https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/issue/feed
วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ
2026-03-01T18:43:08+07:00
รองศาสตราจารย์ พลตำรวจโท ดร.สัณฐาน ชยนนท์
sunthan2972@gmail.com
Open Journal Systems
<p>วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นช่องทางการเผยแพร่ผลงานวิชาการและผลงานวิจัยทางสังคมศาสตร์ของคณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไปในแขนงวิชาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นผลงานในเชิงบูรณาการหลักรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ สังคมศาสตร์ บริหารธุรกิจ บริหารการศึกษา พระพุทธศาสนาปรัชญา และนิติศาสตร์ ตลอดจนบทความวิชาการที่นำเสนอองค์ความรู้ใหม่ และประเด็นที่อยู่ในความสนใจของสังคม </p> <p>วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ มีได้เริ่มจัดทำและตีพิมพ์ตั้งแต่ พ.ศ. 2560 หมายเลข ISSN 2730-2970 (Print) และได้เริ่มจัดทำในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่ พ.ศ.2566 หมายเลข e-ISSN 2985-1351 (Online) และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 จะมีการเผยแพร่ระบบออนไลน์เพียงช่องทางเดียว โดยมีหมายเลข ISSN 2985-1351 (Online) </p>
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/285775
ความท้าทายและแนวทางการบริหารทรัพยากรบุคคลของหน่วยงานภาครัฐไทย: กรณีศึกษา สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย
2026-02-02T16:38:03+07:00
sahabhuka chantasorn
sahabhuka.chantasorn@gmail.com
<p>การเปลี่ยนแปลงของบริบททางเศรษฐกิจ สังคม โครงสร้างประชากร และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ส่งผลให้หน่วยงานภาครัฐไทยต้องเผชิญกับความท้าทายด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความท้าทายและแนวทางการบริหารทรัพยากรบุคคลของหน่วยงานภาครัฐไทย โดยใช้กรณีศึกษา 3 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งสะท้อนรูปแบบการบริหารราชการทั้งในลักษณะการรวมอำนาจและการแบ่งอำนาจไปสู่ส่วนภูมิภาค</p> <p>โดยบทความนี้ใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพจากการทบทวนวรรณกรรม เอกสารที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ปฏิบัติงานด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลของหน่วยงานกรณีศึกษา ซึ่งพบว่า ความท้าทายด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลของทั้งสามหน่วยงานมีลักษณะคล้ายคลึงกัน ได้แก่ การขาดแคลนกำลังคนในบางสายงาน ความไม่สอดคล้องระหว่างอัตรากำลังกับปริมาณงาน ช่องว่างระหว่างช่วงวัยของบุคลากร อัตราการเกษียณอายุราชการที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน รวมถึงข้อจำกัดด้านกฎ ระเบียบ และโครงสร้างการบริหารที่ส่งผลต่อความคล่องตัวในการพัฒนาบุคลากร นอกจากนี้ ความแตกต่างของบริบทองค์กรและภารกิจหลักของแต่ละหน่วยงานยังทำให้แนวทางการบริหารทรัพยากรบุคคลมีความหลากหลาย</p> <p>แนวทางการบริหารทรัพยากรบุคคลที่สำคัญ ได้แก่ การจัดทำเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ อย่างชัดเจน การพัฒนาบุคลากรตามช่วงตำแหน่งและสมรรถนะ การส่งเสริมการเรียนรู้และถ่ายทอด องค์ความรู้ภายในองค์กร การพัฒนาทักษะที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และการสร้างแรงจูงใจควบคู่กับการปลูกฝังกรอบแนวคิดเชิงบวกและจริยธรรมในการปฏิบัติราชการ ผลการศึกษาสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนานโยบายและการบริหารทรัพยากรบุคคลของหน่วยงานภาครัฐไทยให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป</p>
2026-03-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Wisdom in Political Science and Multi-disciplinary Scien
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/284445
ความเข้าใจจากความรู้เชิงจริยธรรมตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 ของเจ้าหน้าที่รัฐมีผลต่อพฤติกรรมเชิงจริยธรรม: กรณีศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหารส่วนจังหวัด
2026-02-02T15:40:07+07:00
sahabhuka chantasorn
sahabhuka.chantasorn@gmail.com
