https://so01.tci-thaijo.org/index.php/TVETJournal_IVEN3/issue/feed T-VET Journal สถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 3 2026-06-30T15:16:43+07:00 กองบรรณาธิการ vintc03@gmail.com Open Journal Systems <p><span style="text-decoration: underline;"><strong>วัตถุประสงค์/ขอบเขต ของวารสารวิชาการ T-VET Journal</strong></span></p> <p> 1. เพื่อเป็นสื่อกลางในการส่งเสริมและสนับสนุนให้ นักศึกษา ครู อาจารย์ นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป ได้มีโอกาสเผยแพร่ ผลงานทางวิชาการ และผลงานวิจัย รวมทั้งได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความคิดเห็นทางวิชาการเกี่ยวกับการพัฒนานวัตกรรม และเทคโนโลยี ในด้านการจัดการเรียนรู้ ด้านการบริหารจัดการ และด้านอื่นๆ ที่มีลักษณะทั้งเป็นรูปแบบ วิธีการ หรือสื่อสิ่งประดิษฐ์อันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอาชีวศึกษา และการศึกษา เพื่อที่จะนำไปสู่การพัฒนาสถานประกอบการ ชุมชน สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ต่อไป</p> <p> 2. เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลและแหล่งการเรียนรู้ในการพัฒนาศักยภาพของนักศึกษา ครู อาจารย์ ในด้านการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการนำผลวิจัยไปบูรณาการในการจัดการเรียนรู้ และการฝึกอบรมวิชาชีพให้ได้ประโยชน์สูงสุด</p> <p><strong>ขั้นตอนการส่งบทความ </strong></p> <p>1. ให้ผู้แต่งดำเนินการกรอก แบบฟอร์มการนำส่งบทความเพื่อเผยแพร่</p> <p>2. ให้ผู้แต่ง ศึกษาข้อมูลการเขียนบทความตามรูปแบบฟอร์มที่วารสารกำหนด </p> <p>3. ขอให้ผู้แต่งจัดส่งไฟล์บทความ ในรูปแบบ ไฟล์ .Word และ .Pdf </p> <h2 class="media-heading"><a href="https://drive.google.com/file/d/11O5S_GEWhwy6a8cGtbXURxkpMSB-aiuI/view?usp=sharing">คู่มือการเขียนบทความ T-VET Journal สถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 3</a></h2> <p><a href="https://drive.google.com/file/d/16FzqXjJQZHaW-szUkV61UcsDnJZAc5DT/view?usp=sharing">- แบบฟอร์มการเขียนบทความ T-VET Journal PDF</a></p> <p><a href="https://docs.google.com/document/d/1AoCSvbFnus_1xLmypNM0vvWddGq8k7Lf/edit?usp=drive_link&amp;ouid=102749468583574600338&amp;rtpof=true&amp;sd=true">- แบบฟอร์มการเขียนบทความวิจัย</a></p> <p><a href="https://docs.google.com/document/d/1fVJ_P_sBbt5UlyUN6-rVjBGIyugkVV69/edit?usp=drive_link&amp;ouid=102749468583574600338&amp;rtpof=true&amp;sd=true">- แบบฟอร์มการเขียนบทความปริทัศน์-วิชาการ</a></p> <p><a href="https://drive.google.com/file/d/1046S6BdI-lFSVfsrbcNwToUWImF3UQwc/view?usp=drive_link">- แบบนำส่งบทความเพื่อเผยแพร่ วารสาร T-Vet</a></p> https://so01.tci-thaijo.org/index.php/TVETJournal_IVEN3/article/view/280041 การพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นสู่การแข่งขันเชิงพาณิชย์ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ของวิสาหกิจชุมชนคุ้มบ้านญวน ตำบลท่าทราย อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก 2025-11-26T10:25:29+07:00 นลินรัตน์ จันทร์น้อย nalinrat11899@gmail.com รุ่งรัตน์ กุสลาศรัย nalinrat11899@gmail.com ศิริเพ็ญ อนงค์พร nalinrat11899@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์จากของเหลือในกระบวนการผลิตมะดันแช่อิ่มของวิสาหกิจชุมชนคุ้มบ้านญวน ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) ร่วมกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการทดสอบคุณภาพทางประสาทสัมผัส กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยสมาชิกวิสาหกิจชุมชนและผู้บริโภค ผลการวิจัยพบว่าสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้ 3 สูตร 1) ปัญหาและความต้องการของผลิตภัณฑ์โดยผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) 2) ภาพลักษณ์โดยรวม รสชาติ กลิ่น และบรรจุภัณฑ์เป็นปัจจัยสำคัญ ขณะที่สีสันไม่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญ 3) ผลิตภัณฑ์มีผลต่อความพึงพอใจรวมของผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่าคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์สามารถอธิบายความแปรปรวนของความพึงพอใจรวมได้ร้อยละ 68 ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากของเหลือโดยอาศัยการมีส่วนร่วมของชุมชนและแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนสามารถเพิ่มมูลค่า ลดของเสีย และเสริมศักยภาพการแข่งขันเชิงพาณิชย์ของวิสาหกิจชุมชนได้อย่างยั่งยืน</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 T-VET Journal สถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 3 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/TVETJournal_IVEN3/article/view/285796 การประเมินความต้องการจำเป็นแบบสมบูรณ์การบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของชุมชนของโรงเรียนขนาดเล็ก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1 2026-02-25T09:02:39+07:00 ฉัตรธมนต์ ธนาไมตรีภัสร์ chatthamon94@gmail.com บุญจันทร์ สีสันต์ boonchan.si@kmitl.ac.th ฐิยาพร กันตาธนวัฒน์ thiyaporn.tu@kmitl.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความต้องการจำเป็นในการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของชุมชนของโรงเรียนขนาดเล็ก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1 จำนวน123 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นของสภาพที่เป็นจริงมีค่าเท่ากับ 0.991 และค่าความเชื่อมั่นของสภาพที่คาดหวังมีค่าเท่ากับ 0.973 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีจัดเรียงลำดับความต้องการจำเป็น (PNI<sub>Modified</sub>)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนขนาดเล็ก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1 โดยรวม มีความต้องการจำเป็นในการบริหารงานวิชาการแบบมีส่วนร่วมของชุมชนของโรงเรียนขนาดเล็ก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1 อันดับสูงสุด คือ การส่งเสริมและสนับสนุนงานวิชาการ</p> <p>แก่บุคคล ครอบครัว องค์กร หน่วยงาน และสถานประกอบการ (PNI<sub>Modified</sub> = 0.30) การจัดทำระเบียบและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับงานด้านวิชาการของสถานศึกษา (PNI<sub>Modified</sub> = 0.30)</p> <p>การแนะแนว (PNI<sub>Modified</sub> = 0.30) รองลงมา คือ การจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา (PNI<sub>Modified</sub> = 0.28)การส่งเสริมให้ชุมชนมีความเข้มแข็งทางวิชาการ (PNI<sub>Modified</sub> = 0.28)</p> <p>และรองลงมา คือ การพัฒนาและส่งเสริมให้มีแหล่งเรียนรู้ (PNI<sub>Modified </sub>= 0.26) การพัฒนาหรือการดำเนินการเกี่ยวกับการให้ความเห็นการพัฒนาสาระหลักสูตรท้องถิ่น (PNI<sub>Modified </sub>= 0.26)</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 T-VET Journal สถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 3 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/TVETJournal_IVEN3/article/view/283099 การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องงานถอดประกอบลูกสูบ วิชางานเครื่องยนต์ดีเซล ร่วมกับสื่อความเป็นจริงเสริม สำหรับผู้เรียนช่างอุตสาหกรรม 2025-11-27T10:09:14+07:00 ไกรวิทย์ โตสงคราม kriwittosongkram@gmail.com สุรวุฒิ ยะนิล kriwittosongkram@gmail.com เมธา อึ่งทอง metha.o@fte.kmutnb.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องงานถอดประกอบลูกสูบ วิชางานเครื่องยนต์ดีเซล ร่วมกับสื่อความเป็นจริงเสริม 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของผู้เรียนที่ใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง งานถอดประกอบลูกสูบ วิชางานเครื่องยนต์ดีเซล ร่วมกับสื่อความเป็นจริงเสริม สำหรับช่างอุตสาหกรรมเทียบกับเกณฑ์ ร้อยละ 80 การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงทดลอง กลุ่มทดลอง ผู้เรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 แผนกช่างยนต์ วิทยาลัยการอาชีพบางปะกง จำนวน 20 คน เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล คือ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องงานถอดประกอบลูกสูบ วิชางานเครื่องยนต์ดีเซล ร่วมกับสื่อความเป็นจริงเสริม แบบประเมินความเหมาะสม มีค่า IOC เท่ากับ 0.80–1.00 แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีค่า IOC เท่ากับ 0.80–1.00 ค่าความยากง่าย เท่ากับ 0.40–0.80 ค่าอำนาจจำแนก เท่ากับ 0.20–0.80 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และWilcoxon signed rank-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่องงานถอดประกอบลูกสูบ วิชางานเครื่องยนต์ดีเซล ร่วมกับสื่อความเป็นจริงเสริม สำหรับนักศึกษาช่างอุตสาหกรรม ภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก โดยประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 85.93/88.50 และผลเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 T-VET Journal สถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 3 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/TVETJournal_IVEN3/article/view/284120 รูปแบบการเสริมสร้างผลลัพธ์การเรียนรู้ตามกรอบคุณวุฒิอาชีวศึกษา แห่งชาติ ด้วยการบริการสังคม ของนักศึกษาประเภทวิชาอุตสาหกรรม 2026-02-25T09:42:47+07:00 จุรี ทัพวงษ์ juree.thapwong@gmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ข้อที่ 1) ศึกษาความต้องการพัฒนาและหาคุณภาพของรูปแบบ ประชากร ได้แก่ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ปีที่ 1 วิทยาลัยเทคนิคพนมสารคาม ประเภทวิชาอุตสาหกรรม รวม 276 คน ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 162 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง ตามตารางเครชชี่และมอร์แกน ทำการสุ่มแบบแบ่งชั้น แยกตามแผนกวิชา และทำการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ข้อที่ 2) เพื่อทดลองใช้และประเมินการใช้รูปแบบ กลุ่มเป้าหมายในการทดลองใช้รูปแบบ ได้แก่ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ปีที่ 1 สาขาวิชาไฟฟ้าจำนวน 18 คน และสาขาวิชาเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 12 คน วิทยาลัยเทคนิคพนมสารคาม รวมจำนวน 30 คน ที่ลงทะเบียนเรียน ในรายวิชาโครงงาน รหัสวิชา 30104-8501 กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวมรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบความรู้ก่อนเรียนและหลังเรียน แบบประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ แบบประเมินด้านทักษะ แบบประเมินด้านการประยุกต์ใช้และความรับผิดชอบ แบบสอบถามความพึงพอใจ และแบบประเมินเจตคติ ในการทำกิจกรรมการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติการทดสอบค่าทีแบบอิสระ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) นักศึกษามีความต้องการในภาพรวมอยู่ในระดับมาก การพัฒนารูปแบบ 4 ระยะ คือ การเตรียมการ การปฏิบัติกิจกรรม กระบวนการ ไตร่ตรอง ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) นักศึกษามีผลการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เป็นไปตามสมมติฐาน โดยมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน การประเมินผลการใช้รูปแบบ ผลลัพธ์การเรียนรู้ตามกรอบคุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติ ด้านคุณธรรมจริยธรรม ด้านความรู้ ด้านทักษะ ด้านความสามารถในการประยุกต์ ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ความพึงพอใจของนักศึกษา ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการประเมินเจตคติ ภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 T-VET Journal สถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 3 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/TVETJournal_IVEN3/article/view/286389 แนวทางการจัดการศึกษาระบบทวิภาคี เพื่อลดข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างสมรรถนะวิชาชีพของนักศึกษาหลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีสถาปัตยกรรม 2026-05-20T14:07:48+07:00 วรนุช พรเสนาะ woranuch.pltc@gmail.com Henry Yuh Anchunda woranuch.pltc@gmail.com