https://so01.tci-thaijo.org/index.php/CMUJLSS/issue/feed CMU Journal of Law and Social Sciences 2023-12-28T10:46:11+07:00 ผศ.ดร.นัทมน คงเจริญ (Assit. Prof. Dr. Nuthamon Kongcharoe) cmujlss@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสาร CMU Journal of Law and Social Sciences</strong> ของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เผยแพร่ผลงานวิชาการด้านกฎหมายทุกสาขา เช่น กฎหมายมหาชน กฎหมายเอกชน กฎหมายอาญา กฎหมายระหว่างประเทศ เป็นต้น ซึ่งสัมพันธ์กับความรู้ทางด้านสังคมศาสตร์ในสาขาต่างๆ โดยเป็นวารสารที่มีการ<strong>ประเมินบทความก่อนตีพิมพ์ (refereed journal)</strong> โดยผู้ประเมินอย่างน้อยจำนวน 2 ท่าน ทั้งนี้ผู้ประเมินไม่เห็นชื่อหรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความไม่ทราบผู้ประเมิน (double blind review) มี<strong>กำหนดการตีพิมพ์เผยแพร่ ปีละ 2 ฉบับ</strong> ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม และมี<strong>ประเภทของบทความที่รับตีพิมพ์เผยแพร่</strong> 2 ประเภท</p> <p>(1) บทความวิจัย บทความวิชาการ ที่นำเสนอองค์ความรู้ แนวคิด ทฤษฎี การวิจัย ข้อค้นพบใหม่ อันเกี่ยวเนื่องและครอบคลุมเนื้อหาเกี่ยวกับกฎหมายทุกสาขา เช่น กฎหมายมหาชน กฎหมายเอกชน กฎหมายอาญา กฎหมายระหว่างประเทศ เป็นต้น ซึ่งสัมพันธ์กับความรู้ทางด้านสังคมศาสตร์ในสาขาต่างๆ</p> <p>(2) บทความวิจารณ์หนังสือ (book review) หรือ บทความปริทัศน์ (review article) อันเกี่ยวเนื่องและครอบคลุมเนื้อหาเกี่ยวกับกฎหมายทุกสาขา เช่น กฎหมายมหาชน กฎหมายเอกชน กฎหมายอาญา กฎหมายระหว่างประเทศ เป็นต้น ซึ่งสัมพันธ์กับความรู้ทางด้านสังคมศาสตร์ในสาขาต่างๆ</p> <p>ทั้งนี้ สำหรับบทความ ประเภทบทความวิจารณ์หนังสือ (book review) หรือ บทความปริทัศน์ (review article) ซึ่งเป็นบทความประเภท Non Peer Review Content กองบรรณาธิการจะเป็นผู้พิจารณาคุณภาพบทความ หรืออาจพิจารณานำส่งบทความให้ผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง อย่างน้อย 1 คน เป็นผู้พิจารณาคุณภาพบทความตามความเหมาะสม (โดยหากเป็นการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ กองบรรณาธิการจะพิจารณาจากความเชี่ยวชาญที่ตรงกับสาขาของบทความเป็นหลัก ผู้พิจารณาบทความ และผู้เขียน อาจมีต้นสังกัดเดียวกันหรือไม่ก็ได้ อย่างไรก็ดี การประเมินคุณภาพบทความจะดำเนินการโดยปิดบังชื่อผู้เขียน และผู้พิจารณาบทความ) </p> <p>สนใจจัดส่งบทความ กรุณาศึกษา จากคู่มือการจัดทำบทความ <strong><a href="https://drive.google.com/file/d/1h1m24wjv4Yx1DFmHQd7Z5cbto1EckQFs/view?usp=sharing">ดาวน์โหลด คลิก</a></strong></p> <p>ISSN 2672-9245 (Online) </p> <p>...</p> <p>วารสาร CMU Journal of Law and Social Sciences เริ่มตีพิมพ์ครั้งแต่ในปี 2546 โดยใช้ชื่อ วารสารนิติสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งมีกำหนดการตีพิมพ์เผยแพร่ ปีละ 1 ฉบับ มกราคม - ธันวาคม และมีการตีพิมพ์ต่อเนื่องเป็นจำนวน 4 ปี ระหว่าง 2546-2549 หลังจากนั้นหยุดไป 5 ปี กลับมาเริ่มตีพิมพ์อีกครั้งในปี 2555 ซึ่งมีกำหนดการตีพิมพ์เผยแพร่ ปีละ 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม วารสารฯ ได้เริ่มจัดทำในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Online) ในปีที่ 8 ฉบับที่ 1 (ม.