https://so01.tci-thaijo.org/index.php/TVETJournal_IVEN3/issue/feed
T-VET Journal สถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 3
2025-12-30T11:24:37+07:00
กองบรรณาธิการ
vintc03@gmail.com
Open Journal Systems
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>วัตถุประสงค์/ขอบเขต ของวารสารวิชาการ T-VET Journal</strong></span></p> <p> 1. เพื่อเป็นสื่อกลางในการส่งเสริมและสนับสนุนให้ นักศึกษา ครู อาจารย์ นักวิชาการ และผู้สนใจทั่วไป ได้มีโอกาสเผยแพร่ ผลงานทางวิชาการ และผลงานวิจัย รวมทั้งได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความคิดเห็นทางวิชาการเกี่ยวกับการพัฒนานวัตกรรม และเทคโนโลยี ในด้านการจัดการเรียนรู้ ด้านการบริหารจัดการ และด้านอื่นๆ ที่มีลักษณะทั้งเป็นรูปแบบ วิธีการ หรือสื่อสิ่งประดิษฐ์อันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาอาชีวศึกษา และการศึกษา เพื่อที่จะนำไปสู่การพัฒนาสถานประกอบการ ชุมชน สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ต่อไป</p> <p> 2. เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลและแหล่งการเรียนรู้ในการพัฒนาศักยภาพของนักศึกษา ครู อาจารย์ ในด้านการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการนำผลวิจัยไปบูรณาการในการจัดการเรียนรู้ และการฝึกอบรมวิชาชีพให้ได้ประโยชน์สูงสุด</p> <p><strong>ขั้นตอนการส่งบทความ </strong></p> <p>1. ให้ผู้แต่งดำเนินการกรอก แบบฟอร์มการนำส่งบทความเพื่อเผยแพร่</p> <p>2. ให้ผู้แต่ง ศึกษาข้อมูลการเขียนบทความตามรูปแบบฟอร์มที่วารสารกำหนด </p> <p>3. ขอให้ผู้แต่งจัดส่งไฟล์บทความ ในรูปแบบ ไฟล์ .Word และ .Pdf </p> <h2 class="media-heading"><a href="https://drive.google.com/file/d/11O5S_GEWhwy6a8cGtbXURxkpMSB-aiuI/view?usp=sharing">คู่มือการเขียนบทความ T-VET Journal สถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 3</a></h2> <p><a href="https://drive.google.com/file/d/16FzqXjJQZHaW-szUkV61UcsDnJZAc5DT/view?usp=sharing">- แบบฟอร์มการเขียนบทความ T-VET Journal PDF</a></p> <p><a href="https://docs.google.com/document/d/1AoCSvbFnus_1xLmypNM0vvWddGq8k7Lf/edit?usp=drive_link&ouid=102749468583574600338&rtpof=true&sd=true">- แบบฟอร์มการเขียนบทความวิจัย</a></p> <p><a href="https://docs.google.com/document/d/1fVJ_P_sBbt5UlyUN6-rVjBGIyugkVV69/edit?usp=drive_link&ouid=102749468583574600338&rtpof=true&sd=true">- แบบฟอร์มการเขียนบทความปริทัศน์-วิชาการ</a></p> <p><a href="https://drive.google.com/file/d/1046S6BdI-lFSVfsrbcNwToUWImF3UQwc/view?usp=drive_link">- แบบนำส่งบทความเพื่อเผยแพร่ วารสาร T-Vet</a></p>
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/TVETJournal_IVEN3/article/view/284095
การจัดการความปลอดภัยและสารก่อภูมิแพ้ในอาหารพื้นถิ่น เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์จังหวัดพิษณุโลก
2025-11-21T11:41:10+07:00
ปรีชา ตั้งสุขขีย์ศิริ
kfish696927@gmail.com
ณภัทร สำราญราษฎร์
kfish696927@gmail.com
หงสกุล เมสนุกูล
kfish696927@gmail.com
