https://so01.tci-thaijo.org/index.php/The_New_Viridian/issue/feed The New Viridian Journal of Arts, Humanities and Social Sciences 2023-12-27T09:18:58+07:00 The New Viridian Journal of Arts, Humanities and Social Scie gradsu.newjr@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>ขอแจ้งยุติการดำเนินงานและการควบรวมวารสาร</strong><br /> วารสารวิชาการ The New Viridian Journal of Arts, Humanities and Social Sciences ขอแจ้งยุติการดำเนินงานและปิดรับบทความ โดยทำการควบรวมกับ วารสาร Silpakorn University e-Journal (Social Sciences, Humanities, and Arts) ฉบับภาษาไทย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป โดยบทความที่ได้ตีพิมพ์เผยแพร่แล้ว ยังสามารถดาวน์โหลดได้ที่เว็บไซต์ของวารสาร (<a href="https://so01.tci-thaijo.org/index.php/The_New_Viridian/index" target="_blank" rel="noopener">https://so01.tci-thaijo.org/index.php/The_New_Viridian/index</a>)</p> <p> คณาจารย์ นักวิจัย นักศึกษา และนักวิชาการ ที่สนใจและต้องการตีพิมพ์บทความ สามารถติดต่อสอบถามหรือส่งบทความได้ที่วารสารมหาวิทยาลัยศิลปากร โทรศัพท์ 065 070 4679 (ในเวลาราชการ) หรือเว็บไซต์ <a href="https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sujthai" target="_blank" rel="noopener">https://so05.tci-thaijo.org/index.php/sujthai</a></p> <p> ทางวารสารขอขอบพระคุณผู้ทรงคุณวุฒิที่ให้ความอนุเคราะห์และความร่วมมือด้วยดีเสมอมาในการดำเนินงานของวารสาร รวมทั้งคณาจารย์ นักวิจัย นักศึกษา และนักวิชาการทุกท่าน ที่ส่งบทความเพื่อลงตีพิมพ์ในวารสาร</p> <p>----------------------------------------------</p> <p><strong>เกี่ยวกับวารสาร<br /></strong> วารสารวิชาการ The New Viridian Journal of Arts, Humanities and Social Sciences (สาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ) ISSN (Online): 2773-8787 เป็นวารสารอิเล็กทรอนิกส์ และเผยแพร่ทางเว็บไซต์ กำหนดออกปีละ 6 ฉบับ/ปี (2 เดือน/ฉบับ) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป<br /><br /></p> <p><strong>มีวัตถุประสงค์</strong> ดังนี้<br />1. เพื่อเผยแพร่บทความจากผลงานวิจัยและบทความวิชาการ ในสาขามนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ<br />2. เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้เกิดการวิจัยและการพัฒนาองค์ความรู้ในสาขาวิชาต่าง ๆ ทางด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และศิลปะ ดังนี้<br /> - ด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ ได้แก่ ปรัชญา ภาษาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ โบราณคดี ศึกษาศาสตร์ การบริหาร การจัดการทรัพยากรมนุษย์ รัฐประศาสนศาสตร์ ภูมิศาสตร์ การท่องเที่ยว บรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ นิเทศศาสตร์ วิทยาการจัดการ และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง<br /> - ด้านศิลปะ ได้แก่ สถาปัตยกรรมศาสตร์ ศิลปะ และการออกแบบ และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง</p> <p>วารสารวิชาการ The New Viridian Journal of Arts, Humanities and Social Sciences <strong>อยู่ในฐานข้อมูล TCI กลุ่มที่ 2 (จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567) และค่าสมัครส่งบทความ 3,500 บาท/บทความ (จะเก็บค่าสมัครบทความก็ต่อเมื่อ บทความของท่าน ผ่านการพิจารณาเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ ให้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของผู้ทรงคุณวุฒิต่อไป)<br /><br /></strong></p> <p><strong>บทความที่รับตีพิมพ์<br /></strong> บทความวิจัย หรือบทความวิชาการ ของนักศึกษาระดับปริญญาโท หรือระดับปริญญาเอก อาจารย์ นักวิจัย และนักวิชาการของสถาบันการศึกษาต่างๆ<br /> ทั้งนี้ การพิจารณาบทความทางวารสารจะปกปิดชื่อผู้เสนอบทความและชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ (Double-Blind Peer Review)<br /><br /></p> <p><strong>หน่วยงานที่รับผิดชอบ</strong><br /> บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร (ตั้งแต่ Vol. 3 No. 2, 2023 เป็นต้นไป ดูแลโดย สำนักงานบริหารการวิจัย นวัตกรรมและการสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศิลปากร)</p> https://so01.tci-thaijo.org/index.php/The_New_Viridian/article/view/267749 การประยุกต์แนวคิดการสัมภาษณ์เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจ ในการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ต่อการพัฒนาศักยภาพตนเองของนักศึกษา (Applying the Motivation Interviewing Concept for Online Teaching and Learning Management on Self-Potential Development of Learners) 2023-10-25T10:44:28+07:00 สรินฎา ปุติ sarinda.p@psu.ac.th <p>การสัมภาษณ์เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจ (Motivational Interviewing: MI) เป็นรูปแบบการสื่อสารที่เน้นความร่วมมือกันเพื่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม แนวคิด MI มีคุณค่าสำหรับการพัฒนาผู้เรียนในอนาคตช่วง COVID-19 ผู้สอนจำเป็นต้องนำกลยุทธ์การสอนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ผู้เรียนบรรลุผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง การวิจัยนี้เป็นการวิจัยในชั้นเรียนที่นำแนวคิด MI มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ โดยมีวัตถุประสงค์ของการวิจัย คือ เพื่อศึกษาผลของการพัฒนาศักยภาพตนเองภายหลังเสร็จสิ้นการเรียนการสอนออนไลน์และความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการเรียนการสอนออนไลน์กับการพัฒนาศักยภาพตนเองของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคใต้ของประเทศไทย วิธีดำเนินการวิจัย ผู้ให้ข้อมูลหลักเป็นผู้ที่กำลังศึกษาชั้นปีที่ 1 ภาคการศึกษาที่ 1/2564 จำนวน 26 คน เครื่องมือการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ออนไลน์ 2) แบบสอบถามความคิดเห็นในการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ และ 3) แบบสอบถามความคิดเห็นในการพัฒนาศักยภาพตนเองตามการรับรู้ของผู้เรียน เก็บข้อมูลเดือนพฤศจิกายน 2564 ผ่านระบบออนไลน์ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัย พบว่า ภายหลังการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ผู้เรียนมีการพัฒนาด้านพฤติกรรมมากที่สุด รองลงมา คือ ด้านปัญญาและด้านความรู้ การทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการเรียนรู้ออนไลน์ของผู้สอนตามแนวคิดของ MI โดยรวมกับการพัฒนาของผู้เรียนโดยรวมพบว่า ตัวแปรทั้งสอง มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า หลักของ AECC (Acceptance, Evocation, Compassion, Collaboration) มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงกับการพัฒนาตนเองของผู้เรียนด้านพฤติกรรม และมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับต่ำในด้านความรู้และด้านปัญญา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และหลักการ FRAMES (Feedback, Responsibility, Advice, Menu, Empathy, Self-efficacy) มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงกับการพัฒนาตนเองของผู้เรียนด้านปัญญาและด้านพฤติกรรม และมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับต่ำในด้านความรู้</p> 2023-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2023 The New Viridian Journal of Arts, Humanities and Social Sciences https://so01.tci-thaijo.org/index.php/The_New_Viridian/article/view/266919 ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครูในสหวิทยาเขตรัชวิภา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 (Innovative Leadership of School Administrators According to Teacher Perceptions in Ratchavipha Cluster under the Secondary Education Service Area Office Bangkok 2) 2023-07-21T15:57:09+07:00 กานต์ธีรา บางเขียว kanteera@rvb.ac.th รัตนา กาญจนพันธุ์ arjarnratana@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครูในสหวิทยาเขตรัชวิภา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 จำแนกตามระดับการศึกษา วิทยฐานะ และประสบการณ์ทำงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ ครูที่ปฏิบัติงานโรงเรียนในสหวิทยาเขตรัชวิภา ปีการศึกษา 2565 จำนวน 9 โรงเรียน รวมทั้งสิ้น 285 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม จำนวน 40 ข้อ ที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.99 สถิติที่ใช้ คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการเปรียบเทียบความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) ครูผู้มีระดับการศึกษาแตกต่างกัน รับรู้ต่อภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน 3) ครูผู้มีวิทยฐานะแตกต่างกัน รับรู้ต่อภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในภาพรวมไม่แตกต่างกัน ยกเว้นด้านการบริหารความเสี่ยงมีการรับรู้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 4) ครูผู้มีประสบการณ์ทำงานแตกต่างกัน