https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ/issue/feed
วารสารศึกษิตาลัย
2025-12-25T20:41:49+07:00
พระมหาสมเด็จ มหาสมิทฺธิ,ผศ.ดร.
Sjmcunk@gmail.com
Open Journal Systems
<p>วารสารศึกษิตาลัย ISSN: 2730-3330 (Print) ISSN: 2822-1168 (Online) เป็นวารสารวิชาการของวัดศรีสุมังคล์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้า และเผยแพร่ผลงานวิจัย ผลงานสร้างสรรค์ และผลงานวิชาการของนักวิชาการ ในมิติทางด้านพุทธศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ และสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</p>
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ/article/view/284692
บทบาทภาครัฐกับการส่งเสริมโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา
2025-11-28T23:56:44+07:00
พระครูสุตสารบัณฑิต สิริวณฺโณ (จำนงค์ ผมไผ)
jumnongpompai157@gmail.com
มุจจรินทร์ ทัศดรกุลพัฒน์
jumnongpompai157@gmail.com
พระมหาเอกชัย วิสุทฺโธ (โครตรสุนทร)
jumnongpompai157@gmail.com
พระมหาอำพล ธนปญฺโญ (ชัยสารี)
jumnongpompai157@gmail.com
พระวรศานต์ วรธมฺโม (วัฒนวงศ์)
jumnongpompai157@gmail.com
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของภาครัฐและแนวทางการส่งเสริมโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาของคณะสงฆ์ที่จัดการเรียนการสอนทั้งด้านธรรมะและวิชาสามัญควบคู่กัน เพื่อพัฒนาพระภิกษุสามเณรให้มีความรู้ ความสามารถ มีคุณธรรมตามหลักพระพุทธศาสนาอย่างสมดุล และสามารถเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งพุทธศาสนิกชนจะต้องให้การอุปถัมภ์บำรุงในการจัดการศึกษาของพระสงฆ์อย่างจริงจังเพิ่มขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาพระปริยัติธรรม พ.ศ. 2562 ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เป็นผู้มีความสมบูรณ์ทั้งทางกาย วาจา และใจ เป็นศาสนทายาทที่ดีและเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพของชาติ ภาครัฐมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบาย สนับสนุนงบประมาณ การพัฒนาหลักสูตร การบริหารจัดการศึกษา และการสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง รวมทั้งพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับมาตรฐานของกระทรวงศึกษาธิการ การสนับสนุนของภาครัฐยังมุ่งส่งเสริมให้โรงเรียนพระปริยัติธรรม เป็นศูนย์กลางแห่งการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และการเรียนรู้ตามหลักพุทธธรรม ที่ช่วยให้เยาวชนผู้ขาดโอกาสได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ และเป็นการแบ่งเบาภาระของรัฐในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้ นโยบายของรัฐบาลที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาการศึกษา ศาสนา วัฒนธรรม และคุณธรรมควบคู่กัน เพื่อสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพและคุณธรรม การส่งเสริมโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษา จึงเป็นภารกิจสำคัญของภาครัฐในการพัฒนาศาสนทายาท ส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม ธำรงรักษาพระพุทธศาสนาให้มั่นคงยั่งยืน ควบคู่กับการพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีและยั่งยืนของประชาชนทุกหมู่เหล่า</p>
2025-12-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษิตาลัย
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ/article/view/282880
พุทธนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ประยุกต์ : มิติใหม่ของการจัดการเรียนรู้ของครูสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมพื้นที่จังหวัดนครพนม
2025-08-30T04:23:09+07:00
มาวิน โทแก้ว
marwinthokew@gmail.com
พระวิระพันธ์ เสียงเย็น
marwin.tho@mcu.ac.th
