CMU Journal of Law and Social Sciences
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/CMUJLSS
<p><strong>วารสาร CMU Journal of Law and Social Sciences</strong> ของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เผยแพร่ผลงานวิชาการด้านกฎหมายทุกสาขา เช่น กฎหมายมหาชน กฎหมายเอกชน กฎหมายอาญา กฎหมายระหว่างประเทศ เป็นต้น ซึ่งสัมพันธ์กับความรู้ทางด้านสังคมศาสตร์ในสาขาต่างๆ โดยเป็นวารสารที่มีการ<strong>ประเมินบทความก่อนตีพิมพ์ (refereed journal)</strong> โดยผู้ประเมินอย่างน้อยจำนวน 2 ท่าน ทั้งนี้ผู้ประเมินไม่เห็นชื่อหรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความไม่ทราบผู้ประเมิน (double blind review) มี<strong>กำหนดการตีพิมพ์เผยแพร่ ปีละ 2 ฉบับ</strong> ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม และมี<strong>ประเภทของบทความที่รับตีพิมพ์เผยแพร่</strong> 2 ประเภท</p> <p>(1) บทความวิจัย บทความวิชาการ ที่นำเสนอองค์ความรู้ แนวคิด ทฤษฎี การวิจัย ข้อค้นพบใหม่ อันเกี่ยวเนื่องและครอบคลุมเนื้อหาเกี่ยวกับกฎหมายทุกสาขา เช่น กฎหมายมหาชน กฎหมายเอกชน กฎหมายอาญา กฎหมายระหว่างประเทศ เป็นต้น ซึ่งสัมพันธ์กับความรู้ทางด้านสังคมศาสตร์ในสาขาต่างๆ</p> <p>(2) บทความวิจารณ์หนังสือ (book review) หรือ บทความปริทัศน์ (review article) อันเกี่ยวเนื่องและครอบคลุมเนื้อหาเกี่ยวกับกฎหมายทุกสาขา เช่น กฎหมายมหาชน กฎหมายเอกชน กฎหมายอาญา กฎหมายระหว่างประเทศ เป็นต้น ซึ่งสัมพันธ์กับความรู้ทางด้านสังคมศาสตร์ในสาขาต่างๆ</p> <p>ทั้งนี้ สำหรับบทความ ประเภทบทความวิจารณ์หนังสือ (book review) หรือ บทความปริทัศน์ (review article) ซึ่งเป็นบทความประเภท Non Peer Review Content กองบรรณาธิการจะเป็นผู้พิจารณาคุณภาพบทความ หรืออาจพิจารณานำส่งบทความให้ผู้เชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง อย่างน้อย 1 คน เป็นผู้พิจารณาคุณภาพบทความตามความเหมาะสม (โดยหากเป็นการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ กองบรรณาธิการจะพิจารณาจากความเชี่ยวชาญที่ตรงกับสาขาของบทความเป็นหลัก ผู้พิจารณาบทความ และผู้เขียน อาจมีต้นสังกัดเดียวกันหรือไม่ก็ได้ อย่างไรก็ดี การประเมินคุณภาพบทความจะดำเนินการโดยปิดบังชื่อผู้เขียน และผู้พิจารณาบทความ) </p> <p>สนใจจัดส่งบทความ กรุณาศึกษา จากคู่มือการจัดทำบทความ <strong><a href="https://drive.google.com/file/d/1h1m24wjv4Yx1DFmHQd7Z5cbto1EckQFs/view?usp=sharing">ดาวน์โหลด คลิก</a></strong></p> <p>ISSN 2672-9245 (Online) </p> <p>...</p> <p>วารสาร CMU Journal of Law and Social Sciences เริ่มตีพิมพ์ครั้งแต่ในปี 2546 โดยใช้ชื่อ วารสารนิติสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งมีกำหนดการตีพิมพ์เผยแพร่ ปีละ 1 ฉบับ มกราคม - ธันวาคม และมีการตีพิมพ์ต่อเนื่องเป็นจำนวน 4 ปี ระหว่าง 2546-2549 หลังจากนั้นหยุดไป 5 ปี กลับมาเริ่มตีพิมพ์อีกครั้งในปี 2555 ซึ่งมีกำหนดการตีพิมพ์เผยแพร่ ปีละ 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม วารสารฯ ได้เริ่มจัดทำในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Online) ในปีที่ 8 ฉบับที่ 1 (ม.ค.-มิ.ย. พ.