https://so01.tci-thaijo.org/index.php/HatyaiAcademicJournal/issue/feed วารสารหาดใหญ่วิชาการ 2026-01-26T15:25:09+07:00 Assistant Professor Dr.Korkaew Jankingthong hu_apc@hu.ac.th Open Journal Systems <p><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขต</strong><strong><br /></strong> วารสารหาดใหญ่วิชาการ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ ด้านการวิจัยและบทความวิชาการของอาจารย์ นักศึกษา และนักวิชาการ โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์และสนับสนุนผลงานทางวิชาการที่มีคุณภาพ</p> <p> โดยมีขอบเขตของบทความที่เปิดรับ ดังนี้<br /> 1) บริหารธุรกิจและการจัดการ (การจัดการ การตลาด การบัญชี การเงิน และการจัดการการท่องเที่ยว)<br /> 2) สังคมศาสตร์ (การศึกษา สุขภาพด้านสังคม และการสื่อสาร)<br /> 3) ศิลปะทั่วไปและมนุษยศาสตร์</p> <p> </p> <p><strong>ประเภทผลงานที่ตีพิมพ์</strong><br /> 1) บทความวิจัย (Research Article)<br /> 2) บทความวิชาการ (Academic Article)</p> <p><strong>**</strong> วารสารใช้การอ้างอิง APA 6 กับบทความที่เผยแพร่ ถึงปีที่ 24 ฉบับที่ 1<br /><strong>**</strong> วารสารใช้การอ้างอิง APA 7 กับบทความที่เผยแพร่ <strong>ตั้งแต่ ปีที่ 24 ฉบับที่ 2 เป็นต้นไป</strong></p> <p> </p> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่</strong><br /> วารสารหาดใหญ่วิชาการ กำหนดตีพิมพ์เผยแพร่ ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้<br /> ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม – เมษายน<br /> ฉบับที่ 2 เดือน พฤษภาคม – สิงหาคม<br /> ฉบับที่ 3 เดือน กันยายน – ธันวาคม<br /> โดยเผยแพร่จำนวน 7-11 บทความ/ฉบับ ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ISSN (Online): 2651-1614 เริ่มจัดทำตั้งแต่ ปีที่ 16 ฉบับที่ 1 (2561)</p> <p> </p> <p><strong>การประเมินคุณภาพบทความ <br /></strong> ทุกบทความที่ได้รับการตอบรับตีพิมพ์ต้องผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) <strong>จำนวน 3 ท่าน</strong> จากหลากหลายสถาบัน โดยผู้ประเมินบทความไม่ทราบชื่อผู้เขียน และผู้เขียนไม่ทราบชื่อผู้ประเมิน (Double-blind Review)</p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>ค่าธรรมเนียม (บทความภาษาไทย/อังกฤษ)<br /></strong> - <strong>บุคคลภายใน</strong> อัตราค่าธรรมเนียม 3,500 บาท (บุคลากรภายใน และนักศึกษาของมหาวิทยาลัยหาดใหญ่โดยต้องเป็นชื่อหลัก)<br /> - <strong>บุคคลภายนอก</strong> อัตราค่าธรรมเนียม 4,000 บาท (บุคลากรภายนอก นักศึกษา หรือนิสิตของสถาบันอื่น)</p> <p><strong>ช่องทางการชำระค่าธรรมเนียม<br /></strong> ธนาคารกรุงไทย:<strong> สาขาราษฎร์อุทิศ</strong> <br /> เลขที่บัญชี: <strong>961-0-13508-0</strong><br /> ชื่อบัญชี: <strong>มหาวิทยาลัยหาดใหญ่</strong><br /><strong style="box-sizing: border-box; font-weight: bold; color: #555555; font-family: 'Helvetica Neue', Helvetica, Arial, sans-serif; font-size: 14px; font-style: normal; font-variant-ligatures: normal; font-variant-caps: normal; letter-spacing: normal; orphans: 2; text-align: start; text-indent: 0px; text-transform: none; widows: 2; word-spacing: 0px; -webkit-text-stroke-width: 0px; white-space: normal; background-color: #ffffff; text-decoration-thickness: initial; text-decoration-style: initial; text-decoration-color: initial;"><em style="box-sizing: border-box;">******ให้ชำระเงินค่าธรรมเนียมหลังจากได้รับแจ้งจากทางวารสารแล้วเท่านั้น**********</em></strong></p> <p><strong> </strong><strong> หมายเหตุ:<br /></strong> - ค่าธรรมเนียม <strong>เรียกเก็บครั้งเดียว</strong> เมื่อบทความผ่านการประเมินคุณภาพเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการวารสารฯ โดยต้องได้รับการแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรทางระบบ ThaiJO เท่านั้น<strong><br /></strong> - หากผลการประเมินคุณภาพของบทความพบว่า