วารสารศึกษิตาลัย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ <p>วารสารศึกษิตาลัย ISSN: 2730-3330 (Print) ISSN: 2822-1168 (Online) เป็นวารสารวิชาการของวัดศรีสุมังคล์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้า และเผยแพร่ผลงานวิจัย ผลงานสร้างสรรค์ และผลงานวิชาการของนักวิชาการ ในมิติทางด้านพุทธศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ และสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</p> th-TH <p><strong>สงวนสิทธิ์โดย</strong> วารสารศึกษิตาลัย วัดศรีสุมังคล์ <br /><strong>เลขที่</strong> 962 ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย<br /><strong>โทร.</strong> 086-8894578 <br /><strong>E-mail : <a href="mailto:Sjmcunk@gmail.com">Sjmcunk@gmail.com</a><br />Website :<a href="https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ">https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ</a></strong></p> Sjmcunk@gmail.com (พระมหาสมเด็จ มหาสมิทฺธิ,ผศ.ดร.) Sjmcunk@gmail.com (นางอิงอร บุตรศรีผา) Wed, 29 Apr 2026 15:00:46 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การประยุกต์หลักกัลยาณมิตร 7 ในการส่งเสริมทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมของนักเรียนโรงเรียนบ้านดงตาหวัง อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ/article/view/285671 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของนักเรียนโรงเรียนบ้านดงตาหวัง อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี 2) ศึกษาหลักกัลยาณมิตรในพุทธศาสนาเถรวาท และ 3) ประยุกต์หลักกัลยาณมิตร 7 ในการส่งเสริมทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมของนักเรียนโรงเรียนบ้านดงตาหวัง อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยศึกษาค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลปฐมภูมิ คือพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทย ของมหามกุฏราชวิทยาลัย ข้อมูลทุติยภูมิ และการวิจัยภาคสนามด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก จากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 12 คน ซึ่งประกอบด้วยนักวิชาการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ข้าราชการครู ผู้ปกครอง และนักเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และนำเสนอผลการวิจัยแบบพรรณนาวิเคราะห์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การส่งเสริมทักษะการเรียนรู้มุ่งพัฒนาทักษะศตวรรษที่ 21 ด้วยการเรียนรู้เชิงรุก โดยมีปฏิสัมพันธ์เชิงบวกและความไว้วางใจระหว่างครูกับศิษย์ เป็นปัจจัยสำคัญต่อแรงจูงใจและการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และการสื่อสาร 2) หลักกัลยาณมิตร 7 ประกอบด้วย ปิโย, ครุ, ภาวนีโย, วตฺตา, วจนกฺขโม, คมฺภีรญฺจ กถํ กตฺตา, โน จฏฺฐาเน นิโยชเย ซึ่งทำหน้าที่กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการคิดอย่างถูกวิธี อันเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาปัญญาตามหลักไตรสิกขา 3) การประยุกต์หลักกัลยาณมิตร 7 ในการส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ พบว่า ครูบูรณาการหลักธรรมในกระบวนการสอนผ่านเมตตาธรรม การสื่อสารเชิงบวก และการรับฟัง เพื่อพัฒนาการคิดวิพากษ์ การทำงานร่วมกัน และการเรียนรู้อย่างมีจริยธรรม ส่งผลให้นักเรียนพัฒนาทักษะการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p> เกริกตระการ ปะวะเสนัง, ภัทรชัย อุทาพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษิตาลัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ/article/view/285671 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 การจัดการความขัดแย้งในชุมชนของจังหวัดนครศรีธรรมราช: กรณีศึกษาชุมชนตำบลท่าประจะ อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ/article/view/285903 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสาเหตุของความขัดแย้งในชุมชนตำบลท่าประจะ อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช 2) ศึกษาวิธีการจัดการความขัดแย้งในชุมชน 3) เสนอแนวทางการจัดการความขัดแย้งที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชนตำบลท่าประจะ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 