https://so01.tci-thaijo.org/index.php/LAW_DPU/issue/feed Pridi Banomyong Law Journal Dhurakij Pundit University 2025-12-20T13:59:16+07:00 กองการจัดการ lawpridijournal@dpu.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เป็นวารสารวิชาการของคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ซึ่งตีพิมพ์บทความทางวิชาการและบทความวิจัยทางด้านกฎหมาย จากบุคคลทั้งภายในและภายนอกของมหาวิทยาลัย</p> <p>จัดพิมพ์วารสารราย 6 เดือน </p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน<br />ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม</p> <p> </p> <p><strong>ปัจจุบันกำลังเปิดรับบทความ </strong></p> <p>&gt; วารสารอยู่ใน TCI กลุ่มที่ 3 <a href="https://tci-thailand.org/detail_journal.php?id_journal=201">https://tci-thailand.org/detail_journal.php?id_journal=201</a></p> <p>&gt;&gt; มีผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความอย่างน้อย 3 คน</p> <p>&gt;&gt;&gt; ไม่มีค่าส่งบทความ</p> <p> </p> <p>คู่มือการใช้งานระบบ ThaiJO </p> <p><a href="https://drive.google.com/file/d/1CdPHDgAQnd9MSngcZ8TFdZR2tTRPKfE_/view">https://drive.google.com/file/d/1CdPHDgAQnd9MSngcZ8TFdZR2tTRPKfE_/view</a></p> https://so01.tci-thaijo.org/index.php/LAW_DPU/article/view/278368 ปัญหาการถอนคำร้องทุกข์กับอำนาจศาลตามมาตรา 192 ศึกษากรณี : ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ระหว่างพนักงานอัยการอุทธรณ์ ฎีกา 2025-01-07T13:35:12+07:00 สิทธิชัย ยิ้มแย้ม 65130519@dpu.ac.th <p>ในประเทศไทยได้แบ่งประเภทความผิดอาญาไว้ 2 ประเภท คือ ความผิดอาญาต่อแผ่นดินกับความผิดอันยอมความได้ โดยความผิดแต่ละประเภทมีแนวความคิดพื้นฐานที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะความผิดอันยอมความได้ที่มีหลักความคิดพื้นฐานเรื่องความเสียหายที่ผู้เสียหายได้รับผลกระทบโดยตรง ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรัฐเป็นเพียงโดยอ้อมเท่านั้น ส่งผลให้ผู้เสียหายสมควรเข้ามามีบทบาทในการกำหนดความเป็นไปของคดีได้ ไม่ว่าจะเป็นการเริ่มต้นคดี การยุติคดี หรือมอบหมายให้รัฐเป็นผู้ดำเนินคดีแทน แต่อย่างไรก็ตามหากข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปในทำนองว่าการเริ่มต้นคดีอย่างคดีอาญาต่อแผ่นดิน หลักการพื้นฐานในเรื่องความเสียหายย่อมแตกต่างออกไป โดยรัฐต้องเข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อให้ได้ความจริงแท้อันเป็นความยุติธรรมตามเนื้อหา คือ เป้าหมายประการแรกในคดีอาญา ส่วนบทบาทของผู้เสียหายต้องอยู่ในระดับรองเท่านั้น ซึ่งแม้ผู้เสียหายจะแสดงเจตนายุติคดีโดยการถอนคำร้องทุกข์ก็ไม่ทำให้เกิดเงื่อนไขระงับคดีแต่อย่างใด</p> <p>ดังนี้ จะเห็นได้ว่ากระบวนการดำเนินคดีตามประเภทของความผิดมีความสำคัญอย่างยิ่งตามเหตุผลที่กล่าวไปข้างต้น โดยสารนิพนธ์นี้มุ่งศึกษาปัญหาการที่พนักงานอัยการเริ่มต้นฟ้องคดีอาญาต่อแผ่นดิน แต่ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ใช้อำนาจพิจารณาพิพากษาเป็นความผิดอันยอมความได้ตามมาตรา 192 วรรคสอง และวรรคสาม ซึ่งเมื่อคำพิพากษายังไม่ถูกกลับ แก้ไข เปลี่ยนแปลงโดยศาลลำดับชั้นสูงกว่า ต้องถือว่าคดีดังกล่าวเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว และเมื่อคำพิพากษาของศาลล่างขัดแย้งกับการฟ้องคดีตั้งแต่เริ่มต้นคดีของพนักงานอัยการ ย่อมเป็นเหตุให้ต้องมีกลไกการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำพิพากษาตามหลักการแบ่งแยกอำนาจฟ้องร้องและพิจารณาพิพากษาออกจากกัน</p> <p>แต่อย่างไรก็ตาม