ค.-มิ.ย. พ.ศ. 2558) ต่อมาในปี 2559 กองบรรณาธิการวารสารนิติสังคมศาสตร์ฯ ได้พัฒนาวารสาร และนำวารสารฯ เข้าสู่ฐานข้อมูล TCI (Thai Journal Citation Index) ได้สำเร็จ หลังจากนั้น ในปี 2562 ยกเลิกชื่อวารสารภาษาไทย คือ 'วารสารนิติสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่', ISSN (เดิม): 1685-9723 และ E-ISSN (เดิม): 2586-9604 และเริ่มใช้เฉพาะชื่อวารสารภาษาอังกฤษ ‘CMU Journal of Law and Social Sciences’ E-ISSN: 2672-9245 ตั้งแต่ปีที่ 12 ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน 2562 (Vol.12 No.1 2019) เป็นต้นไป</p> <p>...</p> <p><strong>วารสาร CMU Journal of Law and Social Sciences</strong> ไม่ได้มีการเก็บค่าธรรมเนียมการ ตีพิมพ์ใดๆ ในทุกขั้นตอน</p> https://so01.tci-thaijo.org/index.php/CMUJLSS/article/view/271423 บทความแปล ทำไมเขาจึงลุกขึ้นสู้? ความเป็นจริงในท้องถิ่นของขบวนการเกษตรกรใน ทศวรรษ 1970 ของประเทศไทย 2023-12-28T10:46:11+07:00 ชินอิชิ ชิเกโตมิ shige103@k.meijigakuin.ac.jp อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ attachak@hotmail.com <p>ขบวนการเกษตรกรในประเทศไทยได้ร่วมตัวกันเคลื่อนไหวอย่างเข้มข้นในช่วงกลางทศวรรษ 1970&nbsp; การศึกษานี้มุ่งศึกษาเน้นที่การเคลื่อนไหวในระดับหมู่บ้านโดยต้องการเข้าใจว่าทำไมกลุ่มเกษตรกรจึงจะต้องเสี่ยงในการก่อการประท้วงและพวกเขาทำได้อย่างไรกัน การศึกษาพบว่าขบวนการนี้จัดตั้งขึ้นโดยชาวบ้านกลุ่มเล็กหรือดำเนินการผ่านเครือข่ายของบุคคลมากกว่าจะเป็นการระดมชาวนาผู้ด้อยโอกาสในวงกว้าง ความสำนึกในเรื่องของความยุติธรรมผลักดันให้ชาวบ้านลุกขึ้นประท้วงไม่ใช่แค่ความคับข้องใจทางเศรษฐกิจเท่านั้น หากพิจารณาจากกรณีการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในภาคเหนือและภาคกลางก็ควรพิจารณาว่าโครงสร้างขององค์กรของสองภาคแตกต่างกันและวิธีต่อสู้ของชาวนาสองภาคแตกต่างกันมากกว่าที่จะเป็นการเคลื่อนไหวในระดับชาติที่เป็นหนึ่งเดียวกัน</p> 2023-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 CMU Journal of Law and Social Sciences https://so01.tci-thaijo.org/index.php/CMUJLSS/article/view/268646 หัวมังกุท้ายมังกร: การผสมพันธุ์กฎหมายรัฐธรรมนูญที่รับเข้าจากต่างประเทศแบบผิดฝาผิดตัว 2023-07-20T19:31:46+07:00 ปูนเทพ ศิรินุพงศ์ poonthep@tu.ac.th <p>การรับเข้ากฎหมายรัฐธรรมนูญจากต่างประเทศเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เกิดขึ้นยามประเทศทั้งหลายยกร่าง ปรับปรุงแก้ไข หรือมีการใช้การตีความรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม การรับเข้ากฎหมายรัฐธรรมนูญจากต่างประเทศนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะจะต้องทำความเข้าใจกฎหมายที่จะรับเข้ามาให้ถ่องแท้ที่สุด