วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ มุ่งเน้นการเผยแพร่ผลงานวิชาการและผลงานวิจัยของอาจารย์ นักการศึกษา นักวิจัย นักวิชาการ นิสิตนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา และผู้สนใจทั่วไป ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย ในรูปแบบของบทความวิจัย บทความวิชาการ และบทปริทัศน์หนังสือ ซึ่งนับว่าวารสารฉบับนี้จะเป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานวิจัย แนวคิด ข้อมูล ข้อคิดเห็นทางวิชาการ องค์ความรู้ในศาสตร์สาขาต่างๆ อันจะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวิชาการได้อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น</p> th-TH suradej.bo@northbkk.ac.th (กองบรรณาธิการ) suradej.bo@northbkk.ac.th (suradej Boonlue) Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 แนวทางการพัฒนาการรับรองมาตรฐานฮาลาลในอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/287650 <p>การวิจัยเรื่องแนวทางการพัฒนาการรับรองมาตรฐานฮาลาลในอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของระบบการรับรองมาตรฐานฮาลาลในอุตสาหกรรมอาหารของไทย 2) เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคในกระบวนการรับรองมาตรฐานฮาลาลที่ผู้ประกอบการไทยประสบ และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาระบบการรับรองมาตรฐานฮาลาลที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย</p> <p> การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย 4 กลุ่ม จำนวน 20 คน ได้แก่ 1) ผู้นำศาสนาอิสลาม จำนวน 2 คน 2) ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลที่มีประสบการณ์ในการขอรับรองมาตรฐานฮาลาล จำนวน 12 คน 3) ผู้เชี่ยวชาญหรือบุคลากรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการรับรอง จำนวน 3 คน 4) ผู้บริโภคชาวไทยมุสลิมและชาวไทยทั่วไป จำนวน 3 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) และการสนทนากลุ่ม (Focus group discussion) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้กระบวนการวิเคราะห์เชิงธีม (Thematic analysis)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันยังมีอุปสรรคด้านความล่าช้าของขั้นตอนการตรวจรับรองและข้อจำกัดด้านความเข้าใจในมาตรฐานฮาลาลของผู้ประกอบการระดับ SMEs 2) ปัจจัยสู่ความสำเร็จในการแข่งขัน คือ การบูรณาการระบบประกันคุณภาพฮาลาล (HAS) เข้ากับระบบมาตรฐานสากล ซึ่งช่วยลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับตลาดโลกและ 3) แนวทางการพัฒนาประกอบด้วย 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ การปรับปรุงกฎระเบียบเชิงนโยบาย การจัดการคุณภาพแบบบูรณาการ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการทวนสอบ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ <br />ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดฮาลาลโลก</p> กมล วรรธนคณิณ, จรัญ มะลูลีม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/287650 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การใช้สื่อดิจิทัลเพื่อการส่งเสริมความเข้าใจต่อประชากรสัตว์ป่า: กรณีศึกษาแนวเชื่อมรอยต่อสัตว์ป่าทางหลวงหมายเลข 304 (อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่-ทับลาน) https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/283863 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการสร้างสรรค์เนื้อหาและผลของการสื่อสารผ่านสื่อดิจิทัลในประเด็นการอนุรักษ์แนวเชื่อมต่อสัตว์ป่า บริเวณถนนสาย 304 ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อระหว่างอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และอุทยานแห่งชาติทับลาน โดยมุ่งเน้นศึกษาจากมุมมองของกลุ่มเป้าหมาย 3 กลุ่ม ได้แก่ เจ้าหน้าที่อนุรักษ์ คนในชุมชน และนักท่องเที่ยวเพื่อวิเคราะห์ความต้องการ ประสบการณ์ ความสามารถในการเข้าถึง และทัศนคติที่มีต่อการสื่อสาร รวมถึงทดลองการผลิตสื่อที่เหมาะสมในเชิงบริบท การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ ได้แก่ การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตการณ์ภาคสนาม และการออกแบบสื่อทดลองในรูปแบบคลิปวิดีโอและอินโฟกราฟิกกึ่งสารคดี ผสมผสานข้อมูลวิชาการกับการเล่าเรื่องจากประสบการณ์จริง เพื่อสื่อสารกับผู้ชมหลากหลายกลุ่มอย่างมีประสิทธิภาพ ผลวิจัย พบว่า การอนุรักษ์ควรออกแบบภายใต้กรอบการสื่อสารแบบมีส่วนร่วมที่ให้ความสำคัญกับบริบททางสังคม วัฒนธรรมและเทคโนโลยี เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมและจูงใจให้เกิดการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน</p> กฤษฎา วงศ์วัฒนเกียรติ , กิติมา สุรสนธิ , ตรัยรัตน์ ปลื้มปิติชัยกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/283863 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาโปรแกรมการออกกำลังกายมวยไทยร่วมกับดุริยางคศิลป์ไทยที่มีต่อสมรรถภาพทางกายของผู้สูงอายุ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/283627 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบสมรรถภาพทางกายของผู้สูงอายุ ก่อนและหลังการใช้โปรแกรมการออกกำลังกายมวยไทยร่วมกับดุริยางคศิลป์ไทย 