รับรู้ต่อภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการมีวิสัยทัศน์การเปลี่ยนแปลง และด้านการบริหารความเสี่ยง มีการรับรู้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> 2023-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2023 The New Viridian Journal of Arts, Humanities and Social Sciences https://so01.tci-thaijo.org/index.php/The_New_Viridian/article/view/266347 การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษเชิงวิจารณ์ตามหลักสุนทรียสนทนา สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาภาษาอังกฤษ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (The Development of English Critical Reading Abilities Based on the Processes of Dialogue for Third Year Undergraduate English Major Students, Faculty of Liberal Arts, Bangkokthonburi University) 2023-08-21T14:19:22+07:00 ภาคิม เก้าเอี้ยน phakim.kaoian@gmail.com ประไพศรี โห้ลำยอง prapai19@gmail.com ภัทรียา รวยสำราญ patariya_r@yahoo.com <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษเชิงวิจารณ์ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ตามหลักสุนทรียสนทนา 2) ศึกษาการแสดงความรู้แฝงในระหว่างการจัดการเรียนรู้ตามหลักสุนทรียสนทนา และ 3) ศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ตามหลักสุนทรียสนทนา กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาภาษาอังกฤษ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี จำนวน 32 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการสอน จำนวน 5 แผน 2) แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษเชิงวิจารณ์ จำนวน 30 ข้อ 3) แบบบันทึกการแสดงความรู้แฝง และ 4) แบบสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ตามหลักสุนทรียสนทนา การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (X̅) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าสถิติทดสอบทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกัน (t-test dependent) ผลการวิจัยหลังการจัดการเรียนรู้ตามหลักสุนทรียสนทนา 5 ขั้น พบว่า 1) ความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษเชิงวิจารณ์ของนักศึกษากลุ่มเป้าหมายสูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 2) การแสดงความรู้แฝงของนักศึกษาระหว่างสัปดาห์ที่ 1 ถึงสัปดาห์ที่ 5 มีค่าสถิติร้อยละสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และ 3) ความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ตามหลักสุนทรียสนทนา อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก โดยมีค่าเฉลี่ย (X̅) อยู่ที่ระดับ 4.14 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) อยู่ที่ระดับ 0.67</p> 2023-12-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2023 The New Viridian Journal of Arts, Humanities and Social Sciences https://so01.tci-thaijo.org/index.php/The_New_Viridian/article/view/263400 เด็กปฐมวัยในยุค Next Normal กับกิจกรรมงานสวน (Young Children in the Next Normal Era with Gardening Activities) 2023-10-09T11:15:05+07:00 ธิดาพร คมสัน thidaporn.k@gmail.com <p>ยุค Next Normal เป็นช่วงเวลาหลังจากที่ทั่วโลกได้ปรับตัวกับสถานการณ์โควิด-19 จนกลายเป็นความคุ้นเคย โดยมีแนวโน้มหรือทิศทางของการเปลี่ยนแปลง 3 ส่วน คือ 1) เศรษฐกิจติดบ้าน (stay-at-home economy) 2) สังคมไร้การสัมผัส (touchless society) 3) วิธีผูกมิตรกับผืนดินและช่วยโลกแบบง่าย ๆ (regenerative organic) แนวโน้มหรือทิศทางของการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตการติดต่อสื่อสาร การทำงาน และการเรียนรู้ต่าง ๆ รอบตัว เด็กปฐมวัยต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้ หนึ่งในวิธีการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับยุค Next Normal คือ กิจกรรมงานสวน อันเป็นการส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้วิธีผูกมิตรกับผืนดินและช่วยโลกแบบง่าย ๆ ซึ่งเด็กจะได้เรียนรู้เรื่องของความปลอดภัยและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม โดยความร่วมมือระหว่างบ้านและโรงเรียน และการบูรณาการเทคโนโลยีมาใช้ในกิจกรรมงานสวน</p> 2023-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2023 The New Viridian Journal of Arts, Humanities and Social Sciences https://so01.tci-thaijo.org/index.php/The_New_Viridian/article/view/262818 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Instructional Coaching เพื่อส่งเสริมความสามารถในการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ของนักศึกษาวิชาชีพครู (Development of Instructional Model Based-on Instructional Coaching Approach to Enhance Ability to Write Lesson Plan of Students Teacher) 2023-10-06T14:33:46+07:00 ขวัญทิชา เชื้อหอม kwanticha.ch@gmail.com ธิดาพร คมสัน thidaporn.k@gmail.com สิโรดมภ์ จุ้ยเปี่ยม sirodom.juypiam@gmail.com อุบลวรรณ ส่งเสริม ubonwan.su@gmail.com <p>งานวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Instructional Coaching เพื่อส่งเสริมความสามารถในการเขียนแผนจัดการเรียนรู้ของนักศึกษาวิชาชีพครู 2) ศึกษาประสิทธิผลของการใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนตามแนวคิด Instructional Coaching เพื่อส่งเสริมความสามารถในการเขียนแผนจัดการเรียนรู้ของนักศึกษาวิชาชีพครู กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในงานวิจัย คือ นักศึกษาวิชาชีพครู ชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาการประถมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา จำนวน 40 คน ได้จากการเลือกแบบเจาะจง (purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาข้อมูลพื้นฐาน ได้แก่ แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์และประเด็นสนทนากลุ่ม สำหรับเครื่องมือที่ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ คู่มือการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แผนจัดการเรียนรู้ แบบประเมินความสามารถในการเขียนแผนจัดการเรียนรู้ และแบบสอบถามความพึงพอใจ ดำเนินการวิจัยโดยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา (research and development) ร่วมกับการออกแบบระบบการเรียนการสอน ADDIE Model และใช้แบบแผนการทดลองแบบกลุ่มตัวอย่างเดียวทดสอบหลังเรียนThe One-Shot Case Study วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย (X̅) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) ผลการวิจัยพบว่า 1. รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Instructional Coaching เพื่อส่งเสริมความสามารถในการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ของนักศึกษาวิชาชีพครู (PPIM) มี 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) ขั้นตอนการเรียนการสอน มี 4 ขั้นตอน คือ (1) ขั้นก่อนการชี้แนะ (pre-coaching) (2) ขั้นวางแผน (planning) (3) ขั้นนำไปใช้ (implementing) (4) ขั้นติดตามและสะท้อนผลการเรียนรู้ (monitoring and reflecting) และ 4) การวัดและประเมินผล 2. ประสิทธิผลหลังการใช้นวัตกรรมรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิด Instructional Coaching พบว่า นักศึกษามีความสามารถในการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับดี (X̅ = 4.23, S.D. = 0.07) โดยสิ่งที่นักศึกษาสามารถทำได้ดีที่สุด คือ การกำหนดมาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด/สาระสำคัญให้สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนรู้ (X̅<em> </em>= 4.58, S.D. = 0.51) อยู่ในระดับดีมาก และ 3. ความพึงพอใจของนักศึกษาอยู่ในระดับมาก (X̅<em> </em>= 4.42, S.D. = 0.13) โดยมีความพึงพอใจมากที่สุด คือ ครูเปิดโอกาสให้นักศึกษามีส่วนร่วมในการเรียนรู้ (X̅<em> </em>= 4.68, S.D. = 0.53)</p> 2023-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2023 The New Viridian Journal of Arts, Humanities and Social Sciences https://so01.tci-thaijo.org/index.php/The_New_Viridian/article/view/270890 หน้าปก ใบรองปก และคำนำ 2023-12-01T14:22:08+07:00 The New Viridian Journal of Arts, Humanities and Social Sciences gradsu.newjr@gmail.com <p>หน้าปก ใบรองปก และคำนำ</p> 2023-12-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2023 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/The_New_Viridian/article/view/271366 กองบรรณาธิการ 2023-12-26T15:38:29+07:00 The New Viridian Journal of Arts, Humanities and Social Sciences gradsu.newjr@gmail.com <p>กองบรรณาธิการ</p> 2023-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2023 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/The_New_Viridian/article/view/271384 สารบัญ 2023-12-27T09:18:58+07:00 The New Viridian Journal of Arts, Humanities and Social Sciences gradsu.newjr@gmail.com <p>สารบัญ</p> 2023-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2023