https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ/issue/feed วารสารศึกษิตาลัย 2026-08-28T17:19:15+07:00 พระมหาสมเด็จ มหาสมิทฺธิ,ผศ.ดร. Sjmcunk@gmail.com Open Journal Systems <p>วารสารศึกษิตาลัย ISSN: 2730-3330 (Print) ISSN: 2822-1168 (Online) เป็นวารสารวิชาการของวัดศรีสุมังคล์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้า และเผยแพร่ผลงานวิจัย ผลงานสร้างสรรค์ และผลงานวิชาการของนักวิชาการ ในมิติทางด้านพุทธศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ และสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</p> https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ/article/view/289713 การศึกษาหลักพุทธธรรมสำหรับการดำเนินชีวิตเพื่อเสริมสร้างความสุขของผู้สูงวัย 2026-07-28T15:16:25+07:00 กรกนก เหรียญทอง kornkanok.rianthong@hotmail.com พระครูพิศาลสารบัณฑิต kornkanok.rianthong@hotmail.com สมเดช นามเกตุ kornkanok.rianthong@hotmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาหลักพุทธธรรมที่ส่งเสริมความสุขของผู้สูงวัย 2) สังเคราะห์องค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนาสำหรับการเสริมสร้างสุขภาวะของผู้สูงวัย 3) เสนอแนวทางประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงเอกสาร โดยศึกษาพระไตรปิฎก อรรถกถา หนังสือ ตำรา งานวิจัย บทความวิชาการ แล้วนํามาจัดหมวดหมู่ เปรียบเทียบ ตีความ วิเคราะห์ สังเคราะห์ และนําเสนอผลการวิจัยเชิงพรรณนาแบบอุปนัย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) หลักธรรมสำคัญประกอบด้วย ไตรสิกขา ภาวนา 4 พรหมวิหาร 4 สติและสมาธิ อริยสัจ 4 และไตรลักษณ์ ซึ่งเชื่อมโยงกันเป็นกระบวนการพัฒนาชีวิตแบบองค์รวม 2) ผลการสังเคราะห์นำเสนอเป็นกรอบพุทธบูรณาการ 4 มิติ ได้แก่ (1) กายภาวนา ส่งเสริมการดูแลสุขภาพและการดำเนินชีวิตอย่างพอดี (2) ศีลภาวนา ส่งเสริมพฤติกรรมที่เหมาะสม ความสัมพันธ์เกื้อกูล และการมีส่วนร่วมทางสังคม (3) จิตภาวนา ส่งเสริมสติ ความสงบ ความมั่นคงทางอารมณ์ และการลดความวิตกกังวล (4) และปัญญาภาวนา ส่งเสริมความเข้าใจความเปลี่ยนแปลง การยอมรับความจริง และการปล่อยวางอย่างมีเหตุผล 3) แนวทางประยุกต์ใช้ควรดำเนินควบคู่กันในระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน วัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยจัดกิจกรรมที่เหมาะสมกับสุขภาพ ความสนใจ และบริบทของผู้สูงวัย องค์ความรู้นี้ชี้ให้เห็นว่า สติเป็นกลไกเชื่อมโยงการพัฒนาทั้งสี่มิติ ไตรสิกขาเป็นกระบวนการฝึกตน พรหมวิหารเป็นฐานความสัมพันธ์ และอริยสัจ 4 เป็นกรอบใช้ปัญญาจัดการความทุกข์อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพชีวิตจริงของผู้สูงวัยในปัจจุบัน สรุปได้ว่า การประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรมอย่างเป็นระบบช่วยเสริมสร้างความสุขภายใน ความสัมพันธ์ที่ดี ความรู้สึกมีคุณค่า และคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยได้อย่างยั่งยืน</p> 2026-08-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษิตาลัย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ/article/view/287609 การพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาด้านการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนเพื่อสร้างเสริมสมรรถนะการคิดขั้นสูงและจิตสำนึกรักท้องถิ่นของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา 2026-04-20T23:22:11+07:00 ศรัญญา สาลำ khajonsak9714@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างรูปแบบการบริหารสถานศึกษาด้านการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชน เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะการคิดขั้นสูงและจิตสำนึกรักท้องถิ่นของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา และ 2) ตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น การวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนาในระยะสร้างและตรวจสอบคุณภาพรูปแบบ ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 