2) ประเมินความพึงพอใจของผู้สูงอายุที่มีต่อการใช้โปรแกรมการออกกำลังกายมวยไทยร่วมกับดุริยางคศิลป์ไทย กลุ่มตัวอย่าง เป็นผู้สูงอายุในเขตเทศบาลตำบลป่าตาล อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ได้มาโดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง โดยมีเกณฑ์การคัดเลือกดังนี้ เป็นผู้มีสุขภาพดี ไม่มีปัญหาด้านการฟัง การพูด สามารถเดินหรือเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างอิสระ จำนวน 60 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) โปรแกรมการออกกำลังกายมวยไทยร่วมกับดุริยางคศิลป์ไทย 2) แบบทดสอบสมรรถภาพทางกายของประชาชนไทย อายุ 60-69 ปี ทั้งหมด 5 รายการ ประกอบด้วย ดัชนีมวลกาย, แตะมือด้านหลัง, ยืน-นั่งบนเก้าอี้ 30 วินาที, เดินเร็วอ้อมหลัก และยืนยกเข่าขึ้นลง 2 นาที 3) แบบประเมินความพึงพอใจของผู้สูงอายุที่มีต่อการใช้โปรแกรมการออกกำลังกายมวยไทยร่วมกับดุริยางคศิลป์ไทย ใช้สถิติวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเปรียบเทียบ (t - test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยสมรรถภาพทางกายก่อนและหลังการฝึก 12 สัปดาห์ ของผู้สูงอายุ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เฉพาะรายการ แตะมือด้านหลังมือขวาอยู่บน การยืนนั่งบนเก้าอี้ การเดินเร็วอ้อมหลัก และการยืนยกเท้าขึ้นลงในเวลา 2 นาที ส่วนรายการ ดัชนีมวลกาย (BMI) ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากหลังภายหลังการออกกำลังกายโดยใช้ท่าศิลปะมวยไทย เชิงหมัดเชิงเข่า เชิงเท้า และเชิงศอก ประกอบเพลงลาวเวียงป่าตาล</p> คธาวุธ ศรียา , มัทนา แวงวรรณ , ศุภณัฐ นุตมากุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/283627 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครพนม https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/283532 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครพนม โดยใช้กระบวนการวิจัยเอกสาร การวิจัยแบ่งเป็น 2 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การสังเคราะห์องค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาโดยการวิจัยเชิงเอกสารที่เกี่ยวข้องกับภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 5 แหล่ง ขั้นตอนที่ 2 การประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบชนิดมาตราประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า องค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษามีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด องค์ประกอบที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 ลำดับ ได้แก่ ด้านการกำหนดทิศทางองค์กร (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\overline{X}" alt="equation" />= 4.94, S.D.=0.36) รองลงมา ได้แก่ ด้านการคิดเชิงกลยุทธ์และด้านการควบคุมและประเมินกลยุทธ์ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\overline{X}" alt="equation" />= 4.75, S.D.=0.41) และน้อยที่สุดคือ ด้านการกำหนดกลยุทธ์และด้านการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\overline{X}" alt="equation" />= 4.58 , S.D.=0.53) ตามลำดับ</p> จักรพันธุ์ จันทร์เจริญ , ขอบฟ้า จันทร์เจริญ , พิทักษ์ พลคชา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/283532 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานกับสมรรถนะการปฏิบัติงานของบุคลากร สายสนับสนุน คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/284651 <p>การวิจัยนี้เป็นแบบวิจัยเชิงสำรวจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริหารงานกับสมรรถนะการปฏิบัติงานของบุคลากรในสายสนับสนุน คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ประชากรกลุ่มเป้าหมาย คือ บุคลากรสายสนับสนุน คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร เป็นจำนวนทั้งสิ้น 65 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวม คือ แบบสอบถาม โดยใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน<br />ผลการศึกษา พบว่า<br />1. ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุ 21 – 30 ปี สถานภาพโสด วุฒิการศึกษาปริญญาตรี อายุงานต่ำกว่า 10 ปี และสังกัดงานฝ่ายบริหาร<br />2. การบริหารงาน บุคลากรมีความคิดเห็นโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมาก ตามลำดับดังนี้ ด้านการบังคับบัญชา รองลงมา ด้านความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา ด้านการจูงใจ ด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ด้านสภาพการทำงาน และด้านนโยบายการบริหาร<br />3. สมรรถนะการปฏิบัติงาน ทางด้านบุคลากรมีความคิดเห็นโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่อยู่ในระดับมากที่สุด เป็นการสั่งสมความเชี่ยวชาญในงานอาชีพ รองลงมา เป็นการมุ่งเน้นให้บริการ คุณธรรมจริยธรรม และการปฏิบัติงานให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ ส่วนด้านที่อยู่ในระดับมาก เป็นความร่วมแรงร่วมใจ รองลงมา เป็นการสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ตามลำดับ<br />4. การบริหารงานมีความสัมพันธ์ทางบวกกับสมรรถนะการปฏิบัติงานอยู่ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 ยอมรับสมมติฐานที่ตั้งไว้</p> จิรพร มหาอินทร์ มหาอินทร์, ผุสสดี วัฒนเมธา , ปาริชาติ ช้วนรักธรรม , ปัณณภัสร์ เลิศวริษฐ์กุล , พิเชษฐ์ หาดี , ทัศนัย ฉุนชื่นจิตต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/284651 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อรูปแบบภาวะผู้นำด้านการสอนของอาจารย์ผู้สอน ในมหาวิทยาลัยเอกชนระดับปริญญาตรีในเมืองซีอาน มณฑลส่านซี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/282789 <p>วัตถุประสงค์ของการวิจัยนี้ คือ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบของภาวะผู้นำทางการสอนของอาจารย์ 2) เพื่อหาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาวะผู้นำทางการสอนของอาจารย์ และ 3) เพื่อเสนอแนวทางในการพัฒนาภาวะผู้นำทางการสอนของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเอกชนในมณฑลส่านซี</p> <p> การวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยแบบผสม ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างคืออาจารย์ในมหาวิทยาลัยเอกชนระดับปริญญาตรีในมณฑลส่านซี มีมหาวิทยาลัยเอกชนระดับปริญญาตรี 23 แห่งในเมืองซีอาน มณฑลส่านซี โดยมีอาจารย์รวม 17,120 คน กลุ่มตัวอย่างคือ 375 คน ซึ่งกำหนดจากตาราง Krejcie และ Morgan (1970) ผู้ให้ข้อมูลหลักคือผู้เชี่ยวชาญ 8 คน ซึ่งเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเอกชนระดับปริญญาตรีในมณฑลส่านซี ที่มีประสบการณ์การสอนมากกว่า 15 ปี เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) และแบบจำลองสมการโครงสร้าง (SEM)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) องค์ประกอบของภาวะผู้นำทางการสอนของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเอกชนระดับปริญญาตรีในมณฑลส่านซี มี 5 มิติ ได้แก่ ความสามารถในการมองการณ์ไกลทางการสอน (IFA) ความสามารถในการตัดสินใจทางการสอน (IDMA) ความสามารถในการควบคุมทางการสอน (ICA) เสน่ห์ทางการสอน (IC) และอิทธิพลทางการสอน (II) 2) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาวะผู้นำทางการสอนของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเอกชนระดับปริญญาตรีในมณฑลส่านซี มี 6 มิติ ประกอบด้วย คุณภาพของบุคลิกภาพ (QC) ความรู้ (K) ความสามารถ (C) ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (IR) สถานการณ์สนับสนุน (SS) และสถานการณ์ควบคุม (CS) 3) จากการสนทนากลุ่ม ผู้เชี่ยวชาญได้เสนอแนวทาง 23 ข้อ เพื่อพัฒนาภาวะผู้นำทางการสอนของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเอกชนระดับปริญญาตรีในมณฑลส่านซี</p> เซา ถิง , สุธิดา หอวัฒนกุล , สมศักดิ์ จั่นผ่อง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/282789 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การจัดการขยะของเทศบาลนครเกาะสมุย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/286400 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการดำเนินการจัดการขยะของเทศบาลนครเกาะสมุย กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสัดส่วนของกลุ่มประชากรขั้นต่ำของแต่ละตำบลไม่น้อยกว่า 30 คน รวมทั้งหมด จำนวน 516 คน จาก 3 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนที่เน้นการค้า บริการ การเกษตรกรรม (ตำบลอ่างทอง ตำบลลิปะน้อย) จำนวน 150 คน ชุมชนที่เน้นวัฒนธรรม-การท่องเที่ยวชุมชน (ตำบลตลิ่งงาม ตำบลหน้าเมือง และตำบลมะเร็ต) จำนวน 165 คน ชุมชนที่เน้นการท่องเที่ยวสมัยใหม่ (ตำบลบ่อผุด ตำบลแม่น้ำ) จำนวน 201 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น (PNI<sub>Modified</sub>)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า ความคาดหวังและสิ่งที่เกิดขึ้นจริงเกี่ยวกับการจัดการขยะของเทศบาลนครเกาะสมุย และลำดับความต้องการจำเป็นของการจัดการขยะในภาพรวม พบว่า ความคาดหวังของประชาชนต่อการดำเนินการจัดการขยะของเทศบาลนครเกาะสมุยอยู่ในระดับมาก (=4.06) ส่วนสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (=2.82) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า การดำเนินการจัดการขยะของเทศบาลนครเกาะสมุยอยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านที่ 1 โครงการ/กิจกรรมให้ความรู้ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\overline{X}" alt="equation" />=2.95) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านที่ 4 การมีส่วนร่วมของประชาชน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\overline{X}" alt="equation" />= 2.74) สำหรับผลการจัดลำดับความต้องการจำเป็นของการจัดการขยะของเทศบาลในภาพรวม (PNI<sub>Modified</sub>=0.305) พบว่า ด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด คือ ด้านที่ 2 โครงการ/กิจกรรมสนับสนุนจูงใจ (PNI<sub>Modified</sub>=0.322) และด้านที่มีความต้องการจำเป็นต่ำสุด คือ ด้านที่ 1 โครงการ/กิจกรรมให้ความรู้ (PNI<sub>Modified</sub>=0.272) </p> ณัฐภัสสร ธนาบวรพาณิชย์ , พิศมัย จารุจิตติพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/286400 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ส่วนประสมการตลาดออนไลน์ที่มีผลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าตกแต่งบ้าน ผ่านทางแอปพลิเคชันช้อปปี้ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/285875 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าตกแต่งบ้านผ่านทางแอปพลิเคชันช้อปปี้ และศึกษาส่วนประสมการตลาดออนไลน์ที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าตกแต่งบ้านผ่านทางแอปพลิเคชันช้อปปี้ ประชากรคือผู้บริโภคที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป และมีประสบการณ์การซื้อสินค้าตกแต่งบ้านผ่านทางแอปพลิเคชันช้อปปี้ภายในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งไม่ทราบจำนวนที่แน่นอน คำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างได้ 400 คน ด้วยสูตรของ Cochran (1977) แบบสอบถามออนไลน์ถูกนำมาใช้การเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ โดยใช้สถิติเชิงพรรณนาเพื่อหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เลือกใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการทดสอบไคสแควร์ เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างส่วนประสมการออนไลน์และพฤติกรรมการซื้อสินค้า</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ ได้แก่ เพศ อายุ และอาชีพไม่ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อสินค้าตกแต่งบ้านผ่านแอปพลิเคชันช้อปปี้ในทุกด้าน ในขณะที่รายได้ส่งผลต่อพฤติกรรมด้านความถี่ในการซื้อที่ระดับนัยสำคัญ .05 ด้านความสัมพันธ์ระหว่างส่วนประสมการออนไลน์และพฤติกรรมการซื้อสินค้า พบว่า ส่วนประสมการตลาดออนไลน์ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านการส่งเสริมการตลาด และด้านการให้บริการแบบเจาะจงไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการซื้อสินค้าตกแต่งบ้านผ่านทางแอปพลิเคชันช้อปปี้ในทุกด้าน ด้านราคามีความสัมพันธ์กับงบประมาณในการซื้อ ด้านการจัดจำหน่ายมีความสัมพันธ์กับเหตุผลในการซื้อ และด้านการรักษาความเป็นส่วนตัวมีความสัมพันธ์กับทั้งความถี่และงบประมาณในการซื้อสินค้าตกแต่งบ้านผ่านทางแอปพลิเคชันช้อปปี้ที่ระดับนัยสำคัญ .05</p> ดวงเดือน ศรีสอาด, วิศนันท์ อุปรมัย , นฤบดี วรรธนาคม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/285875 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลกระทบของขนาดบริษัท การเติบโตของบริษัท และภาระผูกพันทางการเงิน ของบริษัทที่ส่งผลต่อการจ่ายเงินปันผล โดยมีความสามารถในการทำกำไร ของบริษัทเป็นตัวแปรกำกับ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/284545 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ผลกระทบของขนาดบริษัท การเติบโตของบริษัท และภาระผูกพันทางการเงินของบริษัทที่ส่งผลต่อการจ่ายเงินปันผล 2) ผลกระทบของขนาดบริษัท การเติบโตของบริษัทและภาระผูกพันทางการเงินของบริษัทที่ส่งผลต่อการจ่ายเงินปันผลโดยมีความสามารถในการทำกำไรของบริษัทเป็นตัวแปรกำกับ โดยมีกลุ่มตัวอย่างคือ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวน 486 บริษัท ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 ถึง ปี พ.ศ. 2567 จำนวนทั้งสิ้น 3 ปี รวมข้อมูลทั้งสิ้น 1,458 บริษัท-ปี สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณด้วยวิธี Fixed Effect Model (FEM)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่าขนาดบริษัทและการเติบโตของบริษัทมีอิทธิพลเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อการจ่ายเงินปันผล ในขณะที่ภาระผูกพันทางการเงินของบริษัทมีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อการจ่ายเงินปันผล นอกจากนี้ ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นว่า ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทมีบทบาทในการกำกับความสัมพันธ์ระหว่างการเติบโตของบริษัทและการจ่ายเงินปันผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทไม่ปรากฏบทบาทในการกำกับความสัมพันธ์ระหว่างขนาดของบริษัทกับการจ่ายเงินปันผล รวมทั้งระหว่างภาระผูกพันทางการเงินของบริษัทกับการจ่ายเงินปันผล</p> ประภาพร กิจดำรงธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/284545 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาชุดฝึกทักษะการปฏิบัติงานหล่อในแบบหล่อทราย: กรรมวิธีการผลิต https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/284201 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและสร้างชุดฝึกทักษะการปฏิบัติงานหล่อในแบบหล่อทราย สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาวิศวกรรมการผลิต และอุตสาหการ ภาควิชาครุศาสตร์เครื่องกลคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาในการใช้ดังกล่าวกับเกณฑ์ที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยประกอบด้วย ชุดฝึกทักษะการปฏิบัติงานหล่อในแบบหล่อทราย แบบประเมินความเหมาะสมของชุดฝึกทักษะ และแบบประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของชุดฝึกทักษะ จำนวน 30 ข้อ มีค่า IOC อยู่ในช่วงระหว่าง 0.80-1.00 ค่าความยากง่ายอยู่ในช่วงระหว่าง 0.20-0.80 และค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไป สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ผลการออกแบบและสร้างชุดฝึกทักษะการปฏิบัติงานหล่อในแบบหล่อทรายที่ได้จากการวิเคราะห์เนื้อหา ประกอบด้วย 3 ประเด็น ได้แก่ 1) ด้านเนื้อหาและการดำเนินเรื่อง 2) ด้านการใช้ประโยชน์จากชุดฝึกทักษะและความสะดวกในการใช้งาน และ 3) ด้านการออกแบบชุดฝึกทักษะ พบว่า ในภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\overline{X}" alt="equation" /> = 4.52 , S.D. = 0.61) ผลการหาประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะการปฏิบัติงานหล่อในแบบหล่อทรายมีค่าเท่ากับ 85.19/83.11 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 และผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาพบว่า มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t-test = 7.61, p = .000, df = 29)</p> ปริญญา คุ้มมา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/284201 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนากระบวนการจัดการแบบมีส่วนร่วมของวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรและวัฒนธรรมบ้านนาสะอุ้ง เพื่อเป้าหมายแห่งความยั่งยืนทางธุรกิจและชุมชน https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/287548 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและบริบทการดำเนินงานของวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรและวัฒนธรรมบ้านนาสะอุ้ง 2) ศึกษาระดับการจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และระดับมาตรฐานคุณภาพแหล่งท่องเที่ยว 3) ศึกษาระดับการจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่ส่งผลต่อระดับมาตรฐานคุณภาพแหล่งท่องเที่ยว และ 4) วิเคราะห์แนวทางการจัดการแบบมีส่วนร่วมที่เหมาะสม โดยใช้วิธีดำเนินการวิจัยแบบผสมผสาน โดยเก็บข้อมูลปฐมภูมิด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างเชิงคุณภาพประกอบด้วยผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 18 ราย กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ คือประชาชนในพื้นที่และผู้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการท่องเที่ยว 150 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์เนื้อหา ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) บริบทพื้นที่เป็นชุมชนขนาดเล็กของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่สูงชัน วิสาหกิจชุมชนเริ่มจากสมาชิก 12 คน โดยดำเนินกิจกรรมให้บริการลานกางเต็นท์ การแปรรูปกาแฟอาราบิก้า และจำหน่ายสินค้าหัตถกรรม 2) ระดับการจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโดยรวมอยู่ในระดับมาก และระดับมาตรฐานคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวโดยรวมอยู่ในระดับมาก 3) ปัจจัยการจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนทั้งหมดสามารถร่วมกันพยากรณ์มาตรฐานคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวได้ร้อยละ 93.9 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลเชิงบวกสูงสุด 3 อันดับแรก คือ การวิจัยและติดตามตรวจสอบ การมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ของท้องถิ่น และการตลาดที่จัดเตรียมข้อมูลอย่างพร้อมมูล 4) แนวทางการจัดการแบบมีส่วนร่วมที่เหมาะสมประกอบด้วย 3 แนวทาง ได้แก่ การยกระดับการมีส่วนร่วมของชุมชนสู่การเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจและเจ้าของร่วม การพัฒนาระบบฐานข้อมูลชุมชนเพื่อการวิจัย ติดตามผล และการตลาดเชิงรุก และการเสริมสร้างขีดความสามารถเพื่ออุดช่องว่างด้านการบริการและเศรษฐกิจท้องถิ่น </p> ปัญญวัฒน์ จุฑามาศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/287548 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 กลยุทธ์การตลาดที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อซ้ำและความเต็มใจจ่าย ของผู้บริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ เขตภาคใต้ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/283229 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความตั้งใจซื้อซ้ำ และความเต็มใจจ่ายของผู้บริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ เขตภาคใต้ 2) ศึกษาระดับอิทธิพลของ กลยุทธ์การตลาดที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อซ้ำและความเต็มใจจ่ายของผู้บริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ เขตภาคใต้ กลุ่มตัวอย่าง เป็นกลุ่มเกษตรอินทรีย์จากภาคใต้ จำนวนทั้งหมด 313 คน ด้วยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบสุ่มตามความสะดวก (Convenience sampling) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง (Structural equation model) โดยใช้โปรแกรม AMOS</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ตัวแปรทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ปัจจัยกลยุทธ์การตลาดเกษตรอินทรีย์ ความตั้งใจซื้อซ้ำและความเต็มใจจ่าย สอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นอย่างดี พิจารณาจากค่าไค-สแควร์สัมพันธ์ = 2.948 ค่าดัชนี CFI = 0.986, ค่า TLI = 0.975, ค่า RMSEA = 0.079, ค่า RMR = 0.045, RMSEA = 0.079 โดยผ่านทุกเกณฑ์มาตรฐาน 2) ปัจจัยกลยุทธ์การตลาดเกษตรอินทรีย์ ความตั้งใจซื้อซ้ำ และความเต็มใจจ่าย ผลการศึกษา พบว่า ปัจจัยกลยุทธ์การตลาดเกษตรอินทรีย์ ซึ่งประกอบด้วย ด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์ ด้านการบริการลูกค้า ด้านประสบการณ์การซื้อในร้านค้า ด้านการรับรู้เกี่ยวกับสุขภาพ และด้านความเป็นธรรมด้านราคา มีอิทธิพลทางตรงต่อความตั้งใจซื้อซ้ำ และความเต็มใจจ่ายของผู้บริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ ส่วนความตั้งใจซื้อซ้ำมีอิทธิพลทางตรงต่อความเต็มใจจ่ายของผู้บริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ ซึ่งจากผลการวิจัยจะช่วยให้ธุรกิจสามารถนำผลการวิจัยไปปรับใช้ได้ โดยเฉพาะปัจจัยกลยุทธ์การตลาดเกษตรอินทรีย์ เนื่องจากในปัจจุบันมีการจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ทุกรูปแบบ การศึกษาวิจัยครั้งนี้จึงเป็นประโยชน์ให้กับธุรกิจสินค้าเกษตรอินทรีย์ทั่วทุกพื้นที่อย่างยั่งยืนได้</p> พจณีย์ ภักดีวิสัย, ชนะเกียรติ สมานบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/283229 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การประเมินความพึงพอใจและความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อพัฒนา หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมทางการเงินและการลงทุน ให้ตรงตามสมรรถนะยุคดิจิทัล https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/284400 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมทางการเงินและการลงทุน ให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคดิจิทัลและมีการศึกษาความคิดเห็น/ความพึงพอใจต่อหลักสูตร โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ นักศึกษา ศิษย์เก่า นายจ้าง อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร และผู้ทรงคุณวุฒิผ่านแบบสอบถามและการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัยเชิงปริมาณสะท้อนว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้ง 5 กลุ่มมีระดับความพึงพอใจต่อหลักสูตรในภาพรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมาก ค่าเฉลี่ย 4.29 หรือร้อยละ 85.80 โดยเห็นว่าหลักสูตรมีคุณภาพการสอนและความสอดคล้องกับมาตรฐานวิชาชีพสูง และเห็นว่าหลักสูตรมีความเหมาะสมในด้านองค์ความรู้ ทักษะวิชาชีพ และคุณธรรมจริยธรรม โดยเฉพาะในด้านการใช้เทคโนโลยีทางการเงิน การคิดวิเคราะห์ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทั้งนี้ มีข้อเสนอแนะให้เพิ่มเติมรายวิชาเชิงปฏิบัติด้านนวัตกรรมทางการเงิน การวิเคราะห์ข้อมูลการเงินเชิงลึกและภาษาอังกฤษเชิงธุรกิจ รวมถึงส่งเสริมการเรียนรู้แบบบูรณาการและการฝึกประสบการณ์จริง เพื่อยกระดับศักยภาพของบัณฑิตให้พร้อมแข่งขันในตลาดแรงงานระดับประเทศและสากล ผลการศึกษานี้จึงเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาหลักสูตรช่วงปี พ.ศ. 2570 – 2574 ให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับสมรรถนะบัณฑิตแห่งศตวรรษที่ 21 และสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศอย่างยั่งยืน</p> ศิริภรณ์ ศิลปวานิช , กรรณิการ์ กลิ่นสุคนธ์, พีรณัฎฐ์ ยาทิพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/284400 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลการจัดกิจกรรมการเขียนโค้ดโดยไม่ใช้คอมพิวเตอร์ ที่มีต่อความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/282991 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเขียนโค้ดโดยไม่ใช้คอมพิวเตอร์ โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ เด็กปฐมวัยที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นอนุบาล 3 อายุ 5 – 6 ปี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ที่โรงเรียนอนุบาลมาเรียลัย จำนวน 20 คน ได้มาจากการเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีสุ่มแบบหลายขั้นตอน จำนวน 1 ห้องเรียน โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเขียนโค้ดโดยไม่ใช้คอมพิวเตอร์ มีค่าความสอดคล้อง 0.67 – 1.00 และแบบทดสอบความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัย มีค่าความเชื่อมั่น .88 ดำเนินการทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 เป็นเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 4 วัน วันละ 40 นาที สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยมีความสามารถในการคิดแก้ปัญหาหลังการจัดกิจกรรมการเขียนโค้ดโดยไม่ใช้คอมพิวเตอร์สูงกว่าก่อนการได้รับการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานของการวิจัยที่กำหนดไว้ด้านระบุปัญหามีค่าเฉลี่ยก่อนการทดลองเท่ากับ 6.65 และมีค่าเฉลี่ยหลังการทดลองเท่ากับ 9.30 ด้านเสนอวิธีคิดการแก้ปัญหาได้หลายทาง มีค่าเฉลี่ยก่อนการทดลองเท่ากับ 6.50 และมีค่าเฉลี่ยหลังการทดลองเท่ากับ 9.55 และด้านตัดสินใจเลือกวิธีการคิดแก้ปัญหา มีค่าเฉลี่ยก่อนการทดลองเท่ากับ 6.40 และมีค่าเฉลี่ยหลังการทดลองเท่ากับ 10.45 มีความแตกต่างกันที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05</p> สรวงกมล สุเทวี, อัญชลี ไสยวรรณ, เชวง ซ้อนบุญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/282991 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาไมโครวิดีโอตามแนวคิดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน วิชา นาฎศิลป์จีน เพื่อส่งเสริมความสามารถเชิงสร้างสรรค์ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี สถาบันวิทยาศาสตร์ประยุกต์และเทคโนโลยีเจียงซี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/284066 