ศ. 2558) ต่อมาในปี 2559 กองบรรณาธิการวารสารนิติสังคมศาสตร์ฯ ได้พัฒนาวารสาร และนำวารสารฯ เข้าสู่ฐานข้อมูล TCI (Thai Journal Citation Index) ได้สำเร็จ หลังจากนั้น ในปี 2562 ยกเลิกชื่อวารสารภาษาไทย คือ 'วารสารนิติสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่', ISSN (เดิม): 1685-9723 และ E-ISSN (เดิม): 2586-9604 และเริ่มใช้เฉพาะชื่อวารสารภาษาอังกฤษ ‘CMU Journal of Law and Social Sciences’ E-ISSN: 2672-9245 ตั้งแต่ปีที่ 12 ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน 2562 (Vol.12 No.1 2019) เป็นต้นไป</p> <p>...</p> <p><strong>วารสาร CMU Journal of Law and Social Sciences</strong> ไม่ได้มีการเก็บค่าธรรมเนียมการ ตีพิมพ์ใดๆ ในทุกขั้นตอน</p>
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
th-TH
CMU Journal of Law and Social Sciences
2672-9245
<p>O ความคิดเห็นใดๆ ที่ลงตีพิมพ์ใน CMU Journal of Law and Social Sciences เป็นของผู้เขียน (ความคิดเห็นใดๆ ของผู้เขียน กองบรรณาธิการ CMU Journal of Law and Social Sciences ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย)</p> <p>O กองบรรณาธิการ CMU Journal of Law and Social Sciences ไม่สงวนสิทธิ์ในการคัดลอกแต่ให้อ้างอิงแหล่งที่มาด้วย</p>
-
การตัดวงจรรัฐประหารด้วยการชุมนุมสาธารณะโดยสงบ
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/CMUJLSS/article/view/283049
<p>บทความนี้เสนอว่าการชุมนุมสาธารณะโดยสงบเป็นกลไกสำคัญของประชาชนในการปกป้องระบอบประชาธิปไตยจากการรัฐประหารโดยทหาร ผ่านการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้ด้วยสันติวิธีและบทวิเคราะห์กรณีศึกษาการต่อต้านรัฐประหารในประเทศต่าง ๆ เพื่อสร้างข้อเสนอแนะสำหรับการพัฒนากลไกการใช้การชุมนุมสาธารณะต่อต้านรัฐประหารในประเทศไทย จากการศึกษาพบว่าการชุมนุมสาธารณะที่มีประสิทธิภาพในการต่อต้านการรัฐประหารจะต้องมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน โดยมีเป้าหมายหลักคือการทำให้ผู้ก่อการรัฐประหารไม่สามารถสถาปนาความชอบธรรมและควบคุมกลไกรัฐได้ การชุมนุมต่อต้านในระยะแรกของความพยายามรัฐประหารจะต้องเป็นไปอย่างกว้างขวาง ในการที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์ดังกล่าวในประเทศไทย บทความนี้เสนอแนะให้มีการส่งเสริมวัฒนธรรมการชุมนุมโดยสันติ การสร้างพื้นที่สาธารณะสำหรับการชุมนุม การเตรียมความพร้อมของประชาชนในการต่อต้านการรัฐประหาร และการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางกายภาพเพื่อเป็นอุปสรรคต่อการรัฐประหาร</p>
พัชร์ นิยมศิลป
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 CMU Journal of Law and Social Sciences
https://creativecommons.org/licenses/by/4.0
2025-12-30
2025-12-30
18 2
1
24
-
คุณสมบัติ(ใหม่)ของรัฐมนตรีในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560: จาก “บทบัญญัติที่คลุมเครือ” สู่ “คำตัดสินที่ก้ำกึ่ง”
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/CMUJLSS/article/view/283725
<p>รัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง เป็นคุณสมบัติที่ได้รับการบัญญัติเป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ศาลรัฐธรรมนูญใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าว<br />ในการตรวจสอบคุณสมบัติของรัฐมนตรีเป็นครั้งแรกในคำวินิจฉัยที่ 21/2567 โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 วินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายเศรษฐา ทวีสิน สิ้นสุดลง จากกรณีการเสนอให้แต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บทความนี้จะชี้ให้เห็นถึงที่มาของบทบัญญัติที่คลุมเครือดังกล่าว การตีความที่ต่างกันของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งฝ่ายเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย รวมถึงข้อพิจารณาสำหรับการแก้ไขปรับปรุงบทบัญญัติทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับคุณสมบัติของรัฐมนตรีและการพิจารณาวินิจฉัยคดีของศาลรัฐธรรมนูญ</p>