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการจัดการเรียนรู้ของครูสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมโดยใช้พระพุทธศาสนาเป็นฐาน 2) พัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ของครูสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมโดยใช้พระพุทธศาสนาเป็นฐาน 3) ประเมินกระบวนการจัดการเรียนรู้ของครูสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมโดยใช้พระพุทธศาสนาเป็นฐานพื้นที่จังหวัดนครพนม เป็นงานวิจัยและพัฒนา R&D กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิที่ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกและสนทนากลุ่มเฉพาะกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 15 คน กลุ่มตัวอย่างเป็นครูสังคมศึกษาฯ จำนวน 149 คน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างจากสูตรของทาโร่ยามาเน่ ใช้ระดับความความคลาดเคลื่อนที่ 0.05 จากประชากร จำนวน 237 คน กลุ่มทดลองชุดคู่มือเป็นนักเรียน จำนวน 129 คน แบ่งออกเป็น ๔ ห้อง เครื่องมือในการศึกษาคือแบบสัมภาษณ์ และแบบสอบถาม แบบสนทนากลุ่มเฉพาะ และชุดปฏิบัติการวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพื้นฐาน และเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ครูมีความเห็นอยู่ในระดับมาก หากการสอนที่ใช้หลักพระพุทธศาสนาเป็นฐาน สามารถพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม และเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน พบอุปสรรคสำคัญในการประยุกต์ใช้ที่เชื่อมโยงกับความไม่สนใจของนักเรียน และความไม่พร้อมของครู 2) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ 4 แบบ ที่ประยุกต์ใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ได้แก่ อริยสัจ 4 (สำหรับการแก้ปัญหา) อิทธิบาท 4 (สำหรับการสร้างแรงจูงใจ) ไตรสิกขา (สำหรับการพัฒนาแบบองค์รวม) สัปปุริสธรรม 7 (สำหรับการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม) 3) การประเมินประสิทธิภาพรูปแบบการสอนทั้ง 4 แบบที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพผ่านเกณฑ์ 80/80 การเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า คะแนนหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2025-12-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษิตาลัย
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ/article/view/284650
การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมของประชาชน กรณีศึกษาเกษตรกรอำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย
2025-11-22T21:22:31+07:00
สมเดช นามเกตุ
6601104009@mcu.ac.th
เจษฎา มูลยาพอ
6601104009@mcu.ac.th
พระครูพิศาลสารบัณฑิต
6601104009@mcu.ac.th
พระมหาไพฑูรย์ สิริธมฺโม
6601104009@mcu.ac.th
ภัทราภรณ์ นามเกตุ
6601104009@mcu.ac.th
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาของการเกษตรกรรมในจังหวัดหนองคาย 2) ศึกษาหลักพุทธธรรมที่ใช้เป็นพุทธนวัตธรรมในการพัฒนาเกษตรกรรมในจังหวัดหนองคาย 3) ศึกษาการประยุกต์ใช้หลักพุทธนวัตกรรมในการพัฒนาเกษตรกรรมของประชาชนในจังหวัดหนองคาย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการวิเคราะห์ข้อมูลจากพระไตรปิฎก เอกสารวิชาการทางพระพุทธศาสนา งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และข้อมูลจากการสัมภาษณ์ นำเสนอผลการวิจัยด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) เกษตรกรในจังหวัดหนองคายส่วนใหญ่ยังยึดเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม เช่น ปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ และพืชผสมผสาน โดยพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลัก แต่ประสบปัญหาด้านน้ำ ดินเสื่อมโทรม การใช้สารเคมีเกินความจำเป็น และต้นทุนที่สูง ส่งผลให้เกิดหนี้สินและขาดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ 2) หลักธรรมทางพุทธศาสนาในการพัฒนาเกษตรกรรม ได้แก่ (1) ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ เน้นการลงมือทำอย่างไม่ย่อท้อ การรู้จักรักษาทรัพย์สิน การเลือกคบหากัลยาณมิตร และการดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง (2) มัชฌิมาปฏิปทา เป็นแนวทางแห่งความพอดี ไม่สุดโต่ง ส่งเสริมการดำเนินชีวิตเกษตรกรอย่างสมดุลทั้งในด้านเศรษฐกิจและจิตใจ และ (3) หลักอวิหิงสา เน้นการไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อม หลักธรรมเหล่านี้ ส่งเสริมให้เกษตรกรมีความเพียร การดำรงชีวิตอย่างพอเพียง และตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม 3) การประยุกต์ใช้หลักพุทธนวัตกรรมในการพัฒนาเกษตรกรรมของประชาชนในจังหวัดหนองคาย โดยเน้นหลักมัชฌิมาปฏิปทา อวิหิงสา และทิฏฐธัมมิกัตถะ พบว่า เกษตรกรสามารถน้อมนำหลักธรรมมาใช้ในวิถีชีวิตและการผลิตอย่างสมดุล มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในครัวเรือน แม้ยังมีข้อจำกัดในด้านตลาดและการสนับสนุน</p>