การที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้อำนาจผู้เสียหายโดยกำหนดกรอบเพียงกว้าง ๆ ว่าในความผิดอันยอมความได้ ผู้เสียหายย่อมมีอำนาจในการระงับคดีได้จนกว่าคดีถึงที่สุด ย่อมก่อให้เกิดปัญหากรณีที่พนักงานอัยการเริ่มต้นคดีอย่างความผิดต่อแผ่นดิน แต่ศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิพากษาเป็นความผิดอันยอมความได้ที่ทำให้การตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายไม่อาจดำเนินต่อไปได้ หากผู้เสียหายแสดงเจตนายุติคดีโดยการถอนคำร้องทุกข์ระหว่างคำพิพากษาของศาลล่างยังไม่ถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลง ดังนี้ เพื่อเป็นการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ และหลักการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจระหว่างองค์กร สมควรจำกัดสิทธิของผู้เสียหายและจำเลยในช่วงระยะเวลาหนึ่งเพื่อไม่ให้ใช้สิทธิไปในทางขัดกลไกตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างองค์กร ทั้งนี้ หากปรากฏในชั้นที่สุดว่าเป็นคดีความผิดอันยอมความได้ จำต้องกำหนดมาตราการพิเศษในการแก้ไขเยียวยาให้ผู้เสียหายและจำเลยจากการที่รัฐจำกัดสิทธิในการยุติคดีตามที่กล่าวไปข้างต้น เพราะเป็นการบริหารประโยชน์สาธารณะกับประโยชน์ของปัจเจกชนได้อย่างเหมาะสม ไม่เป็นการมุ่งประโยชน์ในทางด้านใดด้านหนึ่ง จนเป็นการลดทอนคุณค่าทางด้านใดด้านหนึ่ง เป็นไปตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่ว่าด้วยการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ ในขณะเดียวกันรัฐต้องไม่กระทำการใดที่กระทบต่อสิทธิเสรีของปัจเจกชนเกินสมควร โดยคำนึงถึงความยุติธรรมเป็นสำคัญ</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>ประเภทคดี, เป้าหมายคดีอาญา, ถอนคำร้องทุกข์</p> 2025-12-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Pridi Banomyong Law Journal Dhurakij Pundit University https://so01.tci-thaijo.org/index.php/LAW_DPU/article/view/281106 การฉ้อโกงโดยการปลอมแปลงตัวตนด้วยปัญญาประดิษฐ์ 2025-06-11T12:52:31+07:00 Meteerada Tamchipong 66130587@dpu.ac.th <p class="p2"><span class="s2">บทคัดย่อ</span></p> <p class="p2"><span class="s3"> ความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร โดยเฉพาะเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ การพัฒนาเครื่องมือที่สามารถสร้างภาพ เสียง และวิดีโอที่มีความสมจริงสูงในปัจจุบัน ส่งผลให้รูปแบบการก่ออาชญากรรมเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการฉ้อโกงโดยการปลอมแปลงตัวตนด้วยปัญญาประดิษฐ์เพื่อหลอกลวงบุคคลที่กระทำได้อย่างแนบเนียนและซับซ้อน จนเป็นอุปสรรคต่อการข่มขู่ ยับยั้ง ป้องกัน ปราบปราม หรือการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ โดยผู้กระทำผิดจำนวนมากมักมีความรู้ความชำนาญในการใช้เทคโนโลยีดังกล่าว และมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาทรัพย์สินหรือผลประโยชน์จากผู้อื่นโดยมิชอบ ซึ่งอาชญากรรมในลักษณะนี้ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายโดยตรง แต่ยังกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ ความมั่นคงของประเทศ และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของสังคมยุคดิจิทัล ทั้งนี้ โอกาสในการเกิดความเสียหายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเทคโนโลยีที่ใช้ก่ออาชญากรรมมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น