อนุชา อชิรเสนา
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 CMU Journal of Law and Social Sciences
https://creativecommons.org/licenses/by/4.0
2025-12-30
2025-12-30
18 2
25
47
-
ปัญหาทางกฎหมายว่าด้วยลักษณะต้องห้ามของการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 : ศึกษากรณีลักษณะต้องห้ามเป็น ผู้เคยต้องคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/CMUJLSS/article/view/280669
<p>สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติในฐานะตัวแทนประชาชนย่อมต้องได้รับการกลั่นกรองคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามในเบื้องต้นเพื่อเป็นหลักประกันว่าผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะต้องมีความประพฤติและคุณสมบัติอันเป็นที่ยอมรับ<br />ของสาธารณชน ปฏิบัติหน้าที่อย่างสุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่มีมลทิน และไม่ทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติภูมิของสภาผู้แทนราษฎร ฉะนั้น ผู้ที่เคยต้องคำพิพากษาศาลอันถึงที่สุดต้องด้วยลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามนัยของมาตรา 98 (10) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ย่อมไม่อยู่ในฐานะที่จะไว้วางใจในความสุจริตและปราศจากเหตุมัวหมองในการปฏิบัติหน้าที่ได้ อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติว่าด้วยลักษณะต้องห้ามดังกล่าวมีลักษณะเป็นการตัดสิทธิของบุคคล โดยถึงแม้ว่าในแง่ความเหมาะสมและความจำเป็นในการกำหนดลักษณะต้องห้ามขึ้นเพื่อเป็นการคัดเลือกบุคคลผู้ซึ่งสมควรที่จะเข้ามาปฏิบัติภารกิจหน้าที่เพื่อประโยชน์มหาชน โดยการเลือกมาตรการที่มีผลเป็นการลดทอนสิทธิของปัจเจกชนบางประการเพื่อความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งทางการเมืองอันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ที่สำคัญ แต่ในด้านเนื้อหาการกำหนดฐานความผิดอันจะทำให้ผู้นั้นเสียสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไว้ในบทบัญญัติดังกล่าวนั้นยังขาดความชัดเจนและความได้สัดส่วนระหว่างการกำหนดเนื้อหาที่มีลักษณะกว้างกับบทลงโทษด้วยการถูกตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งอย่างไม่มีกำหนด รวมถึงประเด็นสังเกตในกรณีการได้รับการแก้ไขปรับปรุงผู้กระทำผิดโดยการล้างมลทินซึ่งถือเป็นผู้ที่เคยต้องคำพิพากษาของศาลตามความหมายของบทบัญญัติดังกล่าว จึงทำให้บทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นมีผลเป็นการตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในด้านการใช้สิทธิทางการเมืองของบุคคลมากเกินกว่าเหตุ เมื่อเทียบกับบทบัญญัติอื่นในลักษณะต้องห้ามอย่างเดียวกัน ดังนั้น เพื่อเป็นการเคารพหลักสิทธิมนุษยชนของบุคคลและเพื่อให้บทบัญญัติดังกล่าวสามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในการกำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้ซึ่งจะใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเพื่อดำรงตำแหน่งสาธารณะ จึงเห็นสมควรให้มีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายในเรื่องขอบเขตของลักษณะต้องห้ามเป็นผู้เคยต้องคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดสำหรับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้เป็นบรรทัดฐานถือปฏิบัติตามและแบบอย่างการเป็นผู้นำที่ดีและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อให้ข้อกำหนดในบทบัญญัติดังกล่าวมีความสอดคล้องเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยในปัจจุบันอย่างมากที่สุด</p>
ปาณิศา พาคำ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 CMU Journal of Law and Social Sciences
https://creativecommons.org/licenses/by/4.0
2025-12-30
2025-12-30
18 2
48
79
-
แท้จริงแล้วกฎหมายเป็นเครื่องมือหรืออุปสรรคสำหรับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ภาครัฐของไทย
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/CMUJLSS/article/view/280257
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอประเด็นและหลักกฎหมายที่มีผลกระทบต่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ผ่านมุมมองแนวคิดทฤษฎีทางทรัพยากรมนุษย์ เนื่องจากกฎหมายมีผลกระทบโดยตรงต่อบุคลากรภาครัฐ การออกกฎหมายจึงจำเป็นต้องมีการกำหนดเป้าหมายของการดำเนินการและผลสัมฤทธิ์ในการจัดทำบริการสาธารณะที่ต้องการให้เกิดขึ้นอย่างชัดเจนแล้วจึงทำการศึกษาวิเคราะห์ถึงสภาพปัญหาในปัจจุบันขององค์กรของรัฐนั้น ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการบรรลุเป้าหมาย รวมทั้งต้องพยากรณ์ถึงฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้นภายหลังจากกฎหมายนั้นมีผลใช้บังคับแล้วเพื่อหาแนวทางในการป้องกันประกอบกันด้วย กฎหมายจึงสามารถทำหน้าที่ผลักดันผลการดำเนินการที่เป็นเลิศให้กับองค์กรของรัฐได้ ประการสุดท้ายบทความนี้จะชี้ให้เห็นว่ากฎหมายในปัจจุบันเป็นเครื่องมือหรืออุปสรรคในการบริหารทรัพยากรมนุษย์อย่างไร เนื่องจากกฎหมายทำหน้าที่ทั้งการสร้างกรอบการทำงาน การป้องกัน และการปกป้องที่จำเป็นสำหรับบุคลากรภาครัฐ แต่ก็อาจทำให้เกิดความท้าทายเนื่องจากการปฏิบัติตามกฎหมายที่ซับซ้อน กระบวนการที่ช้า และขาดความยืดหยุ่น ดังนั้น การสร้างสมดุลระหว่างข้อกำหนดทางกฎหมายและการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพกับความคล่องตัวและนวัตกรรมถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กรภาครัฐในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในยุคดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับเป้าหมายในการบริหารทรัพยากรมนุษย์</p>
ปภาณภณ ปภังกรภูรินท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 CMU Journal of Law and Social Sciences
https://creativecommons.org/licenses/by/4.0
2025-12-30
2025-12-30
18 2
80
112
-
พัฒนาการทางความคิดเกี่ยวกับการกำหนดผลทางเวลาตามมาตรา 72 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/CMUJLSS/article/view/280725