<p> บทความนี้มุ่งศึกษาการจัดการความปลอดภัยและสารก่อภูมิแพ้ในอาหารพื้นถิ่นเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์จังหวัดพิษณุโลก โดยตระหนักถึงการแพ้อาหาร ซึ่งเป็นความท้าทายด้านสาธารณสุขในระดับโลก การศึกษานี้ได้สังเคราะห์ข้อมูลจากงานวิจัย กฎหมาย และแนวปฏิบัติทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับบริบทอาหารพื้นถิ่น ผลการศึกษาเสนอแนวทางการจัดการที่สำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ 1) การสร้างความตระหนักและความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการแพ้อาหาร 2) การสื่อสารข้อมูลและการจัดการสารก่อภูมิแพ้ 3) การจัดการความเสี่ยงและการป้องกันการปนเปื้อน และ 4) การเตรียมความพร้อมสำหรับกรณีฉุกเฉิน แนวทางเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยแก่ผู้บริโภค แต่ยังช่วยเพิ่มคุณค่าและความน่าสนใจของอาหารพื้นถิ่น ให้กลายเป็น Soft Power ที่สามารถสนับสนุนการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และเสริมภาพลักษณ์จังหวัดพิษณุโลกให้ก้าวสู่ความยั่งยืนในอนาคต</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 T-VET Journal สถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 3
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/TVETJournal_IVEN3/article/view/284304
คุณลักษณะผู้บริหารสถานศึกษามืออาชีพตามความคิดเห็นของ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดพิษณุโลก
2025-12-02T14:28:52+07:00
วชิรานี ทองดอนเสียง
wachiraneeth@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครู เกี่ยวกับคุณลักษณะผู้บริหารสถานศึกษามืออาชีพตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดพิษณุโลก และ (2) เปรียบเทียบความคิดเห็นระหว่างผู้บริหารและครูเกี่ยวกับคุณลักษณะผู้บริหารสถานศึกษามืออาชีพตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดพิษณุโลก กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหาร และครู สังกัดสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดพิษณุโลก จำนวน 210 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิจัยคือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติการทดสอบค่าที (t-test)</p> <p>ผลการวิจับ พบว่า (1) คุณลักษณะผู้บริหารสถานศึกษามืออาชีพตามความคิดเห็นของผู้บริหาร สถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดพิษณุโลก โดยภาพรวมอยู่ในระดับ มาก (𝑥̅ = 4.14, S.D. = 0.67) ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านภาวะผู้นำอยู่ในระดับ มาก (𝑥̅ = 4.16, S.D. = 0.65) รองลงมาคือ ด้านคุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ (𝑥̅ = 4.15, S.D.=0.67) ด้านการบริหารแบบมีส่วนร่วม (𝑥̅ = 4.13, S.D.=0.67) และด้านความสามารถทางวิชาชีพและนวัตกรรม (𝑥̅ = 4.13, S.D.=0.69) ซึ่งอยู่ในระดับมาก เช่นเดียวกัน (2) ความคิดเห็นระหว่างผู้บริหารกับครูเกี่ยวกับคุณลักษณะผู้บริหารสถานศึกษามืออาชีพตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดพิษณุโลกแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยผู้บริหารมีแนวโน้มให้คะแนนสูงกว่าครูในหลายด้าน สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างการรับรู้ที่ควรนำไปใช้กำหนดแนวทางพัฒนาภาวะผู้นำ กลไกการมีส่วนร่วม เพื่อขับเคลื่อนสมรรถนะผู้บริหารสู่ความเป็นมืออาชีพอย่างยั่งยืนต่อไป</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 T-VET Journal สถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 3
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/TVETJournal_IVEN3/article/view/284151
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง สำหรับแจ้งเตือนแรงดันไฟฟ้าตกในระบบไฟฟ้า
2025-11-05T15:06:31+07:00
เอกชัย ชูเที่ยง
ek2529@gmail.com
ธเนศ ภู่กัน
ek2529@gmial.com
สำราญ มีแจ้ง
ek2529@gmial.com