และสามารถนำไปใช้ซ้ำหรือขยายผลในวงกว้างด้วยต้นทุนที่ต่ำ เมื่อประกอบกับความสามารถในการซ่อนตัวผ่านช่องทางออนไลน์ ยิ่งทำให้การติดตามจับกุมผู้กระทำผิดทำได้ยาก ส่งผลให้การกระทำผิดในลักษณะนี้ทวีความรุนแรงและสร้างความเสียหายต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง</span></p> <p class="p2"><span class="s3"> การฉ้อโกงและการฉ้อโกงโดยการปลอมแปลงตัวตนเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจประเภทหนึ่งซึ่งมีพัฒนาการที่ซับซ้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ยังคงอาศัยวิธีการหลอกลวงเป็นหลัก แต่เมื่อผนวกกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลับยิ่งเพิ่มศักยภาพของการปลอมแปลงให้แนบเนียนและน่าเชื่อถือมากขึ้น โดยอาชญากรอาจแสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ บุคคลมีชื่อเสียง หรือสมาชิกครอบครัวของเหยื่อ ผ่านสื่อปลอมในรูปแบบเสียง ภาพ หรือวิดีโอ โดยดำเนินการผ่านอินเทอร์เน็ตเป็นหลัก ทำให้สามารถเข้าถึงเหยื่อได้จำนวนมากภายในระยะเวลาอันสั้น โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ไม่คุ้นชินกับเทคโนโลยี ที่สำคัญคือ แม้ความเสียหายจะมีมูลค่าสูงและก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบดิจิทัลในวงกว้าง แต่กฎหมายอาญาของไทยยังไม่มีบทบัญญัติที่กำหนดความผิด หรือเหตุเพิ่มโทษสำหรับการฉ้อโกงโดยการปลอมแปลงตัวตนด้วยปัญญาประดิษฐ์ไว้โดยเฉพาะ การดำเนินคดีในกรณีดังกล่าวจึงต้องอาศัยบทบัญญัติเก่าที่มีอยู่เดิม ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 342(1) หรือมาตรา 343 วรรคสอง ประกอบมาตรา 342 แล้วแต่กรณี รวมถึงพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 มาตรา 14(1) ซึ่งยังไม่สามารถรองรับความซับซ้อนและความร้ายแรงของพฤติกรรมที่ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ</span></p> <p class="p2"><span class="s3"> งานวิจัยนี้จึงมุ่งวิเคราะห์ปัญหาทางกฎหมายที่เกิดจากการที่บทบัญญัติปัจจุบันไม่สามารถรองรับการกระทำความผิดที่มีลักษณะซับซ้อนและร้ายแรงมากขึ้น ศึกษาหลักการและแนวคิดเกี่ยวกับเหตุฉกรรจ์ การกำหนดโทษทางอาญา และเปรียบเทียบกับกฎหมายของต่างประเทศ ได้แก่ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร ซึ่งมีแนวทางเฉพาะในการควบคุมการใช้เทคโนโลยี Deepfake เพื่อการแอบอ้างตัวตนหรือหลอกลวง โดยข้อเสนอสำคัญของงานวิจัยนี้ คือ การกำหนด “เหตุเพิ่มโทษ” สำหรับความผิดฐานฉ้อโกงโดยการปลอมแปลงตัวตนด้วยปัญญาประดิษฐ์โดยบัญญัติไว้ในบทบัญญัติเฉพาะ เช่น มาตรา 342/1 แห่งประมวลกฎหมายอาญา เพื่อให้สามารถยกระดับการฉ้อโกงในลักษณะดังกล่าวเป็นความผิดที่มีลักษณะร้ายแรง พร้อมเพิ่มอัตราโทษให้เหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้กฎหมายไทยมีความทันสมัย สอดคล้องกับสถานการณ์จริง และสามารถป้องกัน ปราบปราม และยับยั้งอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่ความเป็นธรรมและความสงบเรียบร้อยในสังคมโดยรวม</span></p> <p class="p3"> </p> <p class="p2"><span class="s2">คำสำคัญ: </span><span class="s3"> การฉ้อโกง, การปลอมแปลงตัวตน, ปัญญาประดิษฐ์, เหตุฉกรรจ์</span></p> <p class="p3"> </p> <p class="p3"> </p> 2025-12-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Pridi Banomyong Law Journal Dhurakij Pundit University https://so01.tci-thaijo.org/index.php/LAW_DPU/article/view/281259 ความรับผิดทางอาญาของผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้กระทำความผิดฐานเมาแล้วขับ 2025-07-21T09:35:40+07:00 Kittiphum