https://so01.tci-thaijo.org/index.php/HUSO/issue/feed Journal of Humanities and Social Sciences (HUSOKKU) 2026-03-30T15:34:15+07:00 Umarin Tularak, Ph.D. umatul@kku.ac.th Open Journal Systems <p> วารสารมนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นวารสารวิชาการด้านมนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์ </p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <p>เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ความรู้ความคิดเห็นทางวิชาการ </p> <p>เพื่อเผยแพร่งานการศึกษาค้นคว้าและวิจัยด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และ</p> <p>เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ และความคิดเห็นทางวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</p> <p><strong>ขอบเขต</strong></p> <p>บทความวิจัยและบทความวิชาการที่เกี่ยวข้องกับมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ในด้านปรัชญาและศาสนา ภาษาศาสตร์ วรรณกรรม วัฒนธรรมศึกษา สังคมวิทยา มานุษยวิทยา รัฐประศาสนศาสตร์ พัฒนาสังคม ประวัติศาสตร์และโบราณคดี สารสนเทศและการสื่อสาร และประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>กำหนดออก ปีละ 3 ฉบับ (ราย 4 เดือน)</strong></p> <p>วารสารมีกำหนดออกปีละ 3 ฉบับ ตีพิมพ์รูปแบบระบบวารสารอิเล็คทรอนิคส์</p> <p>-ฉบับเดือนมกราคม – เมษายน (กำหนดออกเดือนเมษายน)<br />-ฉบับเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม (กำหนดออกเดือนสิงหาคม)<br />-ฉบับเดือนกันยายน – ธันวาคม (กำหนดออกเดือนธันวาคม)</p> https://so01.tci-thaijo.org/index.php/HUSO/article/view/283664 แนวคิดและภาพสะท้อนสังคมในวรรณกรรมเรื่อง “ด้วยรักและผุพัง” 2025-11-12T09:43:37+07:00 Yu Juanfeng 2685548097@qq.com วรัญญา ยิ่งยงศักดิ์ 2685548097@qq.com ศราวุธ หล่อดี 2685548097@qq.com <p>บทคัดย่อ</p> <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์แนวคิด และ 2) วิเคราะห์ภาพสะท้อนสังคมในวรรณกรรมเรื่อง “ด้วยรักและผุพัง” หนังสือรวมเรื่องสั้นวรรณกรรมรางวัลซีไรต์ ประจำปี 2566 จำนวน 11 เรื่อง การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านการบูรณาการกรอบแนวคิดด้านมโนทัศน์วรรณกรรม เพื่อจำแนกประเภทแนวคิดร่วมกับกรอบแนวคิดด้านภาพสะท้อนสังคม เพื่อวิเคราะห์ปรากฏการณ์ทางสังคมในตัวบท กำหนดหน่วยการวิเคราะห์เป็น “จำนวนเรื่อง” สำหรับการจำแนกแนวคิด และ “จำนวนครั้งของเหตุการณ์หรือข้อความ” สำหรับภาพสะท้อนสังคม นำเสนอผลด้วยวิธีพรรณนาวิเคราะห์และตีความเชิงสังเคราะห์ ผลการวิจัยพบแนวคิดทั้งหมด 3 แนวคิด ได้แก่ แนวคิดเกี่ยวกับครอบครัว และแนวคิดเกี่ยวกับสังคมมากที่สุด จำนวนแนวคิดละ 5 เรื่องเท่ากัน (45.45%) สะท้อนความสัมพันธ์เชิงอำนาจในครอบครัวไทยเชื้อสายจีน ค่านิยมชายเป็นใหญ่ ความคาดหวังต่อบุตรหลานและแรงกดดันทางสังคม รองลงมาเป็นแนวคิดเกี่ยวกับวัฒนธรรมและความเชื่อ จำนวน 1 เรื่อง (9.09%) แสดงให้เห็นการดำรงอยู่ของประเพณีจีน เช่น ตรุษจีน การไหว้บรรพบุรุษและความกตัญญู สำหรับภาพสะท้อนสังคมพบทั้งหมด 5 ด้าน จากจำนวน 63 ครั้ง พบด้านครอบครัวมากที่สุด จำนวน 21 ครั้ง (33.33%) รองลงมาเป็นด้านชีวิตความเป็นอยู่ จำนวน 18 ครั้ง (28.57%) ด้านศาสนาและวัฒนธรรม จำนวน 14 ครั้ง (22.22%) ด้านการศึกษา จำนวน 6 ครั้ง (9.52%) และด้านเศรษฐกิจ จำนวน 4 ครั้ง (6.35%) โดยภาพรวมแสดงถึงสภาพครอบครัวที่เปราะบาง ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ความไม่มั่นคงของชีวิต และอัตลักษณ์ไทย–จีนในบริบทสังคมสมัยใหม่ สะท้อนความเปลี่ยนแปลงและปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมไทยร่วมสมัยอย่างชัดเจน</p> 2026-03-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2026 Journal of Humanities and Social Sciences (HUSOKKU) https://so01.tci-thaijo.org/index.php/HUSO/article/view/284072 คำประสม “ดิจิทัล” ในภาษาไทย 2026-02-10T12:13:16+07:00 กัลยรัตน์ อุ่นทานนท์ orakho@kku.ac.th <p><strong> บทคัดย่อ</strong></p> <p> การประสมคำเป็นวิธีการสร้างคำใหม่วิธีหนึ่งของภาษาไทย ซึ่งเป็นภาษาคำโดด (Mono language) คำที่นำมาประกอบอาจจะเป็นคำไทยหรือคำยืมภาษาอังกฤษก็ได้ คำว่า ดิจิทัล เป็นคำที่ใช้อย่างแพร่หลายในภาษาไทยตามกระแสการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีทั่วโลก ดังนั้น ดิจิทัล จึงเป็นคำที่นำมาประกอบกับคำอื่นในภาษาไทยทำให้เกิดคำประสม หรือคำใหม่ในภาษาไทยที่มาจากคำนี้เป็นส่วนหนึ่งของคำ บทความนี้จึงใช้กรอบแนวคิดเรื่องโครงสร้างคำ โดยจะแสดงให้เห็นจำนวนคำประสมที่ประกอบด้วย ดิจิทัล โดยวิเคราะห์โครงสร้างของคำและที่มาของภาษาที่นำมาประกอบกับคำว่า ดิจิทัล ข้อมูลการวิจัยเก็บรวมรวมจากคลังข้อมูลภาษาไทยแห่งชาติ (Thai National Corpos) ด้วยคำค้น 3 คำ ที่เขียนทับศัพท์คำว่า digital ในภาษาไทย ได้แก่ ดิจิตอล ดิจิทอล และ ดิจิทัล ผลการวิจัยพบคำศัพท์ทั้งหมดจำนวน 514 คำ กระจายอยู่ในหมวดหมู่ของคลังข้อมูลภาษาไทยแห่งชาติ ยกเว้น หมวดหมู่กฎหมาย โดยพบว่าคำประสมดิจิทัลปรากฏในหมวดหมู่ข่าว (newspaper) และ หมวดหมู่วิชาการ (academic) มากที่สุด เมื่อตัดคำซ้ำออกจะเหลือคำประสมดิจิทัล จำนวน 91 คำ นำมาวิเคราะห์ด้วยแนวทางเชิงคุณภาพทางภาษาศาสตร์และนำเสนอด้วยวิธีพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัยเป็นดังต่อไปนี้</p> <p> คำประสมที่ประกอบด้วยคำว่า ดิจิทัล ในภาษาไทย มีการเขียนที่แตกต่างกัน 3 รูปแบบ ได้แก่ ดิจิทอล ดิจิตอล และ ดิจิทัล โดยพบว่ามีการเขียนแบบ ดิจิทัล มากที่สุด สืบเนื่องจากการประกาศระเบียบการเขียนสะกดคำยืมในภาษาไทยตามราชบัณฑิตยสถาน ส่วนด้านโครงสร้างคำพบว่า ดิจิทัล ปรากฏในตำแหน่งหน้าคำและตำแหน่งหลังคำ โดยพบในตำแหน่งหน้าคำจำนวน 25 คำ และตำแหน่งหลังคำ จำนวน 68 คำ ลักษณะนี้สะท้อนถึงหน้าที่คำว่า ดิจิทัล เพื่อการขยายความคำหลักที่นำมาประกอบซึ่งเป็นลักษณะของภาษาไทยที่วางคำขยายไว้หลังคำนาม ส่วนตำแหน่งหน้าคำ พบว่า ส่วนใหญ่เป็นการยืมคำภาษาอังกฤษแบบทับศัพท์ซึ่งเกิดจากคำประสมในภาษาอังกฤษที่ใช้อยู่แล้ว ผลการวิจัยพบว่า ภาษาที่นำมาประกอบกับ ดิจิทัล มีเพียง 2 ภาษา ได้แก่ ภาษาไทย และ ภาษาอังกฤษ โดยพบคำที่มาจากภาษาไทยมากกว่าภาษาอังกฤษ ผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าคนไทยนำคำยืมภาษาอังกฤษมาใช้ประกอบเป็นคำประสมในภาษาไทยจำนวนมาก ซึ่งน่าจะสัมพันธ์กับค่านิยมการยืมคำภาษาอังกฤษแบบทับศัพท์มาใช้ทั่วไปในภาษาไทย</p> 2026-03-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2026 Journal of Humanities and Social Sciences (HUSOKKU) https://so01.tci-thaijo.org/index.php/HUSO/article/view/283204 การแบ่งประเภทบทบาทในข่าวการประท้วง: การวิเคราะห์การมีส่วนร่วมของนักการเมือง นักวิจารณ์ และผู้ประท้วง 2025-12-06T17:24:48+07:00 ชญาณี คนฉลาด chayanee.k@kkumail.com สุธิดา โง่นคำ nsutid@kku.ac.th <p><strong>Abstract</strong></p> <p> Protest news is a key site for the discursive construction of civic participation, shaping public understandings of legitimacy, dissent, and democratic engagement. This research paper examines how politicians, critics, and protesters are represented in protest news discourse and how these representations contribute to ideological meaning-making. Drawing on media discourse studies and Appraisal Theory, it proposes a framework for analyzing how evaluation, attribution, and role allocation legitimize or delegitimize different forms of public participation. The paper argues that politicians are commonly positioned as institutional authorities and agents of resolution, reinforcing discourses of order and governance. Critics function as interpretive authorities who mediate audience understanding, although their visibility is shaped by editorial and ideological priorities. Protesters, by contrast, occupy the most contested discursive position, as lexical and evaluative choices may construct them either as democratic actors or as sources of disruption. By foregrounding the relational representation of social actors, this paper highlights how routine news language helps define the boundaries of legitimacy, participation, and citizenship, offering a theoretically grounded contribution to critical discourse and media studies.</p> 2026-03-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2026 Journal of Humanities and Social Sciences (HUSOKKU) https://so01.tci-thaijo.org/index.php/HUSO/article/view/282687 แนวคิดเชิงนิเวศที่ปรากฏในตำนานของกลุ่มชนชาติจ้วงในมณฑลยูนนาน 2025-12-08T13:49:52+07:00 JIAO LUO 64810101@go.buu.ac.th เทพพร มังธานี thepporn.mu@go.buu.ac.th บุญรอด บุญเกิด 64810101@go.buu.ac.th <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> การวิจัยเรื่อง แนวคิดเชิงนิเวศที่ปรากฏในตำนานของกลุ่มชนชาติจ้วงในมณฑลยูนนาน เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติในตำนานของกลุ่มชนชาติจ้วงในมณฑลยูนนาน 2) ศึกษาภาพแทนของสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติในตำนานของกลุ่มชนชาติจ้วงในมณฑลยูนนาน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเอกสาร (Documentary research) จากตำนานของกลุ่มชนชาติจ้วงในมณฑลยูนนานที่ได้เก็บรวบรวมและตีพิมพ์เผยแพร่เป็นภาษาจีนจำนวน 10 เล่ม โดยใช้แนวคิดจิตสํานึกเชิงนิเวศ (Ecological conscience) เแนวคิดชุมชนชีวภาพ (Biotic community) แนวคิดจริยศาสตร์สิ่งแวดล้อมที่มีเทพเจ้าเป็นศูนย์กลาง (Theocentric ethics) แนวคิดเรื่องธาตุ (Elements) และแนวคิดภาพแทน (Representation) เป็นกรอบแนวคิดในการศึกษา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า แนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติในตำนานของกลุ่มชนชาติจ้วงในมณฑลยูนนานมี 4 