<p>การวิจัยเรื่อง การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่งสำหรับแจ้งเตือนแรงดันไฟฟ้าตกในระบบไฟฟ้า มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและพัฒนา และเพื่อทดสอบประสิทธิผลการทำงาน และประเมินคุณภาพของระบบการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่งสำหรับแจ้งเตือนแรงดันไฟฟ้าตกในระบบไฟฟ้า เมื่อแรงดันไฟฟ้าต่ำกว่า 210 โวลต์ จะมีการแจ้งเตือนไปยังแอปพลิเคชันไลน์ ส่งค่าแรงดันไฟฟ้าไปยัง Google Sheet สามารถตรวจสอบแรงดันไฟฟ้าบนแอปพลิเคชัน Blynk กลุ่มตัวอย่างคือ พนักงานช่างแผนกปฏิบัติการ โดยมีเกณฑ์การคัดเลือกเป็นกลุ่มผู้ที่มีประสบการณ์เชี่ยวชาญและกลุ่มผู้ใช้งานเป้าหมาย จำนวน 10 คน ซึ่งได้มาด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบประเมินผู้เชี่ยวชาญ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) อุปกรณ์สามารถส่งข้อมูลแรงดันไฟฟ้าเก็บค่าใน Google Sheet ทุกๆ 1 นาที สามารถดูแรงดันไฟฟ้าแบบเรียลไทม์บนแอปพลิเคชัน Blynk และแจ้งเตือนไปยังแอปพลิเคชันไลน์ เมื่อแรงดันไฟฟ้าต่ำกว่า 210 โวลต์ ได้อย่างแม่นยำอีก ทั้งยังสามารถตั้ง ค่าแรงดันที่ต้องการ ให้แจ้งเตือนได้ผ่านแอปพลิเคชัน Blynk</p> <p>(2) ผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ด้านการใช้งานและด้านความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ โดยรวมอยู่ในระดับดีมาก ( = 4.80, S.D. = 0.41) รองลงมาคือ ด้านการออกแบบ มีประสิทธิภาพ โดยรวมอยู่ในระดับดีมาก ( = 4.60, S.D. = 0.51)</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 T-VET Journal สถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 3
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/TVETJournal_IVEN3/article/view/283825
การศึกษาผลสัมฤทธิ์การใช้ชุดการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ สถานีหลัก 5 สถานี ประกอบด้วย สถานีทดลอง 21 สถานี ของนักเรียนโรงเรียนราชประชานุเคราะห์
2025-11-04T10:17:26+07:00
สุธี เสริมสุข
singko19@gmail.com
สิงห์คม วุฒิชาติ
singko19@gmail.com
สุวัฒน์ชัย ศรีสุพัฒนะกุล
singko19@gmail.com
จีระพงษ์ แสงวณิช
singko19@gmail.com
เจนจิรา พึ่งพร
singko19@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างชุดการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ของชุดการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ 2) ประเมินผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพของชุดการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ สถานีหลัก 5 สถานี ประกอบด้วย สถานีทดลอง 21 สถานี ของนักเรียนโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ ครูและนักเรียนในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 3 แห่งที่เข้าร่วมโครงการ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ชุดทดลองวิทยาศาสตร์ประกอบด้วย 21 สถานีทดลอง ครอบคลุมเนื้อหาวิทยาศาสตร์ 5 สถานีหลัก ได้แก่ เรื่องกลศาสตร์ เรื่องเสียง เรื่องแสง เรื่องไฟฟ้า และเรื่องคลื่น โดยแต่ละสถานีมีชุดทดลองที่หลากหลายเพื่อให้ผู้เรียนได้สำรวจและเรียนรู้ปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์อย่างครบถ้วน ซึ่งมีคุณลักษณะเฉพาะและการประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน 2) ผลการประเมินการใช้ชุดการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ทั้งจำแนกตามสถานีหลัก 5 สถานี จำแนกตามตามสถานีทดลอง 21 สถานีและจำแนกตามรายการประเมิน จำนวน 10 รายการ ในภาพรวมทั้งหมดอยู่ในระดับมาก</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 T-VET Journal สถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 3
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/TVETJournal_IVEN3/article/view/284076
เครื่องสูบน้ำแบบไหลตามแนวแกนที่มีเพลาสกรู โดยใช้มอเตอร์บัสเลสโซล่าเซลล์
2025-11-05T09:34:47+07:00
กำไร จันทร์พรม
ek2529@gmail.com
ตวงเงิน เพชรกำแหง