<p>ระยะสามปีที่ผ่านมาปรากฏงานวิชาการกฎหมายปกครองไทยจำนวนไม่น้อยที่ได้อธิบายและอภิปรายในประเด็นการกำหนดผลของคำบังคับในคดีการฟ้องเพิกถอนกฎหรือคำสั่งทางปกครอง อย่างไรก็ตาม งานศึกษาเหล่านี้ล้วนกล่าวถึงการกำหนดผลทางเวลาตามมาตรา 72 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ผ่านมุมมองการศึกษาแบบปทัสถานนิยม ผู้เขียนเห็นว่ายังขาดงานวิชาการที่อธิบายประเด็นดังกล่าวผ่านการศึกษาตามสำนักกฎหมายประวัติศาสตร์ จึงได้เพิ่มเติมประเด็นดังกล่าวผ่านงานชิ้นนี้ เมื่อเทียบกับบัญญัติของกฎหมายและแนวคำวินิจฉัยของต่างประเทศระยะเวลาเดียวกันจะพบว่า อำนาจกำหนดเวลาสิ้นผลบังคับใช้กฎและคำสั่งของศาลปกครองตามระบบกฎหมายไทยมีความก้าวหน้ามาก อย่างไรก็ตาม อำนาจกำหนดผลทางเวลาจากการเพิกถอนนิติกรรมทางปกครองโดยศาลปกครองไทยมีพัฒนาการที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างจากระบบกฎหมายของต่างประเทศโดยเฉพาะการให้ความสำคัญในการป้องกันผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดิน เนื่องจากอำนาจกำหนดเวลาสิ้นผลบังคับใช้กฎและคำสั่งของศาลปกครองไทยมีที่มาและพัฒนาการต่อเนื่องจากอำนาจและแนวคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์</p>
ภูมีนาท ปาเบ้า
อริย์ธัช บุญถึง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 CMU Journal of Law and Social Sciences
https://creativecommons.org/licenses/by/4.0
2025-12-30
2025-12-30
18 2
113
142
-
การเคลื่อนย้ายประเด็นการเมืองสู่กระบวนการยุติธรรม: กรณีศึกษาการเคลื่อนไหว ด้านสิ่งแวดล้อมของภาคประชาสังคมผ่านศาลปกครอง พ.ศ. 2560-2567
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/CMUJLSS/article/view/281535
<p>การวิจัยนี้มุ่งศึกษายุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมของภาคประชาสังคมไทยผ่านกลไกศาลปกครองระหว่าง พ.ศ. 2560-2567 โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบการวิเคราะห์เอกสารจากคดีปกครองด้านสิ่งแวดล้อมที่ภาคประชาสังคมเป็นผู้ฟ้องคดี ผลการวิจัยพบว่าภาคประชาสังคมไทยพัฒนายุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวที่เป็นระบบและเชื่อมโยงกัน 4 ประการ ได้แก่ การเลือกประเด็นสิ่งแวดล้อม การแปลงประเด็นสิ่งแวดล้อมให้เป็นประเด็นทางกฎหมาย การใช้กลไกทางกฎหมายในศาลปกครอง และการสร้างเครือข่ายและพันธมิตร ยุทธศาสตร์เหล่านี้สะท้อนปรากฏการณ์การเคลื่อนย้ายประเด็นทางการเมืองสู่กระบวนการยุติธรรมในลักษณะที่ขับเคลื่อนจากภาคประชาสังคม และเป็นการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนทางสังคมที่มีความหมายมากกว่าการมุ่งชนะคดีในศาล แต่เป็นการสร้างวาทกรรมทางกฎหมายและพื้นที่ทางการเมืองใหม่เพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายในระยะยาว ผลการวิจัยนี้มีนัยสำคัญต่อการพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการสิ่งแวดล้อม การปรับปรุงกลไกการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม และการเสริมสร้างศักยภาพภาคประชาสังคมในการใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
ศิริโสภา สันติทฤษฎีกร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 CMU Journal of Law and Social Sciences
https://creativecommons.org/licenses/by/4.0
2025-12-30
2025-12-30
18 2
143
175
-
การแต่งตั้งและถอดถอนรองผู้บริหารหรือผู้ช่วยผู้บริหารของผู้บริหารส่วนท้องถิ่น เป็นการใช้อำนาจทางปกครองหรือใช้อำนาจทางการเมือง
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/CMUJLSS/article/view/280129
