https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/issue/feed วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ 2025-12-23T12:13:55+07:00 กองบรรณาธิการ suradej.bo@northbkk.ac.th Open Journal Systems <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ มุ่งเน้นการเผยแพร่ผลงานวิชาการและผลงานวิจัยของอาจารย์ นักการศึกษา นักวิจัย นักวิชาการ นิสิตนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา และผู้สนใจทั่วไป ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย ในรูปแบบของบทความวิจัย บทความวิชาการ และบทปริทัศน์หนังสือ ซึ่งนับว่าวารสารฉบับนี้จะเป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานวิจัย แนวคิด ข้อมูล ข้อคิดเห็นทางวิชาการ องค์ความรู้ในศาสตร์สาขาต่างๆ อันจะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการได้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น</p> https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/280988 การพัฒนาผลการเรียนรู้ วิชาประวัติศาสตร์ เรื่องความเป็นมาของชาติไทย ในสมัยสุโขทัย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด TPACK 2025-06-29T10:41:54+07:00 กัญญาวีร์ เมืองปาก mueangpakk@gmail.com ปวรี กาญจนภี pawaree.kan@gmail.com ศรีสุดา ด้วงโต้ด daungtod.srisu@gmail.com <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิผลของการเรียนรู้ด้วยแผนจัดการเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์ เรื่องความเป็นมาของชาติไทยในสมัยสุโขทัย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ด้วยวิธีการจัดการเรียนตามแนวคิด TPACK 2) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียน และหลังเรียน วิชาประวัติศาสตร์ เรื่องความเป็นมาของชาติไทยสมัยสุโขทัยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด TPACK และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกระบวนการจัดการเรียนรู้ วิชาประวัติศาสตร์ เรื่องความเป็นมาของชาติไทยในสมัยสุโขทัย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด TPACK การวิจัยครั้งนี้กลุ่มตัวอย่างใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนชุมชนเทศบาล 3 (พินิจพิทยานุสรณ์) อำเภอเมืองนครพนม จังหวัด<span lang="TH" style="font-size: 14pt; font-family: 'Browallia New', 'sans-serif';">นครพนม ห้อง ป.4/2 จำนวน 30 คน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ที่ได้มาจากการสุ่มตัวอย่าง </span><span style="font-size: 14pt; font-family: 'Browallia New', 'sans-serif';"><span lang="TH">แบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้จัดเก็บข้อมูล ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 8 แผน แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียน จำนวน 15 ข้อ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติค่าดัชนีประสิทธิผล และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มไม่อิสระกัน<br /></span></span></p> <p><span style="font-size: 14pt; font-family: 'Browallia New', 'sans-serif';"><span lang="TH"> ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิผลของการเรียนรู้ด้วยแผนจัดการเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์ เรื่องความเป็นมาของชาติไทยในสมัยสุโขทัย ด้วยวิธีการจัดการเรียนตามแนวคิด TPACK สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล 3 (พินิจพิทยานุสรณ์) จังหวัดนครพนม นักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นในการจัดการเรียนรู้ คิดเป็นร้อยล 68.48 มีค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I) เท่ากับ 0.6848 2) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ เรื่องความเป็นมาของชาติไทยในสมัยสุโขทัย โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด TPACK พบว่า คะแนนก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 16.57 คิดเป็นร้อยละ 55.22 และคะแนนหลังเรียน เท่ากับ 25.77 คิดเป็นร้อยละ 85.89 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ความพึงพอใจโดยรวมของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์ เรื่องความเป็นมาของชาติไทยในสมัยสุโขทัย โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล 3 (พินิจพิทยานุสรณ์) จังหวัดนครพนม มีความพึงพอใจ เท่ากับ 4.56 อยู่ในระดับมากที่สุด</span></span></p> 2025-12-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/281650 ปัญหาทางกฎหมายว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น: ศึกษากรณีมาตรา 14 และมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 2025-07-26T09:28:06+07:00 จรีวัลย์ น้อยผาง nack_jareewan@hotmail.co.th นิรมัย พิศแข มั่นจิตร pniramai@tu.ac.th <p> เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 34 ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสื่อสารนั้น สามารถกระทำได้อย่างง่ายดายโดยการแสดงความเห็นผ่านระบบคอมพิวเตอร์ จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อกิจการของรัฐ ในขณะเดียวกันประเทศไทย ตราพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ซึ่งมีเจตนารมณ์เพื่อกำหนดมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ซึ่งมาตรา 14 และมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว กลับกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่รัฐนำมาใช้จำกัดหรือลิดรอนเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน โดยยกเหตุผลเรื่องความมั่นคงของรัฐหรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเป็นฐานในการแทรกแซงการแสดงออกโดยเฉพาะในประเด็นทางการเมือง ซึ่งก่อให้เกิดข้อถกเถียงสำคัญว่าบทบัญญัติเหล่านั้น มีความชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ และการตีความบังคับใช้มีความเป็นธรรมและสอดคล้องกับหลักการที่สำคัญที่เกี่ยวข้องเพียงใด</p> <p>จากการศึกษาวิเคราะห์ พบว่า ปัญหาหลักของบทบัญญัติมาตรา 14 และมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้แก่ 1) การใช้ถ้อยคำที่คลุมเครือ เช่น “ข้อมูลเท็จ” “โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหาย” “น่าจะก่อให้เกิดความตื่นตระหนก” หรือ “ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี” ซึ่งล้วนเปิดช่องให้มีการใช้ดุลยพินิจตีความได้อย่างกว้าง 2) ขาดแนวทางหรือหลักเกณฑ์ในการแยกแยะระหว่างข้อมูลซึ่งความคิดเห็นที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญกับข้อมูลซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมาย และ 3) กระบวนการบังคับใช้มาตรา 14 และมาตรา 20 ที่ไม่สอดคล้องตามหลักความได้สัดส่วน ทั้งนี้ประเทศไทยใช้ข้อยกเว้นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพมากกว่าการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ</p> 2025-12-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/282457 ผลของการใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนและกระบวนการกลุ่มของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2025-07-19T14:15:00+07:00 จันทร์ ติยะวงศ์ asc@nmc.ac.th <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาคะแนนความก้าวหน้าจากการที่นักเรียนได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ซึ่งเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนกับหลังเรียนและคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนกับเกณฑ์ 75 % 3) เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยของกระบวนการกลุ่มกับเกณฑ์ 75 % รูปแบบการวิจัยเป็นแบบ One group pre-test post-test กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านภูเขาลาด ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 31 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม จากประชากร จำนวน 51 คน ที่เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ประจำปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านภูเขาลาด จำนวน 31 คน และจากโรงเรียนชุมชนบ้านศรีษะละเลิง จำนวน 20 คน ทั้งสองโรงเรียนอยู่ที่ ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมืองนครราชสีมาจังหวัดนครราชสีมาเช่นเดียวกัน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องรูปทรงหลายมิติและปริมาตรรูปทรงสี่เหลี่ยมมุมฉากมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" />=4.70, S.D. = 0.46) 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชนิดปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่า IOC ตั้งแต่ 0.80 ถึง 1 มีค่าความยาก (P) ตั้งแต่ 0.32-0.73 ค่าอำนาจจำแนก (B) ตั้งแต่ 0.27-0.82 และมีค่าความเที่ยงทั้งฉบับโดยวิธีของโลเวทท์เท่ากับ 0.74 และ 3) แบบประเมินกระบวนการกลุ่มจากผู้เชี่ยวชาญประเมินมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" />=4.75, S.D. = 0.44) มีค่าความเที่ยงโดยวิธีแอลฟ่าครอนบัค เท่ากับ 0.81 ค่าสถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต <br />ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสถิติทดสอบ t </p> <p> ผลการวิจัย<br /> 1. คะแนนความก้าวหน้าของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI มีค่าเฉลี่ยรวม 25.17 จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.99 อยู่ในระดับดีมาก<br /> 2. คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ 75 % อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01<br /> 3. คะแนนเฉลี่ยของกระบวนการกลุ่มสูงกว่าเกณฑ์ 75 % อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 </p> <p> </p> 2025-12-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/279700 ปัจจัยด้านความสุขในการทำงานและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ที่ส่งผลต่อความผูกพันในองค์การของข้าราชการ กลุ่มเจนเนอเรชั่นวายกรมบัญชีกลาง 2025-04-09T13:53:15+07:00 จิราพร บุญตันจีน jirapornboontanjeen@gmail.com ทองฟู ศิริวงศ์ tongfu6@gmail.com <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความสุขในการทำงานของข้าราชการกลุ่มเจนเนอเรชั่นวายกรมบัญชีกลาง 2) ศึกษาระดับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของข้าราชการกลุ่มเจนเนอเรชั่นวายกรมบัญชีกลาง 3) ศึกษาระดับความผูกพันในองค์การของข้าราชการกลุ่มเจนเนอเรชั่นวายกรมบัญชีกลาง 4) ศึกษาความผูกพันในองค์การของข้าราชการกลุ่มเจนเนอเรชั่นวายกรมบัญชีกลาง จำแนกตามคุณลักษณะส่วนบุคคล 5) ศึกษาปัจจัย ด้านความสุขในการทำงานและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ส่งผลต่อความผูกพันในองค์การของข้าราชการ กลุ่มเจนเนอเรชั่นวายกรมบัญชีกลาง ใช้วิธีการเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างจากข้าราชการ กลุ่มเจนเนอเรชั่นวายกรมบัญชีกลาง จำนวน 270 คน โดยใช้สถิติเชิงพรรณนาเพื่ออธิบายลักษณะข้อมูลเบื้องต้น และใช้การวิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมถึงการทดสอบสมมติฐาน ด้วย t-test, ANOVA และ regression เพื่อหาความสัมพันธ์และอิทธิพลของปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อความผูกพันในองค์การของข้าราชการกลุ่มเจนเนอเรชั่นวายกรมบัญชีกลาง</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 80.4 มีอายุระหว่าง 31-40 ปี คิดเป็นร้อยละ 62.2 สถานภาพโสด คิดเป็นร้อยละ 78.1 ระดับการศึกษาปริญญาตรีคิดเป็นร้อยละ 65.2 ตำแหน่งงานประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ คิดเป็นร้อยละ 61.5 และมีอายุงาน 1-5 ปี คิดเป็นร้อยละ 50.1 พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลที่มีระดับการศึกษาและตำแหน่งงาน ที่แตกต่างกันของบุคลากร ส่งผลต่อความผูกพันในองค์การแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนระดับความคิดเห็นของบุคลากรที่มีต่อปัจจัยด้านความสุขในการทำงานโดยรวมอยู่ในระดับมากมีค่าเฉลี่ย 3.90 (S.D.=0.78) ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 3.90 (S.D.=0.70) และด้านความผูกพันในองค์การโดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 3.73 (S.D.=0.78) และพบว่าปัจจัยด้านความสุขในการทำงาน ในด้านการเป็นที่ยอมรับและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในด้านการฝึกอบรม ด้านการพัฒนา ด้านการศึกษา มีความสัมพันธ์ในเชิงบวกกับความผูกพันในองค์การอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> 2025-12-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/280540 ปัจจัยที่มีผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพนักงาน บริษัท เอ็กซ์วายแซด จำกัด (มหาชน) 2025-07-27T10:09:39+07:00 ชลัช ทรัพย์เกิด supgertchalat@gmail.com ศุภฤกษ์ สุขสมาน suparerk.soo@gmail.com <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพนักงานใน บริษัท เอ็กซ์วายแซด จำกัด (มหาชน) 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยจูงใจกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพนักงาน 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยค้ำจุนกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพนักงาน และ 4) เปรียบเทียบแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพนักงาน จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล โดยการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative) ซึ่งประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ พนักงาน บริษัท เอ็กซ์วายแซด จำกัด (มหาชน) กลุ่มตัวอย่างจำนวน 84 คน โดยใช้ตาราง Taro Yamane ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% และความคลาดเคลื่อน 5% ขนาดตัวอย่างที่เหมาะสม จำนวน 70 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสมมติฐานใช้สถิติ F-test, T-test, One-way ANOVA และ Partial Correlation ที่ระดับนัยสำคัญ .05</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานพนักงานบริษัท เอ็กซ์วายแซด จำกัด (มหาชน) โดยรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง โดยเพศ ระดับการศึกษา ระยะเวลาในการ ปฏิบัติงาน รายได้ มีค่าเฉลี่ยแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพนักงาน แตกต่างกัน และด้านอายุ มี ค่าเฉลี่ยแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพนักงาน ไม่แตกต่างกัน 2) ปัจจัยค้ำจุน ความมั่นคงในการปฏิบัติงาน มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับสูงมาก ด้านสภาพการปฏิบัติงาน และ มั่นคงในการปฏิบัติงานมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพนักงานอยู่ในระดับมาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> 2025-12-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/281542 ความสัมพันธ์ของแบรนด์นายจ้างที่มีผลต่อการปฏิบัติงานของพนักงานในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม 2025-07-27T10:18:47+07:00 ฐานิดา รัถยาพิมล 0omtr25@gmail.com ชนะเกียรติ สมานบุตร chanakiat.sam@gmail.com <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้แบรนด์นายจ้าง ได้แก่ คุณค่าด้านการพัฒนา คุณค่าด้านสังคม คุณค่าด้านเศรษฐกิจ คุณค่าด้านการนำไปใช้ คุณค่าด้านความน่าสนใจ ที่มีผลต่อการปฏิบัติงานของพนักงานที่มีต่อองค์กร และนายจ้าง ได้แก่ ผลการปฏิบัติงานด้านผลงาน ผลการปฏิบัติงานด้านพฤติกรรม ผลการปฏิบัติงานด้านการปรับตัวโดยผ่านผ่านความยึดมั่นผูกพันในงาน ได้แก่ ความกระฉับกระเฉง การอุทิศตน ความใส่ใจ และเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากพนักงานในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอ จำนวน 390 คน ด้วยวิธีการใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) เป็นเครื่องมือหลักในการเก็บรวบรวมข้อมูลให้สอดคล้องและเหมาะสมกับการศึกษา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบที่ความแปรปรวนทางเดียวและการวิเคราะห์สมการเส้นถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) พนักงานมีการรับรู้เกี่ยวกับการสร้างแบรนด์นายจ้าง (Employer branding) ในลักษณะที่โดดเด่นและสามารถสร้างมูลค่าให้กับองค์กร โดยนายจ้างมีชื่อเสียงและมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับพนักงานในด้านต่าง ๆ 2) พนักงานตระหนักถึงความผูกพันและการมีส่วนร่วมในการทำงาน ซึ่งสะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งระหว่างพนักงานและองค์กร 3) พนักงานมีมุมมองเกี่ยวกับผลการปฏิบัติงานของตนเองในแง่ของการมีส่วนร่วมในงานและการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ<br /><br /></p> 2025-12-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/284114 การอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมเพลงพื้นบ้านในจังหวัดสุพรรณบุรี เมืองสร้างสรรค์ด้านดนตรี 2025-11-09T17:10:08+07:00 ณกมล ปุญชเขตต์ทิกุล nakamon@pnru.ac.th มงคล นาฏกระสูตร mongkol.nat@gmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบทการอนุรักษ์และสืบสานวัฒนธรรมเพลงพื้นบ้านในจังหวัดสุพรรณบุรี เมืองสร้างสรรค์ด้านดนตรี 2) วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินงาน และ 3) นำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้ที่เหมาะสมต่อการปฏิบัติงานจริง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key informants) จำนวน 60 คน ประกอบด้วย สมาชิกชุมชนผู้อนุรักษ์ ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ และบุคลากรทางการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง และการสนทนากลุ่ม (Focus group discussion) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) และการตีความเชิงระบบ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า บริบทการอนุรักษ์เพลงพื้นบ้านมีความสัมพันธ์เชิงลึกกับโครงสร้างทางสังคม โดยเพลงพื้นบ้านทำหน้าที่เป็นทุนทางวัฒนธรรมและเครื่องมือทางสังคมในการหล่อหลอมอัตลักษณ์และความสามัคคี อย่างไรก็ตาม เมื่อโครงสร้างสังคมมีความซับซ้อนมากขึ้น ส่งผลให้บทบาทของเพลงพื้นบ้านลดน้อยลง ปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมการอนุรักษ์ในสภาวะปัจจุบัน ประกอบด้วย การจัดทำระบบฐานข้อมูลวิจัย การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน และการบรรจุเนื้อหาในหลักสูตรสถานศึกษา การวิจัยครั้งนี้จึงนำเสนอแนวทาง "แบบจำลองทางสังคม" (Social model) เพื่อสร้างความเชื่อมโยงระหว่างเครือข่ายสังคมผ่านการบูรณาการหลักสูตร กิจกรรม และนโยบายที่มีความสอดคล้องเชิงโครงสร้าง เพื่อให้สามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน</p> 2025-12-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/281295 ปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์การท่องเที่ยวเชิงกีฬาในประเทศไทย 2025-06-13T14:36:42+07:00 ประทุม ชอบใจ prathum_c@rbac.ac.th บวรลักษณ์ เสนาะคำ bouvonluck.san@gmail.com ศักดิ์ชาย พิทักษ์วงศ์ sakchai.pit@gmail.com <p> งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับผลสัมฤทธิ์ของการท่องเที่ยวเชิงกีฬาในประเทศไทย 2) วิเคราะห์ปัจจัยเชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลทั้งทางตรงและทางอ้อม ได้แก่ เทคโนโลยีดิจิทัล กลยุทธ์ทางการตลาด และแรงจูงใจในการท่องเที่ยวเชิงกีฬาที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ ของการท่องเที่ยวเชิงกีฬา และ 3) พัฒนาโมเดลความสัมพันธ์ เชิงสาเหตุของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ของการท่องเที่ยวเชิงกีฬาในประเทศไทยเป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed method research) แบบเชิงคุณภาพ(Qualitative research) และเชิงปริมาณ(Quantitative research) มีเครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามแบบสัมภาษณ์ โดยมีกลุ่มตัวอย่างจากกลุ่มนักท่องเที่ยวเชิงกีฬา นักกีฬา ผู้ติดตาม และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจาก 6 จังหวัด รวมจำนวน 600 คน ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน โดยใช้แบบแบ่งกลุ่มตามจังหวัดๆละ100 คนและเลือกวิธีการสุ่มอย่างง่ายแบบบังเอิญ (Sampling random) แล้วนำข้อมูลที่รวบรวมได้จากแบบสอบถามมาวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ประกอบด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบโดยการทดสอบค่าที (t-test) และการทดสอบค่าสถิติค่าเอฟ (F-test) มาวิเคราะห์แบบเชิงเนื้อหาแล้วนำข้อมูลที่รวบรวมได้จากเอกสาร</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า<br /> 1) ระดับผลสัมฤทธิ์ของการท่องเที่ยวเชิงกีฬาโดยรวมอยู่ในระดับสูงสุด<br /> 2) ผลการวิเคราะห์ทางสถิติพบว่า สมมติฐานทุกข้อได้รับการยอมรับ โดยปัจจัยด้านแรงจูงใจมีอิทธิพลสูงสุด รองลงมาได้แก่ ปัจจัยด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และปัจจัยกลยุทธ์ทางการตลาด (7Ps) ตามลำดับ และยังพบว่า แรงจูงใจในการท่องเที่ยวเชิงกีฬาทำหน้าที่เป็นตัวแปรคั่นกลางบางส่วน (Partial mediator) <br /> 3) โมเดลที่ได้ประกอบด้วยกลุ่มตัวแปรหลัก 3 กลุ่ม คือ ตัวแปรแฝงภายนอก ได้แก่ กลยุทธ์ทางการตลาด และเทคโนโลยีดิจิทัล ตัวแปรแฝงภายในคั่นกลาง คือ แรงจูงใจในการท่องเที่ยวเชิงกีฬา และตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ของการท่องเที่ยวเชิงกีฬา นอกจากนี้ ผลการวิจัยเชิงคุณภาพยังได้ยืนยันผลการทดสอบสมมติฐาน และขยายความเข้าใจว่าปัจจัยแรงจูงใจในการท่องเที่ยวเชิงกีฬาด้านความปรารถนาที่จะเรียนรู้ เป็นแรงจูงใจหลักที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อผลสัมฤทธิ์ของการท่องเที่ยวเชิงกีฬาในประเทศไทย และผลการตรวจสอบความเหมาะสมของโมเดลกับข้อมูลเชิงประจักษ์ พบว่า ค่าสถิติ p-value = .12504 สูงกว่าระดับนัยสำคัญที่ .05 แสดงว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์<br /><br /></p> 2025-12-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/279746 ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการรถจักรยานไฟฟ้าในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน นครราชสีมา 2025-12-15T14:50:37+07:00 พรทิพย์ เอื้อธรรมถาวร pornthip.ue@rmuti.ac.th บุฑริกา แก้วโพธิ์ buntarika.kae@gmail.com มนัสนันท์ สงรัตน์ manatsanan.som@gmail.com <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีอิทธิผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการรถจักรยานไฟฟ้า ในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ประชากรและกลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาและบุคลากรภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน นครราชสีมา จำนวน 400 คน ได้มาโดยใช้วิธีการหากลุ่มตัวอย่างจากสูตรทาโร ยามาเน่ ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 จากจำนวนประชากรทั้งหมด 14,405 คน วิจัยใช้แบบสอบถามในการรวบรวมข้อมูลและโปรแกรมสำเร็จรูปในการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติเชิงปริมาณเพื่อหาค่าความถี่ค่าร้อยละค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนการวิเคราะห์ความมีอิทธิพลของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการใช้สถิติการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p> จากผลการวิจัย พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 50.7 มีอายุระหว่าง 20-39 ปี ร้อยละ 73.5 65 กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรีหรือถือวุฒิปริญญาตรี ร้อยละ 73.8 อาชีพนักศึกษา จำนวน 389 คน คิดเป็นร้อยละ 97.3 และมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ ต่ำกว่า 10,000 ร้อยละ 68.8 ภาพรวมปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการรถจักรยานไฟฟ้า ภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน นครราชสีมา ทั้ง 7 ปัจจัย พบว่าด้านผลิตภัณฑ์ (X1) ด้านการส่งเสริมการตลาด(X4) ด้านกระบวนการให้บริการ(X5) และด้านลักษณะทางกายภาพ (X7) มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการรถจักรยานไฟฟ้าในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน นครราชสีมา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในขณะที่ปัจจัยทางการตลาดด้านราคา (X2) ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย (X3) และด้านบุคลากร (X6) ไม่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการรถจักรยานไฟฟ้าภายในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน นครราชสีมา ดังเขียนเป็นสมการการพยากรณ์การตัดสินใจใช้บริการ Y = -0.078 + 0.202(X1) + 0.100(X4) + 0.330(X5) + 0.302(X7)<br /><br /></p> 2025-12-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/282951 ผลการจัดกิจกรรมการประกอบอาหารนานาชาติโดยการสอนแบบสาธิต เพื่อส่งเสริมความสามารถพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย โรงเรียน บี เอฟ เอส จังหวัดนนทบุรี 2025-09-08T15:32:00+07:00 พรพิมล เลิศล้ำ spypornpimon@gmail.com ดารารัตน์ อุทัยพยัคฆ์ dararat.uth@gmail.com ศุภวรรณ์ เล็กวิไล supawan.lek@gmail.com <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมการประกอบอาหารนานาชาติโดยการสอนแบบสาธิต ประชากรได้แก่ เด็กปฐมวัยชาย-หญิง จำนวน 7 คน อายุระหว่าง 3 - 4 ปี ศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ที่โรงเรียนบี เอฟ เอส ในจังหวัดนนทบุรี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดกิจกรรมการประกอบอาหารนานาชาติโดยการสอนแบบสาธิต จำนวน 24 แผน และแบบทดสอบวัดความสามารถพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย จำนวน 4 ด้าน ด้านละ 5 ข้อ รวมทั้งหมด 20 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้องที่ 1.00 ระยะเวลาในการทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 40 นาที ในช่วงกิจกรรมเสริมประสบการณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยมีความสามารถพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สูงกว่าก่อนการทดลอง ทั้งโดยรวม และรายด้าน การสังเกต การจำแนกประเภท การจัดลำดับ การเปรียบเทียบ</p> 2025-12-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/282412 รูปแบบการตัดสินใจของลูกค้าในการเช่าพระเครื่องของธุรกิจเช่าพระเครื่องยุคใหม่ในจังหวัดนครสวรรค์ 2025-08-13T15:17:47+07:00 พูลเกิด ชารี kerdcharee1220@hotmail.com ปกรณ์ ปรีชาภรณ์ pakorn.pre@gmail.com <p> การวิจัยเรื่องรูปแบบการตัดสินใจของลูกค้าในการเช่าพระเครื่องของธุรกิจเช่าพระเครื่องยุคใหม่ในจังหวัดนครสวรรค์ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาการตัดสินใจของลูกค้าในการเช่าพระเครื่องของธุรกิจเช่าพระเครื่องยุคใหม่ในจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อศึกษาสร้างรูปแบบการตัดสินใจของลูกค้าในการเช่าพระเครื่องของธุรกิจเช่าพระเครื่องยุคใหม่ในจังหวัดนครสวรรค์และเพื่อประเมินรูปแบบการตัดสินใจของลูกค้าในการเช่าพระเครื่องของธุรกิจเช่าพระเครื่องยุคใหม่ในจังหวัดนครสวรรค์เป็นการวิจัยผสมผสาน ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ขนาดกลุ่มตัวอย่าง เท่ากับ 405 คน เครื่องมือการวิจัย คือ แบบสอบถาม ค่าดัชนีความสอดคล้อง เท่ากับ 0.65 ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.79 และค่าอำนาจจำแนก (Discrimination) r เท่ากับ 0.34 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์<br />การถดถอยเชิงพหุ </p> <p> ผลการวิจัย พบว่า ค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจ R2 เท่ากับ .637 นั่นคือ การตัดสินใจของลูกค้าในการเช่าพระเครื่องของธุรกิจเช่าพระเครื่องยุคใหม่ในจังหวัดนครสวรรค์ ทั้ง 14 ปัจจัย สามารถอธิบายการเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของลูกค้าในการเช่าพระเครื่องของธุรกิจเช่าพระเครื่องยุคใหม่ในจังหวัดนครสวรรค์ได้ถึงร้อยละ 63.70และการตัดสินใจของลูกค้าในการเช่าพระเครื่องของธุรกิจเช่าพระเครื่องยุคใหม่ในจังหวัดนครสวรรค์ ร้อยละ 63.70 (F = 75.432, p = .000) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความคลาดเคลื่อนมาตรฐานในการทำนาย .403 และ พบว่า รูปแบบการตัดสินใจของลูกค้าในการเช่าพระเครื่องของธุรกิจเช่าพระเครื่องยุคใหม่ในจังหวัดนครสวรรค์มีความสำคัญความเหมาะสมและเป็นประโยชน์กับลูกค้าในระดับดีเยี่ยม</p> 2025-12-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/282175 การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมการใช้ ChatGPT เพื่อส่งเสริมทักษะการสืบค้นข้อมูลในยุคดิจิทัลของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน 2025-12-03T17:29:05+07:00 ศิริกาญจนา พิลาบุตร sirikanjana@nmc.ac.th อัญชลี ทำทอง unchaluluu@gmail.com อรณิชชา ทศตา onnitcha@nmc.ac.th <p> วัตถุประสงค์ของการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม 2) พัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมการใช้ ChatGPT เพื่อส่งเสริมทักษะการสืบค้นข้อมูล 3) นำหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นไปใช้ในการฝึกอบรม