2025-12-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษิตาลัย
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ/article/view/280056
ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการดำเนินงานกิจการนักเรียนด้านวินัยและความประพฤตินักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภู
2025-06-09T23:03:59+07:00
อนุกูล อันอาษา
anukul.an-arsa@hotmail.com
กฤตฏ์ ชมภูวิเศษ
anukul.an-arsa@hotmail.com
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับการดำเนินงานกิจการนักเรียนด้านวินัยและความประพฤติ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์กับการดำเนินงานกิจการนักเรียน 4) สร้างสมการพยากรณ์ และ 5) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ที่ส่งผลต่อการดำเนินงานกิจการนักเรียน การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากครูผู้สอนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภู จำนวน 324 คน และข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ผู้บริหารสถานศึกษาจำนวน 5 คน เครื่องมือวิจัยได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา การถดถอยพหุคูณ และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการปลูกฝังวัฒนธรรมองค์การและกระบวนการคิดระดับสูงมีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด ขณะที่ด้านการกำหนดทิศทางขององค์การอยู่ในระดับต่ำสุด 2) การดำเนินงานกิจการนักเรียนด้านวินัยและความประพฤติอยู่ในระดับมาก โดยมีการจัดองค์การและศึกษาสภาพปัจจุบันเป็นด้านเด่นที่สุด 3) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า ทุกองค์ประกอบของภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ มีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับการดำเนินงานกิจการนักเรียน ยกเว้นด้านการกำหนดทิศทางขององค์การที่มีความสัมพันธ์เชิงลบ 4) สมการพยากรณ์แสดงอำนาจในการพยากรณ์สูงถึงร้อยละ 84.10 โดยตัวแปรที่มีอิทธิพลสูงสุดคือการควบคุมและประเมินกลยุทธ์ 5)จากการสัมภาษณ์ผู้บริหาร พบแนวทางพัฒนาภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์รวม 15 แนวทาง ครอบคลุมทั้ง 6 ด้าน อันสามารถนำไปปรับใช้เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการดำเนินงานกิจการนักเรียนในบริบทสถานศึกษาอย่างเหมาะสม</p>
2025-12-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษิตาลัย
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ/article/view/280057
ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบึงกาฬ
2025-04-08T22:09:13+07:00
ปนัดดา นวะโคกศรี
panadda.nawakoksri@hotmail.com
กฤตฏ์ ชมภูวิเศษ
panadda.nawakoksri@hotmail.com
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู 4) สร้างสมการพยากรณ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุก และ 5) ศึกษาแนวทางพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหาร การวิจัยเป็นแบบผสานวิธี ใช้วิธีเชิงปริมาณร่วมกับเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ ได้แก่ ครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบึงกาฬ ปีการศึกษา 2567 จำนวน 202 คน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือคือแบบสอบถาม 3 ตอน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ค่าสหสัมพันธ์เพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณ ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพได้จากการสัมภาษณ์ผู้บริหารสถานศึกษา 5 คน เพื่อเสนอแนวทางพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหาร</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารอยู่ในระดับมาก โดยด้านการมีวิสัยทัศน์เชิงนวัตกรรมสูงสุด 2) การจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูอยู่ในระดับมาก โดยด้านการพัฒนากระบวนการเรียนการสอนสูงสุด 3) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (r = 0.669–0.756, p < .01) 4) ตัวแปรที่พยากรณ์การจัดการเรียนรู้เชิงรุกได้ดีที่สุด ได้แก่ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ การมีวิสัยทัศน์ การคิดสร้างสรรค์ และการสร้างเครือข่ายนวัตกรรม ซึ่งร่วมกันพยากรณ์ได้ร้อยละ 64.10 (R² = 0.641, p < .01) 5) แนวทางพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารประกอบด้วย 4 ด้าน คือ การใช้เทคโนโลยี การมีวิสัยทัศน์ การคิดสร้างสรรค์ และการสร้างเครือข่ายนวัตกรรม เพื่อส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู</p>