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาไมโคร-วิดีโอตามแนวคิดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน วิชา นาฏศิลป์จีน เพื่อส่งเสริมความสามารถเชิงสร้างสรรค์ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี Jiangxi Institute of Applied Science and Technology University 2) เปรียบเทียบคะแนนความสามารถเชิงสร้างสรรค์ของนักศึกษาในวิชา นาฏศิลป์จีนด้วยคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการเรียนรู้แบบไมโครวิดีโอตามแนวคิดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน วิชา นาฏศิลป์จีน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่ลงทะเบียนเรียนวิชา นาฏศิลป์จีน สาขาการเต้น คณะดนตรีและนาฏศิลป์ Jiangxi Institute of Applied Science and Technology University ประเทศจีน จำนวน 30 คน ในปีการศึกษา 2568 โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) ไมโครวิดีโอตามแนวคิดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐานวิชานาฏศิลป์จีน 2) แบบประเมินคุณภาพเนื้อหาและด้านสื่อ 3) แบบประเมินความสามารถเชิงสร้างสรรค์ในวิชา นาฏศิลป์จีน และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการประเมินคุณภาพเนื้อหาของไมโครวิดีโอตามแนวคิดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐานโดยผู้เชี่ยวชาญ มีคุณภาพอยู่ในระดับดีเยี่ยม ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\overline{X}" alt="equation" />=4.67, <em>S.D.</em> = 0.45) และผลการประเมินคุณภาพด้านสื่อโดยผู้เชี่ยวชาญ มีคุณภาพอยู่ในระดับดี ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\overline{X}" alt="equation" />=4.33,<em> SD</em> = 0.40) 2) คะแนนความสามารถเชิงสร้างสรรค์ในวิชา นาฏศิลป์จีน หลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อไมโครวิดีโอตามแนวคิดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน อยู่ในระดับมากที่สุด ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\overline{X}" alt="equation" />=4.68, <em>S.D. </em>= 0.47)</p> หยุนหลง จ้าว , ธิดารัตน์ กุลณัฐรวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/284066 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในภาคตะวันตก สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/283868 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบและตัวบ่งชี้ที่เหมาะสมกับรูปแบบการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในภาคตะวันตก สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2) พัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในภาคตะวันตก สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและกำหนดประเด็นที่ผู้บริหารสถานศึกษาควรพัฒนา และ 3) หาแนวทางในการพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในภาคตะวันตก สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน รูปแบบวิจัยเป็นแบบผสมระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ขั้นตอนการวิจัยดังนี้ ระยะที่ 1 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพจากการวิเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจากองค์ความรู้ของผู้ทรงคุณวุฒิเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบบันทึกข้อมูลและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ระยะที่ 2 เป็นการวิจัยในเชิงปริมาณ จากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการบริหารงานวิชาการของสถานศึกษาในภาคตะวันตก สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 306 คน ซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบจัดชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติพื้นฐาน และสถิติอนุมาน ส่วนระยะที่ 3 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ จากองค์ความรู้ของผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านการบริหารการศึกษาของผู้บริหารสถานศึกษาในภาคตะวันตก สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 12 คน ใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบและตัวบ่งชี้ที่เหมาะสมกับรูปแบบการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในภาคตะวันตก สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีทั้งหมด 12 องค์ประกอบ 84 ตัวบ่งชี้ 2) รูปแบบการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในภาคตะวันตก สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานที่พัฒนาขึ้น มีทั้งหมด 7 องค์ประกอบ เรียงตามลำดับคือ ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ด้านการนิเทศการศึกษา ด้านการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายใน ด้านการแนะแนวการศึกษา ด้านการวัดผล ประเมินผล และเทียบโอนประสบการณ์ ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ด้านการพัฒนาการใช้สื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีทางการศึกษา และควรมีการพัฒนาใน 7 ประเด็น 3) แนวทางในการพัฒนารูปแบบบริหารวิชาการที่ผู้บริหารสถานศึกษาในภาคตะวันตก สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้แก่ 1) ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ควรกำหนดแนวทางส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยนำเทคนิคการสอนที่หลากหลาย การบูรณาการข้ามศาสตร์ และการเรียนรู้เชิงรุก (Active learning) มาใช้ 2) ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ควรพัฒนาระบบนิเทศภายในที่เน้นการมีส่วนร่วม ใช้วิธีการนิเทศแบบกัลยาณมิตรและการนิเทศเชิงพัฒนา 3) ด้านการวัดผล ประเมินผล และเทียบโอนผลการเรียน ต้องส่งเสริมการสร้างระบบติดตามและประเมินผลที่ชัดเจน กำหนดตัวบ่งชี้คุณภาพที่สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษา และใช้ข้อมูลจากการประเมินมาวางแผนพัฒนาสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ</p> ไอศวรรค์ บุญสังข์ , นิษฐ์วดี จิรโรจน์ภิญโญ , สมศักดิ์ จั่นผ่อง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/283868 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความหนาแน่นของการจราจรทางอากาศ ในน่านฟ้าควบคุม ณ ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/283525 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศต่อ ปัจจัยต่าง ๆ ที่อาจส่งผลต่อความหนาแน่นของการจราจรทางอากาศในเขตน่านฟ้าควบคุม ณ ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ 2) วิเคราะห์และจัดลำดับความสำคัญของปัจจัยที่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาและการบริหารจัดการความหนาแน่นของการจัดการจราจรทางอากาศ ณ ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศ จำนวน 132 คน คัดเลือกโดยวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling) ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2568 และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณแบบ Stepwise (Stepwise multiple regression)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า เจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศมีระดับความคิดเห็นต่อปัจจัยทั้ง 6 ด้านอยู่ใน ระดับมาก (x̄ = 4.10) จากการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณแบบ Stepwise พบว่า มี 4 ปัจจัยที่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) ต่อความหนาแน่นของการจราจรทางอากาศ เรียงตามลำดับอิทธิพลจากมากไปน้อย ได้แก่ 1) ปัจจัยด้านการขนส่ง (β = 0.44) 2) ปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานของท่าอากาศยาน (β = 0.35) 3) ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ (β = 0.29) และ 4) ปัจจัยด้านเทคโนโลยีการควบคุมจราจรทางอากาศ (β = 0.19) โดยทั้ง 4 ปัจจัยสามารถอธิบายความแปรปรวนของความหนาแน่นของการจราจรทางอากาศได้ร้อยละ 62.2 (R² = 0.622, Adjusted R² = 0.61) ข้อเสนอแนะ คือ บริษัท วิทยุการบิน แห่งประเทศไทย จำกัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบการขนส่งเชื่อมต่อและโครงสร้างพื้นฐานเป็นลำดับแรก รวมทั้งนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้และจัดฝึกอบรมเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง</p> อมรเทพ อินทศร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/283525 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบและแนวทางการพัฒนานวัตกรรมเพื่อพัฒนาการศึกษาในยุคดิจิทัล https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/284740 <p>การศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาการเรียนรู้ที่สำคัญในการพัฒนาคนให้เจริญงอกงามในทุกด้าน ดังนั้นการจัดการศึกษาให้แก่คนในชาติจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่ทุกประเทศชาติในโลกนี้ต้องดำเนินการอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในโลกยุคดิจิทัล ที่มีการเปลี่ยนแปลงมากมาย โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีการศึกษาที่พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้การจัดการศึกษาต้องให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัล การจัดการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ จึงต้องมีการพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษาใหม่ ๆ โดยเฉพาะนวัตกรรมด้านหลักสูตร นวัตกรรมด้านการบริหารจัดการ และนวัตกรรมด้านการจัดการความรู้<br />สู่ผู้เรียน ในการสร้างหรือพัฒนานวัตกรรมทั้งสามประเภท จะมีหลักการและรูปแบบการพัฒนาที่คล้าย ๆ กัน คือ ขั้นแรก ต้องมีการสำรวจข้อมูล/วิเคราะห์เบื้องต้นที่จำเป็นต่อการพัฒนา ขั้นที่สอง เมื่อได้องค์ความรู้เพียงพอแล้วสามารถนำมาสร้างหรือพัฒนานวัตกรรม และรูปแบบการพัฒนานวัตกรรมเพื่อให้สามารถใช้แก้ปัญหาทางการศึกษา และขั้นที่สาม มีการตรวจสอบความถูกต้อง ความเหมาะสมของนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อปรับปรุงให้นวัตกรรมหรือต้นแบบที่สร้างขึ้น สามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และขั้นตอนสุดท้าย มีการทดลองใช้จริงในกลุ่มเป้าหมายขนาดเล็ก เพื่อความมั่นใจว่าสิ่งที่พัฒนาขึ้นมาสามารถนำไปใช้จริงได้กับกลุ่มทั่วไป</p> ชนกานต์ สุวรรณทรัพย์ , มีนมาส พรานป่า , ปัญญา ธีระวิทยเลิศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/NBU/article/view/284740 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700