THANPONGPHAN 66130590@dpu.ac.th <p>การวิจัยเกี่ยวกับความรับผิดทางอาญาของผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้กระทำความผิดฐานเมาแล้วขับนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อลดการกระทำความผิดฐานเมาแล้วขับ โดยใช้มาตรการลงโทษไปถึงบุคคลผู้เกี่ยวข้องแต่ละเลยไม่ห้ามปราม ไม่ขัดขวาง เพราะสังคมไทยเป็นสังคมที่ไม่มีค่านิยมเมาไม่ขับ เป็นสังคมที่อาจถือได้ว่าขาดความรับผิดชอบต่อส่วนรวม โดยจะเห็นได้จากบุคคลผู้มีตำแหน่ง มีชื่อเสียงต่างก็ละเลยเรื่องพื้นฐานอย่างการ “เมาไม่ขับ” ดังนั้นหากต้องการลดปริมาณคดีที่เกิดจากการเมาแล้วขับจึงต้องขยายการบังคับใช้กฎหมายไปถึงบุคคลผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด เพื่อให้เกิดกลไกป้องกันห้ามปราม เพราะผู้เกี่ยวข้องก็จะต้องหวาดกลัวการต้องถูกดำเนินคดีด้วยเช่นกัน โดยจะสังเกตได้ว่าไม่ว่าจะมีการกระทำความผิดเป็นคดีมากเพียงใด บุคคลผู้อยู่ในรถแต่ไม่ได้ร่วมขับขี่ก็จะไม่ถูกดำเนินคดีแต่อย่างใด หากบุคคลดังกล่าวไม่ได้ชวนผู้ขับขี่ดื่ม หรือมีส่วนห้ามปรามไม่ให้ขับขี่ อาจหลีกเลี่ยงความเสียหายได้ ในการศึกษานี้จึงมุ่งเน้นไปที่บุคคลซึ่งอยู่ในฐานะอาจจะช่วยเหลือสังคมได้แต่กลับงดเว้นเสียไม่กระทำเพื่อป้องกันผล ไม่แยแสว่าสังคมส่วนรวมต้องรับความเสี่ยงจากการเมาแล้วขับเพียงใด เพื่อคุ้มครองคนในสังคมส่วนรวมให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ตลอดจนเมื่อเป็นผู้กระทำความความผิดอาญา ก็จะต้องรับผิดฐานละเมิดทางแพ่งได้เช่นกัน เพื่อเพิ่มกองทรัพย์สินของลูกหนี้ในการบังคับชำระหนี้แก่ผู้ได้รับความเสียหายจากการเมาแล้วขับ มิเช่นนั้นแม้ศาลจะพิพากษาให้ผู้ขับขี่ชำระหนี้แต่ถ้าหากผู้ขับขี่ไม่มีทรัพย์สินชำระหนี้ คำพิพากษาย่อมไม่อาจบังคับได้เจ้าหนี้ก็จะเป็นได้แต่เพียงเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา โดยไม่ได้ทรัพย์สินใดเพื่อการชำระหนี้เลย</p> <p>&nbsp;</p> <p><strong>คำสำคัญ </strong>เมาแล้วขับ, ผู้เกี่ยวข้องกับผู้กระทำความผิด, ความรับผิดชอบ</p> 2025-12-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Pridi Banomyong Law Journal Dhurakij Pundit University https://so01.tci-thaijo.org/index.php/LAW_DPU/article/view/281461 การรับฟังถ้อยคำรับสารภาพของผู้ต้องหาในชั้นจับกุมจากการบันทึกภาพและเสียงด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ 2025-07-17T09:53:42+07:00 รัชพล พึงไชย maxmaxmax.510@gmail.com <p>ถ้อยคำรับสารภาพของผู้ต้องหาในชั้นจับกุมเป็นพยานหลักฐานที่มีคุณค่าเชิงพิสูจน์อย่างมาก เนื่องจากเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นในระยะเวลาที่มีความใกล้ชิดต่อเหตุการณ์การกระทำความผิด จึงเป็นพยานหลักฐานที่ศาลควรจะนำมารับฟังและชั่งน้ำหนักในการพิจารณาพิพากษาคดี เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงในคดี แต่ด้วยกฎหมายการรับฟังพยานหลักฐานของประเทศไทยในปัจจุบัน ในเรื่องของการรับฟังถ้อยคํารับสารภาพของผู้ต้องหาในชั้นจับกุมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคท้าย วางหลักไว้ว่า ห้ามมิให้ศาลรับฟังถ้อยคำรับสารภาพของผู้ถูกจับในชั้นจับกุมเป็นพยานหลักฐาน ไม่ว่ากรณีใดๆ ซึ่งเป็นบทตัดพยานหลักฐานเด็ดขาดที่ห้ามมิให้ใช้ดุลพินิจเป็นอย่างอื่น โดยบทบัญญัติดังกล่าวเกิดจากการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พ.