สุวิชา เบญจพร woranuch.pltc@gmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและความต้องการของผู้เรียนในการศึกษาต่อ 2) พัฒนาแนวทางการจัดการศึกษาระบบทวิภาคีเพื่อลดข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างสมรรถนะวิชาชีพของนักศึกษาหลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีสถาปัตยกรรม และ3) ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักศึกษาสาขาวิชาเทคโนโลยีสถาปัตยกรรม จำนวน 31 คน และผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามความต้องการและแบบประเมินความเหมาะสม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการวิจัยพบว่า 1) ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและความต้องการของผู้เรียนในการศึกษาต่อคือ นักศึกษามีข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและต้นทุนค่าเสียโอกาสภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีความจำเป็นในการหารายได้ระหว่างเรียนสูงที่สุด ส่วนด้านความต้องการรูปแบบการเรียนทวิภาคี (DWIE) อยู่ในระดับมากที่สุด เพื่อสร้างหลักประกันด้านรายได้ และด้านการเสริมสร้างสมรรถนะวิชาชีพอยู่ในระดับมากที่สุด 2) แนวทางการจัดการศึกษาระบบทวิภาคีเพื่อลดข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างสมรรถนะวิชาชีพของนักศึกษาหลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีสถาปัตยกรรม คือ โครงสร้างเวลาเรียนและปฏิบัติงาน (จันทร์-ศุกร์ ปฏิบัติงานในสถานประกอบการ, เสาร์-อาทิตย์ เรียนทฤษฎี)</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 T-VET Journal สถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 3 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/TVETJournal_IVEN3/article/view/284478 รูปแบบการนิเทศการสอนภายในสถานศึกษาด้วยกระบวนการ PIMDE ของวิทยาลัยเทคนิคลพบุรี 2026-02-25T09:08:02+07:00 ประสงค์ อุบลวัตร jintana@lbtech.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบของรูปแบบ 2) สร้างรูปแบบ 3) ทดลองใช้รูปแบบ 4) ประเมินผลการใช้รูปแบบ งานวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา ดังนี้ ตอนที่ 1 ศึกษาองค์ประกอบ หลักการ แนวคิด ทฤษฎี ตอนที่ 2 สร้างรูปแบบ โดยการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน ตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบและคุณภาพของคู่มือ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง ตอนที่ 3 ทดลองใช้รูปแบบ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ รองผู้อำนวยการและครูผู้สอน รวม 152 คน ได้มาโดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน และทำการสุ่มแบบแบ่งชั้นและการสุ่มอย่างง่าย ตอนที่ 4 ประเมินผล กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูผู้สอน จำนวน 148 คน ได้มาโดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน และทำการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบสนทนากลุ่ม แบบสอบถาม แบบรายงาน วิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้<br />ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาองค์ประกอบของรูปแบบ ได้องค์ประกอบหลัก 5 องค์ประกอบ 2) ผลการสร้างรูปแบบ ได้รูปแบบการนิเทศการสอนภายในสถานศึกษาด้วยกระบวนการ PIMDE ซึ่งประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ การวางแผน (Planning: P) การให้ความรู้ก่อนดำเนินการนิเทศ (Informing: I) การสร้างแรงจูงใจ (Motivating: M)</p> <p>การดำเนินการนิเทศ (Doing: D) และการประเมินผลการนิเทศ (Evaluating: E) รวม 27 ตัวบ่งชี้ 3) คุณภาพของรูปแบบและคุณภาพของคู่มือการใช้รูปแบบในภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> <p>คำสำคัญ: การนิเทศ การสอน สถานศึกษา กระบวนการ PIMDE</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 T-VET Journal สถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 3 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/TVETJournal_IVEN3/article/view/287367 การออกแบบอัตลักษณ์องค์กรวิทยาลัยอาชีวศึกษาพิษณุโลก 