2025-12-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษิตาลัย
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ/article/view/280058
การพัฒนาตัวบ่งชี้ทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน
2025-07-10T23:15:37+07:00
ภัทรวรินทร์ ปะเมธา
pattarawarin.pameta@hotmail.com
กฤตฏ์ ชมภูวิเศษ
pattarawarin.pameta@hotmail.com
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบและตัวบ่งชี้ทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และ 2) เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องกลมกลืนของโมเดลความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างตัวบ่งชี้ทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลกับข้อมูลเชิงประจักษ์ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มประชากร ได้แก่ ครูผู้สอนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน จำนวน 11,049 คน จาก 296 โรงเรียน และกลุ่มตัวอย่างจำนวน 380 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิตามขนาดของโรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้นจากการสังเคราะห์เอกสาร งานวิจัย และแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง แบ่งเป็น 5 องค์ประกอบหลัก 19 องค์ประกอบย่อย และ 70 ตัวบ่งชี้ เครื่องมือผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ 0.95 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพื้นฐานและการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน เพื่อทดสอบความสอดคล้องของโมเดลกับข้อมูลเชิงประจักษ์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลมีองค์ประกอบหลัก 5 ด้าน ได้แก่ 1) การใช้เทคโนโลยี 2) วิสัยทัศน์ 3) ความคิดสร้างสรรค์ 4) การสื่อสาร และ 5) มนุษยสัมพันธ์ โดยองค์ประกอบที่มีค่าน้ำหนักมากที่สุดคือ การใช้เทคโนโลยี รองลงมาคือ วิสัยทัศน์ และ ความคิดสร้างสรรค์ โมเดลเชิงโครงสร้างที่พัฒนาขึ้น มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับดีมาก (χ² = 2.905, df = 2, p = 0.234, GFI = 0.997, CFI = 0.999, RMR = 0.006, RMSEA = 0.035, NFI = 0.997) แสดงให้เห็นว่าองค์ประกอบและตัวบ่งชี้ที่พัฒนาขึ้น สามารถอธิบายโครงสร้างทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2025-12-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษิตาลัย
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ/article/view/280118
การพัฒนาตัวบ่งชี้วัฒนธรรมความร่วมมือของบุคลากร คณะสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
2025-04-21T14:43:28+07:00
กิตติพงศ์ สมชอบ
kittipong_so@kkumail.com
ดาวรุวรรณ ถวิลการ
kittipong_so@kkumail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาองค์ประกอบและตัวบ่งชี้วัฒนธรรมความร่วมมือของบุคลากรคณะสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 2. ตรวจสอบความสอดคล้องกลมกลืนของโมเดลตัวบ่งชี้วัฒนธรรมความร่วมมือของบุคลากรคณะสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยขอนแก่นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ 3. ศึกษาแนวทางในการพัฒนาวัฒนธรรมความร่วมมือของบุคลากร คณะสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารและบุคลากรคณะสหวิทยาการ จำนวน 225 คน ใช้การสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาระหว่าง 0.60- 1.00 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.962 และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างเพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาวัฒนธรรมความร่วมมือ วิเคราะห์ค่าสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์สถิติอ้างอิงโดยการทดสอบค่า Bartlett’s Test of Sphericity ค่าดัชนี KMO และวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1.วัฒนธรรมความร่วมมือของบุคลากรคณะสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มี 4 องค์ประกอบหลัก 10 องค์ประกอบย่อย 2. โมเดลตัวบ่งชี้วัฒนธรรมความร่วมมือของบุคลากรคณะสหวิทยาการมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ซึ่งมีค่า <strong> </strong>= 28.080, df =26, / df = 1.08, P-Value = 0.354, RMSEA = 0.012,<strong> </strong>CFI = 1.000, TLI = 0.999, SRMR = 0.015 3. แนวทางในการพัฒนา ฯ พบว่า 1) ค่านิยมความไว้วางใจ ผู้บริหารควรสร้างวัฒนธรรมความโปร่งใส เปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกระดับ ส่งเสริมจริยธรรมจรรยาบรรณวิชาชีพ 2) การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ผู้บริหารควรพัฒนาแพลตฟอร์มการสื่อสารสองทางผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล ควรจัดอบรมพัฒนาทักษะการสื่อสารของบุคลากร 3) เป้าหมายร่วมกัน ควรกำหนดเป้าหมายของคณะเชื่อมโยงกับเป้าหมายรายบุคคลผ่านแผนพัฒนารายบุคคล 4) การมีส่วนร่วมของบุคลากร ควรเปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ สร้างบรรยากาศการทำงานที่ทำให้รู้สึกเป็นเจ้าขององค์กร</p>
2025-12-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษิตาลัย
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ/article/view/281073
ความสุขในการทำงานของพนักงาน บริษัท ไทยนิสชิน เซฟุง จำกัด
2025-07-11T00:14:03+07:00
ณิรินทร์ญา ธีระโกสิตภัสร์
nirinyajune@gmail.com
เอนก ประดิษฐารมณ์
nirinyajune@gmail.com
<p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความสุขในการทำงานและเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลการเปรียบเทียบความสุขในการทำงานของพนักงานบริษัทไทยนิสชินเซฟุงจำกัดโดยเก็บข้อมูลจาก</p> <p>กลุ่มตัวอย่างจำนวนทั้งสิ้น 242 คน ด้วยการสุ่มแบบชั้นภูมิ อย่างเป็นสัดส่วน จำแนกตามส่วนงาน โดยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและทำการเปรียบเทียบ โดยใช้สถิติ t-test และการวิเคราะห์ความ แปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) ทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีของ LSD </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการวิเคราะห์ระดับความสุขในการทำงานของพนักงาน บริษัท ไทยนิสชิน เซฟุงจำกัด โดยภาพรวมพบว่าพนักงาน บริษัทไทยนิสชินเซฟุง จำกัด มีระดับความสุขในการทำงานอยู่ในระดับมากทั้ง 8 ด้านได้แก่ สุขภาพดี (happy body) น้ำใจงาม (happy heart) การผ่อนคลาย (happy relax) การพัฒนาความรู้ (happy brain) คุณธรรม (happy soul) การใช้เงินเป็น (happy money) ครอบครัวที่ดี (happy family) และสังคมที่ดี (happy society) 2) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบความสุขในการทำงาน ของพนักงาน บริษัท ไทยนิสชินเซฟุง จำกัด โดยจำแนกตามข้อมูลส่วนบุคคล ประกอบด้วย เพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้เฉลี่ยต่อเดือน ประสบการณ์ทำงานส่วนงานที่ทำงานของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า ส่วนงานที่ทำงานของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า ความแตกต่างด้านเพศ อายุ และประสบการณ์ทำงาน ที่แตกต่างกัน มีความสุขในการทำงานไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ส่วนด้านระดับการศึกษา รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และส่วนงานที่ทำงานของผู้ตอบแบบสอบถาม ที่แตกต่างกัน พบว่ามีความสุขในการทำงาน แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p>
2025-12-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษิตาลัย
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ/article/view/283162
การเปรียบเทียบผลกระทบทางเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงรายและหนองคายภายใต้แผนพัฒนาจังหวัด 5 ปี (พ.ศ. 2566 - 2570)
2025-11-19T15:11:56+07:00
ธนวัตร วัจฉละอนันท์
gng3379@gmail.com
ศักรินทร์ นนทพจน์
sakkno@kku.ac.th
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลกระทบทางเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงรายและจังหวัดหนองคาย ภายใต้แผนพัฒนาจังหวัดระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566–2570) เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากโครงการ “การพัฒนาเมืองคู่มิตรอัจฉริยะที่เชื่อมโยงกับชุมชนจากความร่วมมือด้านการเกษตรแบบมีพันธะสัญญายั่งยืนสู่เครือข่ายเมืองอัจฉริยะอาเซียน” ซึ่งนำเสนอผลการประมาณการทางเศรษฐกิจด้วยเมตริกบัญชีสังคม การศึกษานี้ได้ปรับปรุงข้อมูลโดยจัดกลุ่มประเด็นการพัฒนาใหม่ให้สอดคล้องกัน เพื่อเปรียบเทียบผลกระทบจากการจัดสรรงบประมาณในแต่ละประเด็นต่อเศรษฐกิจของทั้งสองจังหวัด</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า จังหวัดเชียงรายได้รับการจัดสรรงบประมาณรวมสูงกว่าจังหวัดหนองคายถึง 7.38 เท่า และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจในทุกมิติได้มากกว่าอย่างชัดเจน โดยเฉพาะประเด็น การเสริมสร้างความมั่นคงของคน สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจรวมกว่า 842,423 ล้านบาท ส่วนจังหวัดหนองคายมีจุดเด่นในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้า การลงทุน การค้าชายแดน การท่องเที่ยว และบริการ ที่สร้างผลกระทบรวม 67,818 ล้านบาท เมื่อพิจารณาความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ พบว่า จังหวัดเชียงรายมีประสิทธิภาพสูงกว่า โดยทุกงบประมาณ 1 บาท สามารถสร้างผลผลิต 3.48 บาท มูลค่าเพิ่ม 1.63 บาท และรายได้ครัวเรือน 1.49 บาท ขณะที่จังหวัดหนองคายสร้างได้เพียง 3.06 บาท 1.37 บาท และ 1.27 บาท ตามลำดับ สำหรับรายประเด็น จังหวัดเชียงรายมีการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้า การลงทุน การค้าชายแดน การท่องเที่ยว และบริการ โดยใช้งบประมาณคุ้มค่าที่สุด โดยสร้างผลผลิต 3.76 บาทต่อ 1 บาทของงบประมาณ ส่วนจังหวัดหนองคายมีการยกระดับมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรและสร้างมูลค่าเพิ่ม เป็นประเด็นที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด โดยสร้างผลผลิต 3.21 บาทต่อ 1 บาทของงบประมาณ</p>
2025-12-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษิตาลัย
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ/article/view/282283
ปัญหาทางกฎหมายในการนำกิจการโรงเรียนเอกชนในระบบไปเป็นหลักประกันการชำระหนี้ในรูปแบบกิจการตามพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558
2025-08-09T18:58:00+07:00
ดารินทร์ วิเชียรพันธ์
darin.w@kkumail.com
ปรมาภรณ์ วีระพันธ์
darin.w@kkumail.com
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักการ แนวคิด ปัญหา และข้อจำกัดทางกฎหมายในการนำกิจการโรงเรียนเอกชนในระบบมาเป็นหลักประกันการชำระหนี้ในรูปแบบกิจการ ตามพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558 รวมถึงศึกษากฎหมายต่างประเทศ ได้แก่ สหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา เพื่อเสนอแนวทางในการปรับปรุงกฎหมายไทยให้สามารถใช้กิจการโรงเรียนเอกชนเป็นหลักประกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร โดยศึกษาจากจากบทบัญญัติกฎหมาย เอกสารทางวิชาการ และกรณีศึกษาทางกฎหมายทั้งในประเทศและต่างประเทศ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) แม้พระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจจะเปิดทางให้ใช้กิจการเป็นหลักประกันได้ แต่การนำโรงเรียนเอกชนในระบบมาเป็นหลักประกันในรูปแบบกิจการ ยังไม่เป็นที่ยอมรับจากเจ้าหนี้ เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านการก่อตั้งสิทธิในทรัพย์สิน การบังคับหลักประกัน และข้อจำกัดทางกฎหมายเกี่ยวกับโรงเรียนเอกชนในระบบ 2) การศึกษากฎหมายต่างประเทศ เปรียบเทียบกับบริบทของประเทศไทย พบว่า ระบบ Floating Charge ของสหราชอาณาจักร และ UCC Article 9 ของสหรัฐอเมริกา มีความยืดหยุ่นสูงและเปิดโอกาสให้ใช้กิจการที่มีลักษณะเป็นบริการสาธารณะเป็นหลักประกันได้ 3) แนวทางปรับปรุงกฎหมายและกลไกทางกฎหมาย ผู้วิจัยเสนอแนะให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 โดยเฉพาะเรื่องการกู้ยืมเงินและการใช้ทรัพย์สินของโรงเรียนเป็นหลักประกัน ให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558 พร้อมทั้งออกกฎกระทรวงหรือแนวทางปฏิบัติสำหรับโรงเรียนเอกชนในระบบที่ประสงค์จะใช้กิจการเป็นหลักประกัน จัดตั้งกลไกกำกับดูแลหลังจดทะเบียน และจัดทำสัญญาหลักประกันที่ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่เจ้าหนี้ และส่งเสริมให้โรงเรียนเอกชนในระบบ สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ โดยไม่กระทบต่อภารกิจด้านการให้บริการสาธารณะและสิทธิของนักเรียนและบุคลากร</p>
2025-12-25T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศึกษิตาลัย