาไทย คือ 'วารสารนิติสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่', ISSN (เดิม): 1685-9723 และ E-ISSN (เดิม): 2586-9604 และเริ่มใช้เฉพาะชื่อวารสารภาษาอังกฤษ ‘CMU Journal of Law and Social Sciences’ E-ISSN: 2672-9245 ตั้งแต่ปีที่ 12 ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน 2562 (Vol.12 No.1 2019) เป็นต้นไป</p> <p>...</p> <p><strong>วารสาร CMU Journal of Law and Social Sciences</strong> ไม่ได้มีการเก็บค่าธรรมเนียมการ ตีพิมพ์ใดๆ ในทุกขั้นตอน </p> <p>... </p> <p>ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมผ่าน <a href="https://lin.ee/9ZlqMo7"><strong data-start="34" data-end="85"><span class="hover:entity-accent entity-underline inline cursor-pointer align-baseline"><span class="whitespace-normal">LINE Official Account</span></span> (LINE OA) </strong></a></p> <p><a href="https://lin.ee/9ZlqMo7">คลิกเลย</a> </p>
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/CMUJLSS/article/view/282242
สิทธิของผู้ต้องหาในการเข้าถึงพยานหลักฐานในชั้นสอบสวน: หลักประกันขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา
2025-09-02T10:34:45+07:00
อัคคกร ไชยพงษ์
mr.akkakorn@gmail.com
กฤษรัตน์ ศรีสว่าง
kritsarat.sr@gmail.com
นิรมล ยินดี
jju5940@gmail.com
ณัฏฐณิชา ยิ้มซ้าย
shogun-palm-p@hotmail.com
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะมุ่งวิเคราะห์ถึงประเด็นปัญหาและเสนอแนวทางในการเสริมสร้างหลักประกันขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยเฉพาะสิทธิของผู้ต้องหาในการเข้าถึงพยานหลักฐานในชั้นสอบสวนโดยเน้นให้มีการปรับปรุงกฎหมายและในการสอบสวนให้ชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ผู้ต้องหาสามารถเข้าถึงพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องได้อย่างแท้จริง และเพื่อยกระดับมาตรฐานของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาไทยให้สอดคล้องกับหลักสากลในด้านสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรม โดยเป็นการศึกษาเชิงคุณภาพด้วยการศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากหนังสือ ตำรา บทความ วิชาการ งานวิจัยและเอกสาร รวมถึงสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์ สังเคราะห์และใช้วิธีเรียบเรียงแบบพรรณนาความ เพื่อให้ได้มาซึ่งแนวทางในการพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของผู้ต้องหาในการเข้าถึงพยานหลักฐานในชั้นสอบสวน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า สิทธิของผู้ต้องหาในการเข้าถึงพยานหลักฐานในชั้นสอบสวนถือเป็นหลักประกันขั้นพื้นฐานที่มีความสำคัญยิ่งในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ต้องหาสามารถใช้สิทธิในการต่อสู้คดีได้อย่างเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ ซึ่งหลักการนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเคารพสิทธิมนุษยชน หลักนิติธรรม และหลักความเสมอภาคในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ตลอดจนกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR)</p> <p>อย่างไรก็ตาม ในการเข้าถึงพยานหลักฐานของผู้ต้องหาในชั้นสอบสวนยังเผชิญข้อจำกัด โดยเฉพาะสิทธิของผู้ต้องหาในการเข้าถึงพยานหลักฐานในชั้นสอบสวน เนื่องจากในการเปิดเผยพยานหลักฐานยังไม่มีการบัญญัติรองรับไว้อย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลให้เกิดการกระทบต่อสิทธิของผู้ต้องหาที่ไม่สามารถเข้าถึงพยานหลักฐานได้ โดยเฉพาะหลักฐานซึ่งอยู่ในการครอบครองของพนักงานสอบสวน อาจมีผลต่อการต่อสู้ของผู้ต้องหา อย่างไรก็ตาม แม้ว่าประเทศไทยจะ มีการรับรองสิทธิของผู้ต้องหาไว้ในระดับหนึ่งแล้วก็ตาม แต่จากการศึกษากลับพบว่า ผู้ต้องหามักไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงพยานหลักฐาน โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่าเป็นความลับทางราชการ หรือเป็นการป้องกันไม่ให้มีการทำลายพยานหลักฐาน ด้วยเหตุนี้อาจส่งผลให้ผู้ต้องหาไม่สามารถใช้สิทธิในการต่อสู้คดีได้อย่างเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ ผู้ศึกษาจึงมีข้อเสนอแนะดังนี้ (1) ควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1 โดยบัญญัติให้ชัดเจนว่าผู้ต้องหามีสิทธิขอเข้าถึงพยานหลักฐานที่มีผลต่อคดี (2) จัดให้มีแนวปฏิบัติเรื่องการเปิดเผยพยานหลักฐานอย่างเป็นระบบ เช่น การจัดทำบัญชีพยานหลักฐานที่สามารถเปิดเผยได้ (3) พัฒนาระบบการเก็บและเปิดเผยพยานหลักฐานผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อความสะดวกรวดเร็วและโปร่งใส เนื่องจากเป็นรูปแบบที่ตรวจสอบได้ง่าย อาทิ จัดทำเป็นไฟล์ดิจิทัล และ (4) ส่งเสริมความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนให้แก่พนักงานสอบสวนและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 CMU Journal of Law and Social Sciences
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/CMUJLSS/article/view/282147
ไกล่เกลี่ยประนีประนอมคดีครอบครัว: การเกิดขึ้นและการกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบพิจารณาคดีครอบครัวในศาลเยาวชนและครอบครัว
2025-07-03T14:01:47+07:00
Pichamon Suppaibool
pichamon.s2541@gmail.com
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตอบคำถามว่าการไกล่เกลี่ยประนีประนอมคดีครอบครัวได้เกิดขึ้นและการกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบพิจารณาคดีครอบครัวในศาลเยาวชนและครอบครัวได้อย่างไร โดยศึกษาการไกล่เกลี่ยประนีประนอมคดีครอบครัว ในฐานะกระบวนการที่ถูกกำหนดโดยมีความมุ่งหวังที่สอดคล้องกับระบบพิจารณาคดีครอบครัวในศาลเยาวชนและครอบครัว ผ่านการศึกษาวิเคราะห์เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการไกล่เกลี่ยประนีประนอมคดีครอบครัวซึ่งสัมพันธ์กับระบบพิจารณาคดีครอบครัวในศาลเยาวชนและครอบครัวจำนวน 2 กลุ่ม ได้แก่ 1. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัว อันสะท้อนถึงที่มาทางความคิดของการไกล่เกลี่ยประนีประนอมคดีครอบครัว และ 2. เอกสารที่เป็นคำอธิบายของระบบพิจารณาคดีครอบครัวในศาลเยาวชนและครอบครัว ที่สะท้อนถึงความเข้าใจเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยประนีประนอมคดีครอบครัวจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง</p> <p>บทความเสนอว่ามี 4 ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การไกล่เกลี่ยประนีประนอมได้เกิดขึ้นและกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบพิจารณาคดีครอบครัว ได้แก่ 1. มาตรการทางกฎหมายเพื่อสร้างโอกาสให้คู่สมรสได้คืนดีกัน 2. แนวคิดเรื่อง “ครอบครัวที่รักใคร่สามัคคีปรองดอง” ภายใต้กระแสความยุติธรรมสำหรับเด็ก 3. ปัญหาคดีแพ่งที่คั่งค้างและการพิจารณาคดีแพ่งที่ยาวนาน และ 4. การจัดวางความรู้แบบคู่ตรงข้ามระหว่าง “การต่อสู้คดีในศาล-การไกล่เกลี่ยประนีประนอม” โดยการพิจารณาปัจจัยทั้ง 4 ประการสามารถนำไปสู่ความเข้าใจต่อการไกล่เกลี่ยประนีประนอมคดีครอบครัวในแง่มุมต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแง่มุมด้านอุดมการณ์ครอบครัว แง่มุมด้านความสำคัญต่อระบบพิจารณาคดี และแง่มุมด้านแนวทางการศึกษาเรื่องการไกล่เกลี่ยประนีประนอมคดีครอบครัวที่ไม่อยู่ภายใต้กรอบแนวคิดแบบคู่ตรงข้าม</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 CMU Journal of Law and Social Sciences
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/CMUJLSS/article/view/285754
ศาลยุติธรรมในฐานะพื้นที่แห่งอำนาจเชิงสัญญะ: การวิเคราะห์วัตถุ พื้นที่ และยุทธศาสตร์ของรัฐไทย
2026-01-22T15:15:00+07:00
ดรุเณศ เฌอหมื่อ
darunet.ch@gmail.com
<p>บทความฉบับนี้มุ่งพิจารณาวิเคราะห์ศาลยุติธรรมไทยในฐานะสนามทางกฎหมาย (Juridical Field) ที่รัฐใช้อำนาจเชิงสัญลักษณ์ในการสถาปนาความชอบธรรมผ่านนิติสถาปัตยกรรม วัตถุธรรม และนิติพิธีกรรม โดยอาศัยกรอบแนวคิดทางสังคมวิทยาของปิแอร์ บูร์ดิเยอ เพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบพหุภูมิทัศน์ที่มีความแตกต่างทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมในพื้นที่เชียงใหม่ นนทบุรี และปัตตานี ข้อค้นพบจากการศึกษาระบุว่า ภายใต้การบังคับใช้ “แม่แบบมาตรฐาน” เชิงพื้นที่ที่มีลักษณะรวมศูนย์ พลวัตของการสถาปนาอำนาจกลับแปรผันตามปัจจัยทาง “ฮาบิทัส” (Habitus) หรือโครงสร้างสำนึกที่ฝังรากลึกในแต่ละปริมณฑล โดยปรากฏรูปแบบที่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญ ตั้งแต่สภาวะการยอมรับโดยดุษฎี (Doxa) ในพื้นที่นนทบุรี สภาวะจำนนภายใต้ การกำกับเชิงโครงสร้าง (Enforced Doxa) ในพื้นที่เชียงใหม่ ตลอดจนสภาวะการปะทะทางภววิทยาอันนำไปสู่ความรุนแรงเชิงสัญลักษณ์และนิติสงคราม (Lawfare) ในพื้นที่ปัตตานี นอกจากนี้ บทความยังชี้ให้เห็นถึงพลวัตในยุคร่วมสมัยว่า เมื่อสภาวะดอกซา (Doxa) เผชิญกับวิกฤตการณ์แห่งความชอบธรรมจากการตื่นรู้ทางการเมือง รัฐได้แปรสภาพสนามกฎหมายให้กลายเป็น “ป้อมปราการทางกฎหมาย” เพื่อผูกขาดการตีความนิยามความจริงและซ่อมแซมความศักดิ์สิทธิ์ผ่านกลไก การลงโทษทางอาญาที่เข้มงวด บทความฉบับนี้สรุปว่าการทำความเข้าใจศาลในฐานะพื้นที่แห่งปฏิบัติการเชิงอำนาจสัญลักษณ์ ถือเป็นฐานรากสำคัญในการวิพากษ์และทบทวนมโนทัศน์เรื่อง นิติรัฐและความยุติธรรมในสังคมไทยปัจจุบัน</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 CMU Journal of Law and Social Sciences
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/CMUJLSS/article/view/285305
นิติตระหนักของแพทย์ที่มีต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 323 ว่าด้วยการรักษาความลับของผู้ป่วย
2026-03-24T13:30:23+07:00
ปุณยาพร ต่อมใจ
punyaporn_t@cmu.ac.th
<p>ความลับของผู้ป่วยเป็นข้อมูลได้รับการคุ้มครองทั้งในทางจริยธรรมและกฎหมาย โดยถูกกำกับดูแลภายใต้กฎหมายทางการแพทย์เป็นหลัก มีเพียงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 323 เท่านั้นที่บัญญัติความรับผิดทางอาญาของแพทย์ไว้โดยตรง บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับนิติตระหนักของแพทย์ต่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 323 รวมถึงวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อนิติตระหนักของแพทย์ ทั้งปัจจัยภายใน ได้แก่ ประสบการณ์ด้านการศึกษาและการทำงาน และปัจจัยภายนอก ได้แก่ สภาพแวดล้อมในการทำงาน นโยบายและวัฒนธรรมองค์กร การกำกับดูแลขององค์กรวิชาชีพ เทคโนโลยี และสื่อมวลชน เพื่อนำไปสู่การสังเคราะห์แนวทางในการส่งเสริมนิติตระหนักของแพทย์ ผลการศึกษาพบว่า ระดับนิติตระหนักของแพทย์อยู่ในระดับขั้นการรับรู้กฎหมาย แพทย์ทราบว่ามีประมวลกฎหมายอาญาบังคับใช้อยู่แต่ไม่ทราบว่าประมวลกฎหมายอาญามีการบัญญัติความรับผิดฐานเปิดเผยความลับของผู้ป่วย และทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกล้วนแล้วแต่ส่งผลต่อระดับนิติตระหนักที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ทั้งนี้ การพัฒนานิติตระหนักให้ถึงระดับการให้คุณค่าและปฏิบัติตามกฎหมายจำเป็นต้องพัฒนากลไกสนับสนุนจากทั้งสองปัจจัย พร้อมพิจารณาบทบัญญัติทางกฎหมายควบคู่กับบริบท การปฏิบัติงานทางการแพทย์ในสภาพความเป็นจริง เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปอย่างสอดคล้องกับกฎหมายและเคารพสิทธิของผู้ป่วย</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 CMU Journal of Law and Social Sciences
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/CMUJLSS/article/view/286707
เสรีภาพในการเล่นมุกตลก ระบอบอารมณ์ขัน และผู้อยู่ในสถานะรอง: การล้อเลียน ผู้มีความหลากหลายทางเพศและพื้นที่สีเทาของกฎหมาย
2026-04-17T09:32:01+07:00
Pasit Khositchaiphithak
pasit.k19@gmail.com
<p>บทความนี้ต้องการฉายให้เห็น “พื้นที่สีเทาของกฎหมาย” เกี่ยวกับการกำกับความตลกขบขันในสังคมไทย โดยการใช้วิธีวิทยาแบบสหวิทยาการอันเป็นการใช้ฐานคิดกฎหมายและมนุษยศาสตร์ เพื่อนำเสนอประเด็นความขัดแย้งระหว่างเสรีภาพในการเล่นมุกตลกซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเสรีภาพในการแสดงออกกับการกำกับการเล่นมุกตลกเพื่อล้อเลียนกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศซึ่งเป็นกลุ่มผู้อยู่ในสถานะรองผ่านระบอบอารมณ์ขันในสังคม ทั้งนี้ เพื่อชี้ว่า ในขณะที่ระบอบอารมณ์ขันทำหน้าที่กำกับความตลกขบขันเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว และเปิดพื้นที่ให้เสียงของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศปรากฏขึ้น แต่ก็สะท้อนความล้าหลังของกฎหมายในสภาวะที่อารมณ์ความรู้สึกของคนในสังคมเกี่ยวกับการล้อเลียนผู้มีความหลากหลายทางเพศได้เปลี่ยนแปลงไป เพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะเพื่อกำกับการแสดงออกดังกล่าว</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 CMU Journal of Law and Social Sciences
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/CMUJLSS/article/view/282845
การพัฒนากฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษ
2025-08-08T15:13:59+07:00
Wanwipa Muangtham
pinky_attorney@hotmail.com
สุพัตรา แผนวิชิต
pinky_attorney@hotmail.com
ปัณณวิช ทัพภวิมล
pinky_attorney@hotmail.com
สิรีกานต์ อยู่เรือง
pinky_attorney@hotmail.com
วิวิธ วงศ์ทิพย์
pinky_attorney@hotmail.com
พงศ์จิรา เชิดชู
pinky_attorney@hotmail.com
<p>การศึกษาโครงการวิจัยเรื่องนี้เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาวิเคราะห์สถานการณ์ ปัญหาอุปสรรคในการบังคับใช้พระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม แนวทางการบังคับใช้กฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนคดีพิเศษที่ปรากฏในอนุสัญญาระหว่างประเทศ ตลอดจนประสบการณ์บังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานต่างประเทศที่มีภารกิจคล้ายคลึงกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (2) เพื่อจัดทำร่างแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. .... ที่กำหนดแนวทางการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายและมาตรการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ มีความทันสมัย และสอดคล้องกับแนวทางสากล</p> <p>ผลการวิจัยผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะว่า (1) ควรกำหนดให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นส่วนราชการที่อยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรีเพื่อความเป็นอิสระในการทำงาน (2) ควรเพิ่มเติมความชัดเจนในการรับคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษในความผิดอาญาที่เป็นคดีพิเศษ (3) ควรยกเลิกคำว่า “คดีพิเศษ” ออกจากมาตรา 24 วรรคหนึ่ง (1) (2) เพื่อให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษมีอำนาจในการปฏิบัติหน้าที่โดยเข้าไปในเคหสถานหรือสถานที่ใดๆ เพื่อตรวจค้นได้ (4) ควรกำหนดระยะเวลาการสอบสวนคดีพิเศษโดยให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการคดีพิเศษโดยพิจารณาจากลักษณะ สภาพหรือประเภทคดี และปริมาณในความรับผิดชอบ (5) ควรกำหนดให้นำมาตรการพิเศษมากำหนดให้สอดคล้องอนุสัญญาระหว่างประเทศ (6) ควรกำหนดให้มีการเพิ่มหมวด 3/1 เกี่ยวกับมาตรการดำเนินการกับทรัพย์สิน และหมวด 3/2 เกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนคดีพิเศษขึ้น</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 CMU Journal of Law and Social Sciences
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/CMUJLSS/article/view/284261
การพัฒนาศาลยุติธรรมสู่ระบบดิจิทัล: แนวทางเชิงนโยบายและการบริหารงานยุติธรรม
2026-02-19T09:50:00+07:00
ภารดี นะศิริรันต์
p.nasirirun@gmail.com
<p>ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา กระบวนการยุติธรรมของไทยได้เข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม แม้การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วของกระบวนการพิจารณาคดี แต่ในทางปฏิบัติยังคงปรากฏข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและเชิงกระบวนการ เช่น ความไม่พร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยีของประชาชน ตลอดจนข้อจำกัดทางกฎหมายในการรองรับกระบวนการพิจารณาคดีในรูปแบบดิจิทัล ส่งผลให้การพัฒนาศาลดิจิทัลยังไม่สามารถตอบสนองต่อทั้งประสิทธิภาพและความเป็นธรรมได้อย่างสมดุล</p> <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษากระบวนการและรูปแบบการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการบริหารงานและการพิจารณาคดีของศาล รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและกระบวนการทำงาน (2) วิเคราะห์ผลกระทบของการเปลี่ยนผ่านสู่ศาลดิจิทัลต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ทั้งด้านการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ความเป็นธรรมในการพิจารณาคดี