ek2529@gmail.com
นริศ เกิดธูป
ek2529@gmail.com
เอกชัย ชูเที่ยง
ek2529@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ออกแบบและสร้างเครื่องสูบน้ำแบบไหลตามแนวแกนที่มีเพลาสกรูขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 นิ้ว ยาว 3.6 เมตร โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการขับมอเตอร์บัสเลส 2) หาประสิทธิภาพของเครื่องสูบน้ำแบบไหลตามแนวแกนที่มีเพลาสกรูขนาด เส้นผ่านศูนย์กลาง 5 นิ้ว ยาว 3.6 เมตร โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการขับมอเตอร์บัสเลส กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยคือ ผู้เชี่ยวชาญ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลการออกแบบและสร้างเครื่องสูบน้ำแบบไหลตามแนวแกนที่มีเพลาสกรูขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 นิ้ว ยาว 3.6 เมตร โดยใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการขับมอเตอร์บัสเลส ขนาด 3 แรงม้า กับท่อที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 นิ้ว ยาว 3.6 เมตร ในช่วงเวลากลางคืนในตอนที่ไม่มีแสงแดด สามารถใช้ไฟฟ้า 230 โวลท์ จากการไฟฟ้าแทนการใช้ไฟฟ้าจากแผงโซล่าเซลล์ ในการใช้งานใช้แผงโซล่าเซลล์ 250 วัตต์ จำนวน 4 แผง</p> <p>2) ผลประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของการออกแบบ การติดตั้ง และการทำงานของเครื่องสูบน้ำแบบไหลตามแนวแกนที่มีเพลาสกรูขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 5 นิ้ว ยาว 3.6 เมตร ทั้งด้านความเหมาะสมและด้านความเป็นไปได้ ในภาพรวมอยู่ในระดับดี และค่าเฉลี่ยประสิทธิภาพของเครื่อง สูบน้ำอยู่ที่ 21.36% และได้ปริมาณน้ำโดยเฉลี่ยต่อวันประมาณ 84 m³</p> <p> </p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 T-VET Journal สถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 3
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/TVETJournal_IVEN3/article/view/280250
การพัฒนาชุดฝึกอบรมการพัฒนาครูฝึกในสถานประกอบการที่สอดคล้องตามคุณวุฒิวิชาชีพสาขาครูฝึกในสถานประกอบการ
2025-04-09T14:54:54+07:00
ชัยยศ ดำรงกิจโกศล
chaiyot.d@cit.kmutnb.ac.th
ศิริพงศ์ ลัมพาภิวัฒน์
chaiyot.d@cit.kmutnb.ac.th
วิจิตรา เฉลิมตระกูลชัย
chaiyot.d@cit.kmutnb.ac.th
สุธี เสริมสุข
chaiyot.d@cit.kmutnb.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดฝึกอบรมครูฝึกในสถานประกอบการที่สอดคล้องตามคุณวุฒิวิชาชีพสาขาครูฝึกในสถานประกอบการ 2) ศึกษาผลการใช้ชุดฝึกอบรมครูฝึกในสถานประกอบการที่พัฒนาขึ้น และ 3) ประเมินความพึงพอใจของผู้เข้ารับการฝึกอบรม กลุ่มเป้าหมายของการวิจัยประกอบด้วย หัวหน้าช่างและช่างที่มีประสบการณ์สอนงานไม่ต่ำกว่า 3 ปี จำนวน 15 คน โดยวิธีสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ชุดฝึกอบรมเรื่องครูฝึกในสถานประกอบการ แบบทดสอบและแบบประเมินผลการปฏิบัติงาน และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการฝึกอบรม โดยมีสถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ชุดฝึกอบรมเรื่องครูฝึกในสถานประกอบการประกอบด้วย 4 หัวข้อหลัก ได้แก่ การวิเคราะห์ผู้เข้ารับการฝึกอบรม การเตรียมการฝึกอบรม การฝึกอบรมหน้างาน และการพัฒนาผู้เข้ารับการฝึกอบรมหลังการอบรม ทั้งนี้ผลการนำชุดฝึกอบรมเรื่องครูฝึกในสถานประกอบการไปใช้พบว่า ค่าดัชนีประสิทธิผลของการฝึกอบรมเรื่องครูฝึกในสถานประกอบการ มีค่าเท่ากับ 0.8686 คะแนนทดสอบภาคปฏิบัติของผู้เข้ารับการฝึกอบรมคิดเป็นร้อยละ 92.06 และผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความพึงพอใจต่อการฝึกอบรมภาพรวมในระดับมาก</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 T-VET Journal สถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 3
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/TVETJournal_IVEN3/article/view/283585
การพัฒนาชุดฝึกทักษะงานลับคมตัดมีดกลึงเกลียวในงานช่างอุตสาหกรรม ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน สำหรับนักเรียนประกาศนียบัตรวิชาชีพ
2025-10-30T10:34:38+07:00
ชนธีร์ กลิ่นพุฒซ้อน
chonnatee.kp@gmail.com
น่านน้ำ บัวคล้าย
nannaam.b@fte.kmutnb.ac.th
เมธา อึ่งทอง
metha.o@fte.Kmutnb.ac.th
<p>วัตถุประสงค์ของงานวิจัยเพื่อ 1) พัฒนาและหาประสิทธิภาพชุดฝึกทักษะงานลับคมตัดมีดกลึงเกลียวในงานช่างอุตสาหกรรม ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน และ 2) เปรียบเทียบทักษะการปฏิบัติงานของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดฝึกทักษะงานลับคมตัดมีดกลึงเกลียวในงานช่างอุตสาหกรรม ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานเทียบกับเกณฑ์ กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ประเภทวิชาอุตสาหกรรม ที่ลงทะเบียนเรียนวิชา ลับคมเครื่องมือตัดรหัสวิชา 20102-2105 วิทยาลัยเทคนิคระยอง ปีการศึกษา 2567 จำนวน 20 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย1) แบบบันทึกสภาพปัญหาแนวทางการแก้ปัญหาการจัดการเรียนการสอน วิชา ลับคมเครื่องมือตัด 2) ชุดฝึกทักษะ 3) แบบประเมินความเหมาะสม มีความตรงเชิงเนื้อหาตั้งแต่ 0.60-1.00 และ4) แบบประเมินทักษะ มีความตรงเชิงเนื้อหาตั้งแต่ 0.60-1.00 และค่าความเชื่อมั่นจากการสังเกตของเกณฑ์การประเมินระหว่างผู้ประเมิน 0.70 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือการวิเคราะห์เนื้อหา ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าที (t-test for one sample)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความเหมาะสมของชุดฝึกทักษะงานลบคมตัดมีดกลึงเกลียว ร่วมการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.75, S.D = 0.09) ประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะงานลับคมตัดมีดกลึงเกลียวร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานมีค่าเท่ากับ 81.73/82.03 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 2) ทักษะการปฏิบัติงานของนักเรียนหลังการใช้ชุดฝึกทักษะสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 T-VET Journal สถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 3
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/TVETJournal_IVEN3/article/view/280755
การศึกษาสภาพความต้องการและแนวทางการพัฒนาทักษะจำเป็น สำหรับการถูกจ้างงาน กลุ่มอาชีพอุตสาหกรรมการผลิต สาขาวิชาเทคนิคโลหะ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
2025-05-23T10:05:49+07:00
กุสิมา เกล็บจุ
kusima1504@gmail.com
สวนีย์ เสริมสุข
kusima1504@gmail.com
สุขแก้ว คำสอน
kusima1504@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)ศึกษาสภาพความต้องกับการถูกจ้างงาน กลุ่มอาชีพอุตสาหกรรมการผลิต สาขาวิชาเทคนิคโลหะ 2) สร้างรูปแบบการจัดการเรียนรู้ในการพัฒนาทักษะจำเป็นสำหรับการถูกจ้างงาน กลุ่มอาชีพอุตสาหกรรมการผลิต สาขาวิชาเทคนิคโลหะ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้แทนครูฝึกในสถานประกอบการ กลุ่มอาชีพช่างเชื่อม จำนวน 24 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าร้อยละค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2) แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ 9 คน เกี่ยวกับสภาพและแนวทางการพัฒนาทักษะจำเป็นสำหรับการถูกจ้างงาน วิเคราะห์ข้อมูล โดยการวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพความต้องการทักษะจำเป็นสำหรับการถูกจ้างงานในภาพรวมมีความสอดคล้อง