ไม่สามารถเผยแพร่ได้หรือผู้เขียนขอถอนบทความออกจากระบบภายหลังการชำระเงินค่าธรรมเนียม ทางวารสารหาดใหญ่วิชาการขอสงวนสิทธิ์ที่จะ <strong>ไม่คืน </strong>เงินค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ในทุกกรณี</p> <p> </p> <p><strong>ขั้นตอนในการตอบรับตีพิมพ์</strong><br /> 1) พิจารณาเบื้องต้น โดยกองบรรณาธิการ<br /> 2) ผู้เขียนชำระค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์บทความ<br /> 3) ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาบทความ (ผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน/ ตามแนวทาง Double-blinded)<br /> 4) ตรวจสอบความถูกต้องของบทความหลังการแก้ไขอย่างละเอียด โดยกองบรรณาธิการ<br /> 5) ตอบรับบทความเข้าตีพิมพ์เผยแพร่<br /><br /><strong> หมายเหตุ:<br /></strong> - ระยะเวลาในการตอบรับตีพิมพ์ นับจากวันที่ผู้เขียนชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ<br /> - วันที่ชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความนับเป็นวันรับบทความ<br /> - ระยะเวลาในการตอบรับตีพิมพ์อาจเปลี่ยนแปลง หากผู้เขียนไม่ดำเนินการตามระยะเวลาที่กำหนด หรือต้องมีการแก้ไขหลายครั้ง<br /> - ทางวารสารฯ ใช้ช่องทาง TCI ThaiJO สำหรับการติดต่อผู้เขียนตลอดขั้นตอนการพิจารณาบทความ ขอให้ท่านติดตามผ่านหน้าระบบ TCI ThaiJO<br /> <strong>- การติดต่อประสานงานในรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบทความ ขอให้ติดต่อโดยตรงมายังฝ่ายบริหารจัดการวารสารฯ ที่เบอร์ 074-200347 หรือ E-mail: hu_apc@hu.ac.th ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เขียน</strong><br /><br /><br /> ***<strong>รายการที่ผู้เขียนต้องนำส่ง</strong> ประกอบด้วย<br /> - ต้นฉบับบทความเป็นไฟล์ Microsoft Word และ PDF<br /> - แนบแบบฟอร์มนำส่งบทความ<br /> - หนังสือรับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ (ุถ้ามี)</p> <p><strong>***วารสารหาดใหญ่วิชาการ รับพิจารณาบทความซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์คุณภาพของ TCI เน้นความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และถูกต้องตามหลักวิชาการ โดยไม่คำนึงถึงความสัมพันธ์ของผู้เสนอหรือผู้เกี่ยวข้องใด ๆ และปฏิบัติกับผู้เขียนทุกคนด้วยความเสมอภาค***</strong></p> https://so01.tci-thaijo.org/index.php/HatyaiAcademicJournal/article/view/277218 การจัดการเครือข่ายความร่วมมือทางการศึกษา 2025-06-30T11:23:32+07:00 มาณวิกา ทองเปลว Manwika.tho@rmutr.ac.th พิภพ วชังเงิน Manwika.tho@rmutr.ac.th วิรัตน์ มณีพฤกษ์ Manwika.tho@rmutr.ac.th <p>การจัดการเครือข่ายความร่วมมือทางการศึกษาเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และการสร้างโอกาสทางการศึกษา โดยการสร้างเครือข่ายทางการศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้ ทรัพยากร และประสบการณ์ระหว่างสถาบันการศึกษาทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับภูมิภาค เพื่อพัฒนาหลักสูตรการศึกษาและสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่หลากหลายและทันสมัย การจัดการเครือข่ายความร่วมมือทางการศึกษามีปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จทางความร่วมมือ เช่น การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ การสนับสนุนจากผู้บริหาร และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสมาชิกในเครือข่าย ยิ่งไปกว่านั้น การวิจัยนี้ได้ศึกษาเทคโนโลยีที่ใช้ในการเชื่อมโยงสถาบันการศึกษา รวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์และเครื่องมือการสื่อสารต่าง ๆ ที่ช่วยให้การทำงานร่วมกันเป็นไปอย่างราบรื่น</p> <p>บทความนี้นำเสนอแนวทางในการจัดการเครือข่ายความร่วมมือทางการศึกษา ซึ่งผู้เขียนได้นำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อให้ผู้นำเครือข่ายทางการศึกษานำไปใช้ให้เกิดประสิทธิภาพเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เนื่องจากการศึกษาในปัจจุบันต้องตอบโจทย์ของตลาดแรงงานนอกเหนือจากการจัดการเรียนรู้ด้านวิชาการและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะอาชีพที่หลากหลายนับเป็นที่ต้องการของสถานประกอบการ สถานศึกษาที่ไม่พร้อมด้านบุคลากรหรืองบประมาณ จึงต้องอาศัยเครือข่ายทางการศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อจัดประสบการณ์ด้านอาชีพและทักษะให้แก่ผู้เรียน การวิจัยนี้ พบว่า เครือข่ายที่มีประสิทธิภาพประกอบด้วยผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และเป้าหมายร่วมกับสมาชิกของเครือข่าย เพื่อนำไปสู่การได้รับประโยชน์ทั้งสองฝ่ายและมีการพัฒนาสมาชิกเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง สิ่งสำคัญคือ เมื่อจัดตั้งเครือข่ายและดำเนินกิจกรรมสำเร็จแล้ว ต้องธำรงรักษาเครือข่ายให้ยั่งยืนเพื่อประโยชน์ระยะยาว ผู้เขียนมีความเห็นว่า การจัดการเครือข่ายความร่วมมือทางการศึกษาที่มีประสิทธิภาพนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เครือข่ายที่มีพลังจะเชื่อมโยงคนที่มีวิสัยทัศน์เหมือนกัน สังเกตเห็นโอกาสร่วมกัน และร่วมมือกันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิม ซึ่งเป็นเครื่องมือที่จะส่งต่อโอกาสเหล่านั้นไปยังหน่วยงานอื่น</p> 2026-01-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารหาดใหญ่วิชาการ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/HatyaiAcademicJournal/article/view/278887 Validation of the Thai Version of the Fear of Missing Out Scale (T-FoMOs) for Adolescents: A Psychometric Analysis 2025-06-30T16:09:47+07:00 Yejin Kim ye.k@tsu.ac.th Wanchai Dhammasaccakarn ye.k@tsu.ac.th Kasetchai Laeheem ye.k@tsu.ac.th Idsaratt Rinthaisong ye.k@tsu.ac.th Somsak Lila ye.k@tsu.ac.th <p>With the rise of social media, which offers constant opportunities for interaction, academic interest has increasingly turned toward the concept of Fear of Missing Out (FoMO). FoMO is defined as a pervasive concern that others might be experiencing rewarding events from which one is absent. Despite the growing academic interest, no instrument has been developed to measure FoMO among Thai adolescents in empirical studies. The primary aim of this study was to validate and assess the psychometric properties of the Thai version of the Fear of Missing Out scale (T-FoMOs) for adolescents by adapting the original English version.</p> <p>The results indicated that the scale demonstrated good internal consistency, with a Cronbach’s alpha coefficient of 0.80 for the total scale, based on data from 340 Thai adolescent students (M<sub>age</sub> = 15.24, SD = 1.80). Exploratory factor analysis (EFA) revealed a two-factor structure, labeled “Behavioral” (α = 0.77) and “Psychological” (α = 0.76), which differs from the original scale’s single-factor model, accounting for 52.40% of the total variance. Confirmatory factor analysis (CFA: CMIN/df = 2.14, GFI = 0.95, RMSEA = 0.08, CFI = 0.91, NFI = 0.85, PNFI = 0.64, and TLI = 0.88) supported the construct validity of the scale. These findings suggest that the T-FoMOs is a reliable tool for assessing FoMO among Thai adolescents.</p> 2026-01-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารหาดใหญ่วิชาการ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/HatyaiAcademicJournal/article/view/282428 Intercultural Sensitivity of Chinese Graduate Students during Study Abroad in Thailand 2025-08-06T09:26:53+07:00 Ratchaporn Rattanaphumma ratchapornr@gmail.com Tanisaya Jiriyasin ratchapornr@gmail.com Feiyan Wang ratchapornr@gmail.com <p>The advent of globalization has been a significant phenomenon that influences the internationalization of higher education systems worldwide, particularly through study