<p style="margin: 0cm; text-align: justify; text-justify: inter-cluster; text-indent: 36.0pt;">บทความนี้วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมายเกี่ยวกับการแต่งตั้งและถอดถอนรองผู้บริหารหรือผู้ช่วยผู้บริหารของผู้บริหารท้องถิ่น ว่าเป็นการใช้อำนาจทางปกครองหรืออำนาจทางการเมือง โดยนำเสนอแนวคิดและคำวินิจฉัยของศาลปกครองที่แตกต่างกันสองแนวทาง คือ แนวทางแรกมองว่าการแต่งตั้งและถอดถอนดังกล่าวเป็น <strong>คำสั่งทางปกครอง</strong> ที่มีผลกระทบต่อสถานภาพบุคคล จึงต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ในเรื่องการแจ้งข้อเท็จจริง การให้โอกาสโต้แย้ง รวมถึงต้องมีเหตุผลประกอบคำสั่ง และเป็นอำนาจดุลพินิจในการเลือกผู้ที่ไว้วางใจ และเมื่อหมดความไว้วางใจจึงไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล และไม่ถือเป็นการลงโทษ ส่วนแนวทางที่สองเห็นว่า การแต่งตั้งและถอดถอนเป็นไปตามกฎหมายที่ให้อำนาจแก่ผู้บริหารท้องถิ่นที่ซึ่งจากการเลือกตั้ง ในการแต่งตั้งถอดถอนรองผู้บริหารหรือผู้ช่วยผู้บริหารพ้นจากตำแหน่งตามดุลพินิจ ซึ่งเป็น<strong>อำนาจทางการเมืองท้องถิ่นโดยแท้</strong> เนื่องจากผู้บริหารต้องรับผิดชอบต่อประชาชนและสภาท้องถิ่น แนวทางนี้จึงมองว่าไม่ใช่คดีพิพาททางปกครองที่ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณา ผู้เขียนบทความเห็นด้วยกับแนวทางที่สอง โดยเห็นว่ากระบวนการการแต่งตั้งและถอดถอนรองผู้บริหารหรือผู้ช่วยผู้บริหาร มิใช่กระบวนการทางปกครองตามกฎหมายบริหารงานบุคคล และไม่ถือว่าเป็นการลงโทษทางวินัย อีกทั้ง การแต่งตั้งถอดถอนไม่ได้เกี่ยวข้องกับการจัดทำบริการสาธารณะโดยตรงแต่เป็นการใช้ดุลพินิจทางการเมือง ซึ่งสอดคล้องกับการบริหารระดับประเทศในการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุว่าผู้บริหารท้องถิ่น รองผู้บริหาร และผู้ช่วยผู้บริหารเป็น "ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง" ซึ่งสนับสนุนแนวคิดว่าการแต่งตั้งและถอดถอนเป็นเรื่องของการใช้อำนาจทางการเมือง</p>
วสันต์ ปานสังข์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 CMU Journal of Law and Social Sciences
https://creativecommons.org/licenses/by/4.0
2025-12-30
2025-12-30
18 2
176
198
-
กระบวนการสอบสวนทางวินัยขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรณีการล่วงละเมิด ทางเพศหรือการคุกคามทางเพศ
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/CMUJLSS/article/view/283880
<p>ในปี พ.ศ. 2563 คณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น (ก.ถ.) ซึ่งเป็นองค์กรกลางที่กำหนดมาตรฐานการบริหารงานบุคคลของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั่วประเทศ ได้เริ่มตระหนักถึงปัญหาการคุกคามทางเพศและการล่วงละเมิดทางเพศภายใน อปท. จึงนำมาสู่การผลักดันให้มีการตรา ข้อ 23/1 แห่งประกาศคณะกรรมการกลางข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ก.จ.), คณะกรรมการกลางพนักงานเทศบาล (ก.ท.) และคณะกรรมการกลางพนักงานส่วนตำบล (ก.อบต.) เรื่องมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการรักษาวินัย และการดำเนินการทางวินัย (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 เพื่อยกระดับมาตรฐานให้ทันสมัยและเป็นสากลต่อสถานการณ์ปัจจุบันที่ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวในงานราชการส่วนท้องถิ่น (ยกเว้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ)</p> <p>งานวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาทางกฎหมายและการปฏิบัติ ในการสอบสวนวินัยคดีเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศหรือการคุกคามทางเพศใน อปท. และเพื่อเสนอข้อเสนอแนะสำหรับการแก้ไขปัญหา การศึกษาได้วิเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมเปรียบเทียบกับความผิดวินัยของ ก.พ. และความรับผิดตามประมวลกฎหมายอาญา เพื่อศึกษาวัตถุประสงค์ที่แตกต่างของกฎหมาย อีกทั้งได้มีการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายเพื่อรวบรวมความคิดเห็น ก่อนสรุปผลและเสนอแนะแนวทางการสอบสวนวินัยที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและประสิทธิภาพในการดำเนินการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</p> <p>ผลการศึกษาพบปัญหาสำคัญ 2 ประการ ประการที่ 1 ปัญหาการตราข้อ 23/1 โดยขาดความเข้าใจที่ชัดเจนถึงความแตกต่างและความรุนแรงของการกระทำระหว่าง"การล่วงละเมิดทางเพศ" และ "การคุกคามทางเพศ" และ ไม่มีการนิยามแสดงถึงลักษณะของการกระทำ ดังกล่าวอย่างชัดเจน ส่งผลให้คณะกรรมการสอบสวนต้องใช้ดุลพินิจในการพิจารณาเกินสมควร ประการที่ 2 ปัญหาการสอบสวนทางวินัยในทางปฏิบัติ: การตรากฎหมายโดยไม่มีความเข้าใจในความละเอียดอ่อนของคดีส่งผลให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติ เนื่องจากการสอบสวนทางวินัยปกติที่ใช้การแจ้งข้อกล่าวหาเป็นลายลักษณ์อักษรและการให้ถ้อยคำ เหมาะสมกับคดีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการที่สามารถหาพยานเอกสารหรือพยานบุคคลได้ง่าย แต่ในคดีการล่วงละเมิดทางเพศ หรือการคุกคามทางเพศ คณะกรรมการสอบสวนไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงเชิงลึกได้ ผู้ทรงคุณวุฒิที่ให้สัมภาษณ์เน้นย้ำถึง ภาระการพิสูจน์ ที่ยากลำบากในหลายกรณี เช่น การตรวจร่างกาย การขาดภาพขณะกระทำผิด การขาดความร่วมมือจากฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และการขาดความรู้เฉพาะทางหรือ สหวิชาชีพแบบพนักงานสอบสวน นอกจากนี้ การต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จตามกำหนดเวลาอาจส่งผลเสียต่อการพิจารณาลงโทษทางวินัย ขณะที่ผู้ถูกล่วงละเมิดทางเพศหรือผู้ถูกคุกคามทางเพศมักเกิดไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือการปกป้องจากมาตรการภายในของ อปท.</p>
สกุลธรา วงศ์ปัญญา
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 CMU Journal of Law and Social Sciences
https://creativecommons.org/licenses/by/4.0
2025-12-30
2025-12-30
18 2
199
228
-
ผมมีของขวัญราคา 3,000 บาท มาให้ครับท่าน คู่มือติดสินบนฉบับราชการ: ทำอย่างไรให้ถูกกฎหมายในงบ 3,000 บาท
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/CMUJLSS/article/view/282447
<p>ณ ดินแดนที่สินน้ำใจ เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไมตรีจิต ประเทศไทยนั้นมีภูมิทัศน์ของวัฒนธรรมว่า สินน้ำใจเป็นประหนึ่งสายน้ำหล่อเลี้ยงความสัมพันธ์ การให้ “ของขวัญ” เป็นดั่งสัญลักษณ์แห่งความเคารพและการสร้างความสัมพันธ์อันดีงาม ทว่าการให้ของขวัญได้แปรเปลี่ยนเป็นกลไกที่ซับซ้อนและเคลือบแฝงด้วยเจตนาทุจริต โดยทำหน้าที่หล่อเลี้ยงระบบอุปถัมภ์ ซึ่งกัดกร่อนหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใสของภาครัฐอย่างเงียบเชียบ แต่ส่งผลกระทบรุนแรงและวงกว้าง ท่ามกลางความพยายามที่จะขีดเส้นแบ่งทางจริยธรรมผ่านกฎหมายที่จำกัดมูลค่าของขวัญไว้ที่ไม่เกิน 3,000 บาท ซึ่งในทางปฏิบัติกลับดูเหมือนว่ากฎหมายนั้นไม่ได้ทำหน้าที่ในการป้องปราม แต่กลายเป็น “คู่มือ” ที่สร้างความชอบธรรมให้แก่การทุจริตในรูปแบบใหม่</p> <p> ด้วยปรารถนาจะยับยั้งแก้ไขการทุจริตติดสินบนในรูปแบบการให้ของขวัญในสังคมไทย