ศ.2547 จากเดิมที่วางหลักให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจในการรับฟังถ้อยรับสารภาพของผู้ต้องหาในชั้นจับกุมได้ แต่ด้วยเหตุผลจากการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐในขณะนั้น ทำให้มีการแก้ไขบทบัญญัติดังกล่าวเป็นห้ามมิให้รับฟังถ้อยรับสารภาพของผู้ต้องหาในชั้นจับกุมที่บังคับใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน โดยการแก้ไขบทบัญญัติมาตราดังกล่าว เป็นการแก้ไขเนื้อหาที่ให้สัดส่วนน้ำหนักไปทางหลักความชอบด้วยกระบวนการทางกฎหมาย เป็นเหตุให้เกิดผลกระทบที่เป็นเสียต่อหลักการรับฟังพยานหลักฐานในคดีอาญาและการใช้ดุลพินิจของศาลในการพิจารณาพิพากษาคดีขึ้น ซึ่งผลกระทบต่างๆ จากการห้ามมิให้ศาลรับฟังถ้อยคํารับสารภาพของผู้ต้องหาในชั้นจับกุมนั้น อาจเป็นเหตุให้ไม่สามารถนำตัวผู้กระทำผิดที่แท้จริงมาลงโทษได้ เนื่องจากพยานหลักฐานที่มีในคดีไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด จึงต้องพิพากษายกฟ้องและปล่อยตัวจำเลยซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดไป ซึ่งขัดต่อวัตถุประสงค์เรื่องของการควบคุมอาชญากรรม</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคท้าย ในปัจจุบัน ห้ามมิให้รับฟังถ้อยคํารับสารภาพของผู้ต้องหาในชั้นจับกุมเป็นการแสดงให้เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวให้ความสำคัญกับหลักความชอบด้วยกระบวนการทางกฎหมาย ในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาในขั้นจับกุมจากการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐ มากกว่าการอนุญาตให้สามารถรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวเพื่อนำไปพิสูจน์ข้อเท็จจริงในคดีและนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ ตามวัตถุประสงค์ของหลักการควบคุมอาชญากรรม จึงเห็นว่าบทบัญญัติมาตรา 84 วรรคท้ายที่ได้รับการแก้ไขและใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันดังกล่าว ยังมีปัญหาในเรื่องของการให้สัดส่วนน้ำหนักระหว่างการอนุญาตให้ศาลสามารถรับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อใช้ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริง กับการต้องห้ามมิให้รับฟังพยานหลักฐานใดๆ ที่ได้มาจากการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนแม้เพียงเล็กน้อย ซึ่งบทบัญญัติของกฎหมายพยานหลักฐานที่มีประสิทธิภาพนั้น จำเป็นต้องต้องรักษาสมดุลของทั้งสองหลักการไว้ เพื่อให้ได้มาซึ่งพยานหลักฐานที่มีคุณค่าที่สามารถควบคุมการเกิดอาชญากรรมได้ และการได้มานั้นไม่กระทบสิทธิเสรีภาพของบุคคลในการดำเนินคดีอาญา ดังนั้น เหตุผลสำคัญที่จะนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการแก้ปัญหาเรื่องการรับฟังถ้อยคํารับสารภาพของผู้ต้องหาในชั้นจับกุมเป็นพยานหลักฐาน จึงต้องเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคลในการดำเนินคดีอาญา จากการแสวงหาพยานหลักฐานในชั้นจับกุม โดยในปัจจุบันได้มีกฎหมายที่ใช้บังคับ กำหนดให้มีการนำกล้องที่บันทึกภาพและเสียงมาประยุกต์ใช้ในขณะเจ้าพนักงานผู้จับทำการจับกุมตัวผู้ต้องหา เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่า คำให้การคํารับสารภาพของผู้ต้องหาเป็นไปโดยความสมัครใจและการจับกุมนั้นเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพผู้ต้องหาในขณะจับกุมซึ่งปัจจุบันได้บัญญัติไว้ใน พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ทำให้ถ้อยคำรับสารภาพที่เป็นพยานหลักฐานที่เกิดจากการบันทึกเป็นวีดีโอ เป็นพยานหลักฐานที่มีความแม่นยำ มีคุณค่า และความน่าเชื่อถือที่สูง ประกอบกับในช่างเวลาที่ได้มาซึ่งพยานหลักฐานดังกล่าวได้มีการบันทึกภาพและเสียงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้จับ อันเป็นหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องที่ให้การรับวสารภาพนั้น จึงควรที่ศาลจะรับฟังถ้อยคำรับสารภาพดังกล่าวมาเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้ ซึ่งจากการศึกษาพบว่า ในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศอังกฤษก็มีกฎหมายบัญญัติให้สามารถรับฟังถ้อยคำรับสารภาพของผู้ต้องหาในชั้นจับกุมจากการบันทึกภาพและเสียงมาเป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้เช่นเดียวกัน ด้วยเหตุดังกล่าว จึงจำเป็นต้องมีการแก้ไขบทบัญญัติมาตรา 84 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้สอดคล้องกับการที่มีกฎหมายกำหนดให้นำเทคโนโลยีมาใช้ในปัจจุบัน มาเป็นเครื่องมือในการแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน เพื่อให้ศาลสามารถพิจารณาวินิจฉัยคดีและนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้</p> 2025-12-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Pridi Banomyong Law Journal Dhurakij Pundit University https://so01.tci-thaijo.org/index.php/LAW_DPU/article/view/281470 CRIMINAL LIABILITY IN THE USE OF ARTIFICIAL INTELLIGENCE FOR COPYRIGHT INFRINGEMENT 2025-07-16T11:28:15+07:00 Surawee Phromsaeng 66130594@dpu.ac.th <p><strong><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;">บทคัดย่อ</span></span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;">งานวิจัยฉบับนี้มุ่งศึกษาความท้าทายทางกฎหมายอันเกิดจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ โดยเฉพาะในประเด็นความรับผิดทางอาญาที่เกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์ในงานที่สร้างสรรค์โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความเพียงพอของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 และกฎหมายอาญา</span></span><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;">ที่เกี่ยวข้องของประเทศไทย ในการรับมือกับปัญหาที่ซับซ้อนซึ่งเกิดจากปัญญาประดิษฐ์ อาทิ สถานะความเป็น</span></span><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;">ผู้สร้างสรรค์ของปัญญาประดิษฐ์ การใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการสร้างสรรค์งานอันละเมิดลิขสิทธิ์ ข้อยกเว้นของการละเมิดลิขสิทธิ์ ตลอดจนความเหมาะสมของบทกำหนดโทษทางอาญา รวมถึงการวิเคราะห์เปรียบเทียบกับแนวทางกฎหมายของประเทศอังกฤษและสหรัฐอเมริกา เพื่อหาแนวทางปรับปรุงกฎหมายลิขสิทธิ์ไทยให้เท่าทันเทคโนโลยี</span></span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;">จากการศึกษาพบว่า พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ของไทยยังขาดความชัดเจนในการจัดการกับประเด็นเหล่านี้ โดยเฉพาะการกำหนดตัวผู้สร้างสรรค์เมื่องานสร้างสรรค์นั้นเกิดจากปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งกฎหมายปัจจุบันเน้นมนุษย์เป็นหลักและปัญญาประดิษฐ์เองยังไม่มีสถานะเป็นบุคคลตามกฎหมายไทย แนวทางนี้ต่างจากประเทศอังกฤษที่รับรองงานที่สร้างโดยคอมพิวเตอร์ แต่สอดคล้องกับสหรัฐอเมริกาซึ่งยืนยันหลักการที่ผู้สร้างสรรค์ต้องเป็นมนุษย์ นอกจากนี้ยังไม่มีบทบัญญัติเฉพาะสำหรับการละเมิดลิขสิทธิ์โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงอัตราโทษทางอาญาอาจไม่สอดคล้องกับความรุนแรงและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในเชิงพาณิชย์ซึ่งสามารถกระทำได้ในปริมาณมหาศาล โดยงานวิจัยนี้เสนอแนะให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 