แนวคิด ได้แก่ 1) แนวคิดด้านการสร้างโลกสะท้อนผ่านเทพเจ้าซึ่งเป็นผู้ชี้นำหรือผู้กำหนดการ สร้างกฎธรรมชาติใหม่ 2) แนวคิดด้านความเคารพยำเกรงธรรมชาติสะท้อนผ่านความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ กับสัตว์ มนุษย์กับพืชพันธุ์ พิธีกรรมบูชาดวงอาทิตย์และการควบคุมธาตุ 3) แนวคิดด้านการอยู่ร่วมกับธรรมชาติสะท้อนผ่านตัวละครมนุษย์กับสัตว์ มนุษย์พึ่งพาพืชพันธุ์ เทพเจ้าทำหน้าที่ดูแลคุ้มครองธรรมชาติ 4) แนวคิดด้านการกลับคืนสู่ธรรมชาติสะท้อนผ่านมนุษย์เสียชีวิตแล้วนำศพฝังไว้ใต้ต้นไม้ มนุษย์และสัตว์เสียชีวิตแล้วกลายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ</p> <p> การศึกษาภาพแทนของสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติในตำนานมี 2 ภาพแทน ได้แก่ 1) ภาพแทนสัญลักษณ์ของธรรมชาติสะท้อนผ่านตัวละครอมนุษย์ มนุษย์ และธาตุจีนทั้งห้า 2) ภาพแทนการต่อรองกับธรรมชาติผ่านฉากด้านดีและด้านร้าย ได้แก่ ฉากด้านดีผ่านการใช้ประโยชน์และความเคารพธรรมชาติในตำนาน ฉากด้านร้ายผ่านพิธีกรรมการต่อรองและต่อสู้กับธรรมชาติในตำนานเพื่ออ่อนน้อมและอยู่ร่วมกับธรรมชาติ</p> 2026-03-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2026 Journal of Humanities and Social Sciences (HUSOKKU) https://so01.tci-thaijo.org/index.php/HUSO/article/view/282987 พิพิธภัณฑ์ชาวโม๋ซอกับการธำรงชาติพันธุ์ในบริบทการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม 2025-10-03T11:29:00+07:00 bingqian zou 19990310zbq@gmail.com จักรพันธ์ ขัดชุ่มแสง chakra@kku.ac.th <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของพิพิธภัณฑ์ชาวโม๋ซอในฐานะของการธำรงชาติพันธุ์ภายใต้กระบวนการอนุรักษ์ด้วยแนวทางดั้งเดิมและการสร้างสรรค์ใหม่ที่สอดคล้องกับบริบทการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) ด้วยการทบทวนเอกสาร การเก็บข้อมูลภาคสนาม การสังเกตแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม อีกทั้งคัดเลือกและสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลจำนวน 30 คน ด้วยกระบวนการคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive selection) ณ หมู่บ้านลั่วสุ่ย และหมู่บ้านวาลาปี้ เมืองลี่เจียง มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า พิพิธภัณฑ์ชาวโม๋ซอ มีบทบาทสำคัญในการธำรงชาติพันธุ์ใน 2 มิติ ได้แก่ 1) มิติด้านการนำเสนอและธำรงรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิม และ2) มิติด้านการเป็นพื้นที่สำหรับการสร้างสรรค์วัฒนธรรมใหม่และวัฒนธรรมร่วมสมัย นอกจากนี้ สามารถวิเคราะห์พิพิธภัณฑ์ในฐานะของพื้นที่แห่งการธำรงชาติพันธุ์ประกอบด้วย 3 มุมมอง ได้แก่ 1) พื้นที่การประกอบสร้างอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ที่มีชีวิตและมีพลวัต 2) พื้นที่สำหรับการตีความใหม่ภายใต้วัฒนธรรมดั้งเดิม และ3) พื้นที่ที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์ด้วยสื่อร่วมสมัย ที่สอดคล้องกับบริบทการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม</p> 2026-03-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2026 Journal of Humanities and Social Sciences (HUSOKKU) https://so01.tci-thaijo.org/index.php/HUSO/article/view/283253 เส้นทางการเสริมพลังชุมชนสู่สิทธิการศึกษาอย่างเท่าเทียมในพื้นที่ชายแดนพหุวัฒนธรรม: กรณีศึกษาจังหวัดเชียงราย 2025-10-03T11:30:20+07:00 จามรี พระสุนิล jamaree_sdm@hotmail.com ต้องรัก จิตรบรรเทา jamaree.pra@crru.ac.th ทิพวรรณ เมืองใจ jamaree.pra@crru.ac.th <p>บทคัดย่อ</p> <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาช่องว่างด้านการเข้าถึงและคุณภาพการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ชายแดนพหุวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย และพัฒนาเส้นทางการเสริมพลังชุมชนในการสนับสนุนสิทธิการศึกษาอย่างเท่าเทียม โดยใช้การวิจัยแบบผสานวิธีรูปแบบอธิบายเชิงลำดับ โดยเริ่มจากการสำรวจเชิงปริมาณในกลุ่มตัวอย่าง 400 คน ที่เป็นเยาวชนชาติพันธุ์ในจังหวัดเชียงราย ด้วยแบบสอบถามที่ครอบคลุมการเข้าถึงการศึกษา คุณภาพการเรียนรู้ ปัจจัยสนับสนุนและอุปสรรค วิเคราะห์ด้วยสถิติพรรณา ต่อมาใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ เยาวชนที่มีคะแนนสูง ผู้นำชุมชน ครู และตัวแทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ระยะเวลาในการเก็บข้อมูล ตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม 2568 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า การทดสอบด้านการเข้าถึงการศึกษาส่วนใหญ่อยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 40.5 ชี้ให้เห็นว่าเด็กและเยาวชนพหุวัฒนธรรมมีศักยภาพพื้นฐานในการเรียนรู้และเข้าถึงทรัพยากรพื้นฐาน แต่ยังขาดแรงสนับสนุนด้านคุณภาพ อย่างต่อเนื่องและเท่าเทียม มีเยาวชนร้อยละ 70.5 เข้าถึงทุนการศึกษาได้น้อย รวมถึงผลการพัฒนาเส้นทางการเสริมพลังชุมชนสะท้อนถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมที่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่เท่าเทียม ปลอดภัย และสอดคล้องกับบริบทพหุวัฒนธรรม เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและความเข้มแข็งของชุมชนในพื้นที่ชายแดน</p> 2026-03-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2026 Journal of Humanities and Social Sciences (HUSOKKU) https://so01.tci-thaijo.org/index.php/HUSO/article/view/284301 รูปแบบการใช้เงินดิจิทัลวอลเล็ตของผู้สูงอายุ หมู่บ้านวังน้ำขาว ตำบลไตรตรึงษ์ อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร 2026-02-11T09:29:55+07:00 ปิยวัช ศรีเดช Lung2555@gmail.com สุรศักดิ์ บุญเทียน lung2555@gmail.com ธวชินี ลาลิน Lung2555@gmail.com กรรณิกา อุสสาสาร Lung2555@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเป้าประสงค์ และรูปแบบการใช้เงินดิจิทัลวอลเล็ตของรัฐบาล รวมถึงวิเคราะห์ปัญหาสาเหตุ และแนวทางการแก้ไขการใช้จ่ายเงินดิจิทัลวอลเล็ตที่ไม่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลของผู้สูงอายุในหมู่บ้านวังน้ำขาว ตำบลไตรตรึงษ์ อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากการเอกสารที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์เชิงลึกและการสังเกตุจากผู้สูงอายุที่ได้รับเงินดิจิทัลวอลเล็ต จำนวน 8 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา มีข้อค้นพบ ดังนี้ ประการแรก นโยบายดิจิทัลวอลเล็ตของรัฐบาล มีเป้าประสงค์ 4 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ 2) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต 3) เพื่อชุมชนมีความเข้มแข็งในด้านเศรษฐกิจ 4) เพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ ประการที่สอง รูปแบบการใช้เงินดิจิทัลวอลเล็ตของผู้สูงอายุ พบ 3 รูปแบบ ได้แก่ 1) การใช้จ่ายเพื่อดำรงชีวิต 2) การใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของบุตรหลาน 3) การใช้จ่ายเพื่อการลงทุน ประการที่สาม การใช้จ่ายเงินดิจิทัลวอลเล็ตที่ไม่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล พบ 2 ประเด็น คือ 1) การใช้จ่ายเงินไม่เป็นไปเพื่อชุมชนมีความเข้มแข็งในด้านเศรษฐกิจ มีสาเหตุจากผู้สูงอายุมีภาระค่าใช้จ่ายสูง มีรายได้ไม่แน่นอน มีความจำเป็นเร่งด่วน ส่วนแนวทางแก้ไขภาครัฐควรจัดอบรมให้ความรู้หรือคำแนะนำด้านวางแผนการใช้จ่ายเงิน และจัดสวัสดิการด้านการศึกษาและสุขภาพเพิ่มเติมเพื่อลดภาระผู้สูงอายุ 2) การเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ ไม่สามารถต่อยอดเป็นการลงทุนหรือสร้างอาชีพได้ มีสาเหตุจากขาดความรู้ด้านวางแผนการเงิน และมีข้อจำกัดด้านสุขภาพ ส่วนแนวทางแก้ไขภาครัฐควรจัดอบรมให้ความรู้หรือคำแนะนำการสร้างรายได้เสริม และสนับสนุนการสร้างอาชีพเสริมที่เหมาะสม</p> 2026-03-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2026 Journal of Humanities and Social Sciences (HUSOKKU) https://so01.tci-thaijo.org/index.php/HUSO/article/view/287170 การวิเคราะห์เนื้อหาด้านวัฒนธรรมสเปนและลาตินอเมริกาในสื่อการเรียนการสอนของหลักสูตร ในระดับมัธยมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย 2026-03-21T15:00:17+07:00 ดาริกานต์ โคตรชนะ fuangket@kku.ac.th เฟื่องเกษ ทองวันชัย fuangket@kku.ac.th Víctor Manuel Sayago López fuangket@kku.ac.th อาทิตย์ จิตรโท fuangket@kku.ac.th <p><strong>Abstract</strong></p> <p> The effective acquisition of a foreign language fundamentally relies on the successful integration of its cultural dimensions. 'Culture' is a crucial component of language teaching and learning, as it imparts knowledge about the ways of life, traditions, and mentalities of people in the target language to learners. Therefore, it is vital to be aware of cultural content from the basic level of a language course to enhance learners' communication skills. This article aims to analyze the presence and absence of cultural content in Spanish as a foreign language course materials at secondary schools in northeastern Thailand. The researchers studied relevant theories and the Instituto Cervantes Curriculum Plan (Plan Curricular del Instituto Cervantes—PCIC) to integrate and develop appropriate cultural content for the courses. The findings revealed a lack of certain cultural content in the PCIC, such as politics, religions, literature, education system, etc. Consequently, language teachers must ensure that cultural content is appropriately included in the materials to improve the intercultural competence of Thai students, whose culture differs from that of the Spanish or Hispanic culture.</p> 2026-03-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2026 Journal of Humanities and Social Sciences (HUSOKKU)