งานวิจัยฉบับนี้จึงถือกำเนิดขึ้นจากการตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ต่อสภาวการณ์อันน่าฉงนสนเท่ห์นี้ โดยวินิจฉัยความล้มเหลวเชิงโครงสร้างของสถาปัตยกรรมทางกฎหมาย และแสวงหาคำตอบว่าเราจะสามารถทลายระบบนิเวศของ “สินบนที่ถูกกฎหมาย” และสถาปนาวัฒนธรรมแห่งความโปร่งใสให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริงได้อย่างไร งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพที่ใช้วิธีการแบบผสมผสาน เพื่อสร้างบทพิสูจน์ที่รอบด้าน ประกอบด้วยการวิเคราะห์เอกสารเชิงทฤษฎี การศึกษาเชิงลึกกับกลุ่มตัวอย่าง และการวิเคราะห์เปรียบเทียบกฎหมายกับ 5 ประเทศชั้นนำ ผลการวิจัยได้เปิดเผยถึงความจริงอันน่ากระอักกระอ่วนว่าเกิดภาวะที่บรรทัดฐานทางกฎหมายสวนทางกับมโนธรรมของสังคมอย่างรุนแรง</p> <p>บทสรุปเชิงวิพากษ์ของงานวิจัยนี้จึงยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ความไร้ประสิทธิภาพของกฎหมายที่บังคับใช้อยู่นั้นเป็นผลมาจาก “ความล้มเหลวเชิงกระบวนทัศน์” (Paradigm Failure) ที่พยายามใช้มาตรการเชิงปริมาณ (มูลค่า) มาจัดการกับปัญหาเชิงคุณภาพ (เจตนาและวัฒนธรรม)</p>
จิรายุส วิริยะไกรศรีกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 CMU Journal of Law and Social Sciences
https://creativecommons.org/licenses/by/4.0
2025-12-30
2025-12-30
18 2
229
247
-
ศักยภาพและความท้าทายของผู้ไกล่เกลี่ยหญิงมุสลิมในระบบยุติธรรม แบบพหุนิยมทางกฎหมายในจังหวัดชายแดนภาคใต้
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/CMUJLSS/article/view/283232
<p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของผู้หญิงมุสลิมในกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ศักยภาพและปัจจัยความสำเร็จ รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคที่พบเจอในการทำงาน เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มตัวอย่าง 15 คน ประกอบด้วย ผู้หญิงภาคประชาสังคม ผู้หญิงที่ทำงานในกระบวนการไกล่เกลี่ย สตรีนักกฎหมาย และผู้นำศาสนา ใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหาและการวิเคราะห์เชิงธีม ผลการศึกษาพบว่า สตรีมุสลิมมีบทบาทในการไกล่เกลี่ยที่หลากหลาย แบ่งออกเป็นสามกลุ่มหลัก ได้แก่ นักไกล่เกลี่ยในประเด็นความรุนแรงในพื้นที่ นักไกล่เกลี่ยในประเด็นครอบครัวและมรดก และนักไกล่เกลี่ยในชั้นศาล จุดแข็งสำคัญ ได้แก่ ความเป็นผู้หญิงที่อ่อนโยนและเข้าถึงเหยื่อได้ง่าย ความเป็นสตรีมุสลิมที่สร้างความเชื่อมั่น บทบาทความเป็นแม่ และการนำหลักการอิสลามมาปรับใช้ในการไกล่เกลี่ย อย่างไรก็ตาม ยังพบปัญหาสำคัญ ได้แก่ การขาดความเชื่อมั่นจากคู่ความในช่วงแรก การขาดงบประมาณสนับสนุน และความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ผู้นำชุมชนให้การยอมรับและสนับสนุนบทบาทของนักไกล่เกลี่ยสตรีมุสลิมอย่างเต็มที่ การศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของสตรีมุสลิมในการเป็นกลไกสำคัญในการสร้างสันติสุขและแก้ไขความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนภาคใต้อย่างยั่งยืน</p>
สุทธิศักดิ์ ดือเระ
ธวัช นุ้ยผอม
อริศ หัสมา
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 CMU Journal of Law and Social Sciences
https://creativecommons.org/licenses/by/4.0
2025-12-30
2025-12-30
18 2
248
278