แล้วจึงปรับแต่งให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมกฎหมายปลายทางเพื่อให้ตัวอักษรของกฎหมายที่หยิบยืมมามีผลใช้ได้ดังที่ต้องการ หากการรับเข้าเกิดบนความไม่เข้าใจหรือปรับแต่งอย่างไม่เหมาะสมย่อมมีความเสี่ยงที่จะเกิดการกลายพันธุ์เปลี่ยนความหมายไปในทางที่ไม่คาดคิดหรือบั่นทอนประสิทธิภาพที่ตั้งใจ</p> <p>บางคราวการกลายพันธุ์ก็เกิดขึ้นจากการเลือกหยิบกฎหมายหลายประเทศมาผสมกันแบบไม่ลงรอยนักจนเป็นที่มาของลักษณะ “หัวมังกุท้ายมังกร” ปรากฏการณ์เช่นว่ามีสี่ตัวอย่างซึ่งบทความนี้หยิบยกขึ้นมาจากประวัติศาสตร์กฎหมายรัฐธรรมนูญและจากกฎหมายรัฐธรรมนูญร่วมสมัยของประเทศไทย คือ กรณีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 เรื่อง (1) หลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ และ (2) บทบัญญัติว่าด้วยสถาบันกษัตริย์ กับกรณีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เรื่อง (3) วัตถุแห่งคดีของการร้องทุกข์ทางรัฐธรรมนูญ และ (4) การรับรองเสรีภาพทั่วไป</p> 2023-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 CMU Journal of Law and Social Sciences https://so01.tci-thaijo.org/index.php/CMUJLSS/article/view/267819 อุดมการณ์ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในคำพิพากษาของศาล 2023-08-24T15:25:17+07:00 ศุภณัฐ บุญสด jejehenry1984@gmail.com <p>บทความวิชาการชิ้นนี้จึงมุ่งศึกษาเกี่ยวกับอุดมการณ์ของรัฐที่เรียกว่า“ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”ที่มีบทบาทชี้นำกลไกด้านปราบปรามของรัฐอื่น ๆ อย่างกฎหมายและศาลว่ามีองค์ประกอบและกลไกการทำงานเช่นไร ด้วยการอาศัยกรอบทางทฤษฎีของนิติศึกษาแนววิพากษ์กับทฤษฎีอุดมการณ์ของรัฐของหลุยส์ อัลธูแซร์เป็นแนวพินิจ สำหรับข้อมูลพื้นฐานที่ใช้ในการวิเคราะห์มาจากคำพิพากษาในกลุ่มคดีที่เกี่ยวกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และคดีรัฐธรรมนูญ ในระหว่างปี พ.ศ. 2557 ถึง พ.ศ. 2566 โดยผลการศึกษาพบว่าอุดมการณ์ของรัฐดังกล่าวมีบทบาทสร้างความชอบธรรมทางการเมืองให้กับพระราชสถานะและพระราชอำนาจแบบใหม่ของพระมหากษัตริย์ที่เกิดขึ้นหลังรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2492 ซึ่งมีลักษณะที่ไม่สอดคล้องกับสถานะและอำนาจของพระมหากษัตริย์ในระบอบเสรีประชาธิปไตยแบบสากลและเป็นกลไกลที่ทำงานชี้นำให้เกิดการตีความกฎหมายที่มีลักษณะขัดต่อหลักกฎหมายและนิติวิธีพื้นฐานต่าง ๆ ในคำพิพากษาของศาลขึ้นมา โดยการชี้นำดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ทางการเมืองเพื่อปราบปรามมิให้มีอุดมการณ์อื่นใดขึ้นมาท้าทายสถานะการชี้นำรัฐและสังคมของอุดมการณ์ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้</p> 2023-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 CMU Journal of Law and Social Sciences https://so01.tci-thaijo.org/index.php/CMUJLSS/article/view/268912 เมื่อรัฐพึ่งศาล ตุลาการจึงแปรเปลี่ยน: การจัดวางแนวคิด “ตุลาการภิวัฒน์แบบไทย”ผ่านบทสะท้อนทางการเมืองจากภาพยนตร์ The trial of the Chicago 