ความเท่าเทียมในการใช้เทคโนโลยี และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และ (3) เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและข้อจำกัดเชิงปฏิบัติในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย และเสนอแนวทางเชิงนโยบายและมาตรการบริหารงานที่สามารถนำไปใช้ได้จริง โดยสอดคล้องกับหลักนิติธรรมและบริบทของสังคมไทย</p> <p>การศึกษานี้ใช้วิธีวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากกฎหมาย นโยบายสาธารณะ และงานวิชาการที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผลการศึกษาพบว่า การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น ระบบยื่นฟ้องทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Filing) การพิจารณาคดีผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ และฐานข้อมูลคำพิพากษาออนไลน์ สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดระยะเวลาในการดำเนินคดี และเสริมสร้างความโปร่งใสของกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับการพัฒนาศาลดิจิทัลในต่างประเทศ เช่น ประเทศสิงคโปร์และสาธารณรัฐเกาหลี ที่มีการนำระบบศาลอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในการบริหารจัดการคดีอย่างเป็นระบบ</p> <p>อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านสู่ศาลดิจิทัลยังนำมาซึ่งความท้าทายสำคัญในหลายมิติ โดยเฉพาะผลกระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน กลุ่มผู้ด้อยโอกาสที่อาจเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างจำกัด ความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล ตลอดจนข้อจำกัดในกระบวนการพิจารณาคดีในรูปแบบดิจิทัลที่อาจส่งผลต่อความเป็นธรรมของคู่ความ</p> <p>บทความนี้เสนอว่า การพัฒนาศาลยุติธรรมสู่ระบบดิจิทัลควรดำเนินควบคู่กับการกำหนดกรอบนโยบายและมาตรการกำกับดูแลที่ชัดเจน โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะของบุคลากร การกำหนดมาตรฐานการเข้าถึงศาลออนไลน์อย่างเท่าเทียม และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมกับการคุ้มครองสิทธิของประชาชน ทั้งนี้ ผลการศึกษาสามารถใช้เป็นแนวทางเชิงนโยบายและการบริหารงานยุติธรรมของไทยในยุคดิจิทัลได้อย่างเหมาะสม</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 CMU Journal of Law and Social Sciences
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/CMUJLSS/article/view/282673
การเยียวยาความเสียหายในคดีคอลเซ็นเตอร์ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542
2025-09-23T14:10:44+07:00
sorracha santatirat
sorracha.nn@gmail.com
<p>การฉ้อโกงด้วยการหลอกลวงทางโทรศัพท์หรือคดีคอลเซ็นเตอร์ เป็นการกระทำความผิดที่มีผู้ตกเป็นผู้เสียหายเป็นจำนวนมาก ข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติในปี 2568 พบว่ามีผู้เสียหายในจากคดีคอลเซ็นเตอร์ กว่า 380,000 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายสูงถึง 2.5 หมื่นล้านบาท แต่สัดส่วนของผู้เสียหายที่ได้รับการเยียวยากลับมีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ที่ได้รับความเสียหายทั้งหมด ซึ่งข้อมูลจากรายงานผลการดำเนินงานในกระบวนการยุติธรรมของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ประจำปีงบประมาณ 2568 พบว่ามีผู้เสียหายที่ได้รับแจ้งให้มารับการคุ้มครองสิทธิหรือได้รับการเยียวยาความเสียหายเพียง 13 คดี ในขณะเดียวกัน คดีคอลเซ็น เตอร์กลับเป็นคดีที่ผู้เสียหายมักไม่กล้าไปแจ้งความร้องทุกข์และไม่กล้าเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้กับบุคคลอื่นฟัง เนื่องจากรู้สึกอับอาย เครียด คับแค้นใจ หรือกังวลใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเงินที่สูญเสียไปนั้นเป็นเงินจำนวนมาก แม้ในปัจจุบันจะมีการออกกฎหมายใหม่ขึ้นมาหลายฉบับเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาการดำเนินคดีคอลเซ็นเตอร์อันเป็นคดีที่มีลักษณะเฉพาะ ทั้งเรื่องการแปรสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดให้กลายเป็นทรัพย์สินดิจิทัลหรือทรัพย์สินมูลค่าสูงอื่นๆ การเปิดบัญชีม้า เพื่ออำพรางตัวตนของผู้กระทำความผิดและทำให้เส้นทางการเงินมีความยุ่งยากซับซ้อนและยากต่อการติดตาม รวมถึงการที่ตัวผู้กระทำความผิดมักอาศัยอยู่ในต่างประเทศ สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ส่งผลให้การนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษรวมถึงการนำทรัพย์สินมาชดใช้เยียวยาให้แก่ผู้เสียหายเป็นไปได้ยาก และแม้จะสามารถยึดหรืออายัดทรัพย์ดังกล่าวมาได้ก็จะประสบกับปัญหาการเฉลี่ยทรัพย์คืนให้แก่ผู้เสียหายทุกคนอย่างเท่าเทียมและได้สัดส่วนกับความเสียหาย สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้เสียหายที่จะนำคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม</p> <p> บทความฉบับนี้ ได้ศึกษาถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลถึงการตัดสินใจในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของผู้เสียหายในคดีฉ้อโกงด้วยการหลอกลวงทางโทรศัพท์หรือคดีคอลเซ็นเตอร์นี้ว่ามีปัจจัยอะไรบ้าง รวมถึงอุปสรรคทั้งในทางกฎหมายและในทางความเป็นจริงที่ส่งผลต่อการเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย และยังเสนอให้รัฐสร้างกลไกในการให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One Stop Service) เพื่อเป็นการลดต้นทุน เวลา และขั้นตอนของผู้เสียหาย รวมถึงจัดตั้งกองทุนเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้เสียหายในเบื้องต้น เพื่อเป็นการเยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้เสียหายโดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง โดยไม่ต้องรอให้มีการฟ้องร้องดำเนินคดีก่อน</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 CMU Journal of Law and Social Sciences
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/CMUJLSS/article/view/285192
การใช้สิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรองของแรงงานข้ามชาติตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์
2026-04-30T09:11:29+07:00
Sopit Cheevapanich
sopitcheevapanich@hotmail.com
<p>บทความวิจัยเรื่องการใช้สิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรองของแรงงานข้ามชาติตามกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาการใช้สิทธิการรวมตัวและการเจรจาต่อรองของแรงงานข้ามชาติในกิจการต่างๆในประเทศไทย เพื่อแสดงให้เห็นวิธีการรวมตัวและต่อรองและการปรับตัวของแรงงานข้ามชาติภายใต้ข้อจำกัดทางกฎหมายและสภาพการจ้างงานจริง และข้อเสนอในการพัฒนาปรับปรุงการใช้สิทธิพื้นฐานด้านการรวมตัวและต่อรองของแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศและกฎหมายภายในของประเทศไทย</p> <p>งานวิจัยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการศึกษาเอกสารกฎหมาย งานวิชาการ มาตรฐานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรภาคประชาสังคม สหภาพแรงงาน และผู้ปฏิบัติงานด้านแรงงานสัมพันธ์</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า แม้กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ของไทยจะรับรองสิทธิในการรวมตัวและการเจรจาต่อรองแก่ลูกจ้างโดยทั่วไป แต่ข้อกำหนดตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ที่จำกัดให้ผู้จัดตั้งสหภาพแรงงานและกรรมการสหภาพแรงงานต้องมีสัญชาติไทย เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้แรงงานข้ามชาติไม่สามารถมีบทบาทอย่างแท้จริงในกระบวนการแรงงานสัมพันธ์ ส่งผลให้แรงงานข้ามชาติต้องพึ่งพาช่องทางอื่น เช่น การยื่นข้อเรียกร้องตามกฎหมาย การเข้าเป็นคณะกรรมการส่วนของลูกจ้าง หรือการรวมตัวแบบไม่เป็นทางการ ซึ่งกลไกดังกล่าวไม่สามารถทดแทนอำนาจต่อรองในรูปแบบสหภาพแรงงานได้</p> <p>ผู้วิจัยมีข้อเสนอให้ประเทศไทยปรับปรุงกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ให้สอดคล้องกับหลักเสรีภาพในการสมาคมและสิทธิในการเจรจาต่อรองตามมาตรฐานองค์การแรงงานระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการยกเลิกข้อจำกัดด้านสัญชาติ การให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 และ 98 การส่งเสริมบทบาทของสหภาพแรงงาน องค์กรภาคประชาสังคม และภาครัฐในการสนับสนุนสิทธิของแรงงานข้ามชาติ การปรับตัวของนายจ้างและลูกจ้างในกระบวนการแรงงานสัมพันธ์ รวมถึงการพัฒนากลไกการรวมตัวรูปแบบใหม่ที่สอดคล้องกับสภาพการจ้างงานจริงและห่วงโซ่อุปทานระดับโลก เพื่อให้แรงงานข้ามชาติสามารถใช้สิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรองได้อย่างมีประสิทธิภาพและเท่าเทียมกับแรงงานไทย</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 CMU Journal of Law and Social Sciences