21 คน ได้แก่ ข้าราชการ นักการเมืองท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนาและการเชื่อมโยงกับแนวคิดการจัดการความขัดแย้งในระดับชุมชน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สาเหตุของความขัดแย้งในชุมชนตำบลท่าประจะ เกิดจากการกระจายทรัพยากรที่ไม่เท่าเทียม ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงที่ดินและบริการพื้นฐาน ช่องว่างด้านข้อมูลและการสื่อสารระหว่างรัฐกับประชาชน รวมถึงนโยบายการพัฒนาที่ไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชน 2) วิธีการจัดการความขัดแย้ง พบว่า ชุมชนใช้การประยุกต์กฎหมายและระเบียบราชการควบคู่กับภูมิปัญญาท้องถิ่น การจัดตั้งคณะกรรมการไกล่เกลี่ยภายในตำบล การจัดเวทีประชาคม การสื่อสารเชิงรุก และการใช้หลักพุทธธรรมและวัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นเครื่องมือสำคัญในการคลี่คลายความขัดแย้งอย่างสันติ 3) แนวทางการจัดการความขัดแย้งที่เหมาะสม ควรมุ่งเน้นการเสริมสร้างกลไกการไกล่เกลี่ยในชุมชนอย่างเป็นระบบ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่กระบวนการวางแผนพัฒนา การสื่อสารอย่างโปร่งใส และการเยียวยาชดเชยอย่างเป็นธรรม โดยบูรณาการหลักพุทธธรรม วัฒนธรรมท้องถิ่น และกระบวนการมีส่วนร่วม เพื่อสร้างความสมานฉันท์ ความเข้มแข็งของชุมชน และการพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว ภายใต้หลักธรรมาภิบาล และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของคนในชุมชนท้องถิ่น</p> การัณย์ พรหมแก้ว, นรพัชร เสาธงทอง, วารินทร์ จันทรัตน์, อุทัย จันทรรัตนกานต์, พระเมธีวชิราภิรัต, (ธรรมรัต อริยธมฺโม) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษิตาลัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ/article/view/285903 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 กระบวนการการรับรู้ของเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่มีต่อประเพณีสงกรานต์ ในจังหวัดหนองคาย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ/article/view/287102 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันการรับรู้วัฒนธรรมประเพณีสงกรานต์ของเยาวชนคนรุ่นใหม่ในจังหวัดหนองคาย 2) วิเคราะห์กระบวนการการรับรู้ของเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่มีต่อประเพณีสงกรานต์เพื่อการอนุรักษ์ และ 3) ถ่ายทอดกระบวนการการรับรู้ของเยาวชนคนรุ่นใหม่เพื่อการอนุรักษ์ประเพณีสงกรานต์ในจังหวัดหนองคาย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การศึกษาภาคสนามร่วมกับแนวทางการวิจัยแบบมีส่วนร่วมของชุมชน เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 30 รูป/คน ได้แก่ พระสงฆ์ ผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน และเยาวชนที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมประเพณี นอกจากนี้ ยังมีการสนทนากลุ่มเฉพาะจำนวน 9 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยการศึกษาเอกสาร แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบสังเกตภาคสนาม และแบบสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและนำเสนอผลในลักษณะพรรณนาเชิงวิเคราะห์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า เยาวชนคนรุ่นใหม่ในจังหวัดหนองคายมีการรับรู้ประเพณีสงกรานต์ในลักษณะผสมผสานระหว่างความเข้าใจคุณค่าทางวัฒนธรรมดั้งเดิม เช่น การทำบุญตักบาตร การสรงน้ำพระ และการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ กับมุมมองด้านความสนุกสนานจากกิจกรรมเล่นน้ำและอิทธิพลของสื่อสังคมออนไลน์ กระบวนการการรับรู้ของเยาวชนเกิดจากการเรียนรู้ผ่านหลายแหล่ง ได้แก่ ครอบครัว ชุมชน วัด สถานศึกษา และสื่อดิจิทัล โดยการมีส่วนร่วมในกิจกรรมประเพณีช่วยเสริมสร้างความเข้าใจ ทัศนคติ และความตระหนักรู้ต่อคุณค่าของประเพณี นอกจากนี้ การถ่ายทอดองค์ความรู้เกิดจากความร่วมมือของครอบครัว ชุมชน วัด สถานศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งช่วยส่งเสริมให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการสืบสานและอนุรักษ์ประเพณีสงกรานต์ของท้องถิ่นให้คงอยู่ได้อย่างยั่งยืน</p> อนันต์ คติยะจันทร์, พระภาวนาวัชรมุนี (เดชศักดิ์ โพธิ์ชัย) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษิตาลัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ/article/view/287102 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 การประเมินความพึงพอใจของผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์นวัตกรรม “หอยยอห่อใบข่า” ของวิสาหกิจชุมชนจังหวัดหนองคาย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ/article/view/285724 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์นวัตกรรมหอยยอห่อใบข่า 2) เปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลต่อผลิตภัณฑ์นวัตกรรมหอยยอห่อใบข่า เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมทดลองชิมผลิตภัณฑ์หอยยอ ซึ่งที่จัดขึ้นในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ในจังหวัดอุดรธานี จัดขึ้นในวันที่ 21–23 ตุลาคม 2568 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ผ่านการทดสอบรสชาติและประเมินความพึงใจต่อผลิตภัณฑ์นวัตกรรมหอยยอห่อใบข่า จำนวน 100 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามความพึงพอใจในการจัดเก็บข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ และสถิติเชิงอนุมาน โดยใช้การทดสอบ T-test และ F-test</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า 1) ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 21-40 ปี ส่วนใหญ่มีระดับการศึกษาปริญญาตรี และมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่ถึง 15,000 บาท 2) ผู้ตอบแบบสอบถามมีความพึงพอใจต่อหอยยอห่อใบข่าในภาพรวมในระดับพึงพอใจมาก โดยแยกเป็นด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา และด้านการส่งเสริมการตลาด มีความพึงพอใจอยู่ในระดับพอใจมาก ขณะที่ด้านช่องทางการจัดจำหน่ายอยู่ในระดับพอใจ 3) ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุและระดับรายได้ต่อเดือนของครอบครัว มีความพึงพอใจต่อปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้น จึงควรมีการปรับปรุงเนื้อสัมผัสและกลิ่นของหอยยอ รวมถึงควรพัฒนาผลิตภัณฑ์ในรูปแบบที่สะดวกต่อการบริโภคและการเก็บรักษา และเหมาะสมกับกลุ่มผู้บริโภคทุกช่วงวัย</p> มัลลิกา จันทรังษี, ศักรินทร์ นนทพจน์, สุภัสสร แพงพุย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษิตาลัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ/article/view/285724 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลกระทบและการปรับตัวในธุรกิจบริการของนครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ภายหลังจากการเปิดให้บริการรถไฟระหว่างไทย-ลาว-จีน https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ/article/view/285781 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลกระทบจากการเปิดให้บริการรถไฟไทย-ลาว-จีน ที่มีต่อธุรกิจบริการ 2) ศึกษาการปรับตัวของภาคธุรกิจบริการ ได้แก่ ร้านอาหาร โรงแรม นวดสปา ร้านบันเทิง ในพื้นที่ 4 เขต ของนครหลวงเวียงจันทน์ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกแบบเจาะจง จำนวน 14 คน เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) ภายหลังการเปิดให้บริการรถไฟไทย-ลาว-จีน ทำให้ธุรกิจเหล่านั้นมีจำนวนผู้บริโภคเพิ่มขึ้น และมีการแข่งขันในตลาดเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ ข้อบังคับ และแนวปฏิบัติของภาครัฐ และการเปลี่ยนแปลงสภาวะเศรษฐกิจ 2) การปรับตัวในธุรกิจร้านอาหารและสถานบันเทิงมุ่งเน้นไปที่กลยุทธ์การสร้างความแตกต่างด้านเอกลักษณ์ คุณภาพอาหาร และการแสดงดนตรีเพื่อดึงดูดลูกค้า สำหรับกลยุทธ์การปรับตัวของโรงแรมและสปา มักเน้นด้านความแตกต่างในคุณภาพ เช่นเดียวกับธุรกิจธุรกิจร้านอาหารและสถานบันเทิง และยังพบกลยุทธ์ที่เกี่ยวข้องกับการขยายตลาดไปยังกลุ่มรายได้ระดับอื่นในธุรกิจโรงแรมและร้านบันเทิง ขณะที่ธุรกิจโรงแรมเน้นกลยุทธ์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเอกลักษณ์ บรรยากาศสำหรับผู้รับบริการ ประสบการณ์ที่ผู้บริโภคจะได้รับ นอกจากนี้ธุรกิจนวดสปาเน้นการรักษามาตรฐานการให้บริการและการใช้แรงงานที่มีทักษะฝีมือเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุด โดยหัวใจสำคัญของการปรับตัวคือการเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่และการกำหนดตำแหน่งทางการตลาดเหมาะสม