โดยเสนอบัญญัติมาตราที่กำหนดลักษณะความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ในทางการค้าเป็นการเฉพาะ และเพิ่มบทกำหนดโทษสำหรับความผิดดังกล่าวให้สูงขึ้น เพื่อให้เกิดความชัดเจน</span></span><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;">ในการบังคับใช้กฎหมาย สามารถป้องกันปราบปรามการกระทำความผิด และคุ้มครองสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางการพัฒนาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ การปรับปรุงนี้จะช่วยสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมและการคุ้มครองสิทธิอันชอบธรรมในยุคดิจิทัล</span></span></p> <p> </p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;">คำสำคัญ:</span></span></strong><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;"> ปัญญาประดิษฐ์, ความรับผิดทางอาญา, ลิขสิทธิ์</span></span></p> 2025-12-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Pridi Banomyong Law Journal Dhurakij Pundit University https://so01.tci-thaijo.org/index.php/LAW_DPU/article/view/281463 มาตรการกันผู้กระทำผิดไว้เป็นพยานในคดีของคณะกรรมการ ป.ป.ช. 2025-07-21T09:33:16+07:00 ภัทรวุฒิ โอปอ เปรมมานะดี 66130601@dpu.ac.th <div><span lang="TH">ในคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบที่อยู่ในอำนาจคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ให้อำนาจแก่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการใช้ดุลพินิจกันบุคคลไว้เป็นพยานตามมาตรา 135 ซึ่งเป็นมาตราการปราบปรามการทุจริต โดยมีหลักเกณฑ์การพิจารณาตามประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการกันบุคคลไว้เป็นพยานโดยไม่ดำเนินคดี พ.ศ. 2561 พบว่ามีประเด็นที่เป็นปัญหาหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องหลักเกณฑ์การพิจารณาถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่ไม่ชัดเจนและถูกตีกรอบไว้โดยกว้าง ตลอดจนปัญหาการกันผู้กระทำผิดไว้เป็นพยานเป็นอำนาจและดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ใช่เรื่องของผู้กระทำผิดที่จะขอกันตัวเองเป็นพยาน และปัญหาขาดกระบวนการตรวจสอบการใช้ดุลพินิจกันผู้กระทำผิดไว้เป็นพยาน รวมถึงปัญหาการคุ้มครองสิทธิของพยานเนื่องจากหลักประกันที่มีอยู่ไม่เพียงพอแก่การคุ้มครองสิทธิของพยานอย่างแท้จริง เมื่อเปรียบเทียบกับการกันผู้กระทำผิดไว้เป็นพยานในคดีอาญาทั่วไปซึ่งถูกกำหนดไว้ในระเบียบการตำรวจเกี่ยวกับคดีและระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด รวมถึงกฎหมายต่างประเทศ เช่น สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา มีการกำหนดถึงหลักเกณฑ์การพิจารณาถึงความหนาแน่นของพยานหลักฐาน คุณลักษณะของผู้กระทำความผิด ปัจจัยความเสี่ยงต่าง ๆ ตลอดจนผลกระทบจากการกันไว้เป็นพยานที่ชัดเจนและมีกรอบที่แคบกว่า อีกทั้งมีกระบวนการตรวจสอบการใช้ดุลพินิจกันผู้กระทำผิดไว้เป็นพยานโดยองค์กรภายนอก เป็นต้น จึงขอเสนอแนวทางการพัฒนาและแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการกันบุคคลไว้เป็นพยานโดยไม่ดำเนินคดี พ.