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/CMUJLSS/article/view/286521
สิทธิในการฟ้องคดีของผู้เยาว์: ขอบเขตและข้อจำกัดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1562
2026-04-07T10:09:53+07:00
supapprn khemphimai
supaporn.khepm@gmail.com
<p>ปัจจุบันสังคมไทยมีแนวโน้มเกิดความขัดแย้งและความรุนแรงภายในครอบครัวเพิ่มขึ้น จากสถิติแสดงว่ามีเด็กและเยาวชนเป็นผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมาก อย่างไรก็ดี จำนวนคดีที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมกลับมีสัดส่วนต่ำกว่าจำนวนคดีที่เกิดขึ้นในทางความเป็นจริง สะท้อนถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงสิทธิการฟ้องคดีของบุตร แม้มาตรา 1562 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จะเปิดช่องให้บุตรฟ้องบุพการีผ่านพนักงานอัยการ ญาติ หรือผู้ใช้อำนาจปกครองที่มิได้ขัดแย้งกับบุตรได้ แต่ในทางปฏิบัติกลไกดังกล่าวกลับเป็นอุปสรรค โดยเฉพาะเมื่อผู้ใช้อำนาจปกครองเป็นคู่กรณีกับบุตรผู้เยาว์ ซึ่งทำให้บุตรผู้เยาว์ไม่อาจใช้สิทธิได้ตามหลักในมาตรา 56 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง อีกทั้งเมื่อหลักการของ มาตรา 1562 ได้ถูกบัญญัติขึ้นโดยอาศัยหลักความกตัญญู แต่ในปัจจุบันผู้คนในสังคมเริ่มมีมุมมองที่เปลี่ยนแปลงไปต่อแนวคิดดังกล่าว ย่อมส่งผลกระทบต่อการมีอยู่ของ มาตรา 1562</p> <p>ในบทความนี้ผู้เขียนจึงได้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาประเด็นปัญหาเกี่ยวกับการบังคับใช้ มาตรา 1562 แต่ได้มุ่งเน้นไปที่การศึกษาปัญหาสิทธิการฟ้องคดีของบุตรผู้เยาว์ในกรณีฟ้องบุพการีเป็นสำคัญ เพราะบุตรผู้เยาว์คือบุคคลที่ได้รับความคุ้มครองตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก อีกทั้งสิทธิการฟ้องคดีเป็นสิทธิที่อยู่ภายใต้สิทธิในการมีส่วนร่วม จึงควรนำประโยชน์สูงสุดของเด็กเข้ามาพิจารณาเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมในการคุ้มครองสิทธิการฟ้องคดีของบุตรผู้เยาว์</p> <p> จากการศึกษาพบว่าหลักการของกฎหมายต่างประเทศสามารถนำมาใช้เป็นเหตุผลให้ประเทศไทยทำการแก้ไข ม.1562 ได้ ถึงแม้หลักความกตัญญูของสังคมไทยในปัจจุบันจะได้ถูกลดทอนบทบาทลงไปบ้างแล้วอันสืบเนื่องมาจากความเปลี่ยนแปลงของสังคม แต่ยังเป็นหลักการสำคัญที่สังคมไทยยังคงให้การยอมรับเพราะถือเป็นจารีตประเพณีที่ดีงาม ผู้เขียนจึงเสนอให้คงหลักการเดิมของมาตรา 1562 ไว้ แต่ให้เพิ่มข้อยกเว้นให้บุตรสามารถฟ้องบุพการีด้วยตนเองได้ในคดีบางประเภท ส่วนการฟ้องคดีของบุตรผู้เยาว์พบว่าเป็นสิทธิที่ต้องคุ้มครองโดยคำนึงถึงในฐานะเด็กเป็นสิ่งสำคัญ ฉะนั้นบุตรผู้เยาว์สามารถฟ้องคดีด้วยตนเองได้ แต่ก็ควรมีบุคคลที่เข้ามาคุ้มครองสิทธิ บุคคลนั้นเรียกว่า ‘บุคคลที่เด็กไว้ใจ’</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 CMU Journal of Law and Social Sciences
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/CMUJLSS/article/view/283602
ภาษีบาปบุหรี่ไฟฟ้าในสหภาพยุโรป
2025-11-28T10:52:09+07:00
ปีดิเทพ อยู่ยืนยง
pedithep@hotmail.com
<p>บทความนี้สำรวจพัฒนาการของภาษีบาปสำหรับบุหรี่ไฟฟ้าในภูมิภาคยุโรป ผ่านการบังคับใช้การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสำหรับผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าที่วางจำหน่ายภายในประเทศแถบภูมิภาคยุโรป ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะคำนวณอัตราภาษีตามปริมาณนิโคตินเป็นมิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร (mg/mL) ในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า บทความฉบับนี้อธิบายถึงข้อกังวลด้านสาธารณสุขเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าในสหภาพยุโรปและประเด็นความท้าทายในข้อบังคับว่าด้วยผลิตภัณฑ์ยาสูบ (TPD) ของสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นกรอบหลักในการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าในสหภาพยุโรป ซึ่งมุ่งเน้นพิจารณาถึงเครื่องมือควบคุมและสั่งการและเครื่องมือทางนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงแรงจูงใจทางเศรษฐศาสตร์หรือนโยบายที่อิงกลไกตลาดที่อาศัยแรงผลักดันของตลาดที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคบุหรี่ไฟฟ้า ในท้ายของบทความฉบับนี้พิจารณาถึงการพัฒนามุ่งสู่การทำให้เป็นหนึ่งเดียวของสหภาพยุโรปในการจัดเก็บภาษีสำหรับบุหรี่ไฟฟ้าผ่านการแก้ข้อบังคับว่าด้วยภาษียาสูบในอนาคต</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 CMU Journal of Law and Social Sciences
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/CMUJLSS/article/view/281941
ช่องว่างและข้อเสนอเพื่อพัฒนากรอบกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการฟอกเขียวของประเทศไทยในประเด็นการกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เข้าใจผิด: การวิเคราะห์เปรียบเทียบกับกรณีศึกษาของสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร
2025-10-24T09:27:30+07:00
Supakanya KHANGRANG
supakanya.khangrang@gmail.com
จิรพัฒน์ เที่ยงธัญกร
Supakanya.khangrang@gmail.com
ณัฐพล ปัญญาเฉียบ
Supakanya.khangrang@gmail.com
นลินี สุขประเสริฐ
Supakanya.khangrang@gmail.com
เมลิสซ่า อาริยา แคซีย์
Supakanya.khangrang@gmail.com
<p>การฟอกเขียวเป็นพฤติกรรมที่ภาคธุรกิจนำประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมมาใช้ในการสื่อสารทางการตลาดในลักษณะที่บิดเบือน คลุมเครือ หรือไม่สามารถพิสูจน์ได้ ส่งผลให้ผู้บริโภคเกิดความเข้าใจผิดและบ่อนทำลายความพยายามในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภคและการโฆษณาที่สามารถนำมาปรับใช้กับการฟอกเขียวได้ในทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติกลับยังปรากฏพฤติกรรมดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของกรอบกฎหมายและกลไกการบังคับใช้</p> <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาช่องว่างและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของกรอบกฎหมายไทยในการป้องกันและจัดการการฟอกเขียว โดยมุ่งวิเคราะห์เฉพาะกรณีการกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด และนำผลการศึกษาไปเปรียบเทียบกับกรอบกฎหมายและแนวปฏิบัติของสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นประเทศและกลุ่มประเทศที่มีพัฒนาการด้านกฎหมายป้องกันการฟอกเขียวอย่างชัดเจน</p> <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพทางนิติศาสตร์ ใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสารทางกฎหมายควบคู่กับการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคและกฎหมายสิ่งแวดล้อม โดยนำข้อมูลจากทั้งสองส่วนมาวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบเพื่ออธิบายกลไกการบังคับใช้กฎหมาย ปัญหาในการพิสูจน์ข้อเท็จจริง และข้อจำกัดของบทลงโทษในทางปฏิบัติ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาสำคัญของกรอบกฎหมายไทยมิได้อยู่ที่การขาดบทบัญญัติกฎหมายโดยสิ้นเชิง หากแต่อยู่ที่การไม่มีกฎหมายเฉพาะว่าด้วยการฟอกเขียว การกระจายอำนาจกำกับดูแลในหลายหน่วยงาน การกำหนดภาระการพิสูจน์ที่ไม่สมดุล และบทลงโทษที่ไม่สามารถสร้างแรงยับยั้งต่อภาคธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเปรียบเทียบกับต่างประเทศ พบว่ากรอบกฎหมายที่มีประสิทธิผลมักให้ความสำคัญกับการกำหนดมาตรฐานการพิสูจน์ล่วงหน้า กลไกตรวจสอบเชิงรุก และบทลงโทษทางปกครองที่มีสภาพบังคับสูง งานวิจัยนี้จึงเสนอให้ประเทศไทยพัฒนากฎหมายเฉพาะว่าด้วยการป้องกันการฟอกเขียว ควบคู่กับการปรับโครงสร้างการกำกับดูแลและกลไกการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค เสริมสร้างความโปร่งใสและส่งเสริมความรับผิดชอบของภาคธุรกิจอย่างเป็นระบบ</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 CMU Journal of Law and Social Sciences