ดังนั้น ผู้ประกอบการควรสร้างความเข้าใจถึงพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน และนำมาเป็นพื้นฐานในการวางกลยุทธ์การตลาดในสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอน</p> ถนอมศิลป์ จันคณากิติกุล, ดารณี แสงนิล, รักชนก แสงภักดีจิต, รัฐการ บัวศรี, Lengsack Bounthalath, ศักรินทร์ นนทพจน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษิตาลัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ/article/view/285781 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 การผลิตธุงอีสานเพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชนแนวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเศรษฐกิจปลอดภัยในจังหวัดหนองคาย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ/article/view/285792 <p>&nbsp;บทคัดย่อ</p> <p>&nbsp;การศึกษาวิจัยเรื่อง “การผลิตธุงอีสานเพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจชุมชนแนวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเศรษฐกิจปลอดภัยในจังหวัดหนองคาย” มีวัตถุประสงค์หลัก ๓ ประการ คือ ๑) เพื่อศึกษาสภาพข้อมูลพื้นฐานและผลกระทบต่อเศรษฐกิจชุมชน ๒) เพื่อพัฒนากระบวนการผลิตธุงตามแนวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ ๓) เพื่อเสนอรูปแบบการผลิตธุงอีสานที่ปลอดภัยและยั่งยืน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) ประกอบด้วยการวิจัยเชิงเอกสาร การวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ๒๐ คน การวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง ๓๐๐ คนในพื้นที่ ๑๕ ชุมชนตำบลค่ายบกหวาน และการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ผลการวิจัยพบว่า ธุงอีสานเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่ในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เนื่องจากมีรากฐานความเชื่อทางพุทธศาสนาและภูมิปัญญาที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะธุงใยแมงมุมที่แฝงนัยความหมายทางธรรม เช่น อริยสัจ ๔ และมรรคมีองค์ ๘ ข้อมูลพื้นฐานระบุว่ากลุ่มผู้ผลิตหลักคือเพศหญิง (ร้อยละ ๗๑.๖๓) และเป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่มีทักษะและความภาคภูมิใจในตนเองสูง แต่ยังมีความต้องการการสนับสนุนด้านวัตถุดิบจากภาครัฐและทักษะการออกแบบลวดลายใหม่ๆ เพื่อให้เข้าสู่ตลาดสากลได้&nbsp;&nbsp; ผู้วิจัยได้เสนอรูปแบบการผลิตตามหลัก ๕ ฐานประกอบด้วย ฐานระบบการเงิน ฐานอาชีพ ฐานทรัพยากร ฐานสวัสดิการ และฐานเครือข่าย โดยเน้นเศรษฐกิจปลอดภัยที่ใช้วัสดุธรรมชาติในท้องถิ่น ปราศจากสารเคมีอันตรายและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม&nbsp; ผลการดำเนินงานชี้ให้เห็นว่ารูปแบบการจัดการตนเอง อีกทั้งยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ท้องถิ่น ทำให้ภูมิปัญญาการทำธุงถูกสืบทอดสู่คนรุ่นใหม่ควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สมดุลและมั่นคง</p> เจษฎา มูลยาพอ, พระครูพิพัฒน์จันทรังษ, ศศิธร บุตรดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษิตาลัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ/article/view/285792 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการทวงถามหนี้ ตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ/article/view/286664 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิด หลักการ และทฤษฎีทางกฎหมายเกี่ยวกับการทวงถามหนี้ 2) ศึกษามาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการทวงถามหนี้ 3) วิเคราะห์มาตรการตามพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 และ 4) เสนอแนวทางพัฒนามาตรการทางกฎหมายให้เหมาะสมกับบริบทประเทศไทย การวิจัยเป็นเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีวิจัยเอกสารจากพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 กฎหมายหนี้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คำพิพากษาศาลฎีกา ตำรา บทความวิชาการ และเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การทวงถามหนี้เป็นความสัมพันธ์ทางกฎหมายแพ่งระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ตามหลักกฎหมายว่าด้วยหนี้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยเจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามสัญญา แต่การใช้สิทธิดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและต้องไม่ละเมิดสิทธิของลูกหนี้ พระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 ได้กำหนดมาตรการสำคัญ ได้แก่ การควบคุมผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ การกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับวิธีการและช่วงเวลาในการติดต่อทวงถามหนี้ และการกำหนดข้อห้ามเกี่ยวกับการคุกคาม ข่มขู่ หรือหลอกลวงลูกหนี้ เพื่อคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของลูกหนี้ จากการศึกษาพบว่า การบังคับใช้กฎหมายยังมีข้อจำกัด เช่น การรับรู้สิทธิของลูกหนี้ที่ยังไม่ทั่วถึง การกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ที่ยังไม่เข้มงวด และการทวงถามหนี้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น ควรพัฒนากลไกการบังคับใช้กฎหมาย ส่งเสริมความรู้ทางกฎหมายแก่ประชาชน และกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างสิทธิของเจ้าหนี้และการคุ้มครองลูกหนี้ในสังคมไทย</p> สังเวียน เทพพา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษิตาลัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ/article/view/286664 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 ผลกระทบจากการออกกฎหมายของสหภาพยุโรปว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจาก การตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ต่อการส่งออกยางพาราที่ปลูกในพื้นที่ป่า ของประเทศไทยไปยังสหภาพยุโรป https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ/article/view/286100 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาปัญหาการส่งออกยางพาราจากสวนยางในเขตพื้นที่ป่าของประเทศไทยไปยังสหภาพยุโรป และวิเคราะห์กฎหมายป่าไม้ไทยที่เกี่ยวข้อง และกฎหมายของสหภาพยุโรปว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (2) ศึกษาเปรียบเทียบแนวคิดและหลักการเกี่ยวกับการปลอดการตัดไม้ทำลายป่าตามกฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า กับกฎหมายป่าไม้ของประเทศต่าง ๆ ได้แก่ สวีเดน ญี่ปุ่น สาธารณรัฐประชาชนจีน แคนาดา และอินโดนีเซีย (3) เพื่อนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาด้านการส่งออกอย่างเป็นรูปธรรม <br />การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีศึกษาจากเอกสาร โดยศึกษาหลักการและแนวคิดการปลอดการทำลายป่าไม้ บทบัญญัติของกฎหมายป่าไม้ประเทศไทยและต่างประเทศ เอกสารทางวิชาการและกฎหมายของสหภาพยุโรปว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า แล้ววิเคราะห์เชิงพรรณนา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า คำนิยาม “ป่า” ตามกฎหมายไทยและระบบการตรวจสอบย้อนกลับ ยังไม่สอดคล้องกับเกณฑ์ของกฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า ส่งผลให้เกษตรกรชาวสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดิน ไม่สามารถส่งออกยางพาราไปสหภาพยุโรปได้ ประกอบกับข้อจำกัดของการอนุญาตใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวน ที่ไม่รองรับเกษตรกรรมโดยตรง จึงเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกไม้ยางและผลิตภัณฑ์ยางพาราไปยังตลาดยุโรป งานวิจัยนี้จึงเสนอให้นำหลักการทางกฎหมายของญี่ปุ่นมาประยุกต์ใช้ปรับปรุงคำนิยาม “ป่า” และยกระดับมาตรการตรวจสอบย้อนกลับ อาทิ การกำหนดหลักเกณฑ์การใช้โฉนดต้นยาง สำหรับรับรองแหล่งที่มาของไม้ยางและผลิตภัณฑ์ยางพาราเพื่อสนับสนุนเกษตรกรในการส่งออก</p> ฐิติมา ศรีกะพา, ปรมาภรณ์ วีระพันธ์, ดามร คำไตรย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษิตาลัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ/article/view/286100 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ในสังคมออนไลน์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ/article/view/286665 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิด หลักการ และทฤษฎีทางกฎหมายที่เกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นของประชาชนในสังคมออนไลน์ 2) ศึกษากฎหมายเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นของประชาชนในสังคมออนไลน์ 3) ศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาทางกฎหมาย 4) เสนอแนวทางแก้ไขที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2560 ตลอดจนแนวคิด ทฤษฎี และงานวิชาการทั้งในและต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง แล้วนำมาวิเคราะห์เชิงเนื้อหาอย่างเป็นระบบ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ภายใต้หลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน การใช้สิทธิดังกล่าวต้องไม่กระทบต่อสิทธิของผู้อื่นหรือความสงบเรียบร้อยของสังคม กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ บทบัญญัติว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ความผิดฐานหมิ่นประมาท และการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ปัญหาสำคัญที่พบคือ ความไม่ชัดเจนของขอบเขตทางกฎหมายการแสดงความคิดเห็นลักษณะใดถือเป็นการละเมิดสิทธิหรือเป็นความผิด ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนในการบังคับใช้กฎหมาย และอาจกระทบต่อการใช้เสรีภาพของประชาชนโดยไม่จำเป็น ดังนั้น จึงเห็นควรกำหนดแนวทางหรือหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการตีความและบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นในสังคมออนไลน์ เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองเสรีภาพของประชาชนกับการคุ้มครองสิทธิของบุคคลอื่น อันจะทำให้การใช้สิทธิเป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับหลักนิติธรรม.</p> วัชรินทร์ เหรียญหล่อ, วรวุฒิ เหล่าบ้านค้อ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษิตาลัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ/article/view/286665 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างสถานศึกษากับชุมชน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดหนองคาย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ/article/view/286302 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษากับความสัมพันธ์ระหว่างสถานศึกษากับชุมชน 2) สร้างสมการพยากรณ์ปัจจัยภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างสถานศึกษากับชุมชน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาในจังหวัดหนองคาย เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากครูผู้สอนจำนวน 2,675 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 338 คน ใช้วิธีสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ปัจจัยภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษาประกอบด้วย ด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ (X<sub>1</sub>) ด้านการมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน (X<sub>2</sub>) ด้านการมีส่วนร่วมในผลประโยชน์ (X<sub>3</sub>) ด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินผล (X<sub>4</sub>) มีค่าความเชื่อมั่นโดยรวม 0.91 และมีค่าความเชื่อมั่นแต่ละด้านเท่ากับ 0.93 0.91 0.95 และ 0.91 ตามลำดับ ความสัมพันธ์ระหว่างสถานศึกษากับชุมชน มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.91 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ปัจจัยภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกกับความสัมพันธ์ระหว่างสถานศึกษากับชุมชนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2. สมการพยากรณ์ความสัมพันธ์ระหว่างสถานศึกษากับชุมชน ใช้ปัจจัยภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วมของผู้บริหารสถานศึกษา เป็นตัวแปรพยากรณ์ ได้อำนาจพยากรณ์ร้อยละ 50.80 โดยมีสมการดังนี้ <em> </em></p> <p><strong>สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ </strong></p> <p>= .829 + .288(X<sub>3</sub>) + .146(X<sub>4</sub>) + .287(X<sub>2</sub>) + .081(X<sub>1</sub>) </p> <p><strong>สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน</strong></p> <p> = .561(X<sub>3</sub>) + .298(X<sub>4</sub>) + .367(X<sub>2</sub>) + .115(X<sub>1</sub>)</p> ชญานนท์ ศรีกวนชา, พนายุทธ เชยบาล, พัชรินทร์ ชมภูวิเศษ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศึกษิตาลัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/SJ/article/view/286302 Wed, 29 Apr 2026 00:00:00 +0700