https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/issue/feed วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ 2026-06-17T11:00:25+07:00 รองศาสตราจารย์ พลตำรวจโท ดร.สัณฐาน ชยนนท์ sunthan2972@gmail.com Open Journal Systems <p>วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นช่องทางการเผยแพร่ผลงานวิชาการและผลงานวิจัยทางสังคมศาสตร์ของคณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไปในแขนงวิชาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นผลงานในเชิงบูรณาการหลักรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ สังคมศาสตร์ บริหารธุรกิจ บริหารการศึกษา พระพุทธศาสนาปรัชญา และนิติศาสตร์ ตลอดจนบทความวิชาการที่นำเสนอองค์ความรู้ใหม่ และประเด็นที่อยู่ในความสนใจของสังคม </p> <p>วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ มีได้เริ่มจัดทำและตีพิมพ์ตั้งแต่ พ.ศ. 2560 หมายเลข ISSN 2730-2970 (Print) และได้เริ่มจัดทำในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่ พ.ศ.2566 หมายเลข e-ISSN 2985-1351 (Online) และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 จะมีการเผยแพร่ระบบออนไลน์เพียงช่องทางเดียว โดยมีหมายเลข ISSN 2985-1351 (Online) </p> https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/288115 รูปแบบการเข้าสู่ตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาตามระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย: ศึกษากรณีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ปี 2567 ตามรัฐธรรมนูญพุทธศักราช 2560 2026-05-02T21:38:31+07:00 ธเนศพล ูพูถาวรวงศ์ nattanichar@sau.ac.th <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษากระบวนการและปัญหาการเข้าสู่ตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ปีพุทธศักราช 2567 ตามรัฐธรรมนูญพุทธศักราช 2560 2) เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาการเข้าสู่ตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ปีพุทธศักราช 2567 ตามรัฐธรรมนูญพุทธศักราช 2560 และ 3) นำเสนอรูปแบบที่เหมาะสมในการเข้าสู่ตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ปีพุทธศักราช 2567 ตามรัฐธรรมนูญพุทธศักราช 2560 โดยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ จากการวิเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 16 ราย และการสนทนากลุ่ม ข้อมูลถูกตรวจสอบจนถึงจุดอิ่มตัว (Data Saturation) และวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) รวมทั้งการวิเคราะห์เชิงสาระสำคัญ (Thematic Analysis)</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) บริบทของการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภามีความซับซ้อนและมีลักษณะห่างจากประชาชนส่งผลให้การมีส่วนร่วมทางการเมืองถูกจำกัด ขณะเดียวกันยังปรากฏปัญหาเชิงโครงสร้างที่นำไปสู่การครอบงำ ความไม่ชัดเจนของความเป็นตัวแทน และข้อจำกัดด้านความโปร่งใส 2) แนวทางการแก้ไขจึงมุ่งเน้นการเปิดการเข้าถึงข้อมูลและกระบวนการทางการเมือง การเสริมสร้างความยึดโยงระหว่างวุฒิสภากับประชาชนและกลุ่มทางสังคม ตลอดจนการพัฒนากลไกความโปร่งใสและการตรวจสอบได้ 3) รูปแบบการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภานั้น พบว่า มีข้อเสนอหลากหลาย เช่น การเลือกตั้งโดยตรง การใช้ระบบผสมระหว่างการเลือกตั้งและการสรรหา การปรับปรุงระบบกลุ่มอาชีพให้มีความชัดเจน และการปรับบทบาทและอำนาจของวุฒิสภาให้สอดคล้องกับที่มา อย่างไรก็ตามผลการศึกษาชี้ว่า ความเหมาะสมของรูปแบบมิได้ขึ้นอยู่กับทางเลือกใดทางเลือกหนึ่ง หากแต่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขเชิงระบบที่เอื้อต่อการเข้าถึง การยึดโยงกับประชาชน และความโปร่งใสของกระบวนการ ซึ่งสามารถสังเคราะห์เป็นมิติหลักของการออกแบบสถาบันวุฒิสภาและได้ทำการพัฒนาเป็นตัวแบบ ACT หมายถึง Accessibility (การเข้าถึง) Connectivity (การเชื่อมโยง) และ Transparency (ความโปร่งใส) ซึ่งก่อให้เกิดความชอบธรรม (Institutional Legitimacy) ในสถาบันของวุฒิสภา ได้รับการยอมรับจากสังคม ความเชื่อมั่นในกระบวนการ และการยึดโยงระหว่างวุฒิสภากับประชาชน</p> <p>โดยพัฒนาช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลและกระบวนการของวุฒิสภาได้ง่าย (Accessibility) พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมระหว่างภาคประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ (Connectivity) ควบคู่กับการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ (Transparency) เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความชอบธรรมของวุฒิสภาในสายตาสังคม</p> 2026-06-11T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/284774 การนำนโยบายผังเมืองด้านการกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินไปปฏิบัติ ในบริเวณพื้นที่โดยรอบมหาวิทยาลัยบูรพา เขตเทศบาลเมืองแสนสุข อำเภอเมืองชลบุรี 2026-06-14T22:44:29+07:00 เอกลักษณ์ ณัถฤทธิ์ akekaluk@go.buu.ac.th สุรีพร สุขะวัลลิ sureeporn.suk@wu.ac.th กิจฐเชต ไกรวาส dr.phukit@hotmail.com อาภาภรณ์ สุขหอม aiam2524@gmail.com มะฮ์ดีย์ จำปีพันธุ์ mahdee.ch@ru.ac.th <p style="font-weight: 400;">&nbsp;การเปลี่ยนแปลงปัญหาที่เกิดขึ้นการศึกษาการวิจัยเรื่อง” การนำนโยบายผังเมืองด้านการกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินไปปฏิบัติในบริเวณพื้นที่โดยรอบมหาวิทยาลัยบูรพา เขตเทศบาลเมืองแสนสุข อำเภอเมืองชลบุรี” มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินในบริเวณพื้นที่โดยรอบมหาวิทยาลัยบูรพา เขตเทศบาลเมืองแสนสุข อำเภอเมืองชลบุรี โดยผู้วิจัยได้ศึกษาในผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants) 3 กลุ่ม ประกอบด้วย (1) กลุ่มผู้บิหารหน่วยงานส่วนภูมิภาคและหน่วยงานภาคเอกชน (2) กลุ่มตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (3) กลุ่มผู้นำชุมชน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแนวคำถามที่ใช้ในการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth interview) จากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญทั้ง 3 การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาคำตอบในทั้งสองวัตถุประสงค์ใช้วิธีการจำแนกประเภทข้อมูล (Typological analysis) และการเปรียบเทียบข้อมูล (Comparative analysis)</p> <p style="font-weight: 400;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษา พบว่า ผลการศึกษาการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินบริเวณพื้นที่โดยรอบมหาวิทยาลัยบูรพา ได้ทำให้เกิดผลกระทบด้านบวกต่อสภาพทางกายภาพของบริเวณพื้นที่โดยรอบในเรื่อง (1) พื้นที่ที่ถูกปล่อยทิ้งรกร้างได้รับการพัฒนา (2) มีการพัฒนาสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะต่าง ๆ ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ (3) มีการดูแลรักษาความปลอดภัยพื้นที่โดยรอบมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้น (4) ลดจุดที่ถูกปล่อยรกร้าง เป็นแหล่งเสื่อมโทรม และเป็นจุดเสี่ยงการเกิดอาชญากรรม และ (5) บริการสาธารณะ และแหล่งบริการต่าง ๆ ของภาคเอกชน ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในพื้นที่ ส่วนผลกระทบด้านลบ ประกอบด้วย การทำให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัด, ปัญหาขยะ เป็นต้น และการกีดขวางทางไหลของน้ำ ทำให้อาจเกิดปัญหาน้ำท่วมรุนแรงในอนาคต ผลการศึกษาการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินบริเวณพื้นที่โดยรอบมหาวิทยาลัยบูรพา ได้ทำให้เกิดผลกระทบด้านบวกต่อสภาพทางเศรษฐกิจของบริเวณพื้นที่โดยรอบในเรื่อง (1) ทำให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น (2) ระบบเศรษฐกิจชุมชนเกิดการหมุนเวียน และ (3) ทำให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง ส่วนผลกระทบด้านลบ ประกอบด้วย การที่ค่าครองชีพในพื้นที่เพิ่มสูงขึ้น ผลการศึกษาการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินบริเวณพื้นที่โดยรอบมหาวิทยาลัยบูรพา