และ 4) ประเมินและปรับปรุงหลักสูตรฝึกอบรม โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักศึกษา จำนวน 44 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) หลักสูตรฝึกอบรม 2) แบบทดสอบวัดความรู้ 3) แบบวัดทักษะการสืบค้นข้อมูล และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูลดำเนินการโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบค่าที (t-test)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า <br /> 1. นักศึกษาส่วนใหญ่มีความรู้จักเกี่ยวกับ ChatGPT อยู่บ้าง (ร้อยละ 42.86) แต่ส่วนใหญ่ยังไม่เคยทดลองใช้ (ร้อยละ 64.29) และไม่เคยเข้าใช้งาน ChatGPT มาก่อน (ร้อยละ 46.62) โดยนักศึกษาระบุว่าประโยชน์หลักที่ได้รับจากการใช้ ChatGPT ได้แก่ การช่วยลดระยะเวลาในการจัดการงานพื้นฐาน (ร้อยละ 28.57) และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน (ร้อยละ 44.74)<br /> 2. หลักสูตรฝึกอบรมที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ หลักการ จุดมุ่งหมาย เนื้อหา กิจกรรมการเรียนรู้ และกระบวนการวัดผลและประเมินผลหลักสูตร โดยผลการประเมินความเหมาะสมของหลักสูตรอยู่ในระดับมาก<br /> 3. การนำหลักสูตรไปใช้ในการฝึกอบรมส่งผลให้คะแนนความรู้ของนักศึกษาหลังการอบรมสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญ ทักษะการสืบค้นข้อมูลของนักศึกษาหลังการอบรมอยู่ในระดับสูงกว่าร้อยละ 70 เช่นเดียวกัน ขณะเดียวกันความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อหลักสูตรการฝึกอบรมอยู่ในระดับมากที่สุด<br /> 4. จากความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมอบรม วิทยากร และผู้ที่เกี่ยวข้อง พบว่าหลักสูตรฝึกอบรมการใช้ ChatGPT เพื่อส่งเสริมทักษะการสืบค้นข้อมูลในยุคดิจิทัล มีประสิทธิภาพในระดับมาก<br /><br /></p> 2025-12-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/281060 ผลของการให้การปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบกลุ่มกับศิลปะบำบัด เพื่อลดภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุที่มีภาวะโรคหลอดเลือดสมองที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในกรุงเทพมหานคร 2025-05-26T11:13:02+07:00 อภิรดี ยืนยง apiradee2529ple@gmail.com สุขอรุณ วงษ์ทิม sukroon.won@gmail.com นิธิพัฒน์ เมฆขจร nitipat.mek@gmail.com <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุในกลุ่มทดลองก่อน และหลังการได้รับการปรึกษาเชิงจิตวิทยากลุ่มกับศิลปะบำบัด และ 2) เปรียบเทียบภาวะซึมเศร้าระหว่างผู้สูงอายุกลุ่มทดลองที่ได้รับการให้การปรึกษาเชิงจิตวิทยากลุ่มกับศิลปะบำบัด และผู้สูงอายุควบคุมที่ได้รับการดูแลตามปกติ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้สูงอายุหลังการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง ที่มีคะแนนแบบวัดภาวะซึมเศร้าอยู่ในระดับปานกลางลงมา และสมัครใจเข้าร่วมการทดลอง จำนวน 40 คน จากนั้นจึงสุ่มอย่างง่ายเพื่อแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบวัดภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุไทย ที่มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .93 และ 2) โปรแกรมการให้การปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบกลุ่มกับศิลปะบำบัดเพื่อลดภาวะซึมเศร้า สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่ามัธยฐาน ส่วนเบี่ยงเบนควอไทล์ การทดสอบวิลคอกซัน และการทดสอบแมนวิทนีย์ ผลการวิจัย พบว่า 1) ภายหลังการให้การปรึกษา เชิงจิตวิทยาแบบกลุ่มกับศิลปะบำบัด ผู้สูงอายุมีภาวะซึมเศร้า ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ผู้สูงอายุที่ได้รับการให้การปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบกลุ่มกับศิลปะบำบัดมีภาวะซึมเศร้าลดลงมากกว่าผู้สูงอายุกลุ่มควบคุมที่ได้รับการดูแลตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 <br /><br /></p> 2025-12-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/280932 การพัฒนาทักษะความสามารถการอ่านสะกดคำภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ตามหลักการพัฒนาสมองเป็นฐานร่วมกับการ์ตูนแอนิเมชัน 2025-06-14T13:54:11+07:00 อมรรัตน์ พันธ์ประโคน amonrat.prakhon@gmail.com ปวรี กาญจนภี pawaree.kan@gmail.com ศรีสุดา ด้วงโต้ด srisuda.dua@gmail.com <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ตามหลักการพัฒนาสมองเป็นฐานร่วมกับการ์ตูนแอนิเมชัน และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ตามหลักการพัฒนาสมองเป็นฐานร่วมกับการ์ตูนแอนิเมชัน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนเทศบาล 3 (พินิจพิทยานุสรณ์) อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม ห้อง 1/1 จำนวน 30 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) เครื่องมือที่ใช้จัดเก็บข้อมูล ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 9 แผน แบบทดสอบความสามารถในการอ่านสะกดคำภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ข้อสอบจำนวน 20 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจ จำนวน 15 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย, ร้อยละ, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การทดสอบด้วย t-test dependent sample</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) การพัฒนาการอ่านสะกดคำภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ตามหลักการพัฒนาสมองเป็นฐานร่วมกับการ์ตูนแอนิเมชัน พบว่า คะแนนก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 12.70 คิดเป็นร้อยละ 63.50 และคะแนนหลังเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 19.53 คิดเป็นร้อยละ 94.66 นักเรียนมีคะแนนการอ่านสะกดคำหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ตามหลักการพัฒนาสมองเป็นฐานร่วมกับการ์ตูนแอนิเมชัน โรงเรียนเทศบาล 3 (พินิจพิทยานุสรณ์) จังหวัดนครพนม มีความพึงพอใจ เท่ากับ 4.53 อยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p> </p> 2025-12-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/279679 พฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าใน TikTok Shop: มุมมองของผู้บริโภคในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล 2025-12-22T09:40:31+07:00 เทพรัตน์ เอื้อธรรมถาวร theppharat2471@gmail.com พรทิพย์ เอื้อธรรมถาวร pronthip.uea@gmail.com <p> บทความทางวิชาการนี้กล่าวถึงพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าใน TikTok ของผู้บริโภคในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อสะท้อนมุมมองของผู้บริโภคที่มีต่อการเลือกซื้อสินค้าผ่านแอปพลิเคชัน TikTok จากการศึกษาพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภคในยุคดิจิทัล พบว่าผู้บริโภคมีการปรับตัวเลือกใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการซื้อสินค้า ชำระเงิน ค้นหาข้อมูลสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซื้อผ่านโซเชียลมีเดียที่นิยมใช้ คือ Facebook, YouTube, Instagram และ TikTok ส่วนพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าใน TikTok shop ในมุมมองของผู้บริโภค พบว่าผู้บริโภคมองว่าการซื้อสินค้ามีความสะดวกและความง่ายในการสั่งซื้อ การเห็นสินค้าจริงและการรีวิวจากร้านค้า มีช่องทางการชำระเงินที่หลากหลายและจัดส่งที่รวดเร็ว รวมทั้งทางแอปพลิเคชั่น TikTok มีปัจจัยด้านการส่งเสริมทางการตลาด (4Es) และ (7P) ที่ช่วยสนับสนุนร้านค้า เช่น การออกแบบแอปที่น่าสนใจ ระบบการสั่งซื้อที่นำเสนอสินค้าที่ชัดเจนง่ายต่อการซื้อ โปรโมชั่นและสิทธิพิเศษ รวมทั้งสามารถรีวิวสินค้าและแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากผู้ใช้จริงได้ที่ช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าในTikTok shop เพิ่มมากขึ้น</p> 2025-12-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/278440 การใช้สื่อดิจิทัลเพื่อการพัฒนาการสื่อสารภายในองค์กร 2025-07-26T10:08:40+07:00 ตรัยรัตน์ ปลื้มปิติชัยกุล trirath.pl@spu.ac.th <p> การสื่อสารในปัจจุบันมีพลวัตความเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล ซึ่งส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมการสื่อสารภายในองค์กรต่างๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการนำสื่อดิจิทัลเข้ามามีบทบาทและส่วนร่วมในการพัฒนาเชิงศักยภาพในการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ รวมไปถึงการสร้างแนวทางการสื่อสารที่รวดเร็วและจัดการปัญหาการสื่อสารที่ซับซ้อนและยากต่อการตีความได้ดีมากขึ้น ดังนั้นบทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งศึกษา 1) การใช้สื่อดิจิทัลเพื่อการจัดการปัญหาการสื่อสารภายในองค์กร และ 2) แนวทางการพัฒนาการสื่อสารภายในองค์กรผ่านสื่อดิจิทัล ในการศึกษานี้ได้ นำแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการสื่อสารภายในองค์กร สื่อดิจิทัล ตลอดจนกรอบแนวคิดต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องนำมาวิเคราะห์ปรากฏการณ์ ซึ่งผลการศึกษา พบว่า การใช้สื่อดิจิทัลเข้ามาบริหารจัดการและสร้างพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารสามารถแก้ปัญหาในการสื่อสารภายในองค์กรได้ดีมากขึ้น และอาจนำไปสู่การแสดงบทบาทของผู้สื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงทิศทางการใช้สื่อดิจิทัลซึ่งมีคุณลักษณะสำคัญในการช่วยส่งเสริมและพัฒนาให้การสื่อสารภายในองค์กรเป็นไปด้วยความราบรื่นอันเนื่องจากการจัดการการใช้สื่อดิจิทัลที่สร้างความเข้าใจไปในแนวทางเดียวกันได้อย่างมีเอกภาพ</p> 2025-12-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