2026-06-19T13:15:33+07:00 ทิพลักษณ์ ศรีสุข tippaluk.ss@gmail.com วราภรณ์ มามี Tippaluk.ss@gmail.com <p>การวิจัยเรื่อง “การออกแบบอัตลักษณ์องค์กรวิทยาลัยอาชีวศึกษาพิษณุโลก” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและวิเคราะห์การออกแบบอัตลักษณ์องค์กรวิทยาลัยอาชีวศึกษาพิษณุโลก และ 2) ออกแบบอัตลักษณ์วิทยาลัยอาชีวศึกษาพิษณุโลก กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 45 คน คือ ผู้บริหาร จำนวน 4 คน ครูและบุคลากร จำนวน 24 คน นักเรียนและนักศึกษา จำนวน 11 คน ศิษย์เก่า จำนวน 5 คน และผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ จำนวน 1 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง ส่วนขั้นตอนการประเมินผลงาน ใช้ผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญ ด้านภาพลักษณ์องค์กร จำนวน 5 คน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จำนวน 134 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามความคิดเห็น แบบประเมินความเหมาะสม และแบบประเมินความพึงพอใจ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการออกแบบควรสะท้อนความเป็นสถานศึกษาด้านวิชาชีพที่มีความทันสมัย สร้างสรรค์ น่าเชื่อถือ และเชื่อมโยงกับเอกลักษณ์ “บริการดี ฝีมือเด่น เน้นความประณีต” โดยใช้องค์ประกอบที่สัมพันธ์กับสีประจำวิทยาลัย ประวัติความเป็นมาด้านการตัดเย็บ ดอกลำเจียก และบริบทพื้นที่ริมแม่น้ำน่าน 2) รูปแบบ A2 ได้รับการคัดเลือกให้นำมาพัฒนาเป็นระบบอัตลักษณ์องค์กร ประกอบด้วยตราสัญลักษณ์รอง ระบบสีแสด–ดำ รูปแบบตัวอักษรที่ชัดเจนและอ่านง่าย องค์ประกอบกราฟิกที่สื่อถึงการเคลื่อนไหวและการพัฒนา ตลอดจนมาสคอตที่สามารถประยุกต์ใช้กับสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อดิจิทัลได้ อยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 T-VET Journal สถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 3 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/TVETJournal_IVEN3/article/view/284830 การพัฒนาระบบบริหารโครงการบนการประมวลผลกลุ่มเมฆ โดยใช้เทคนิคการกรองแบบอิงเนื้อหาของนักศึกษาภาควิชาเทคโนโลยี ธุรกิจดิจิทัลวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุโขทัย 2026-02-25T09:17:47+07:00 ภัชราภรณ์ พิมพา 1982dowwa@gmail.com กิติภูมิ ใจกล้า kitipum.c@gmail.com อนุวัตร บัวเขียว pat1982@windowslive.com นที เขียวปั้น pat1982@windowslive.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาระบบบริหารโครงการบนการประมวลผลกลุ่มเมฆ โดยใช้เทคนิคการกรองแบบอิงเนื้อหาของนักศึกษาภาควิชาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัลวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุโขทัย และ 2) เพื่อประเมินประสิทธิภาพของระบบ 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของระบบ โดยเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาระบบคือ การพัฒนาเว็บด้วยภาษาHTML PHP, JavaScript วางโครงสร้างอย่างเป็นระบบด้วย CodeIgniter Framework และจัดเก็บข้อมูลด้วย MySQL เครื่องมือในการวิจัยคือ แบบประเมินประสิทธิภาพการทำงานของระบบโดยผู้เชี่ยวชาญและแบบประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบจากกลุ่มประชากรตัวอย่าง คือผู้บริหาร ผู้ดูแลระบบ บุคลากรและนักศึกษาจำนวน 40 คน สถิติที่ใช้ในการวิจัยคือ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระบบบริหารโครงการที่พัฒนาขึ้นสามารถประยุกต์ใช้งานได้ตรงตามความต้องการ 2) มีประสิทธิภาพของระบบบริหารโครงการที่โดยรวมอยู่ในระดับมาก 3) ความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยของประชากร เท่ากับ 4.51 และมีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของประชากร เท่ากับ 0.54 แสดงให้เห็นว่าระบบสามารถสนับสนุนการบริหารโครงการ ลดขั้นตอนการดำเนินงานและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการข้อมูลได้อย่างเหมาะสม</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 T-VET Journal สถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 3 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/TVETJournal_IVEN3/article/view/287671 การออกแบบและสร้างรถขนส่งอาหารพลังงานไฟฟ้าสำหรับโรงพยาบาลโดยอาศัยหลักการกระจายหน้าที่เชิงคุณภาพ 2026-05-27T09:22:57+07:00 ศิริพล ทองอ่อน chantima.r@rmutp.ac.th ชญานนท์ จั่นโตกุล chantima.r@rmutp.ac.th สหรัฐ แสนวัตร chantima.r@rmutp.ac.th จันทิมา ริ้วลายเงิน chantima.r@rmutp.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและสร้างรถขนส่งอาหารพลังงานไฟฟ้าสำหรับใช้งานภายในโรงพยาบาล โดยประยุกต์ใช้หลักการกระจายหน้าที่เชิงคุณภาพ (Quality Function Deployment: QFD) ในการวิเคราะห์และแปลงความต้องการของผู้ใช้งานไปสู่คุณลักษณะและฟังก์ชันทางเทคนิคของตัวรถอย่างเป็นระบบ การดำเนินงานเริ่มต้นจากการสำรวจความต้องการของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน พบว่าต้องการรถขนส่งอาหารประเภท 4 ล้อ ชนิดนั่งขับ มีระยะทางการวิ่งใช้งานไม่น้อยกว่า 20 กิโลเมตรต่อวัน ตลอดจนมีความสะดวกและความปลอดภัยในการควบคุม ผู้จัดทำจึงได้ดำเนินการออกแบบโครงสร้างตัวรถด้วยวัสดุสแตนเลสเกรด 304 ที่มีความแข็งแรงทนทานและปลอดภัยต่อการสัมผัสอาหาร พร้อมกำหนดมิติตัวรถให้มีความกะทัดรัดสอดคล้องกับข้อจำกัดของพื้นที่และช่องลิฟต์ภายในอาคาร ในด้านความปลอดภัยได้ติดตั้งระบบดิสก์เบรกป้องกันการลื่นไถลเพื่อเพิ่มความแม่นยำในการหยุดรถ ระบบขับเคลื่อนเลือกใช้มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงแบบไร้แปรงถ่าน ขนาดแรงดัน 48 โวลต์ กำลัง 800 วัตต์ ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงานจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนฟอสเฟต ขนาด 48 โวลต์ ความจุ 30 แอมป์-ชั่วโมง ผลการทดสอบสมรรถนะการใช้งานจริงพบว่า รถขนส่งอาหารพลังงานไฟฟ้ารุ่นต้นแบบนี้ สามารถขับเคลื่อนและบริหารจัดการพลังงานเพื่อวิ่งได้ระยะทางสูงสุดถึง 32 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ผู้ใช้งานกำหนด สรุปได้ว่ารถขนส่งอาหารพลังงานไฟฟ้าที่พัฒนาขึ้นสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานได้ตรงตามวัตถุประสงค์ทุกประการ และสามารถช่วยลดเวลาทำงาน รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรภายในสถานพยาบาลได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 T-VET Journal สถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 3 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/TVETJournal_IVEN3/article/view/284833 การพัฒนาแบบประเมินความพร้อมเป็นนวัตกรสำหรับนักศึกษาอาชีวศึกษา 2026-01-14T14:44:14+07:00 ชัยวิชิต เชียรชนะ chaiwichit.c@fte.kmutnb.ac.th ศจีมาจ ณ วิเชียร chaiwichit.c@fte.kmutnb.ac.th <p>ความเป็นนวัตกรของนักศึกษาอาชีวศึกษาเป็นคุณลักษณะที่สำคัญต่อการเตรียมความพร้อมของผู้เรียนอาชีวศึกษาสู่โลกของการทำงานจริงที่ต้องปรับตัวในยุคดิจิทัล ซึ่งการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบประเมินความพร้อมเป็นนวัตกรของนักศึกษาอาชีวศึกษา เพื่อตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือด้านความเชื่อมั่นและความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้างแบบประเมินและเพื่อประเมินความพร้อมเป็นนวัตกรของนักศึกษาอาชีวศึกษา กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาระดับอาชีวศึกษา ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง วิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ 74 คน เครื่องมือวิจัยคือแบบประเมินความพร้อมเป็นนวัตกร การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบ การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) แบบประเมินความพร้อมเป็นนวัตกรของนักศึกษาอาชีวศึกษา ลักษณะเป็นแบบประเมินตนเอง 5 ระดับ ข้อคำถามถูกพัฒนาขึ้นมาจาก ตัวบ่งชี้ได้จำนวน 20 ข้อ เมื่อทดลองใช้มีคุณภาพด้านความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ด้านอำนาจจำแนก ผ่านเกณฑ์ จำนวน 19 ข้อ และด้านความเชื่อมั่นมีค่าเท่ากับ (r= .91) 2) ความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้างขององค์ประกอบของความพร้อมเป็นนวัตกรประกอบด้วย ความริเริ่มสร้างสรรค์ (7 ข้อ) ความกล้าเผชิญเพื่อความสำเร็จ (5 ข้อ) ความท้าทายสิ่งแปลกใหม่ (3 ข้อ) และการไตร่ตรองทางความคิด (4 ข้อ) และแต่ละองค์ประกอบมีความสัมพันธ์กับองค์ประกอบรวม และ 3) นักศึกษาอาชีวศึกษามีความพร้อมเป็นนวัตกรอยู่ในระดับมากทุกด้าน</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 T-VET Journal สถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 3 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/TVETJournal_IVEN3/article/view/285725 การศึกษาความต้องการกำลังคนของสถานประกอบการเชิงสมรรถนะและเชิงพื้นที่ 2026-02-25T09:11:31+07:00 สมชาย คงหนู somchai.kong@pltc.ac.th สงวน หอกคำ S.02hvec@gmail.com สุธี เสริมสุข suteee2000@gmail.com <p>งานวิจัยเรื่องการศึกษาความต้องการกำลังคนของสถานประกอบการเชิงสมรรถนะและเชิงพื้นที่ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)ศึกษาวิเคราะห์ความต้องการกำลังคนของสถานประกอบการ ด้านทักษะ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ 2) ศึกษาวิเคราะห์ตำแหน่งงานที่สถานประกอบการต้องการตามกลุ่มอาชีพ 3) จัดทำข้อเสนอแนะ แนวทางในการผลิตและพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการ</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ทักษะของกำลังคนที่สถานประกอบการต้องการสูงสุด ได้แก่ ทักษะการสื่อสาร ทักษะการเรียนรู้อาชีพ และทักษะด้านความคิดอย่างมีวิจารณญาณ ตามลำดับ ส่วนด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ที่สถานประกอบการต้องการสูงสุด ได้แก่ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ด้านความซื่อสัตย์สุจริต ความตรงต่อเวลา และความมีวินัย อดทน ตามลำดับ</p> <p>2) ด้านตำแหน่งงานที่สถานประกอบการต้องการ 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มอาชีพเครื่องกลและยานยนต์, กลุ่มอาชีพพลังงาน ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์, กลุ่มอาชีพการตลาด และกลุ่มอาชีพการโรงแรม บริบทโดยรวมเป็นไปตามกลุ่มอาชีพในแต่ละระดับการศึกษา ได้แก่ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และระดับเทคโนโลยีบัณฑิต (ทล.บ.) 3) ด้านหลักสูตร ควรมีการพัฒนาหลักสูตรในทุกๆ 3 ปี</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 T-VET Journal สถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 3 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/TVETJournal_IVEN3/article/view/286334 การพัฒนาทักษะอาชีพด้วย 4 เทคนิคการสอนสำหรับผู้เรียนระดับ ปวช. และ ปวส. 2026-05-20T14:00:14+07:00 เฉลิมเกียรติ ถีอาสนา chalermgiatth@kktech.ac.th ศิริ ถีอาสนา chalermgiatth@kktech.ac.th <p> บทความนี้นำเสนอแนวทางการพัฒนาทักษะอาชีพสำหรับนักศึกษาอาชีวศึกษาในระดับ ปวช. และ ปวส. ผ่านการประยุกต์ใช้ 4 เทคนิคการสอน ได้แก่ 1) การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (PBL) 2) ห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) 3)การเรียนรู้ที่เน้นสมรรถนะ (CBE) และ 4) การเรียนรู้แบบผสมผสานการทำงานและการศึกษา (WIL) เทคนิคเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ และส่งเสริมการพัฒนาทักษะที่สำคัญในศตวรรษที่ 21 เช่น การคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การทำงานเป็นทีม และการเรียนรู้ตลอดชีวิต บทความยังเน้นย้ำบทบาทของครูในฐานะผู้จัดการเรียนรู้ที่ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการสอนให้เหมาะสมกับผู้เรียนในยุคใหม่ รวมถึงการพัฒนาความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาและสถานประกอบการเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้เชิงปฏิบัติจริง นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอแนะเพื่อสนับสนุนการพัฒนาและปรับใช้เทคนิคการสอนเหล่านี้ในบริบทของประเทศไทย เพื่อเตรียมผู้เรียนให้มีทักษะที่พร้อมสำหรับการแข่งขันในเวทีโลก</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 T-VET Journal สถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 3