<p> การวิจัยเรื่อง ความเข้าใจจากความรู้เชิงจริยธรรมตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562ของเจ้าหน้าที่รัฐมีผลต่อพฤติกรรมเชิงจริยธรรม: กรณีศึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบองค์การบริหารส่วนจังหวัด มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาความเข้าใจจากความรู้เชิงจริยธรรมที่มาจากมิติความรู้ที่เป็นข้อเท็จจริง และการตีความกฎหมายของเจ้าหน้าที่ของรัฐในองค์การบริหารส่วนจังหวัดตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 2) เพื่อศึกษาพฤติกรรมเชิงจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐในองค์การบริหารส่วนจังหวัดตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 และ 3) เพื่อศึกษาความเข้าใจจากความรู้เชิงจริยธรรมที่มาจากมิติความรู้ที่เป็นข้อเท็จจริงและการตีความกฎหมายที่ส่งผลต่อพฤติกรรมเชิงจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐในองค์การบริหารส่วนจังหวัดตามพระราชบัญญัติมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2562 โดยศึกษาวิจัยเชิงคุณคุณภาพ (Qualitative Research) เป็นศึกษาจากการทบทวนวรรณกรรมและเอกสารที่เกี่ยวข้อง (Documentary Analysis) และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informants) รวมจำนวน 17 คน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า ความเข้าใจเชิงจริยธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐแม้อยู่ในระดับที่ดี แต่ยังคงจำกัดอยู่ในกรอบของการทำตามกฎหมายมากกว่าการตระหนักในคุณค่าภายในของจริยธรรมเอง เจ้าหน้าที่บางส่วนยังคงมองว่ามาตรฐานทางจริยธรรมเป็นเรื่องเดียวกับวินัย เนื่องจากทั้งสองอย่างมีผลทางปฏิบัติคล้ายกันในด้านการตรวจสอบและลงโทษ ซึ่งทำให้การยึดถือจริยธรรมในเชิงคุณค่าอาจยังไม่ฝังแน่น โดยสรุปการศึกษาพบว่า ความเข้าใจจากความรู้เชิงจริยธรรมที่มาจากทั้งมิติข้อเท็จจริงและการตีความกฎหมาย มีอิทธิพลโดยตรงต่อพฤติกรรมเชิงจริยธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐในองค์การบริหารส่วนจังหวัด การเพิ่มความเข้าใจในเจตนารมณ์ของกฎหมายควบคู่กับการปลูกฝังจิตสำนึกและวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมคุณธรรม จะช่วยให้มาตรฐานทางจริยธรรมไม่เพียงเป็นกฎหมายบังคับ แต่กลายเป็นวิถีในการปฏิบัติที่ยั่งยืนของเจ้าหน้าที่ของรัฐในระยะยาว</p>
2026-03-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/283314
การวิเคราะห์ปัญหาและผลกระทบจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติ ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560
2026-02-04T14:12:18+07:00
นายพิพิชญ์ พิศรูป
ongcover123@gmail.com
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การเปลี่ยนแปลงกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ส่งผลต่อประชาชนในด้านการรู้เท่าทัน ปรับตัว และตระหนักถึงบทลงโทษจากการกระทำผิด จึงเป็นที่มาของการศึกษานี้ โดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและผลกระทบจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 และ 2) เพื่อให้ข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน วิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบสมมติฐาน ผลการศึกษาพบว่า</p> <ol> <li class="show">ปัญหาและผลกระทบจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 พบว่า ปัญหาและผลกระทบในภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ใน<br>ระดับมาก (= 4.50, S.D. = 0.65) ระดับความคิดเห็นสูงที่สุดคือแนวโน้มพฤติกรรมการสื่อออนไลน์ (= 4.78, S.D. = 0.683) และผลกระทบจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 จากพนักงานของรัฐ (= 4.68, S.D. = 0.64) พฤติกรรมการใช้สื่อออนไลน์มี (=4.04, S.D. = 0.626) ตามลำดับ 2. ข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการบังคับใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ <br>พ.ศ. 2560 พบว่า จำแนกได้ 4 หมวดได้แก่ 1. การส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมาย <br>2. การปรับปรุงกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย 3. การมีส่วนร่วมของประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ และ 4. การพัฒนาและปรับปรุงมาตรการลงโทษ ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมพบว่าควรมีการส่งเสริมการศึกษาและให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายคอมพิวเตอร์</li> </ol> <p> </p> <p> </p>
2026-03-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Wisdom in Political Science and Multi-disciplinary Scien
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/284658
การศึกษาพฤติกรรมการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำของนักท่องเที่ยว ในรูปแบบการท่องเที่ยววิถีชีวิตท้องถิ่น ภูมิปัญญา ศิลปวัฒนธรรม ของชุมชนจังหวัดระนอง
2026-01-28T17:54:58+07:00
ณธกร คุ้มเพชร
nathakorn.ku@ssru.ac.th
มุกด์ตรา ทองเวส
mooktra.th@ssru.ac.th
สุพัตรา ปราณี
nathakorn.ku@ssru.ac.th
<p>พฤติกรรมการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำมีความสำคัญต่อการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยช่วยบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน การวิจัยนี้มีลักษณะเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ โดยกลุ่มตัวอย่างคือนักท่องเที่ยวชาวไทย จำนวน 400 คน ที่เดินทางมาท่องเที่ยวจังหวัดระนอง ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – พฤษภาคม 2568 ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ (Convenience Sampling) เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า นักท่องเที่ยวมีพฤติกรรมการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำอยู่ในระดับมาก โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ได้แก่ ทัศนคติต่อการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ การควบคุมพฤติกรรมการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ความตั้งใจต่อพฤติกรรมการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ปัจจัยแวดล้อมการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ส่วนประสมทางการตลาด ซึ่งสามารถร่วมกันพยากรณ์พฤติกรรมการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำได้ร้อยละ 54.1 นอกจากนี้ การสังเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพพบ รูปแบบการบริหารจัดการการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ ที่เน้นการบูรณาการ “วิถีชีวิตท้องถิ่น – ภูมิปัญญา – ศิลปวัฒนธรรม” ของชุมชนจังหวัดระนอง ผ่านการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะชุมชนท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน</p>
2026-03-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Wisdom in Political Science and Multi-disciplinary Sciences
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/283939
อิทธิพลของของทุนทางปัญญาที่ส่งผลต่อต้นทุนของหนี้และผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
2025-11-09T10:11:38+07:00
ทิพวรรณ ทรัพย์บุญ
kanyapat.a@rmutsb.ac.th
พิธาน แสนภักดี
pitan1990@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาอิทธิพลของทุนทางปัญญาที่ส่งผลต่อต้นทุน ของหนี้ 2) ศึกษาอิทธิพลของทุนทางปัญญาที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปริมาณ โดยศึกษาจากข้อมูลทุติยภูมิ จำนวน 441 บริษัท รวมทั้งสิ้น 1,323 ข้อมูล จากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย ระหว่างปี 2565 - 2567 รวม 3 ปี จากรายงานประจำปี งบการเงินแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (แบบ 56-1) และ SETSMART สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) สถิติ เชิงพรรณนา ประกอบด้วย ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ 2) สถิติ เชิงอนุมาน ประกอบด้วย การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์สมการถดถอยแบบพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ทุนทางปัญญาด้านทุนเชิงโครงสร้างและทุนเชิงสัมพันธ์ส่งผลต่อต้นทุนของหนี้ ในขณะที่ทุนทางปัญญาด้านทุนมนุษย์ส่งผลต่อผลการดำเนินงาน การค้นพบนี้ทำให้เกิดองค์ความรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทั้งในระดับทฤษฎีและการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ขององค์กร รวมทั้งนักลงทุนที่จะใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนต่อไป</p>
2026-03-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Wisdom in Political Science and Multi-disciplinary Sciences
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/284840
การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาลเมืองแพรกษา อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ
2026-02-04T10:53:12+07:00
วิชชาญ จุลหริก
Witchanj@sau.ac.t
กิ่งดาว แพหมอ
s6743810020@sau.ac.th
อานุภาพ ทองบ่อ
anuphapt@sau.ac.t