7 2023-08-18T15:57:57+07:00 จาตุรงค์ สุทาวัน jaturong.23032529@gmail.com <p>บทความนี้มุ่งนำเสนอมุมมองในการจัดวางแนวคิดทางการเมือง (Political Installation) ขององค์ความรู้ด้านตุลาการภิวัฒน์ในความรับรู้ของสังคมไทย (Judicialization of Politics) ที่เป็นการศึกษาบทบาทของสถาบันตุลาการในเชิงการเมือง ซึ่งมีการวิเคราะห์ผ่านบทสะท้อนจากงานศิลปะแขนงภาพยนตร์ (Films) ในฐานะตัวบทหนึ่งของสังคม โดยนำเสนอภาพยนตร์ “The trial of Chicago 7 ที่อ้างอิงจากคดีทางการเมืองที่เป็นเหตุการณ์จริง อันมีข้อสรุปว่า ภาพยนตร์ดังกล่าวได้เผยให้เห็นถึงสถานะองค์ความรู้ในด้านตุลาการศึกษาอันมีลักษณะเป็นพลวัต และก้าวข้ามความเป็นนิติศาสตร์ในเชิงกลไก (mechanical prudence) มาช้านานตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1960 แตกต่างจากความรับรู้ของในวงวิชาการไทยบางส่วน ซึ่งยังยึดติดกับองค์ความรู้เดิมที่พึ่งผลิตขึ้นโดยจากงานวิชาการกระแสหลักในปี พ.ศ.2549 นอกจากนี้ โครงเรื่องจากภาพยนตร์ได้สะท้อนให้เห็นว่า คดีทางการเมืองที่เป็นข้อถกเถียงในสังคมไทยหลังปี 2549 คือลักษณะการประสานความสัมพันธ์ทางอำนาจ (Social Relation) ของกลุ่มพลังทางสังคมอันหลากหลาย (Power bloc) โดยมีฝ่ายตุลาการเป็นเพียงหนึ่งในกลไกดังกล่าว กลุ่มต่างๆเหล่านี้มีจุดมุ่งหมายเดียวกันภายในช่วงระยะเวลาหนึ่งๆ อันเป็นการสร้างความสัมพันธ์เพื่อรักษาสภาวะการนำทางสังคม</p> <p>ทั้งนี้ การตั้งคำถามถึงคดีทางการเมืองในไทยผ่านกรอบแนวคิดตุลาการภิวัฒน์ ซึ่งงานส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญไปที่การวิเคราะห์ตัวแสดงที่เป็นฝ่ายตุลาการเท่านั้น โดยยังละเลยการเพ่งมองตัวแสดงสำคัญจากกลุ่มทางการเมืองอื่นๆที่ชี้ให้เห็นว่า “ตุลาการภิวัฒน์”คือลักษณะเป็นชุดแบบแผนกระบวนการ (Process) และฝ่ายตุลาการเป็นเพียงขั้นตอนสุดท้ายเพื่อสร้างความชอบธรรมต่อประชาชนผ่านคำพิพากษา ทั้งยังควรถูกทำความเข้าใจในวงกว้างอย่างสำคัญว่า การใช้อำนาจตุลาการเพื่อเข้าสู่การวินิจฉัยคดีทางการเมือง ควรเป็นไปเพื่อการตรวจสอบ ทบทวนความขัดแย้งในทางรัฐธรรมนูญ ในขณะที่การใช้อำนาจอย่างกว้างขวางแบบตุลาการภิวัฒน์ ควรเป็นภารกิจในเชิงบวกที่แสดงถึงการขยายสิทธิเสรีภาพประชาชน จำกัดอำนาจรัฐ ตลอดจนการสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมายตามหลักการประชาธิปไตยสากล </p> 2023-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 CMU Journal of Law and Social Sciences https://so01.tci-thaijo.org/index.php/CMUJLSS/article/view/269339 “เสียงร่ำไห้ที่โศกเศร้า” กับ “การละเลยอารมณ์ความรู้สึก” ของกฎหมาย: การวิพากษ์กฎหมายลักษณะละเมิดผ่านแว่นตาประวัติศาสตร์อารมณ์ความรู้สึก 2023-08-31T19:48:45+07:00 พสิษฐ์ โฆษิตชัยพิทักษ์ pasit.k19@gmail.com <p>บทความนี้เสนอวิธีวิทยาแบบกฎหมายและประวัติศาสตร์อารมณ์ความรู้สึกในการศึกษาและทำความเข้าใจกฎหมายลักษณะละเมิดที่เกี่ยวกับปัญหาและอุปสรรคในการกำหนดค่าเสียหายต่อจิตใจให้แก่บิดามารดาที่สูญเสียบุตรจากการละเมิดของบุคคลอื่น</p> <p>ผลวิจัยปรากฏว่า หนึ่ง ความโศกเศร้าเสียใจเป็นพจนารมณ์อย่างหนึ่ง สอง กฎหมายลักษณะละเมิดในส่วนที่เกี่ยวกับการกำหนดค่าเสียหายต่อจิตใจให้แก่บิดามารดาที่สูญเสียบุตรไปเป็นระบอบอารมณ์ความรู้สึกอย่างหนึ่ง สาม การที่กฎหมายลักษณะละเมิดกลายเป็นระบอบอารมณ์ความรู้สึกที่เข้มงวดเกินไปนำไปสู่การสถาปนาความรู้สึกทุกข์ทนทางความรู้สึกที่บิดามารดาต้องไปค้นหาที่พักพิงทางอารมณ์ และสี่ กระบวนการพิพากษารมณ์ได้ทำให้ศาลเป็น “ตัวละคร” ที่สำคัญในการทำหน้าที่เปลี่ยนเรื่องอารมณ์ความรู้สึกให้กลายเป็นเรื่องของกฎหมายโดยแท้</p> <p>โดยสรุป ผู้เขียนจึงเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายลักษณะละเมิดให้สามารถคิดค่าเสียหายต่อจิตใจเช่นว่านี้ได้ หรือมิฉะนั้นแล้ว ผู้เขียนแนะนำให้ศาลตีความกฎหมายลักษณะละเมิดที่มีอยู่ให้กว้างขึ้น</p> 2023-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 CMU Journal of Law and Social Sciences https://so01.tci-thaijo.org/index.php/CMUJLSS/article/view/267401 มาตรการทางกฎหมายเพื่อควบคุมการขอรับบริจาคเงินผ่านสื่อสังคมออนไลน์: ข้อพิจารณาเชิงเปรียบเทียบกฎหมายไทย - สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 2023-05-17T14:18:12+07:00 พัชราภรณ์ เรืองเพ็ง iampolice1111@gmail.com อานนท์ ศรีบุญโรจน์ 641997083@tsu.ac.th <p>บทความวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของภาคนิพนธ์ เรื่อง “ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมการขอรับบริจาคเงินผ่านสื่อสังคมออนไลน์” โดยมีวิธีดำเนินการวิจัยแบบวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยการวิจัยเอกสาร อาศัยการทบทวนวรรณกรรมวิเคราะห์ข้อมูลจากหนังสือ ตำรา งานวิจัย บทความทางวิชาการ และเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายเกี่ยวกับการขอรับบริจาคเงินผ่านสื่อสังคมออนไลน์ นำมาเป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคของมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมการขอรับบริจาคเงินผ่านสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมเสนอแนวทางแก้ไข โดยบทความนี้เป็นการศึกษาเฉพาะมาตรการทางกฎหมายควบคุมการขอรับบริจาคออนไลน์ เพื่อพิจารณาเชิงเปรียบเทียบกฎหมายไทยกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งจากการศึกษาพบว่า พระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร พุทธศักราช 2487 ที่ใช้บังคับกับการขอรับบริจาคเงินผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของเอกชนนั้น มิได้มีบทบัญญัติที่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทั้งในเรื่อง บทนิยาม วิธีการเรี่ยไร การควบคุมดูแลของภาครัฐ และบทลงโทษ ส่งผลให้รัฐไม่สามารถใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อเข้าไปควบคุมดูแลการดำเนินการขอรับบริจาคได้ ทำให้เกิดการผลักภาระให้แก่ประชาชนที่บริจาค จะต้องเป็นผู้ติดตามตรวจสอบและควบคุมผู้รับบริจาคเองว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือไม่ ผู้วิจัยจึงมีข้อเสนอแนะว่าควรมีการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติดังกล่าว