abroad programs. Previous studies indicate that globalization can also increase the degree of intercultural sensitivity of students studying abroad. This paper investigates the degree of intercultural sensitivity of Chinese graduate students during their studies in Thailand, employing an explanatory sequential design. A total of 264 students were selected through simple random sampling to complete a questionnaire, while five participants were purposively selected for semi-structured interviews. Two instruments were used for data collection: a questionnaire and online individual interviews. The questionnaire demonstrated high internal consistency (Cronbach’s alpha = .86). The interview questions were validated by three experts. Quantitative data analysis was performed using mean, standard deviation, and an independent t-test, while qualitative data were examined using content analysis.</p> <p style="font-weight: 400;">The findings revealed that the overall degree of intercultural sensitivity was high (M = 3.45, SD = 0.22). When examining individual dimensions, students placed the greatest emphasis on respect for cultural differences (M = 4.06, SD = 0.45), followed by engagement in intercultural interactions (M = 3.64, SD = 0.36). Interestingly, the dimension of enjoyment in intercultural interactions received the lowest score (M = 2.18, SD = 0.64). This finding reflects that although students recognize and respect cultural differences, they may still experience discomfort or lack of confidence when engaging in cross-cultural interactions. In terms of gender comparisons, no statistically significant differences were identified. The results suggest that study abroad experiences enhance students’ degree of intercultural sensitivity, particularly in fostering respect for cultural differences and engagement in intercultural interactions, even though emotional comfort in such settings may not progress to the same degree. These findings highlight the need for an intercultural support mechanism to help students fully benefit from cross-cultural experiences.</p> 2026-01-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารหาดใหญ่วิชาการ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/HatyaiAcademicJournal/article/view/278125 Conceptualization of Personal Recovery among Community-Dwelling People with Schizophrenia: Theory Derivation Approach 2025-07-29T16:22:06+07:00 Jutharat Thongsalab jutharat.thongsalab@gmail.com <p>Personal recovery is increasingly recognized as a vital outcome for community-dwelling individuals with schizophrenia. However, it lacks a well-defined conceptual framework in nursing research. This study aims to derive and present a nursing-specific conceptual model of personal recovery among people living on their own with schizophrenia, based on the Unity Model of Recovery (UMR). Using a theory-derivation approach, the author reviewed post-2011 literature in PsycINFO, CINAHL, and Google Scholar using terms such as “recovery”, “personal recovery”, “schizophrenia”, and “theory”, and examined analogous ideas from adjacent disciplines, selected the Unity Model as the parent theory, identified transferable content, and adapted/refined concepts for psychiatric nursing practice.</p> <p>The resulting model integrates four attributes under three cornerstones—insight, hospitalization since onset, resilience, and family support, along with three environmental supports—social support, therapeutic alliance, and recovery-oriented nursing services. These components were labeled as fundamental for promoting personal recovery in individuals with schizophrenia living in the community. This research adds a novel theoretical framework that integrates clinical and personal recovery aspects, providing a comprehensive approach to nursing practice. The model focuses on improving the quality of life and well-being of individuals with schizophrenia by emphasizing strengths-based recovery, not only symptom control. </p> 2026-01-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารหาดใหญ่วิชาการ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/HatyaiAcademicJournal/article/view/277582 อิทธิพลการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการผ่านสื่อดิจิทัลที่มีต่อกระบวนการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวเชิงอาหารของนักท่องเที่ยวชาวไทยในจังหวัดภูเก็ต 2025-07-21T11:57:36+07:00 วันวิสาข์ น้อยเฉลิม wanoil@rpu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการรับรู้การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการผ่านสื่อดิจิทัลของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางท่องเที่ยวเชิงอาหารในจังหวัดภูเก็ต และ 2) ศึกษาอิทธิพลของการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการผ่านสื่อดิจิทัลที่มีต่อกระบวนการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวเชิงอาหารของนักท่องเที่ยวชาวไทยในจังหวัดภูเก็ต กลุ่มตัวอย่าง คือ นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยวเชิงอาหารในจังหวัดภูเก็ต จำนวน 400 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบโควต้าและวิธีการสุ่มตามความสะดวก ตามลำดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ระดับการรับรู้การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการผ่านสื่อดิจิทัลของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางท่องเที่ยวเชิงอาหารในจังหวัดภูเก็ต โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า การให้ข่าวและประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อดิจิทัลปรากฏค่าเฉลี่ยสูงสุด ต่อด้วยการโฆษณาผ่านสื่อดิจิทัล และการขายโดยใช้พนักงานผ่านสื่อดิจิทัล ตามลำดับ นอกจากนั้น อิทธิพลของการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการผ่านสื่อดิจิทัลที่มีต่อกระบวนการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวเชิงอาหาร พบว่า การขายโดยใช้พนักงานผ่านสื่อดิจิทัล และการส่งเสริมการขายผ่านสื่อดิจิทัล มีอิทธิพลอย่างสำคัญต่อกระบวนการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวเชิงอาหารของนักท่องเที่ยวชาวไทยในจังหวัดภูเก็ตคาดการณ์ร้อยละ 44.50 ของการแปรผันในกระบวนการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยว ดังนั้น ผลการวิจัยนี้เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการท่องเที่ยวในการปรับใช้เครื่องมือสื่อสารทางการตลาดผ่านสื่อดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งไปกว่านั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำผลการวิจัยนี้ไปใช้เพื่อส่งเสริมและกำหนดกลยุทธ์ให้กับภาคธุรกิจ อันนำไปสู่การสร้างสรรค์การท่องเที่ยวเชิงอาหารในแนวทางแห่งความยั่งยืนต่อไป</p> 2026-01-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารหาดใหญ่วิชาการ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/HatyaiAcademicJournal/article/view/276959 แนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอาหารตามอัตลักษณ์พื้นที่อำเภอพิปูน อำเภอช้างกลาง และอำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช 2025-08-20T08:52:22+07:00 มัณฑนา แดงเพชร mallika.i@rmutsv.ac.th มัลลิกา อินพรหม mallika.i@rmutsv.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์สภาพการณ์ปัจจุบันของการท่องเที่ยวเชิงอาหาร 2) ศึกษาพฤติกรรมและความต้องการของนักท่องเที่ยวที่มีต่อการท่องเที่ยวเชิงอาหาร และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอาหารตามอัตลักษณ์พื้นที่อำเภอพิปูน อำเภอช้างกลาง และอำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์สำหรับเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ผู้ประกอบการอาหารพื้นถิ่น และคนในชุมชน รวมทั้งหมด 18 คนแบบสอบถามถูกนำมาใช้เพื่อเก็บข้อมูลนักท่องเที่ยวชาวไทย จำนวน 390 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและสถิติพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ทั้งสามอำเภอมีสถานที่ท่องเที่ยวและทรัพยากรด้านอาหารพื้นถิ่นที่หลากหลาย เหมาะสมต่อการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอาหาร อย่างไรก็ตาม ชุมชนยังขาดองค์ความรู้และแกนนำ การปรุงอาหารไม่มีมาตรฐาน ร้านอาหารและสินค้าที่ระลึกมีจำนวนน้อย และการประชาสัมพันธ์ยังไม่เพียงพอ 2) นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เดินทางมากับเพื่อนในวันหยุด โดยเลือกรับประทานอาหารพื้นถิ่นที่มีรสชาติดี และต้องการซื้อสินค้าที่ระลึกเกี่ยวกับอาหารพื้นถิ่นซึ่งได้รับการแนะนำจากสื่อออนไลน์ 3) สำหรับแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ควรให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจในชุมชนเกี่ยวกับความสำคัญของการจัดกิจกรรม โดยควรจัดให้นักท่องเที่ยวได้รับประทานอาหารพื้นถิ่นที่มีคุณภาพ และยังคงเอกลักษณ์ไว้ ในขณะที่การจำหน่ายสินค้าที่ระลึกเกี่ยวกับอาหารพื้นถิ่น ควรมีการกำหนดราคาที่เหมาะสม นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับสถานที่ การจัดตกแต่งร้าน การให้บริการของพนักงาน และการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์ ผลการวิจัยนี้ สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางแก่ชุมชนท้องถิ่นและหน่วยงานภาครัฐในการวางแผนและจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงอาหารอย่างเหมาะสม อันจะช่วยสร้างรายได้และเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจแก่ชุมชน</p> 2026-01-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารหาดใหญ่วิชาการ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/HatyaiAcademicJournal/article/view/276948 แนวทางการส่งเสริมสมรรถนะบุคลากรเพื่อรองรับอุตสาหกรรมไมซ์: กรณีศึกษาธุรกิจโรงแรมสุนีย์แกรนด์แอนด์คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ จังหวัดอุบลราชธานี 2025-02-19T16:23:58+07:00 ยุวดี จิตต์โกศล yuvadee.j@ubu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาและข้อจำกัดของบุคลากรโรงแรมสุนีย์แกรนด์แอนด์คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ 2) ประเมินสมรรถนะปัจจุบันและสมรรถนะที่พึงประสงค์ของบุคลากร และ 3) เสนอแนวทางการส่งเสริมสมรรถนะบุคลากรเพื่อรองรับอุตสาหกรรมไมซ์ งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยแบบผสมผสาน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วย 1) ผู้บริหารธุรกิจโรงแรมฯ 2) ผู้ปฏิบัติงานในอุตสาหกรรมไมซ์ที่โรงแรมฯ และ 3) เจ้าหน้าที่จากสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกและแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์เนื้อหา และการวิเคราะห์แก่นสาระ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) โรงแรมฯ ประสบปัญหาการขาดแคลนพนักงาน และผู้ปฏิบัติงานในระดับปฏิบัติงานยังขาดความรู้มาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพที่ต้องการสำหรับการจัดประชุมและนิทรรศการ รวมถึงไม่ตระหนักรู้เกี่ยวกับสมรรถนะที่ต้องการในอุตสาหกรรมไมซ์ โดยพนักงานส่วนใหญ่ขาดทักษะการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ทักษะการบริการที่มีมาตรฐาน ทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างเชี่ยวชาญ และทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพสำหรับการทำงาน 2) สมรรถนะปัจจุบันและสมรรถนะที่พึงประสงค์ของบุคลากรในโรงแรมฯ พบว่า ด้านสมรรถนะหลัก บุคลากรมีสมรรถนะปัจจุบันอยู่ในระดับปานกลาง สมรรถนะที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมาก และ 3) แนวทางการส่งเสริมสมรรถนะบุคลากรในโรงแรมฯ ที่เหมาะสม คือ รูปแบบการฝึกอบรมในขณะปฏิบัติงาน เพื่อให้การฝึกอบรมสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ประเด็นเร่งด่วนสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนา ประกอบด้วย การส่งเสริมสมรรถนะความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดประชุมและนิทรรศการ ทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ ทักษะการสื่อสารในสถานที่ทำงาน และการสร้างมาตรฐานด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในการบริการ งานวิจัยนี้มีคุณูปการต่อวงวิชาการ โดยช่วยเติมเต็มองค์ความรู้เชิงบริบทในระดับสถานประกอบการท้องถิ่นซึ่งยังมีงานศึกษาจำกัด อีกทั้งยังเสนอแนวทางการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง ผ่านรูปแบบการฝึกอบรมขณะปฏิบัติงานที่สอดคล้องกับบริบทของโรงแรมระดับภูมิภาคอย่างเหมาะสม</p> 2026-01-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารหาดใหญ่วิชาการ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/HatyaiAcademicJournal/article/view/277608 ศักยภาพของมัคคุเทศก์ด้านการนำชมแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดภูเก็ตตามความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ 2025-07-21T13:39:04+07:00 ราตรีญา ธีรภัทร์ตระกูล rakhao@rpu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเกี่ยวกับมัคคุเทศก์ที่แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ในจังหวัดภูเก็ต กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมายังแหล่งท่องเที่ยวเหล่านั้นโดยใช้บริการนำเที่ยวของมัคคุเทศก์ จำนวน 424 คน ข้อมูลถูกรวบรวมโดยใช้แบบสอบถามและวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบความแตกต่างของค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวน เมื่อมีความแตกต่างโดยเปรียบเทียบรายคู่ วิธีการ LSD จะถูกนำมาใช้</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ มีความคิดเห็นต่อศักยภาพด้านการนำชมแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ของมัคคุเทศก์ในจังหวัดภูเก็ต ทั้งในภาพรวมและในด้านย่อยอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านความสามารถในการอธิบายเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในแหล่งท่องเที่ยว 2) นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มีเพศและอายุต่างกัน มีความคิดเห็นโดยรวมต่อศักยภาพด้านการนำชมแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ของมัคคุเทศก์ในจังหวัดภูเก็ตไม่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มีสัญชาติ อาชีพ สถานภาพสมรส และระดับการศึกษาต่างกัน มีความคิดเห็นโดยรวมต่อศักยภาพด้านการนำชมแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ของมัคคุเทศก์ในจังหวัดภูเก็ตแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ผลการวิจัยของการศึกษานี้ สามารถนำมาใช้เพื่อพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรฝึกอบรมสำหรับมัคคุเทศก์ด้านการนำชมแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ในจังหวัดภูเก็ต ผลการวิจัยเสนอแนะว่า มัคคุเทศก์ควรศึกษาเพิ่มเติมข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ และพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษเพื่อจะสามารถให้ข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ของจังหวัดภูเก็ตแก่นักท่องเที่ยวให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำผลการวิจัยเหล่านี้ไปใช้ต่อยอดพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมสำหรับมัคคุเทศก์ เพื่อพัฒนาศักยภาพการให้บริการด้านการนำชมแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ในจังหวัดภูเก็ตและเพิ่มความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวต่อไป</p> 2026-01-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารหาดใหญ่วิชาการ