ศ. 2561 และระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีของพนักงานอัยการ ในคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2562 โดยกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาให้มีความชัดเจนมากขึ้น มีกระบวนการตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการกันผู้กระทำผิดไว้เป็นพยาน ตลอดจนหลักประกันสิทธิของพยานโดยกำหนดกระบวนการในกรณีที่มีการดำเนินคดีอาญาหรือดำเนินการทางวินัยกับผู้ที่ถูกกันไว้เป็นพยาน เพื่อให้กระบวนการกันผู้กระทำความผิดไว้เป็นพยานเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและเพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของพยานอย่างแท้จริง</span></div> 2025-12-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Pridi Banomyong Law Journal Dhurakij Pundit University https://so01.tci-thaijo.org/index.php/LAW_DPU/article/view/278754 ซอฟต์ลอว์: การพัฒนากฎหมายรูปแบบใหม่ในการกำกับดูแลภาคเอกชน 2025-02-19T09:07:04+07:00 Kristhyada Kerdlapphon kayjarana@hotmail.com <p>ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศต่างๆได้มีการพัฒนา “ซอฟต์ลอว์” มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่ง “ซอฟต์ลอว์” เป็นกฎหมายรูปแบบใหม่ในการกำกับดูแลภาคเอกชนโดยเน้นให้เป็นการใช้เครื่องมือทางเลือกหรือเป็นเครื่องมือที่เสริม “ฮาร์ดลอว์” ซึ่งเป็นกฎหมายที่เป็นกฎระเบียบข้อบังคับของรัฐที่อยู่ในรูปแบบของกฎหมายการสั่งการและควบคุมแบบดั้งเดิม “ซอฟต์ลอว์” มีเป้าหมายในการเพิ่มความหลากหลายของเครื่องมือกำกับดูแลภาคเอกชน การพัฒนา“ซอฟต์ลอว์” นี้เกิดขึ้นจากความกังวลในการที่จะหาหนทางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความชอบธรรม และความโปร่งใสของการดำเนินการของภาคเอกชน เครื่องมือทางเลือกเหล่านี้ รวมถึง มาตรการกำกับดูแลตนเอง และมาตรการกำกับดูแลกึ่งรัฐ โดยมีการใช้คำทั่วไปว่า "ซอฟต์ลอว์" บทความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความเข้าใจถึงความหมายที่แนวคิดเหล่านี้มีอยู่ในบริบทของสภาพสังคมในปัจจุบัน โดยจะกล่าวถึงบริบทสำหรับการใช้“ซอฟต์ลอว์” ดังกล่าว และกล่าวถึงข้อดีและข้อจำกัดของ “ซอฟต์ลอว์" นอกจากนี้ บทความนี้ยังกล่าวถึงความเชื่อมโยงกันของ “ซอฟต์ลอว์" กับมาตรการกำกับดูแลตนเอง และมาตรการกำกับดูแลกึ่งรัฐ</p> 2025-12-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Pridi Banomyong Law Journal Dhurakij Pundit University https://so01.tci-thaijo.org/index.php/LAW_DPU/article/view/278765 ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาในงานอุตสาหกรรม กับการคุ้มครองแรงงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 2025-01-31T12:53:00+07:00 Arjaree Meeintarakerd Meesidhi orarjaree@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับสัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาในงานอุตสาหกรรมกับการคุ้มครองแรงงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 จากการศึกษาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 &nbsp;พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541&nbsp; และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์&nbsp; พบปัญหาทางกฎหมาย 3 ประการได้แก่ 1.ปัญหาเกี่ยวกับการกำหนดคำนิยามของคำว่า “สัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลา” 2.ปัญหาเกี่ยวกับการทำสัญญาจ้างในงานอุตสาหกรรมที่เป็นการเลือกปฏิบัติต่อลูกจ้างตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 27 และเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 5 &nbsp;และ 3.ปัญหาช่องว่างทางกฎหมายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 20 ซึ่งผู้เขียนเห็นสมควรให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5และมาตรา 20</p> 2025-12-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Pridi Banomyong Law Journal Dhurakij Pundit University