ให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้นและครอบคลุมทุกลักษณะของการขอรับบริจาคมาในทุกรูปแบบ เพื่ออุดช่องว่างของกฎหมาย และควรแก้ไขบทลงโทษทางอาญา และทางปกครองเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ของสังคม</p> 2023-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 CMU Journal of Law and Social Sciences https://so01.tci-thaijo.org/index.php/CMUJLSS/article/view/269118 การเข้าถึงความยุติธรรมและการระงับข้อพิพาททางการกีฬาในสหรัฐอเมริกา 2023-08-28T11:30:20+07:00 ปีดิเทพ อยู่ยืนยง pedithep.y@cmu.ac.th <p>การเข้าถึงกระบวนการระงับข้อพิพาทในกีฬาสหรัฐอเมริกาเป็นเครื่องมือที่จำเป็นในการต่อสู้กับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในเขตอำนาจบริหารปกครองกีฬาของคณะกรรมการโอลิมปิกและพาราลิมปิกแห่งสหรัฐอเมริกา (คณะกรรมการ USOP) อันนำไปสู่การเพิ่มความโปร่งใสและความเป็นธรรมในการในการดำเนินกิจกรรมทางการบริหารปกครองกีฬาของคณะกรรมการ USOP และองค์กรบริหารปกครองกีฬา (องค์กร NGB) อีกทั้งยังช่วยให้ระบุและเปิดเผยการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในวงการกีฬา พร้อมกับส่งเสริมสนับสนุนให้นำการทบทวนความชอบด้วยกฎหมายและการอนุญาโตตุลาการมาเป็นรากฐานสำคัญในกระบวนการพิจารณาข้อร้องเรียนที่เกิดขึ้นในเขตอำนาจบริหารปกครองกีฬาของคณะกรรมการ USOP การส่งเสริมสิทธิในการเข้าถึงการระงับข้อพิพาทของบรรดาผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเขตอำนาจบริหารปกครองกีฬาของคณะกรรมการ USOP ย่อมมีส่วนช่วยให้บรรดาผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเหล่านี้ได้รับความยุติธรรมที่เท่าเทียมและรวดเร็ว ด้วยการอำนวยการให้เกิดการระงับข้อพิพาทโดยหน่วยระงับข้อพิพาททางกีฬา (หน่วย DRU) ที่ปฏิบัติงานภายใต้เขตอำนาจบริหารปกครองของคณะกรรมการ USOP หน่วย DRU แล้วหน่วย DRU เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยส่งเสริมสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการระงับข้อพิพาททางการกีฬานอกศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการร้องเรียนข้อพิพาทที่ถูกวางหลักเกณฑ์เอาไว้ในรัฐบัญญัติ Ted Stevens และข้อบังคับของคณะกรรมการ USOP อย่างเป็นขั้นตอน บทความฉบับนี้มุ่งศึกษาหลักกฎหมายว่าด้วยกระบวนการระงับข้อพิพาทหรือข้อขัดแย้งระหว่างบรรดาฝ่ายต่าง ๆ ในวงการกีฬาสหรัฐอเมริกาภายใต้หลักการระงับข้อพิพาทของรัฐบัญญัติ Ted Stevens และข้อบังคับของคณะกรรมการ USOP รวมทั้งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคณะกรรมการ USOP องค์กร NGB คู่พิพาทและผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ ที่อยู่ในกระบวนการระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในกิจกรรมกีฬาหรือการแข่งขันกีฬาสหรัฐอเมริกาภายใต้เขตอำนาจบริหารปกครองกีฬาของคณะกรรมการ USOP</p> 2023-12-28T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 CMU Journal of Law and Social Sciences