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาลเมืองแพรกษา อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ (2) เพื่อเปรียบเทียบคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาลเมืองแพรกษา อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล (3) เพื่อเสนอแนะเกี่ยวกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาลเมืองแพรกษา อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาลเมืองแพรกษา จำนวน 100 คน ในปีการศึกษา 2568 เครื่องมือคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสถิติ โดยใช้ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที และ สถิติเอฟ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) ผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาลเมืองแพรกษามีความต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตอยู่ในระดับมาก (2) ผู้สูงอายุที่มีเพศ อายุ และจำนวนบุตรต่างกัน มีคุณภาพชีวิตแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ไม่แตกต่างกัน (3) ข้อเสนอแนะสำคัญ ได้แก่ 1) ควรจัดกิจกรรมสร้างความสุขให้ผู้สูงอายุมากขึ้น 2) ปรับปรุงสภาพแวดล้อม เช่น แก้ปัญหาน้ำเสีย 3) เพิ่มเบี้ยยังชีพให้เพียงพอต่อรายจ่าย และ 4) ส่งเสริมการออกกำลังกายเพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถดูแลตนเองได้มากขึ้น</p>
2026-03-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Wisdom in Political Science and Multi-disciplinary Sciences
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/284220
กระแสเงินสดและผลการดำเนินงานที่ส่งผลต่อผลตอบแทนหลักทรัพย์ของบริษัทที่จดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร
2026-02-27T10:35:50+07:00
สุปวีย์ เรืองสุรัตน์
Supawee.r@rmutsb.ac.th
พิธาน แสนภักดี
pitan1990@gmail.com
นฤพล อ่อนวิมล
Pitan.s@rmutsb.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระแสเงินสดและผลการดำเนินงานที่ส่งผลต่อผลตอบแทนหลักทรัพย์ด้านอัตราด้านอัตราเงินปันผลตอบแทน 2)ศึกษากระแสเงินสดและ ผลการดำเนินงานที่ส่งผลต่อผลตอบแทนหลักทรัพย์ด้านราคาหลักทรัพย์ของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร ใช้รูปแบบการวิจัย เชิงปริมาณ โดยศึกษาจากข้อมูลทุติยภูมิ จำนวน 74 บริษัท รวมทั้งสิ้น 370 ข้อมูล จากบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร ระหว่างปี 2563 - 2567 รวม 5 ปี จากรายงานประจำปี งบการเงินแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี และ SETSMART สถิติที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์สมการถดถอยแบบพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน กิจกรรมจัดหาเงิน และอัตราผลตอบแทน จากสินทรัพย์ ส่งผลต่อผลตอบแทนหลักทรัพย์ด้านอัตราเงินปันผล สะท้อนให้นักลงทุนให้ความสำคัญต่อกระแสเงินสดและสภาพคล่องที่แท้จริง มากกว่าข้อมูลทางบัญชีในการพิจารณาการจ่ายเงินปันผล ในด้านผลตอบแทนจากราคาหลักทรัพย์ พบว่า มีเพียงอัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์เท่านั่นที่ส่งผล แสดงว่านักลงทุนให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพในการใช้สินทรัพย์เพื่อสร้างรายได้ มากกว่ากำไรสุทธิหรือกระแสเงินสดแยกตามกิจกรรม</p>
2026-03-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Wisdom in Political Science and Multi-disciplinary Sciences
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/285098
คุณค่าและประโยชน์ของคำคมเช็กสเปียร์
2026-02-24T13:58:18+07:00
ธีรเดช ชื่นประภานุสรณ์
teera_det@hotmail.co.th
องค์อร สงวนญาติ
ongorns@hotmail.com
นุสรา ลาภภูวนารถ
nusaralar@gmail.com
สุทธาสินี เกสร์ประทุม เกสร์ประทุม
suttasineekes@gmail.com
พรพิศ งามพงษ์
pornpit_nga@dusit.ac.th
ธนัญชย์ ชัยวุฒิมากร
thanan_cha@dusit.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาคุณค่าและประโยชน์ของคำคมเช็กสเปียร์ตามทรรศนะของผู้อ่านและผู้ชมชาวไทย 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างที่มีสถานภาพส่วนบุคคลต่างกัน และ3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณค่าและประโยชน์ของคำคม เช็กสเปียร์ ทั้ง 4 มิติ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Research Method) ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเชิงปริมาณคือบุคคลทั่วไปที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน ที่เคยอ่านหรือเคยได้ยินคำคมจากผลงานของวิลเลียม เช็กสเปียร์ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสนทนากลุ่ม (Focus Group) กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 7 ท่าน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) และการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ (Pearson's Correlation) ผลการวิจัยพบว่า 1) ความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณค่าและประโยชน์ของคำคมเช็กสเปียร์ในภาพรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก (ค่าเฉลี่ย 4.13) เมื่อพิจารณาเป็นรายมิติ พบว่า มิติที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ คุณค่าทางการศึกษาและวัฒนธรรม (ค่าเฉลี่ย 4.15) รองลงมาคือ คุณค่าทางปรัชญาและมุมมองชีวิต (ค่าเฉลี่ย 4.14) ประโยชน์ทางภาษาและการสื่อสาร (ค่าเฉลี่ย 4.13) และประโยชน์ทางอารมณ์และจิตวิทยา (ค่าเฉลี่ย 4.12) ตามลำดับ 2) ผลการเปรียบเทียบพบว่า ผู้อ่านที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ ความถี่ในการอ่าน แหล่งที่รู้จักคำคม ระดับความเข้าใจ วิธีการสร้างความเข้าใจ ผลกระทบต่อแรงบันดาลใจ การใช้เป็นแนวคิดในการตัดสินใจ และการใช้ในการสื่อสารที่แตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อคุณค่าและประโยชน์ของคำคมเช็กสเปียร์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้ 3) ความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณค่าและประโยชน์ของคำคมเช็กสเปียร์ทั้ง 4 มิติ มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูง (r = 0.996-0.998) ส่วนผลการวิจัยเชิงคุณภาพสามารถสรุปได้ว่าคำคมของเช็กสเปียร์ยังคงมีประโยชน์ต่อการนำไปใช้เพื่อการสื่อสารทางความคิดและใช้เพื่อการสร้างคุณประโยชน์กับโลกปัจจุบันนี้ได้หลากหลายมิติคือ ให้คุณค่าด้านการศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรม คติ ความเชื่อ ให้คุณค่าทางปรัชญาและการสร้างแนวคิดหรือมุมมองชีวิตใหม่ๆซึ่งยังคงทันสมัยอยู่ตลอดเวลาแม้นว่าจะมีระยะเวลาผ่านมาหลายร้อยปีแล้วก็ตาม ให้คุณค่าทางจิตวิทยาแห่งการสื่อสารและการจรรโลงใจมนุษย์และให้ประโยชน์ทางการนำคำคมไปใช้เพื่อการสื่อสารในรูปแบบต่างๆ</p>
2026-03-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Wisdom in Political Science and Multi-disciplinary Sciences
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/284336
ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดกับการตัดสินใจซื้อประกันชีวิต บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
2026-02-02T16:03:42+07:00
นิรุธ เพ็ชร์กระ
Son_comingsoon@hotmail.com
ทิฆัมพร พันลึกเดช
tikhamporn.pu@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อประกันชีวิต บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล 2) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อประกันชีวิต บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และ 3) ทัศนคติที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อประกันชีวิต บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 389 ตัวอย่าง ใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ 0.804 สถิติวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว เมื่อพบความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จะทำการทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธีของ LSD</p> <p>ผลวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยเพศ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพสมรส และรายได้ต่อเดือน แตกต่างกัน มีผลต่อการตัดสินใจซื้อประกันชีวิตของบริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ 2) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด แตกต่างกัน มีผลต่อการตัดสินใจซื้อประกันชีวิตของบริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3) ทัศนคติ แตกต่างกัน มีผลต่อการตัดสินใจซื้อประกันชีวิตของบริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ</p>
2026-03-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Wisdom in Political Science and Multi-disciplinary Sciences
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/285332
การพัฒนาศักยภาพของเทศบาลเมืองสองพี่น้องในการใช้ประโยชน์ จากการกระจายอำนาจ เพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
2026-01-28T17:50:40+07:00
นาวาวิน ชัยโม
s65563825065@ssru.ac.th
<p>การศึกษานี้มุ่งวิเคราะห์ศักยภาพของเทศบาลเมืองสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรีในการใช้ ประโยชน์จากการกระจายอำนาจเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน มีวัตถุประสงค์ในการศึกษา คือ 1.เพื่อศึกษารูปแบบและกระบวนการกระจายอำนาจทางการปกครองและการคลัง ในเทศบาลเมืองสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี 2.เพื่อวิเคราะห์ผลของการกระจายอำนาจต่อ การพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นในพื้นที่เทศบาลเมืองสองพี่น้องและ 3.เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนา ศักยภาพของเทศบาลเมืองสองพี่น้องในการใช้ประโยชน์จากการกระจายอำนาจเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจ ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ สมาชิกสภาเทศบาล ผู้นำชุมชน รวมทั้งสิ้น 20 คน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1.การกระจายอำนาจด้านการบริหารทำให้เทศบาลเมืองสองพี่น้อง มีความยืดหยุ่นและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้รวดเร็วโดยเฉพาะงานบริการพื้นฐาน แต่การดำเนินงานโครงการขนาดใหญ่ยังคงต้องพึ่งพาการอนุมัติและงบประมาณจากส่วนกลาง ขณะที่ ด้านการคลัง แม้เทศบาลมีรายได้จากภาษีท้องถิ่น แต่ยังพึ่งพาเงินอุดหนุน ทำให้ขาดความคล่องตัว ทางการเงิน 2.ผลการกระจายอำนาจส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างชัดเจนทั้งการเพิ่มรายได้ การสร้างงานและอาชีพที่ครอบคลุมหลายกลุ่ม การขยายธุรกิจท้องถิ่นและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันแต่ยังมีข้อจำกัดด้านตลาด การประสานงานและทักษะดิจิทัล ของประชาชนบางกลุ่มและ 3. แนวทางพัฒนาที่เสนอ ได้แก่ การยกระดับศักยภาพบุคลากร การใช้ เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร การสนับสนุนธุรกิจชุมชน การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ หลายภาคส่วนและการดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาลและเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อสร้างความยั่งยืนทั้ง ด้านเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว ข้อเสนอแนะสำคัญได้แก่การพัฒนา ศักยภาพบุคลากร การใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคส่วน ต่าง ๆ การพัฒนาตลาดออนไลน์ และการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจที่ยั่งยืนโดยยึดหลักเศรษฐกิจ พอเพียง เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนให้กับประชาชนในพื้นที่</p>
2026-03-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Wisdom in Political Science and Multi-disciplinary Sciences
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/284337
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการซื้อประกันชีวิตของลูกค้า บริษัท เอฟดับบลิวดีประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล
2026-02-02T16:21:28+07:00
ยิ่งศักดิ์ สาครวรรณศักดิ์
Bornyingsak@gmail.com
ทิฆัมพร พันลึกเดช
tikhamporn.pu@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) พฤติกรรมการซื้อประกันชีวิต ปัจจัยแรงจูงใจ และปัจจัยความไว้วางใจของลูกค้าบริษัท เอฟดับบลิวดีประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 2) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับพฤติกรรมการซื้อประกันชีวิตของลูกค้าบริษัท เอฟดับบลิวดีประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยแรงจูงใจ และปัจจัยความไว้วางใจ กับพฤติกรรมการซื้อประกันชีวิตของลูกค้าบริษัท เอฟดับบลิวดีประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลจากลูกค้าที่ซื้อประกันชีวิตของบริษัท เอฟดับบลิวดีประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล จำนวน 389 ตัวอย่าง ใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ (Systematic random sampling) ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ 0.935 สถิติวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบไคสแควร์ (Chi-square test) และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ (Multiple Linear Regression)</p> <p>ผลวิจัยพบว่า 1) ในภาพรวม พฤติกรรมการซื้อประกันชีวิตของลูกค้าบริษัท เอฟดับบลิวดีประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล อยู่ในระดับปานกลาง ปัจจัยแรงจูงใจในการซื้อประกันชีวิตอยู่ในระดับมาก และมีปัจจัยความไว้วางใจอยู่ในระดับปานกลาง 2) ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ และอายุ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการซื้อประกันชีวิตของลูกค้า บริษัท เอฟดับบลิวดีประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3) ปัจจัยแรงจูงใจ คือ ด้านสังคม มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อประกันชีวิตของลูกค้า บริษัท เอฟดับบลิวดีประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 และพบว่า ปัจจัยความไว้วางใจ ด้านความมีชื่อเสียง มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการซื้อประกันชีวิตของลูกค้า บริษัท เอฟดับบลิวดีประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p>
2026-03-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Wisdom in Political Science and Multi-disciplinary Sciences
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/285605
A Study of Needs Assessment การศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนานักศึกษาครูประถมศึกษา
2026-02-02T19:04:57+07:00
พัชรา พยัคฆา
phatchara.ph@mail.wu.ac.th
อรนิภา ไทยแท้ พันธุ์สมุทร
onnipa.pa@wu.ac.th
ธาชินี ศิวะศิลป์ชัย
thachinee67@gmail.com
ศัสยมน สังเว
n.satsayamon@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนานักศึกษาครู สาขาวิชาการประถมศึกษา โดยการวิจัยครั้งนี้ดำเนินการสำรวจความต้องการจำเป็นในการพัฒนานักศึกษาครู สาขาวิชาการประถมศึกษา โดยมีกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักวิชาการทางการศึกษา จำนวน 5 คน อาจารย์ประจำหลักสูตรสาขาวิชาการประถมศึกษา จำนวน 5 คน ผู้อำนวยการโรงเรียนประถมศึกษา จำนวน 5 คน ครูประถมศึกษา จำนวน 5 คนและนักศึกษาสาขาวิชาการประถมศึกษา จำนวน 50 คน รวมทั้งสิ้น 70 คน เครี่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามความต้องการจำเป็นในการพัฒนานักศึกษาครูประถมศึกษา ประกอบด้วย ประเด็นคำถาม 5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการพัฒนานักศึกษาครูประถมศึกษาสู่การเป็นครูประถมศึกษามืออาชีพ 2) ด้านการจัดการเรียนการสอน 3) ด้านการผลิตและพัฒนาสื่อเทคโนโลยีการเรียนการสอน 4) ด้านการวัดและประเมินผลผู้เรียน และ 5) ด้านปัจจัยหรือสิ่งที่ส่งผลต่อคุณภาพของนักศึกษาครูประถมศึกษา สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (<em>M</em>) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่าความต้องการจำเป็นในการพัฒนานักศึกษาครูประถมศึกษา ด้านที่มีความต้องการจำเป็นในการพัฒนา ได้แก่ ด้านการจัดการเรียนการสอน (M = 4.85, SD = 0.36) รองลงมา ได้แก่ ด้านการผลิตและใช้สื่อเทคโนโลยี (M = 4.79, SD = 0.40) ด้านการวัดและประเมินผล (M = 4.75, SD = 0.43) ด้านการเตรียมความพร้อมสู่ความเป็นครูมืออาชีพ (M = 4.71, SD = 0.46) และด้านที่มีความจำเป็นในการพัฒนาต่ำสุด ได้แก่ ด้านปัจจัยส่งเสริมคุณภาพนักศึกษาวิชาชีพครูประถมศึกษา (M = 4.67, SD = 0.47)</p>
2026-03-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/284349
P ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของข้าราชการสังกัดกองบัญชาการกองทัพไทย พื้นที่เขตแจ้งวัฒนะ
2026-02-11T15:00:22+07:00
Suphatcha Jamsie
s66563825019@ssru.ac.th
<p>ในยุคที่ภาครัฐต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของข้าราชการจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลโดยตรงต่อความสามารถขององค์กรภาครัฐในการบรรลุภารกิจและเป้าหมายที่กำหนดไว้ กองบัญชาการกองทัพไทยในฐานะหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญด้านความมั่นคง จำเป็นต้องมีระบบการบริหารจัดการที่สามารถสนับสนุนให้บุคลากรปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด</p> <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของข้าราชการสังกัดกองบัญชาการกองทัพไทย พื้นที่เขตแจ้งวัฒนะ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของข้าราชการสังกัดกองบัญชาการกองทัพไทย พื้นที่เขตแจ้งวัฒนะ เป็นการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ โดยการใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 350 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ข้าราชการส่วนใหญ่มีระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านผลสัมฤทธิ์ของงาน 2) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์และอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ได้แก่ ปัจจัยด้านเทคโนโลยี และโครงสร้างองค์กร สำหรับปัจจัยด้านกลยุทธ์และกระบวนการทำงานแม้จะมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับหนึ่ง แต่เมื่อวิเคราะห์ร่วมกับตัวแปรอื่นกลับแสดงอิทธิพลเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ยังพบว่าข้าราชการที่มีระยะเวลาการปฏิบัติงานต่างกันมีระดับประสิทธิภาพแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุราชการต่ำกว่า 5 ปี มีระดับประสิทธิภาพต่ำกว่าผู้ที่มีประสบการณ์ 11 ปีขึ้นไป ขณะที่ปัจจัยด้านอายุของข้าราชการไม่มีความแตกต่างในด้านประสิทธิภาพอย่างมีนัยสำคัญ</p> <p>คำสำคัญ: ประสิทธิภาพ/การปฏิบัติงาน/ข้าราชการ</p>
2026-03-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Wisdom in Political Science and Multi-disciplinary Sciences