อยู่ในระดับมาก แนวทางในการพัฒนาทักษะจำเป็นสำหรับการถูกจ้างงาน ประกอบด้วย (1) ครูผู้สอนมุ่งพัฒนาทักษะเฉพาะทางวิชาชีพและทักษะทั่วไปที่เป็นทักษะพื้นฐาน (2) ครูผู้สอนให้ความสำคัญกระบวนการจัดการเรียนการสอน การถ่ายทอดองค์ความรู้ การสาธิต การได้ลงมือปฏิบัติจริง การได้สัมผัสกับประสบการณ์จริงช่วยให้สามารถเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้น 2) ร่างรูปแบบการจัดการเรียนรู้ในการพัฒนาทักษะจำเป็นสำหรับการถูกจ้างงาน กลุ่มอาชีพอุตสาหกรรมการผลิต สาขาวิชาเทคนิคโลหะ มีขั้นตอนดังนี้ สร้างความรู้และสร้างแรงบัลดาลใจ การวิเคราะห์ประสบการณ์ การอธิบาย/เทคนิควิธีการ การสาธิต ฝึกปฏิบัติ ปรับปรุงและประยุกต์ และการสะท้อนผลและอภิปราย</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 T-VET Journal สถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 3
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/TVETJournal_IVEN3/article/view/280251
การพัฒนาชุดฝึกอบรมช่างเชื่อมท่อวัสดุพอลิเอทิลีนความหนาแน่นสูง
2025-04-09T14:57:49+07:00
ศิริพงศ์ ลัมพาภิวัฒน์
chaiyot.d@cit.kmutnb.ac.th
ชัยยศ ดำรงกิจโกศล
chaiyot.d@cit.kmutnb.ac.th
ปภาศิ มีด้วง
chaiyot.d@cit.kmutnb.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) พัฒนาชุดฝึกอบรมช่างเชื่อมท่อวัสดุพอลิเอทิลีนความหนาแน่นสูง และ 2) ศึกษาผลการใช้ชุดฝึกอบรมช่างเชื่อมท่อวัสดุพอลิเอทิลีนความหนาแน่นสูง ขั้นตอนการดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 5 ขั้นตอนหลักได้แก่ 1) การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2) การพัฒนาชุดฝึกอบรม 3) การตรวจสอบคุณภาพชุดฝึกอบรม 4) การนำชุดฝึกอบรมไปใช้จริง และ 5) การวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผลการวิจัย โดยกลุ่มเป้าหมายในการวิจัยประกอบด้วยช่างเชื่อมโลหะ และช่างประกอบงานเชื่อมโลหะจำนวน 12 คน ได้มาจากวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบทดสอบด้านความรู้ และแบบประเมินผลการปฏิบัติงาน สถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และประสิทธิภาพชุดฝึกอบรมตามเกณฑ์ E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub> ผลการวิจัยพบว่า (1) ชุดฝึกอบรมช่างเชื่อมท่อวัสดุพอลิเอทิลีนความหนาแน่นสูง ประกอบด้วย 5 หัวข้อได้แก่ 1) อุปกรณ์ที่ใช้ในการปฏิบัติงาน 2) การเตรียมวัสดุอุปกรณ์ก่อนการปฏิบัติงาน 3) การปรับค่าตัวแปรที่ใช้ในการเชื่อม 4) งานเชื่อมท่อ HDPE และ 5) งานตรวจสอบชิ้นงานเชื่อม (2) ชุดฝึกอบรมมีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.84/83.56 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 75/75 และมีผลคะแนนการปฏิบัติงานเฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 87.50 </p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 T-VET Journal สถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 3
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/TVETJournal_IVEN3/article/view/283942
การพัฒนารูปแบบการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ร่วมกับการจำลอง ด้วยระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์ สำหรับวิชาความแข็งแรงของวัสดุ เรื่อง ความเค้นและความเครียด
2025-11-11T14:03:52+07:00
ศุภรัตน์ สามสี
supharat_samsi@hotmail.com
สรวุฒิ ยะนิล
supharat_samsi@hotmail.com
เมธา อึ่งทอง
supharat_samsi@hotmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับเกณฑ์ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาเทคนิคเครื่องกล วิทยาลัยเทคนิคกาญจนบุรี จำนวน 22 คน เครื่องมือที่ใช้สำหรับงานวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ร่วมกับการจำลองด้วยระเบียบวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์ 2) แบบประเมินความคิดเห็นต่อแผนจัดการการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ซึ่งมีค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.80 – 1.00 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เป็นแบบอัตนัย จำนวน 6 ข้อ มีค่า IOC 0.80 – 1.00 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t - test for One Samples</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นที่ 1 กำหนดปัญหา ขั้นที่ 2 ทำความเข้าใจกับปัญหา ขั้นที่ 3 ดำเนินการศึกษาค้นคว้า ขั้นที่ 4 สังเคราะห์ความรู้ ขั้นที่ 5 สรุปและประเมินค่าของคำตอบ และขั้นที่ 6 นำเสนอ 2) ผลการประเมินระดับความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญต่อการพัฒนารูปแบบการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ในระดับมากที่สุด ( = 4.71, = 0.44) และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาที่เรียนด้วยรูปแบบการสอนโดยใช้ปัญหาฐานสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 (24 คะแนน) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 T-VET Journal สถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 3
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/TVETJournal_IVEN3/article/view/283861
การบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษา จังหวัดอุตรดิตถ์
2025-11-25T14:43:06+07:00
วัชรา สุขใจ
moopicv@gmail.com
ประภาพรรณ รักเลี้ยง
moopicv@gmail.com
<p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ความต้องการจำเป็นและแนวทางการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดอุตรดิตถ์ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักในการวิจัย ใช้วิธีการเจาะจงตามเกณฑ์การคัดเข้ารวม จำนวน 388 คน ได้แก่ ผู้อำนวยการ จำนวน 6 คน รองผู้อำนวยการ จำนวน 18 คน และครู จำนวน 364 คน และ ผู้ประเมินในกลุ่มประชากร จำนวน 219 คน ได้แก่ ผู้อำนวยการ จำนวน 6 คน รองผู้อำนวยการ จำนวน 18 คน ครู จำนวน 195 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูล โดยการใช้ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า PNI และการวิเคราะห์เนื้อหาแบบสร้างข้อสรุป วิธีการวิเคราห์โดยการทำตารางเปรียบเทียบความสัมพันธ์ของข้อมูล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นและแนวทางการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดอาชีวศึกษา จังหวัดอุตรดิตถ์ ประกอบด้วย 1) การมีวิสัยทัศน์ดิจิทัล คะแนนที่ 0.49 2) การสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ดิจิทัล คะแนนที่ 0.48 3) การรู้ดิจิทัล คะแนน ที่ 0.46 4) การพัฒนาองค์กรด้วยดิจิทัล คะแนนที่ 0.40 5) การสื่อสารดิจิทัล คะแนนอที่ 0.39 </p> <p>2)แนวทางการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล คือ ผู้บริหารจำเป็นต้องริเริ่มกำหนด วิสัยทัศน์ดิจิทัลที่ชัดเจน โดยต้องมีการจัดตั้ง คณะกรรมการขับเคลื่อนด้านดิจิทัล จัดทำแผนแม่บท (Digital Roadmap) ระยะ 3-5 ปี ซึ่งจะต้องแปลงวิสัยทัศน์ให้เป็น เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ที่วัดผลได้ ผู้บริหารต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการวิเคราะห์บริบทวิทยาลัย อย่างรอบด้าน โดยกำหนดกรอบการวิเคราะห์ เช่น SWOT Analysis และใช้เครื่องมือดิจิทัลในการ รวบรวมข้อมูล จากทุกฝ่าย</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 T-VET Journal สถาบันการอาชีวศึกษาภาคเหนือ 3