7 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบ มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.80–1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.87 เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสนทนากลุ่มและการประเมินรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการบริหารสถานศึกษาด้านการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ การประสานพลังเชิงระบบ การเปลี่ยนผ่านด้วยฐานการคิด การค้นหาอัตลักษณ์จากพื้นที่จริง การเล่าเรื่องผ่านเครือข่ายภูมิปัญญา และการเสริมพลังและการประเมินผลลัพธ์ โดยองค์ประกอบด้านการบริหารเชื่อมโยงกับกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้นักเรียนสืบค้นข้อมูลจากพื้นที่จริง วิเคราะห์และสังเคราะห์หลักฐาน สร้างองค์ความรู้ และเผยแพร่เรื่องราวของชุมชน และ 2) ผลการตรวจสอบคุณภาพพบว่า รูปแบบมีความเหมาะสมโดยรวมอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย 4.48 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.57 และมีความเป็นไปได้โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.56 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.54 เมื่อพิจารณารวมทั้งสองด้านอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.52 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.51 แสดงว่ารูปแบบมีความเป็นระบบ สอดคล้องกับบริบท สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาได้</p> 2026-08-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษิตาลัย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ/article/view/287823 การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กผ่านกลไกการใช้ทรัพยากรร่วมกันเชิงพื้นที่และต้นทุนภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ตามสมรรถนะในศตวรรษที่ 21 2026-04-20T23:27:50+07:00 ณรงศักดิ์ จันทรังษี khajonsak9714@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการจำเป็นในการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก 2) พัฒนารูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กผ่านกลไกการใช้ทรัพยากรร่วมกันเชิงพื้นที่และต้นทุนภูมิปัญญาท้องถิ่น และ 3) ตรวจสอบและรับรองคุณภาพของรูปแบบที่พัฒนาขึ้น การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงพัฒนา ประชากร ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูวิชาการจากโรงเรียนขนาดเล็ก 155 โรงเรียน รวม 310 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามความต้องการจำเป็น ประเด็นการสนทนากลุ่ม และแบบประเมินคุณภาพรูปแบบ เครื่องมือมีค่าดัชนีความสอดคล้อง 0.80–1.00 และค่าความเชื่อมั่น 0.92 และ 0.89 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นในการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก โดยรวมมีค่าดัชนีเท่ากับ 0.32 ด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุดคือ กระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก เท่ากับ 0.34 รองลงมาคือกลไกการขับเคลื่อนพื้นที่ ระบบกำกับติดตามและประเมินผล และฐานทุนภูมิปัญญาท้องถิ่น ตามลำดับ 2) รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการและวัตถุประสงค์ กลไกการขับเคลื่อนพื้นที่ ฐานทุนภูมิปัญญาท้องถิ่น กระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก และระบบกำกับติดตามและประเมินผลดิจิทัล และ 3) ผลการตรวจสอบและรับรองรูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ 9 คน พบว่า คุณภาพโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.59 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.50 โดยด้านความเหมาะสมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด 4.67 แสดงว่ารูปแบบมีความเหมาะสม เป็นไปได้ เป็นประโยชน์ และถูกต้อง สามารถนำไปใช้ยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ตามสมรรถนะในศตวรรษที่ 21 ของโรงเรียนขนาดเล็ก โดยใช้ทรัพยากรร่วมกันและภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนอย่างยั่งยืน เป็นรูปธรรม และสอดคล้องกับบริบทพื้นที่</p> 2026-08-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษิตาลัย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ/article/view/288356 การสร้างและประเมินกลไกการพัฒนาวัฒนธรรมร่วมรู้สึกของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาหนองคาย 2026-05-17T23:49:53+07:00 อมลพัชญ์ แก้วบุตร supartcharika_ka@kkumail.com ปาริชาต ทุมนันท์ parichart@kku.ac.th <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและประเมินกลไกการพัฒนาวัฒนธรรมร่วมรู้สึกของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาหนองคาย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาข้อมูล แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้และประสบการณ์ด้านการบริหารการศึกษา วัฒนธรรมองค์กร และการพัฒนาสถานศึกษา จำนวน 3 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง 2) แบบประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของกลไก เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ และการประเมินกลไกโดยผู้ทรงคุณวุฒิ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา การสังเคราะห์ประเด็นสำคัญ และการจัดหมวดหมู่ข้อมูล</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กลไกการพัฒนาวัฒนธรรมร่วมรู้สึกของสถานศึกษา ประกอบด้วย 6 ส่วน ได้แก่ 1) ชื่อกลไก 2) หลักการและแนวคิด 3) วัตถุประสงค์ 4) แนวทางการปฏิบัติ 5) ผลลัพธ์ และ 6) เงื่อนไขสู่ความสำเร็จ กลไกดังกล่าวเป็นแนวทางที่ส่งเสริมวัฒนธรรมร่วมรู้สึก ส่งผลให้สถานศึกษาเสริมสร้างบรรยากาศแห่งความเข้าใจ ความเอื้ออาทร การรับฟังอย่างลึกซึ้ง การเคารพความแตกต่าง และการทำงานร่วมกันอย่างมีเป้าหมาย ผลการประเมินกลไกโดยผู้ทรงคุณวุฒิพบว่า กลไกสามารถนำไปใช้พัฒนาวัฒนธรรมร่วมรู้สึกของสถานศึกษาได้อย่างเป็นระบบ โดยภาพรวมกลไกมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด (X̄ = 4.76, S.D. = 0.01) ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือด้านความเป็นประโยชน์ (X̄ = 4.89, S.D. = 0.28) อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาคือด้านความเหมาะสม (X̄ = 4.74, S.D. = 0.29) อยู่ในระดับมากที่สุด และด้านความเป็นไปได้ (X̄ = 4.64, S.D. = 0.27) อยู่ในระดับมากที่สุด ตามลำดับ</p> 2026-08-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษิตาลัย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ/article/view/287943 แรงจูงใจการทำงานที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม 2026-05-17T23:38:11+07:00 ชัชญาภา จิรารัชโกมล warissa2023@gmail.com วัชรินทร์ สุทธิศัย warissa2023@gmail.com สมเกียรติ เกียรติเจริญ warissa2023@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong> </strong>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับแรงจูงใจการทำงานของบุคลากร 2) ระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากร 3) แรงจูงใจการทำงานที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากร และ 4)ข้อเสนอแนะเพื่อให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคามให้เป็นองค์กรที่ดีสำหรับบุคลากร ประชากร ได้แก่ บุคลากรองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม หาขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรการคำนวณของทาโร ยามาเน่ ได้จำนวน 175 คน สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณเชิงเส้น โดยวิธี Enter อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 วิเคราะห์ข้อมูลข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการจับประเด็นสำคัญและประเภท จัดหมวดหมู่รูปแบบเชื่อมโยงและพรรณาความ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับแรงจูงใจการทำงานของบุคลากร โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากร โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) แรงจูงใจการทำงานที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรโดยรวม มีตัวแปรเข้าสู่สมการณ์พยากรณ์ 5 ตัวแปร เรียงลำดับการเข้าสู่สมการตามความสัมพันธ์ คือ การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพในองค์กร มอบรางวัลพิเศษ บุคลากรได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ความยุติธรรม และ เวลาการทำงานที่ยืดหยุ่น โดยสามารถอธิบายการผันแปรของตัวแปรตาม คือ ได้ร้อยละ 77.40 มีค่า R =.774 และผันแปรได้ร้อยละ 57.50 มีค่า R<sup>2</sup> = .575 และมีค่าของ F เท่ากับ 24.541 และ 4) มีข้อเสนอแนะ พบว่า ควรที่จะการสร้างความสัมพันธ์ภายในองค์กรเพิ่มมากยิ่งขึ้น ในเรื่องกีฬาสัมพันธ์ กิจกรรมสามัคคี ควรมีการจัดการความรู้ จัดสัมมนาร่วมกันทั้งในและนอกทุกระดับ</p> 2026-08-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษิตาลัย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ/article/view/288846 อิทธิพลของการรับรู้การสนับสนุนจากองค์การต่อความสุขในการทำงานของบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 2026-07-28T14:02:21+07:00 เกศนรินทร์ อัยกร ketnarin.y@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการรับรู้การสนับสนุนจากองค์การและความสุขในการทำงานของบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร และ 2) ศึกษาอิทธิพลของการรับรู้การสนับสนุนจากองค์การที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร เป็นการวิจัยเชิงปริมาณในบริบทของมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร จำนวน 279 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยสูตรของ Yamane และใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน ประกอบด้วยบุคลากรสายวิชาการ 131 คน และสายสนับสนุน 148 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม จำนวน 39 ข้อ ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การรับรู้การสนับสนุนจากองค์การของบุคลากรอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน ด้านความสุขในการทำงานของบุคลากรโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และทุกองค์ประกอบอยู่ในระดับมาก 2) การรับรู้การสนับสนุนจากองค์การมีอิทธิพลต่อความสุขในการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สามารถร่วมกันทำนายความสุขในการทำงานได้ร้อยละ 44.60 (R2 = .446) ด้านความรู้ในงานและโอกาสก้าวหน้ามีอิทธิพลสูงสุด (β = .322, p &lt; .01) ด้านจิตอารมณ์ (β = .244, p &lt; .01) ด้านการปฏิบัติงาน (β = .219, p &lt; .01) ด้านผลตอบแทนและสวัสดิการ (β = .158, p &lt; .01) และด้านความมั่นคงในงาน (β = .131, p &lt; .05)</p> 2026-08-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษิตาลัย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ/article/view/289613 รูปแบบการดำเนินชีวิตวิถีใหม่มิติการปรับตัวเชิงวัฒนธรรมในกระแสการเปลี่ยนแปลงของโควิด-19 2026-07-28T14:09:54+07:00 เอนก ประดิษฐารมณ์ kone@rumail.ru.ac.th ภาสกร เรืองวานิช kone@rumail.ru.ac.th วันชัย ปานจันทร์ kone@rumail.ru.ac.th <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์องค์ประกอบและสร้างรูปแบบการดำเนินชีวิตวิถีใหม่มิติการปรับตัวเชิงวัฒนธรรมในกระแสการเปลี่ยนแปลงจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และ 2) เพื่อประเมินรูปแบบการดำเนินชีวิตวิถีใหม่มิติการปรับตัวเชิงวัฒนธรรมในกระแสการเปลี่ยนแปลงจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรในการวิจัย คือ ประชาชนคนไทย 5 ภูมิภาค ได้แก่ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และส่วนภูมิภาค 4 ภาค กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มเชิงช่วงชั้นอย่างไม่มีสัดส่วน ทั้งสิ้น 500 ตัวอย่าง แบ่งเป็นภูมิภาคละ 100 ตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามแบบเลือกตอบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ทำการแจกแบบสอบถามโดยวิธีการสุ่มแบบบังเอิญ จากนั้นทำการตรวจสอบความสมบูรณ์ของข้อมูลก่อนนำไปวิเคราะห์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การหาความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการดำเนินชีวิตวิถีใหม่มิติการปรับตัวเชิงวัฒนธรรมในกระแสการเปลี่ยนแปลงของโควิด-19 ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ด้านปฏิบัติตนตามมาตรการป้องกัน Covid-19 ด้านการจัดรูปแบบของกิจกรรมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ Covid-19 ด้านการใช้ช่องทางเทคโนโลยีในสถานการณ์ Covid-19 ด้านการพัฒนาตนเองและงานในสถานการณ์ Covid-19 ด้านการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ Covid-19 และด้านการปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมในการเข้าร่วมศาสนกิจ และ 2) การประเมินรูปแบบฯ แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ความเหมาะสมของรูปแบบฯ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และความเป็นไปได้ของรูปแบบฯ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2026-08-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษิตาลัย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ/article/view/288842 สมรรถนะด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารพื้นฐานของพนักงานบริษัทเอกชน 2026-06-17T22:39:30+07:00 แสงอุษา ไชยวุฒิ saengausa2503@gmail.com เอนก ประดิษฐารมณ์ saengausa2503@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับสมรรถนะด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารพื้นฐานของพนักงานบริษัทเอกชน 2) เปรียบเทียบสมรรถนะดังกล่าวจำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา ประเภทตำแหน่งงาน และระยะเวลาการปฏิบัติงาน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือพนักงานบริษัทเอกชน 400 คน คัดเลือกแบบสะดวก เครื่องมือเป็นแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา มีค่าดัชนีความสอดคล้อง 0.67–1.00 และมีค่าความเชื่อมั่น 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวและการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธี Scheffé</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า พนักงานมีสมรรถนะด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารพื้นฐานโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.30, S.D. = 0.48) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านลักษณะนิสัยและทัศนคติเชิงบวกต่อการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการปฏิบัติงานมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (x̄ = 4.39, S.D. = 0.57) รองลงมา ได้แก่ ด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอย่างถูกต้องตามจริยธรรมและความปลอดภัยของข้อมูล (x̄ = 4.35, S.D. = 0.58) และด้านแรงจูงใจในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (x̄ = 4.35, S.D. = 0.54) ตามลำดับ ผลการเปรียบเทียบจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า เพศ อายุ ประเภทตำแหน่งงาน และระยะเวลาการปฏิบัติงานที่แตกต่างกัน มีสมรรถนะดังกล่าวแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขณะที่ระดับการศึกษาไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิจัยชี้ว่าการพัฒนาสมรรถนะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของบุคลากรอย่างต่อเนื่องช่วยยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กรในยุคดิจิทัล</p> 2026-08-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษิตาลัย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ/article/view/289008 การนำมาตรการทางปกครองมาบังคับใช้กับพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 2026-07-28T19:39:22+07:00 พรศิริ ศรีพรหม phonsiri.s@kkumail.com ดามร คำไตรย์ damoku@kku.ac.th ปรมาภรณ์ วีระพันธ์ parawe@kku.ac.th <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และหลักกฎหมายเกี่ยวกับความผิด ทางอาญา โทษทางอาญา มาตรการทางปกครอง คำสั่งทางปกครอง และโทษทางปกครอง รวมทั้งศึกษากฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทยและต่างประเทศ เพื่อนำมาวิเคราะห์แนวทาง การใช้มาตรการทางปกครองกับพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร เพื่อนำมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ และจัดทำข้อเสนอแนะ ในการปรับปรุงกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ประเทศที่นำมาศึกษาให้ความสำคัญกับการใช้มาตรการทางปกครองก่อนมาตรการทางอาญา เช่น การสั่งแก้ไขหรือระงับการกระทำ การกำหนดโทษปรับทางปกครอง ในส่วนหลักเกี่ยวกับความผิด และโทษทางอาญา มาตรการ คำสั่ง โทษ และกระบวนพิจารณาทางปกครองล้วนมุ่งให้การใช้อำนาจรัฐชอบด้วยกฎหมาย เป็นธรรม ได้สัดส่วน และเปิดโอกาสให้ผู้ได้รับผลกระทบโต้แย้งหรืออุทธรณ์ได้ ผู้วิจัยจึงเสนอให้แก้ไขพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 โดยแยกฐานความผิดตามระดับความร้ายแรงของการกระทำ โดยคงโทษทางอาญาไว้สำหรับความผิดที่ก่อให้เกิดอันตรายโดยตรงต่อเด็ก เยาวชน ความปลอดภัยสาธารณะ หรือสังคมโดยรวม ส่วนความผิดเชิงเทคนิค หรือความผิดที่สามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ เช่น ความผิดเกี่ยวกับฉลาก บรรจุภัณฑ์ สถานที่จำหน่าย วันเวลาและวิธีการจำหน่าย สถานที่บริโภค และการโฆษณาควรเปลี่ยนมาใช้มาตรการทางปกครอง หรือโทษทางปกครองแทน พร้อมกำหนดกระบวนการออกคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร และสิทธิในการอุทธรณ์หรือโต้แย้งคำสั่งอย่างชัดเจน ทั้งนี้ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม ได้สัดส่วน ลดภาระของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา และคุ้มครองสิทธิของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น</p> 2026-08-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษิตาลัย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ/article/view/288445 หัวใจนำทางพลิกชุมชนบ้านยูโยด้วย Empathy Model สู่พื้นที่ปลอดภัยไร้ควันบุหรี่ไฟฟ้า 2026-06-11T14:16:07+07:00 สกลวรรธน์ ดันไทร sakonrawat.dansai@hotmail.com <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอกระบวนการและผลลัพธ์การดำเนินกิจกรรมป้องกันบุหรี่ไฟฟ้าในเยาวชนชุมชนบ้านยูโย อำเภอบานา จังหวัดปัตตานี โดยนักศึกษาสาขาการจัดการชุมชน วิทยาลัยชุมชนปัตตานี ประยุกต์ใช้ Design Thinking เพื่อค้นหาปัญหาและออกแบบกิจกรรม กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจง 85 คน ประกอบด้วยเพศชายร้อยละ 38.8 และเพศหญิงร้อยละ 61.2 พร้อมเยาวชนต้นแบบ 20 คน ข้อมูลได้จากแบบสอบถาม การสังเกต และการมีส่วนร่วมในกิจกรรม ผลการศึกษาพบว่า เยาวชนร้อยละ 60 มีความเชื่อคลาดเคลื่อนว่าบุหรี่ไฟฟ้าอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวนและเป็นสิ่งต้องห้ามตามหลักศาสนาอิสลามน้อยกว่า ประกอบกับอิทธิพลของเพื่อนและการตลาดด้วยกลิ่นผลไม้ ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม</p> <p>กิจกรรมใช้ Empathy Model 4 ขั้น ได้แก่ 1) สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางอารมณ์ 2) สื่อสารความรู้ผ่านสถานการณ์จำลอง 3) ฝึกทักษะการปฏิเสธ และ 4) จัดเวทีประชาคมเยาวชน ผลการดำเนินงานพบว่า ผู้เข้าร่วมร้อยละ 80 สนใจเรียนรู้โทษของบุหรี่ไฟฟ้า โดยกลุ่มอายุ 17–20 ปีมีส่วนร่วมสูงสุด การแบ่งปันประสบการณ์เลิกบุหรี่ของนายแวอุสมาน กาซอ ผู้นำชุมชนในฐานะต้นแบบ ช่วยให้เยาวชนเชื่อมโยงเนื้อหากับประสบการณ์ของตนได้ชัดเจน จุดเด่นของกิจกรรมคือการบูรณาการ Empathy Model กับคุณค่าและหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม ทำให้ชุมชนยอมรับและมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง จึงเสนอองค์ความรู้ใหม่ “Cultural Empathy Integration Model” ซึ่งชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพในชุมชนพหุวัฒนธรรมควรผสานความเห็นอกเห็นใจ คุณค่าทางศาสนา อารมณ์ และความสัมพันธ์ทางสังคม เพื่อใช้เป็นแนวทางออกแบบกิจกรรมสุขภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้และบริบทพหุวัฒนธรรมใกล้เคียงได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน</p> 2026-08-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษิตาลัย