https://so01.tci-thaijo.org/index.php/JDAR/issue/feed วารสารการวิจัยการบริหารการพัฒนา 2022-06-30T21:41:51+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐณภรณ์ เอกนราจินดาวัฒน์ Touch_life@outlook.co.th Open Journal Systems <p>วารสารการวิจัยการบริหารการพัฒนา จะครอบคลุมเนื้อหา ด้านการวิจัย ด้านบริหารธุรกิจ ด้านการจัดการอุตสาหกรรม ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านรัฐประศาสนศาสตร์ ด้านนิติศาสตร์ ด้านบริหารการศึกษา ด้านจิตวิทยาและด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องทางการวิจัยการบริหารการพัฒนา</p> https://so01.tci-thaijo.org/index.php/JDAR/article/view/258428 คุณภาพการให้บริการของสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกะปิ 2022-05-23T10:08:44+07:00 กาญจนา คำตัน charndej@gmail.com ชาญเดช เจริญวิริยะกุล charndej@gmail.com กฤษณา ฟองธนกิจ charndej@gmail.com ศักดิ์สิทธิ์ พรรัตนศรีกุล yenwang33033@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับคุณภาพการให้บริการของสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกะปิ และ 2) เพื่อเปรียบเทียบคุณภาพการให้บริการของสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกะปิ ตามคุณลักษณะส่วนบุคคลของผู้มารับบริการ ใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจ <br />โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชากร คือ ประชาชนผู้มารับบริการของสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร<br />สาขาบางกะปิ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 375 คน โดยใช้สูตรกำหนดขนาดตัวอย่างของ ทาโร่ ยามาเน่ เครื่องมือที่ใช้<br />ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย<br />และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบความแตกต่างโดยใช้สถิติแบบ F-Test</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) คุณภาพการให้บริการของสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกะปิ <br />โดยภาพรวมและในรายด้านทุกด้านอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการให้บริการอย่างเพียงพอ รองลงมาคือ ด้านการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ด้านการให้บริการอย่างก้าวหน้า <br />ด้านการให้บริการที่ตรงเวลา และด้านการให้บริการอย่างเสมอภาค ตามลำดับ 2) อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ต่อเดือน ที่แตกต่างกันมีความเห็นคุณภาพการให้บริการของสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกะปิ ไม่แตกต่างกัน</p> 2022-06-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการวิจัยการบริหารการพัฒนา https://so01.tci-thaijo.org/index.php/JDAR/article/view/258432 ปัจจัยที่มีอิทธิพลในการดื่มแอลกอฮอล์ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา 2022-06-17T09:12:47+07:00 ณวรีย์ ชุมวรฐายี navaree232@gmail.com บุญวัฒน์ สว่างวงศ์ Boonwat.sa@ssru.ac.th <p>การวิจัยดังกล่าวนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการดื่มแอลกอฮอล์ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา วัตถุประสงค์ที่สอง เพื่อศึกษาพฤติกรรมในการดื่มแอลกอฮอล์ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัย<br />ราชภัฎสวนสุนันทา ปีการศึกษา 2562 จำนวน 392 คน โดยการสุ่มตัวอย่างใช้การเลือกแบบบังเอิญ <br />ใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติ การทดสอบไคสแควร์ ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) กลุ่มตัวอย่างเป็นนเพศชายและหญิงเท่ากัน อายุ 21 ปีขึ้นไป อยู่ชั้นปีการศึกษาที่ 4 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และมีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาท (2) พฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ พบว่า ดื่มครั้งแรกอายุ 16-18 ปี รู้สึกไม่ชอบ ผู้ที่ดื่มด้วยครั้งแรกและปัจจุบันคือเพื่อน ปัจจุบันนิยมดื่มเบียร์ เหตุผลที่ดื่มเพราะเพื่อนชวนดื่ม ดื่ม1วัน/สัปดาห์ ดื่มช่วงหลังเลิกเรียนที่หอเพื่อน ดื่มเมื่อไปเที่ยวสังสรรค์<br />กับเพื่อน ๆ ซื้อจากร้านขายของชำ ขณะดื่มคือพูดคุยกัน ดื่มแอลกอฮอล์โดยไม่ผสม ใช้เงินจากผู้ปกครอง <br />มีค่าใช้จ่ายต่อครั้ง คือ 301-500บาท หลังดื่มมักรู้สึกง่วงนอน ใช้เวลาในการดื่มเฉลี่ยต่อครั้ง คือ 3-4 ชั่วโมง/ครั้ง ขณะดื่มรู้สึกสนุกสนาน ไม่เคยพบเห็นการทะเลาะวิวาทในการดื่มสุรา การดื่มแอลกอฮอล์ไม่กระทบ<br />ผลการเรียน ในอนาคตคิดว่าจะดื่มแอลกอฮอล์ลดลง และไม่เคยประสบอุบัติเหตุหลังการดื่มสุรา (3) ผลการทดสอบสมมติฐานการวิจัย พบว่าปัจจัยพฤติกรรมในการดื่มแอลกอฮอล์มีความสัมพันธ์ต่อคณะหรือวิทยาลัยของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ยกเว้นด้านผู้ที่ร่วมดื่มแอลกอฮอล์ครั้งแรก ความถี่ในการดื่มแอลกอฮอล์ สถานที่ดื่มแอลกอฮอล์ ค่าใช้จ่ายในการดื่มแอลกอฮอล์ต่อครั้ง พฤติกรรมหลังจากการดื่มแอลกอฮอล์ เวลาที่ใช้ในการดื่มแอลกอฮอล์เฉลี่ยต่อครั้ง ความรู้สึกขณะดื่มแอลกอฮอล์ เคยพบเห็นการทะเลาะวิวาทในการดื่มสุรา การดื่มแอลกอฮอล์มีผลกระทบกับการเรียน เคยประสบอุบัติเหตุหลังการดื่มสุรา <br />มีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> 2022-06-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการวิจัยการบริหารการพัฒนา https://so01.tci-thaijo.org/index.php/JDAR/article/view/258157 รูปแบบการพัฒนาขีดความสามารถในการปฏิบัติงานของผู้แนะนำการลงทุนในธุรกิจหลักทรัพย์ของประเทศไทยยุคดิจิทัล 2022-06-22T14:59:00+07:00 สุนิดา เพิ่มพูนศรีศิลป์ khunda9755@gmail.com ณรัฐ วัฒนพานิช narat1904@yahoo.com ชมสุภัค ครุฑกะ cchomsupak@yahoo.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและความต้องการขีดความสามารถในการปฏิบัติงานของผู้แนะนำการลงทุนในธุรกิจหลักทรัพย์ของประเทศไทยยุคดิจิทัล 2) สร้างรูปแบบการพัฒนาขีดความสามารถของผู้แนะนำการลงทุนในธุรกิจหลักทรัพย์ของประเทศไทยยุคดิจิทัล และ 3) ประเมินรูปแบบการพัฒนาขีดความสามารถของผู้แนะนำการลงทุนในธุรกิจหลักทรัพย์ของประเทศไทยยุคดิจิทัล โดยการสัมภาษณ์เกี่ยวกับสภาพและความต้องการขีดความสามารถในการปฏิบัติงานของผู้แนะนำการลงทุนจากผู้เชี่ยวชาญ 15 คน สังเคราะห์ข้อมูลและนำไปใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการสร้างรูปแบบการพัฒนาขีดความสามารถในการปฏิบัติงานของผู้แนะนำการลงทุนในธุรกิจหลักทรัพย์ของประเทศไทยยุคดิจิทัล โดยใช้เทคนิคเดลฟาย 3 รอบ จากผู้เชี่ยวชาญ 18 คน แล้วนำรูปแบบไปประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้โดยการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาและใช้สถิติการหาค่าความถี่ ค่ามัธยฐาน ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการปฏิบัติงานของผู้แนะนำการลงทุนในธุรกิจหลักทรัพย์ของประเทศไทยยุคดิจิทัล มีระดับความถี่ที่เท่ากัน ส่วน ความต้องการขีดความสามารถในการปฏิบัติงาน ประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านการวิเคราะห์เศรษฐกิจและหลักทรัพย์ (2) ด้านการให้คำปรึกษาในการลงทุน (3) ด้านการสื่อสารและการใช้ภาษา (4) ด้านการใช้เทคโนโลยีระบบและกระบวนการซื้อขาย (5) ด้านคุณธรรม และจริยธรรม และ (6) ด้านการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ 2) รูปแบบการพัฒนาขีดความสามารถของผู้แนะนำการลงทุนในธุรกิจหลักทรัพย์ของประเทศไทยยุคดิจิทัล ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่<br />(1) เป้าหมายหรือจุดมุ่งหมายหลัก (2) การวิเคราะห์ความจำเป็นในการพัฒนา (3) การออกแบบหน่วยการเรียนรู้ 6 หน่วย แต่ละหน่วยการเรียนรู้ประกอบด้วยวัตถุประสงค์ เนื้อหาสาระ/หัวข้ออบรม กิจกรรม/วิธีการเรียนรู้ วิธีวัดและประเมินผล (4) การนำไปปฏิบัติ และ (5) การประเมินผล 4 มิติ ได้แก่ มิติปฏิกิริยาการเรียนรู้ มิติการเรียนรู้ มิติพฤติกรรมหรือติดตามการเรียนรู้ และมิติผลลัพธ์ ทุกองค์ประกอบผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่าเหมาะสมและสอดคล้องกัน 3) ผลการประเมินรูปแบบผู้ทรงคุณวุฒิเห็นว่าทุกองค์ประกอบเหมาะสมและมีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก-มากที่สุด </p> 2022-06-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการวิจัยการบริหารการพัฒนา https://so01.tci-thaijo.org/index.php/JDAR/article/view/258531 ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 2022-06-15T14:32:58+07:00 สิริพร เฉลิมชุติเดช sanny_jasuwan@hotmail.com ศันสนีย์ จะสุวรรณ์ sanny_jasuwan@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับปัจจัยด้านภาวะผู้นำของผู้บริหาร ด้านทรัพยากร<br />ทางการศึกษา ด้านการทำงานเป็นทีม และด้านวัฒนธรรมองค์กร ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 2) เพื่อศึกษาระดับคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 และ 3) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา<br />ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย จำนวนกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 361 คน ซึ่งกำหนดกลุ่มตัวอย่างได้มาจาก ตารางของ เครจซี่และมอร์แกน โดยใช้เครื่องมือ<br />ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1) ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ทั้งภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาตามลำดับได้ดังนี้ ด้านวัฒนธรรมองค์กร ด้านการทำงานเป็นทีม ด้านภาวะผู้นำของผู้บริหาร และ ด้านทรัพยากรทางการศึกษา</p> <p>2) คุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ทั้งภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาตามลำดับได้ดังนี้ ด้านกระบวนการบริหารและการจัดการ ด้านกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และด้านคุณภาพของผู้เรียน </p> <p>3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษามากที่สุดคือ ปัจจัยด้านทรัพยากรทางการศึกษา ปัจจัยด้านวัฒนธรรมองค์กร ปัจจัยด้านภาวะผู้นำของผู้บริหาร และปัจจัยด้านการทำงานเป็นทีม</p> 2022-06-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการวิจัยการบริหารการพัฒนา https://so01.tci-thaijo.org/index.php/JDAR/article/view/258217 การบริหารงานแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ด้านวิชาการของโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร 2022-05-21T10:10:42+07:00 สุพพัตรา สุดใจ Sudjaibome@gmail.com เตือนใจ ดลประสิทธิ์ Sudjaibome@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาระดับการบริหารงานแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ด้านวิชาการของโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร (2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารงานแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ด้านวิชาการของโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร จำแนกตามอายุ ประสบการณ์ทำงาน (3) เพื่อนำเสนอแนวทางการบริหารงานแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ด้านวิชาการของโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร โดยใช้แบบสอบถามรวบรวมข้อมูลกลุ่มตัวอย่างที่เป็นสถานศึกษาในเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร จำนวน 21 โรงเรียน มีผู้ให้ข้อมูลจำนวน 295 คน โดยใช้ตารางประมาณค่า เทียบหาขนาดกลุ่มตัวอย่าง ของเครจซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการ วิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) เมื่อพบความแตกต่างจึงทดสอบด้วยเทคนิค LSD โดยใช้ค่าเฉลี่ย <br />ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ข้องเพื่อเปรียบเทียบโดยใช้สถิติทดสอบ F-test และทดสอบความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA)และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) เมื่อค้นพบความแตกต่างจึงทดสอบด้วยเทคนิค LSD</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ระดับการบริหารงานแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ด้านวิชาการของสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากทุกด้าน</li> <li>ผลการเปรียบเทียบการบริหารงานแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ด้านวิชาการของโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ด้านการวางแผนกลยุทธ์องค์กร จำแนกตามอายุ ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ยกเว้น 3 ด้าน คือ 1) ด้านการกำหนดรายละเอียดของตัวบ่งชี้ 2) ด้านการวัดและตรวจสอบผลการดำเนินงาน 3) ด้านการให้รางวัลตอบแทน</li> <li>แนวทางการบริหารงานแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ด้านวิชาการของโรงเรียนเอกชน เมื่อศึกษาวิจัยเชิงปริมาณพบว่ามีด้านการให้รางวัลตอบแทนที่ได้ค่าเฉลี่ยในระดับปานกลางนำไปสร้างแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ได้แก่การจัดสวัสดิการให้บุคลากรด้วยความเสมอภาค การตรวจสุขภาพ ให้การยกย่องเกียรติคุณ มอบเกียรติบัตร และส่งเสริมให้ได้เข้ารับการอบรมในสถานที่ต่าง ๆ เพื่อนำมาพัฒนาต่อยอดแก่ตนเองและสถานศึกษา</li> </ol> 2022-06-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการวิจัยการบริหารการพัฒนา https://so01.tci-thaijo.org/index.php/JDAR/article/view/259334 ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดในการซื้อสินค้าผ่านทางแอปพลิเคชันออนไลน์ ของผู้บริโภคเขตในกรุงเทพมหานคร 2022-06-14T10:07:01+07:00 ฐิติรัตน์ มีเพิ่มพูนศรี thitirat.m@rumail.ru.ac.th สุกัญญา หอมหวาน thitirat.m@rumail.ru.ac.th ปิยะนุช เงินชูศรี thitirat.m@rumail.ru.ac.th อภิศักดิ์ หนูชูไชย bbpoint-rat@hotmail.com พงษ์สฤษฎิ์ รอดเรืองเดช bbpoint-rat@hotmail.com <p>บทความจากงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาส่วนประสมทางการตลาดในการซื้อสินค้า<br />ผ่านทางแอปพลิเคชันออนไลน์ของผู้บริโภคเขตในกรุงเทพมหานคร 2) เพื่อเปรียบเทียบผู้บริโภคในการซื้อสินค้าผ่านทาง แอปพลิเคชันออนไลน์ของผู้บริโภคเขตในกรุงเทพมหานคร โดยจำแนกตามเพศ อายุ สถานภาพ อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน กลุ่มตัวอย่าง 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัย คือ แบบสอบถามเกี่ยวกับส่วนประสมทางการตลาดเพื่อสอบถามการซื้อสินค้าผ่านทางแอปพลิเคชันออนไลน์ของผู้บริโภค<br />เขตในกรุงเทพมหานคร ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ มีค่าความเชื่อมมั่นเท่ากับ.96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเบี่ยงเบนมาตรฐานการทดสอบค่าที่ และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า 1) คะแนนค่าเฉลี่ยระดับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดในการซื้อสินค้าผ่านทางแอปพลิเคชันออนไลน์ ของผู้บริโภคเขตในกรุงเทพมหานครในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ผู้บริโภคที่มีเพศ อายุ สถานภาพ อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ต่างกันมีปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดในการซื้อสินค้าผ่านทางแอปพลิเคชันออนไลน์ไม่แตกต่างกัน</p> 2022-06-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการวิจัยการบริหารการพัฒนา https://so01.tci-thaijo.org/index.php/JDAR/article/view/258218 การประเมินความต้องการจำเป็นการบริหารงานวิชาการโดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดนนทบุรี เขต 1 2022-05-21T10:17:12+07:00 วัฒนา หงสกุล prasertjdar@gmail.com เตือนใจ ดลประสิทธิ์ prasertjdar@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพความคาดหวัง และสภาพที่เป็นจริงในการบริหารงานวิชาการโดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดนนทบุรี เขต 1 (2) เพื่อประเมินความต้องการจำเป็นการบริหารงานวิชาการโดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดนนทบุรี เขต 1 (3) เพื่อเสนอแนวทางการบริหารงานวิชาการโดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัด นนทบุรี เขต 1 จำนวน 254 คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการ<br />แจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน จัดลำดับความต้องการจำเป็นโดยใช้เทคนิค Modified Priority Needs Index (PNI <sub>Modified</sub>) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>สภาพความคาดหวังการบริหารงานวิชาการโดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดนนทบุรี เขต 1 พบว่าอยู่ในระดับมาก ทุกด้าน และสภาพที่เป็นจริงพบว่า อยู่ในระดับ ปานกลาง ทุกด้าน</li> <li>การจัดลำดับความสำคัญการบริหารงานวิชาการโดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดนนทบุรี เขต 1 พบว่า อันดับสูงสุด<br />คือ ด้านการวัดผล ประเมิน และการเทียบโอนผลการเรียน รองลงมาคือ ด้านการนิเทศการศึกษา ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ด้านการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา และด้านการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ตามลำดับ</li> <li>แนวทางในการพัฒนาในการบริหารงานวิชาการโดยใช้ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดนนทบุรี เขต 1 คือ ส่งเสริมการทำงาน อันได้แก่ การสนับสนุนงบประมาณ วัสดุอุปกรณ์และข้อมูลสาระสนเทศให้เพียงพอตามต้องการ มีการจัดสรรเวลาในการปฏิบัติงานของครูให้มีความเหมาะสม ครูสามารถมีเวลาในการพัฒนางานด้านอื่น ๆ ได้อย่างเต็มที่ เปิดโอกาสให้ครูได้ศึกษาเรียนรู้ และเข้าอบรม เกี่ยวกับการทำงาน เพื่อพัฒนาตนเองและองค์กรอย่างเหมาะสม</li> </ol> 2022-06-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการวิจัยการบริหารการพัฒนา https://so01.tci-thaijo.org/index.php/JDAR/article/view/259522 การจัดการภาวะวิกฤตกับความสำเร็จในการทำงานของบุคคลในหน่วยงาน องค์การค้าของ สกสค. (สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครู และบุคลากรทางการศึกษา) 2022-06-17T11:45:01+07:00 ปวีณา อิทสิโรเวช paweena.gift02@gmail.com เฉลิมพร เย็นเยือก chalermporn.y@rsu.ac.th <p>การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ที่มีผลต่อความสำเร็จในการทำงานของบุคคลในหน่วยงานองค์การค้าของ สกสค. และ 2) เพื่อศึกษาการจัดการภาวะวิกฤตที่มีความสัมพันธ์ต่อความสำเร็จในการทำงานของบุคคลในหน่วยงานองค์การค้าของ สกสค. กรณีศึกษา พนักงานและลูกจ้างในหน่วยงานองค์การค้าของ สกสค. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ พนักงานและลูกจ้าง<br />ในหน่วยงานองค์การค้าของ สกสค. จำนวน 200 ราย เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม โดยชุดแบบสอบถามจะถูกนำมาวิเคราะห์ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป และสถิติที่นำมาใช้ในการวิเคราะห์ในครั้งนี้ ได้แก่ ค่าความถี่ <br />ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงอนุมาน คือ t-Test, F-Test การทดสอบความแปรปรวนแบบทางเดียว (One – Way ANOVA) และการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ (Multiple Regression Analysis)</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า 1) ปัจจัยลักษณะทางประชากรศาสตร์ ด้านอายุ และตำแหน่งงานที่แตกต่างกัน มีผลต่อความสำเร็จในการทำงานของบุคคลในหน่วยงานองค์การค้าของ สกสค. กรณีศึกษา พนักงานและลูกจ้างในหน่วยงานองค์การค้าของ สกสค. อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สำหรับ เพศ สถานภาพ ระดับการศึกษา รายได้ และหน่วยงาน มีผลต่อความสำเร็จในการทำงานของบุคคลในหน่วยงานองค์การค้าของ สกสค. ไม่แตกต่างกัน และ 2) ด้านการจัดการภาวะวิกฤต พบว่า ด้านการวางแผน และด้านการควบคุม มีผลต่อความสำเร็จในการทำงานของบุคคลในหน่วยงานองค์การค้าของ สกสค. อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> 2022-06-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการวิจัยการบริหารการพัฒนา https://so01.tci-thaijo.org/index.php/JDAR/article/view/258228 การมีส่วนร่วมในการป้องกันอาชญากรรมของนักศึกษา สาขาวิชาการบริหารงานตำรวจ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา ปีการศึกษา 2561 2022-06-15T14:33:18+07:00 ปวีณา สมตระกูล Pleumpvn.pvnstg17@hotmail.com เจตน์สฤษฏิ์ อังศุกาญจนกุล Angsukanjanakul1@hotmail.com <p>ปัญหาอาชญากรรมเป็นปัญหาทางสังคม ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัย ดังนั้นการมีส่วนรวมของทุกภาคส่วน มีความจำเป็นในการป้องกันอาชญากรรม การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมในการป้องกันอาชญากรรม และ เปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมในการป้องกันอาชญากรรมของนักศึกษา สาขาวิชาการบริหารงานตำรวจ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ปีการศึกษา 2561 จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลได้แก่ เพศ และภูมิลำเนา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือนักศึกษา ปริญญาตรี สาขาวิชาการบริหารงานตำรวจ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ปีการศึกษา 2561 จำนวน 210 คน การคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยโดยใช้ สูตรของยามาเน่ (Yamane) โดยกำหนดระดับค่าความเชื่อมั่นที่ .05 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวม ข้อมูลในครั้งนี้เป็นแบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับแบบตรวจสอบรายการ สถิติที่ใช้ใน การวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และและแปล ความหมายค่าเฉลี่ย t-test </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันอาชญากรรมของนักศึกษา สาขาวิชาการ บริหารงานตำรวจ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา <br />ปีการศึกษา 2561 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) นักศึกษาที่มี เพศ และภูมิลำเนาที่ต่างกันมีส่วนร่วมในการป้องกันอาชญากรรมแตกต่าง กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ผลการวิจัยครั้งนี้ช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับข้อมูลที่แท้จริง เพื่อนำไปแก้ไขปัญหาต่อไป</p> 2022-06-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการวิจัยการบริหารการพัฒนา https://so01.tci-thaijo.org/index.php/JDAR/article/view/259569 คุณภาพชีวิต และความรับผิดชอบต่อสังคมของบุคลากรทางการแพทย์ ในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 (COVID-19) ในเขตพื้นที่ภาคใต้ 2022-06-18T09:37:05+07:00 หยาดพิรุณ ขุนศรี yardpirun_st1@hotmail.com สมนึก เอื้อจิระพงษ์พันธ์ asomnuk@wu.ac.th สุพิศ ฤทธิ์แก้ว supit.ritkaew@gmail.com จินตนีย์ รู้ซื่อ yardpirun_st1@hotmail.com <p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ให้ทราบถึงระดับคุณภาพชีวิตและความรับผิดชอบต่อสังคม<br />ของบุคลากรทางการแพทย์ในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 (COVID-19) ในเขตพื้นที่ภาคใต้ <br />2) เพื่อเปรียบเทียบระดับคุณภาพชีวิตและความรับผิดชอบต่อสังคมของบุคลากรทางการแพทย์ในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 (COVID-19) ของโรงพยาบาลศูนย์ในเขตพื้นที่ภาคใต้ ตามลักษณะประชากรศาสตร์ 3) เพื่อทราบถึงข้อเสนอแนะด้านการปรับปรุงคุณภาพชีวิตและความรับผิดชอบต่อสังคมของบุคลากรทางการแพทย์ในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 (COVID-19) ในเขตพื้นที่ภาคใต้ <br />ในเขตพื้นที่ภาคใต้ทั้ง 14 จังหวัด ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้มีความใกล้ชิดกับกลุ่มผู้ป่วย และมีความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-19 มากกว่าคนกลุ่มอื่น ๆ โดยใช้สถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่อในการวิเคราะห์ปัจจัยส่วนบุคคล และระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณภาพชีวิต และความรับผิดชอบต่อสังคมของบุคลากร<br />ทางการแพทย์ และค่า t-test, F-Test สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า</p> <p>1.