ได้ทำให้เกิดผลกระทบด้านบวกต่อสภาพทางสังคมของบริเวณพื้นที่โดยรอบในเรื่อง (1) คุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ดีขึ้น ส่วนผลกระทบด้านลบ ประกอบด้วย (1) วิถีชีวิตและสภาพความเป็นอยู่ของคนในชุมชนเปลี่ยนไป (2) ยากต่อการป้องกันปัญหาต่าง ๆ เช่น ปัญหามิจฉาชีพ, การทะเลาะวิวาท เป็นต้น และ (3) ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสังคม&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/288342 การพัฒนาหลักสูตรนิเทศศาสตรดุษฎีบัณฑิตสาขานวัตกรรมการสื่อสาร ภาวะผู้นำอนาคต มหาวิทยาลัยสวนดุสิต 2026-05-18T09:47:11+07:00 ธีรเดช ชื่นประภานุสรณ์ teera_det@hotmail.co.th องค์อร สงวนญาติ ongornss@gmail.com นุสรา ลาภภูวนารถ nusaralar@gmail.com รรินทร วสุนันต์ Rarinthorn7@gmail.com สราวุธ ชมบัวทอง Sarawut.chombuathong@gmail.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพแนวโน้ม ทิศทาง และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาหลักสูตรนิเทศศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขานวัตกรรมการสื่อสารภาวะผู้นำอนาคต 2) พัฒนาหลักสูตรดังกล่าว และ 3) ประเมินและรับรองคุณภาพหลักสูตรโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ขั้นตอน สำหรับการวิจัยเชิงปริมาณกลุ่มตัวอย่างคือหัวหน้างานและพนักงานในหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และรัฐวิสาหกิจในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 450 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.86 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 15 คน ด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงประเด็นแล้วทำการพัฒนาหลักสูตรโดยคณะกรรมการ7 คน โดยบูรณาการผลการวิจัยกับกรอบมาตรฐาน TQF เป้าหมายของมหาวิทยาลัย และแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมชาติ 20 ปี พร้อมการประเมินและรับรองคุณภาพหลักสูตรโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างเห็นว่าภาวะผู้นำและการสื่อสารเชิงกลยุทธ์เป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้ในระดับมากที่สุด (M = 4.81) ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาหลักสูตรอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.69) และการสื่อสารเชิงภาวะผู้นำเป็นแนวโน้มสำคัญที่สุดของอีก 5–10 ปีข้างหน้า (ร้อยละ 91.33) หลักสูตรที่พัฒนาขึ้นมีจำนวน 48 หน่วยกิต ระยะเวลา 3 ปี ประกอบด้วยรายวิชาปรับพื้นฐาน รายวิชาบังคับ รายวิชาเลือก และดุษฎีนิพนธ์ จัดการเรียนการสอนในรูปแบบผสมผสาน โดยมีปรัชญามุ่งสร้างดุษฎีบัณฑิตนวัตกรทางการสื่อสารที่มีภาวะผู้นำเชิงยุทธศาสตร์ มีจริยธรรม และขับเคลื่อนสังคมได้อย่างยั่งยืน ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินว่าหลักสูตรมีความเหมาะสม สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และตอบสนองต่อความต้องการของสังคมได้อย่างครบถ้วน</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/285424 การพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมดิจิทัลของครูในโรงเรียนสาธิตละอออุทิศเพื่อขับเคลื่อนการจัดการศึกษาในยุคดิสรัปชัน 2026-01-15T04:15:58+07:00 พิชญ์สินี พุทธิทวีศรี p.pichsinee@gmail.com ศิโรจน์ ผลพันธิน sirote_pho@dusit.ac.th สุขุม เฉลยทรัพย์ sukhum_cha@dusit.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมดิจิทัลของครูในโรงเรียนสาธิตละอออุทิศ และ 2) ประเมินความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมดิจิทัลของครูในโรงเรียนสาธิตละอออุทิศเพื่อขับเคลื่อนการจัดการศึกษาในยุคดิสรัปชัน ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยการวิจัยเชิงคุณภาพเป็นการศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมดิจิทัลของครูจากการสังเคราะห์เอกสารและสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือ ครูโรงเรียนสาธิตละอออุทิศทั้ง 4 แห่ง จำนวน 174 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และและจัดลำดับความต้องการจำเป็นด้วยวิธี PNI Modified</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมดิจิทัลของครูประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) วิสัยทัศน์เชิงนวัตกรรมดิจิทัล 2) ความรู้ดิจิทัล 3) การคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรม 4) การปฏิบัติภาวะผู้นำเชิงเปลี่ยนแปลง และ 5) ความคล่องตัวทางการศึกษา ผลการประเมินความต้องการจำเป็นพบว่า ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมดิจิทัลโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (PNI = 0.061) ทุกองค์ประกอบมีความต้องการพัฒนาในระดับปานกลาง (อยู่ระหว่าง 0.049-0.069) ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนการจัดการศึกษาในยุคดิสรัปชันได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/288947 ปัจจัย องค์ประกอบ และแนวทางการยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในระดับท้องถิ่นกรณีศึกษาเทศบาลตำบลเกาะจันทร์ จังหวัดชลบุรี 2026-06-17T11:00:25+07:00 วิชุดา ทุมาโต s67563833011@ssru.ac.th นัทนิชา โชติพิทยานนท์ natnicha.ch@ssru.ac.th <p>การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรสู่สังคมสูงวัยส่งผลให้การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุเป็นประเด็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรสู่สังคมสูงวัยส่งผลให้การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุเป็นประเด็นสำคัญของการบริหารจัดการภาครัฐและการพัฒนาท้องถิ่น การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ วิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยด้านการส่งเสริมสุขภาพ การมีส่วนร่วมทางสังคม การส่งเสริมอาชีพ และการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่มีต่อคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ตลอดจนศึกษาแนวทางและข้อเสนอเชิงนโยบายในการยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในเขตเทศบาลตำบลเกาะจันทร์ จังหวัดชลบุรี การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน โดยเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณจากผู้สูงอายุ จำนวน 230 คน และข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( &nbsp;= 3.94, S.D. = 0.69) โดยด้านสุขภาพ ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อมมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ปัจจัยด้านการส่งเสริมสุขภาพ การมีส่วนร่วมทางสังคม การส่งเสริมอาชีพ และการเรียนรู้ตลอดชีวิตมีอิทธิพลเชิงบวกต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุได้ร้อยละ 55.80 ผลการศึกษาเชิงคุณภาพชี้ให้เห็นว่า แนวทางสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุประกอบด้วย การส่งเสริมสุขภาพเชิงรุก การส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางสังคม การสร้างโอกาสด้านอาชีพและรายได้ และการสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานด้านสุขภาพ สถานศึกษาภาคประชาชน และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุอย่างเป็นระบบและยั่งยืน อันจะช่วยรองรับการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมสูงวัยในระดับท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/287588 School management to Improve the Psychological Well-being of children at the RYB Parent-Child Kindergarten in Guangzhou, Guangdong Province, China 2026-05-02T21:04:22+07:00 peng pin pengpin315341859@163.com <p><strong>Abstract</strong></p> <p>The objectives of this research were (1) To investigate the management problems and needs of RYB kindergartens in Guangzhou, Guangdong, China, in improving children's psychological well-being (2) To develop school management for improving children's psychological well-being at RYB kindergartens in Guangzhou, Guangdong, China.&nbsp;This study employs mixed methods design research. The sample were 32 teachers and 210parents.&nbsp;The Instrument was a questionnaire and the focus group discussion.<br>The statistical software using frequency, percentage, mean, standard deviation.</p> <p>The results revealed that 1)&nbsp;This study found that kindergartens have established a preliminary foundation for mental health services for young children, but there are still shortcomings in systematic resources, teachers' professional abilities, a complete evaluation mechanism, and deep cooperation between home and kindergarten. 2) this study developed a guidance program focusing on activity implementation, teachers' counseling abilities, management support, and home-kindergarten cooperation, and proposed corresponding optimization strategies. The research results can provide practical references for kindergartens to improve children's mental health through scientific management.</p> <p>&nbsp;</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/287660 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพของระบบรับชำระเงินค่าภาคหลวงแร่ ค่าธรรมเนียม และระบบออกใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ 2026-04-18T01:57:41+07:00 ชุดาภรณ์ ภูผิว chuda3202@gmail.com เทพศักดิ์ บุณยรัตพันธุ์ chuda3202@gmail.com กิตติพงษ์ เกียรติวัชรชัย chuda3202@gmail.com <p><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; </strong>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัจจุบันในการใช้งานระบบรับชำระเงินค่าภาคหลวงแร่ ค่าธรรมเนียม และระบบออกใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (ระบบ DPIM FIN) (2) ศึกษาประสิทธิภาพระบบ DPIM FIN (3) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพระบบ DPIM FIN (4) เสนอแนะแนวทางการปรับปรุงและพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ประชากรแบ่งเป็น (1) ผู้ให้บริการ 201 คน (2) ผู้รับบริการ 745 คน (3) ผู้พัฒนาระบบ 12 คน กลุ่มตัวอย่าง ใช้สูตรทาโรยามาเน่ (1) ผู้ให้บริการ 134 คน (2) ผู้รับบริการ 260 คน &nbsp;(3) ผู้พัฒนาระบบ 2 คน เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ ใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่าที และการทดสอบค่าเอฟ การวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุแบบขั้นตอน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัย พบว่า (1) ผู้ให้บริการประเมินว่าประสิทธิภาพระบบ DPIM FIN อยู่ในระดับมาก ผู้รับบริการประเมินว่าอยู่ในระดับมากที่สุด (2) ประสิทธิภาพระบบ DPIM FIN อยู่ในระดับมาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (3) ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพระบบ DPIM FIN พบว่า ด้านคุณภาพระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพระบบ 4 ตัวแปร ได้แก่ ความมีเสถียรภาพ ความปลอดภัยในการใช้งาน ความรวดเร็วในการตอบสนอง ความง่ายในการใช้งาน ตัวแปรทั้ง 4 ร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิภาพระบบ ได้ร้อยละ 68.0 ด้านสมรรถนะบุคคล ตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพระบบ 2 ตัวแปร ได้แก่ ความคิดเห็นเกี่ยวกับตนเอง อุปนิสัยหรือบุคลิกลักษณะประจำตัว ตัวแปรทั้ง 2 ร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิภาพระบบ ได้ร้อยละ 45.7 ด้านแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพระบบ 2 ตัวแปร ได้แก่ ปัจจัยจูงใจ ด้านลักษณะงานที่ปฏิบัติ และปัจจัยสุขอนามัย ด้านการบังคับบัญชาและการควบคุมดูแล ตัวแปรทั้ง 2 ร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิภาพระบบได้ร้อยละ 45.3</p> 2026-06-11T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/287900 ความพึงพอใจของผู้สูงวัยในการเข้าถึงข้อมูลด้านสุขภาพด้วย Chatbot ในเขตกรุงเทพมหานคร 2026-04-23T12:39:40+07:00 ธีรเดช ชื่นประภานุสรณ์ teera_det@hotmail.ac.th องค์อร สงวนญาติ ongorns@hotmail.com นุสรา ลาภภูวนารถ nusaralar@gmail.com รรินทร วสุนันต์ Rarinthorn7@gmail.com สราวุธ ชมบัวทอง Sarawut.chombuathong@gmail.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับความพึงพอใจ และ (2) เปรียบเทียบความพึงพอใจของผู้สูงอายุในการเข้าถึงข้อมูลด้านสุขภาพผ่าน chatbot ในเขตกรุงเทพมหานคร การวิจัยเป็นแบบเชิงปริมาณโดยใช้วิธีการสำรวจ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน ได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอนจาก 5 เขตที่มีความหนาแน่นของผู้สูงอายุสูง เครื่องมือวิจัยคือแบบสอบถามที่มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.67–1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติอนุมาน ได้แก่ t-test และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) โดยกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) ความพึงพอใจของผู้สูงอายุในการใช้ chatbot เพื่อเข้าถึงข้อมูลสุขภาพโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.32) โดยด้านการตอบสนองที่รวดเร็วมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือความน่าเชื่อถือของข้อมูลและด้านภาษาและการสื่อสาร ขณะที่ด้านความง่ายในการใช้งานมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด อุปสรรคสำคัญคือข้อจำกัดด้านทักษะดิจิทัลและความไม่คุ้นเคยกับการพิมพ์ผ่านสมาร์ทโฟน (2) ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า เพศ อายุ และประสบการณ์การใช้งานที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อความพึงพอใจแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 75–80 ปีมีระดับความพึงพอใจต่ำที่สุด สะท้อนถึงข้อจำกัดด้านทักษะดิจิทัลและสภาพร่างกายที่ส่งผลต่อการใช้งานเทคโนโลยี</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/287996 แนวทางการประยุกต์ใช้การตลาด 6.0 ในธุรกิจห้องแถวขนาดย่อม 2026-05-02T21:23:14+07:00 วรัฐถยา ส่องแก้ว pop.waratthaya@gmail.com ตระกูล จิตวัฒนากร trakul.ch@northbkk.ac.th วงศ์วิศว์ หมื่นเทพ wongwit.mu@northbkk.ac.th <p><strong>บทคัดย่อ (</strong><strong>Abstract) </strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้การตลาด 6.0 กับธุรกิจห้องแถวขนาดย่อม โดยใช้การศึกษาเอกสารผ่านการทบทวนแนวคิด ทฤษฎี และงานวิชาการที่เกี่ยวข้อง ภายใต้บริบทเศรษฐกิจดิจิทัล ธุรกิจห้องแถวขนาดย่อมยังเผชิญปัญหาด้านการตลาดสำคัญ ได้แก่ ความไม่ชัดเจนของข้อมูลพื้นที่เช่า ความไม่ต่อเนื่องของการสื่อสารการตลาดระหว่างช่องทางออนไลน์กับออฟไลน์ ความล่าช้าในการตอบกลับผู้สนใจเช่า และข้อจำกัดด้านความน่าเชื่อถือที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเช่า ผลการวิเคราะห์และสังเคราะห์พบว่า แนวทางการประยุกต์ใช้การตลาด 6.0 สามารถดำเนินการได้ตาม 3 มิติหลัก ได้แก่ <strong>มิติที่ </strong><strong>1 ด้านตัวขับเคลื่อนเทคโนโลยี (The Enabler Layer)</strong> โดยประยุกต์ใช้ IoT, AI, Spatial Computing, AR/VR และ Blockchain เพื่อเพิ่มความชัดเจนของข้อมูล ความรวดเร็ว และความน่าเชื่อถือทางการตลาด <strong>มิติที่ </strong><strong>2 ด้านสภาพแวดล้อมเชิงประสบการณ์ (The Environment Layer)</strong> โดยใช้ XR และ Metaverse เพื่อเชื่อมประสบการณ์และการสื่อสารระหว่างช่องทางออนไลน์กับออฟไลน์ให้มีความสอดคล้องมากยิ่งขึ้น และ <strong>มิติที่ </strong><strong>3 ด้านประสบการณ์ผู้เช่า (The Experience Layer)</strong> โดยใช้ Multisensory Marketing, Spatial Marketing และ Metaverse Marketing เพื่อยกระดับการรับรู้ ความประทับใจ และการตัดสินใจเช่าของผู้ใช้บริการ ทั้งนี้ แนวทางการประยุกต์ใช้การตลาด 6.0 ตาม 3 มิติหลักสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทางการตลาด เสริมความสามารถในการแข่งขัน และสนับสนุนความยั่งยืนของธุรกิจห้องแถวขนาดย่อมในยุคดิจิทัล</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> การตลาด 6.0, ธุรกิจห้องแถวขนาดย่อม, ประสบการณ์ผู้เช่า</p> <p><strong>&nbsp;</strong></p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