คุณภาพชีวิตในการทำงาน ทั้งรายด้านและในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนความรับผิดชอบต่อสังคมอยู่ในระดับมาก</p> <ol start="2"> <li>ปัจจัยส่วนบุคคลของบุคลากรทางการแพทย์ที่แตกต่างกัน มีคุณภาพชีวิตและความรับผิดชอบ<br />ต่อสังคมในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่แตกต่างกัน</li> </ol> <p> 3. คุณภาพชีวิตของบุคลากรทางการแพทย์มีความสัมพันธ์กับความรับผิดชอบต่อสังคมในช่วงวิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19</p> 2022-06-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการวิจัยการบริหารการพัฒนา https://so01.tci-thaijo.org/index.php/JDAR/article/view/258399 การศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานทางด้านการเก็บรวบรวมพยานหลักฐานของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์: ศึกษากรณีกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 2022-05-23T09:57:38+07:00 ชาคียา บุญยรัตน์ p.r.air@hotmail.com ณรงค์ กุลนิเทศ Narong.kulnides@gmail.com <p>เมื่อเกิดปัญหาอาชญากรรม ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในสังคม พนักงานสืบสวนสอบสวน มีหน้าที่ในการรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาตามอำนาจหน้าที่แห่งกฎหมายเพื่อพิสูจน์ทราบถึงข้อเท็จจริงและเพื่อที่จะนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ ดังนั้น พนักงานสืบสวนสอบสวนจะต้องมีความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ในการสืบสวนสอบสวน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ ในการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงปัญหาและอุปสรรคที่มีผลต่อการเก็บรวบรวมพยานหลักฐานในการปราบปรามการโจรกรรมรถยนต์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในเขตสถานีตำรวจของกองบังการตำรวจนครบาล 2 โดยทำการศึกษาด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมาย คือ พนักงานสืบสวนสอบสวนที่ปฏิบัติงานกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 จำนวน 11 สถานี ผลการศึกษาพบว่า พนักงานสืบสวน สอบสวนจาก 11 สถานี มีปัญหา และอุปสรรคในการปฏิบัติงานเป็นไปตามทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการรวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุคดีโจรกรรมรถยนต์สอดคล้องไปในทางเดียวกัน ซึ่งการศึกษานี้ อาจนำไปใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่สอบสวนต่อไปในอนาคตและเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานสืบสวนสอบสวนให้ดียิ่งขึ้น และควรมีการกำหนดแนวทางกาปฏิบัติงานให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล</p> 2022-06-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการวิจัยการบริหารการพัฒนา https://so01.tci-thaijo.org/index.php/JDAR/article/view/258429 การมีส่วนร่วมของประชาชนกับตำรวจชุมชนสัมพันธ์ในการป้องกันอาชญากรรม ในพื้นที่ตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 2022-05-24T09:14:20+07:00 ฉัตรนารี ทองเรืองวงค์ Pangnunpangnun@gmail.com ศิพร โกวิท si_kowit@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันอาชญากรรมของตำรวจชุมชนสัมพันธ์ในพื้นที่ตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี และ 2) เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนกับตำรวจชุมชนสัมพันธ์ในพื้นที่ตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน คือประชาชนที่อยู่ในตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) การทดสอบความแปรปรวนแบบทางเดียว One-Way ANOVA (F-test) และเมื่อพบว่าค่า F มีความแตกต่างจะทดสอบเป็นรายคู่ด้วยวิธี LSD (Least Significant Difference)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1.การมีส่วนร่วมของประชาชนกับตำรวจชุมชนสัมพันธ์ในการป้องกันอาชญากรรมในพื้นที่ตำบลสวนใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านร่วมในการตัดสินใจและวางแผน รองลงมา คือด้านการร่วมปฏิบัติกิจกรรม และด้านการร่วมติดตามประเมินผลตามลำดับ</p> <p>2.ผลการเปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลด้าน เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และ ระยะเวลาที่อาศัยอยู่ในชุม พบว่ามีเพียงปัจจัยส่วนบุคคลด้านระยะเวลาที่อาศัยอยู่ในชุมชนที่แตกต่างกัน มีผลกับการมีส่วนร่วมร่วมของประชาชนกับตำรวจชุมชนสัมพันธ์แตกต่างกันที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05</p> 2022-06-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการวิจัยการบริหารการพัฒนา https://so01.tci-thaijo.org/index.php/JDAR/article/view/258216 การจัดทำคู่มือการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ (อาหารและเครื่องสำอาง) สำหรับเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2022-06-27T09:20:45+07:00 ณธิป วิมุตติโกศล daranee@fda.moph.go.th เพียรพันธุ์ พิระภิญโญ pep4103055@fda.moph.go.th ทวีศีกดิ์ ไพรสุวรรณ munk042@fda.moph.go.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดทำคู่มือการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ (อาหารและเครื่องสำอาง) สำหรับเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแบบมีส่วนร่วม ให้มีแนวทางปฏิบัติงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพในแนวทางเดียวกัน เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ดำเนินการระหว่างเดือนตุลาคม 2561 ถึง มีนาคม 2562 โดยดำเนินการวิจัย 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) รวบรวมข้อมูลและทบทวนการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2) ประชุมเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เพื่อกำหนดเนื้อหาและรูปแบบ และจัดประชุมแบบการสนทนากลุ่ม (Focus Group) คณะทำงานและผู้มีส่วนได้เสีย ได้แก่ ผู้แทนของกรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา เทศบาลนคร เทศบาลเมือง เทศบาลตำบล และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด รวม 36 คน วิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และจัดทำร่างคู่มือ 3) สร้างคู่มือโดยรวบรวมข้อมูลและเรียบเรียงให้เป็นระบบ และ 4) จัดทำคู่มือแบบรูปเล่มและหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ฉบับสมบูรณ์ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งนำไปใช้ในการอบรมเชิงปฏิบัติการตามโครงการส่งเสริมภารกิจการกระจายอำนาจของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า คู่มือการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ (อาหารและเครื่องสำอาง) สำหรับเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีเนื้อหา 6 บท ประกอบด้วย 1) หลักการพื้นฐานในการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ 2) ความรู้ด้านกฎหมายในการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ 3) ความรู้พื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติงานคุ้มครองผู้บริโภค 4) การใช้ชุดทดสอบอย่างง่าย (Test Kit) 5) แนวทางการปฏิบัติงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ และ 6) แนวทางปฏิบัติด้านการบังคับใช้กฎหมายสำหรับพนักงานเจ้าหน้าที่</p> 2022-06-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการวิจัยการบริหารการพัฒนา https://so01.tci-thaijo.org/index.php/JDAR/article/view/259525 การประเมินผลการนำนโยบายปฏิรูปการศึกษาไปปฏิบัติ: การจัดการเรียนรู้เชิงรุกในสถานการณ์โควิด-19 2022-06-17T11:43:20+07:00 ปรียาวาจ บัวพุด chalermporn.y@rsu.ac.th เฉลิมพร เย็นเยือก chalermporn.y@rsu.ac.th <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลบริบทการดำเนินงานตามโยบายปฏิรูปการศึกษา: การจัดการเรียนรู้เชิงรุก ในสถานการณ์โควิด-19 ของสถานศึกษาในเขตภาคกลาง เพื่อใช้เป็นสารสนเทศสำหรับผู้บริหารสถานศึกษา และผู้สนใจ นำไปประยุกต์ใช้ในการกำหนดแนวทางพัฒนาการดำเนินงานของสถานศึกษาต่อไป ผู้วิจัยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง จากผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้บริหารสถานศึกษาในเขตภาคกลาง จำนวน 9 คน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ผู้บริหารสถานศึกษา มีปัญหา และอุปสรรคในการดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกในสถานการณ์โควิด-19 ที่สอดคล้องในทิศทางเดียวกัน คือ รูปแบบการจัดกิจกรรมที่ไม่สามารถทำให้ผู้เรียน ผู้สอนได้เกิดปฏิสัมพันธ์อย่างแท้จริง เป็นการทำกิจกรรมในรูปแบบออนไลน์ จึงส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียน และระหว่างผู้สอน รวมถึงความสามารถในการเข้าถึงอุปกรณ์ที่อาจยังมีข้อจำกัดสำหรับผู้เรียน ส่วนด้านรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นไปตามแนวทางที่ได้กำหนดไว้แต่ทุกกิจกรรมเป็นการดำเนินการทางออนไลน์ ดังนั้น ผู้เรียนและผู้สอนจึงต้องพยายามเรียนรู้การใช้และเข้าถึงเทคโนโลยีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการศึกษานี้ บุคลากรทางการศึกษาอาจใช้ประกอบเป็นแนวทางในการดำเนินนโยบายการปฏิรูปการศึกษาในรูปแบบอื่น เพื่อสร้างสรรค์ผู้เรียนให้เติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติที่มีคุณค่าต่อไป</p> 2022-06-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการวิจัยการบริหารการพัฒนา https://so01.tci-thaijo.org/index.php/JDAR/article/view/259561 การพัฒนาผลิตภัณฑ์มะขามป้อมเยลลี่ด้วยนวัตกรรมไซนิกซ์ 2022-06-25T12:16:14+07:00 ณัฏฐชัย เอกนราจินดาวัฒน์ nattachai.ae@ssru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) วิเคราะห์ สถานการณ์ ปัญหาและความต้องการ ผลิตภัณฑ์มะขามป้อมเยลลี่ด้วยนวัตกรรมไซนิกซ์ 2) พัฒนาผลิตภัณฑ์มะขามป้อมเยลลี่ด้วยนวัตกรรมไซนิกซ์ <br />3) เปรียบเทียบระดับตัวชี้วัดสภาพผิวหน้าระหว่างก่อนกับหลังการใช้ผลิตภัณฑ์มะขามป้อมเยลลี่ด้วยนวัตกรรมไซนิกซ์ 4) ประเมินความพึงพอใจของอาสาสมัครที่ใช้ผลิตภัณฑ์มะขามป้อมเยลลี่ด้วยนวัตกรรมไซนิกซ์</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) ผลิตภัณฑ์รูปแบบเดิมนำเอาน้ำตาลเป็นสารให้ความหวาน สรรพคุณและคุณประโยชน์ที่มีต่อร่างกายก็ยังคงมีเพียงเล็กน้อย ไม่มีส่วนช่วยในเรื่องของความความยืดหยุ่นของผิว <br />ความกระจ่างใสของผิว ความชุ่มชื้นของผิว และลดเลือนริ้วรอยบนใบหน้า 2) ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาได้ มีรูปแบบที่มีส่วนผสมจากคอลลาเจนเปปไทด์แกรนูล ช่วยบำรุงผิวให้กระชับ เรียบเนียน ดูอ่อนเยาว์ เสริมคอลลาเจนที่ชั้นผิวและข้อเข่า ต้านอนุมูลอิสระ มีวิตามิน C สูง ให้ผิวกระจ่างใส ชุ่มชื้น พร้อมด้วยกลไกการคงประสิทธิภาพของสารสกัดให้อยู่ในร่างกายได้นานขึ้น เพิ่มการออกฤทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพด้วยนวัตกรรมไซนิกซ์ <br />3) เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยความยืดหยุ่นผิว ค่าเฉลี่ยของสีผิว ค่าเฉลี่ยของความกระจ่างใส ค่าเฉลี่ยของความชุ่มชื้น พบว่า ใบหน้าอาสาสมัครที่รับประทานผลิตภัณฑ์มะขามป้อมเยลลี่ด้วยนวัตกรรมไซนิกซ์ มีค่าเฉลี่ยระดับตัวชี้วัดสภาพผิวหน้าดีขึ้นที่ 12 สัปดาห์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; 0.0001) เมื่อเทียบกับอาสาสมัครที่ไม่ได้รับประทานผลิตภัณฑ์และ 4) ความพึงพอใจต่อการใช้ผลิตภัณฑ์ ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านรูปแบบนวัตกรรม รองลงมาคือด้านประโยชน์ <br />ความพึงพอใจต่อผลิตภัณฑ์มะขามป้อมเยลลี่ด้วยนวัตกรรมไซนิกซ์ และด้านคุณภาพ</p> 2022-06-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการวิจัยการบริหารการพัฒนา https://so01.tci-thaijo.org/index.php/JDAR/article/view/258215 การจัดการเรียนรู้แบบอรรถฐานการเล่านิทานเพื่อส่งเสริมความสามารถในการฟังพูดภาษาอังกฤษและความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กปฐมวัย 2022-06-17T11:41:37+07:00 กฤษดา โยธาราษฎร์ Kengkitsadayotarad14@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถ<br />ในการฟังพูดภาษาอังกฤษของเด็กปฐมวัยแบบอรรถฐานเล่านิทาน 2) เปรียบเทียบความสามารถในการฟัง<br />พูดภาษาอังกฤษของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบอรรถฐานการเล่านิทานก่อนและหลังการทดลอง และ 3) เปรียบเทียบความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบอรรถฐานการเล่านิทานก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือเด็กปฐมวัยที่กำลังเรียนอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่ 1 ห้องเรียน จำนวน 35 คน ได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ในการฟังพูดภาษาอังกฤษแบบ<br />อรรถฐานเล่านิทานของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 2) แบบประเมินความสามารถในการฟังพูดภาษาอังกฤษสำหรับเด็กปฐมวัย และ 3) แบบสังเกตพฤติกรรมความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กปฐมวัย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถในการฟังพูดภาษาอังกฤษของเด็กปฐมวัยแบบอรรถฐานเล่านิทาน มีประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 75.50/75.14 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 ที่ตั้งไว้</li> <li>ความสามารถในการฟังพูดภาษาอังกฤษของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบอรรถฐานเล่านิทาน หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> <li>ความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบอรรถฐานเล่านิทานหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> </ol> 2022-06-30T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารการวิจัยการบริหารการพัฒนา