https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/issue/feed วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ 2026-04-25T14:38:56+07:00 รองศาสตราจารย์ พลตำรวจโท ดร.สัณฐาน ชยนนท์ sunthan2972@gmail.com Open Journal Systems <p>วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นช่องทางการเผยแพร่ผลงานวิชาการและผลงานวิจัยทางสังคมศาสตร์ของคณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไปในแขนงวิชาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นผลงานในเชิงบูรณาการหลักรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ สังคมศาสตร์ บริหารธุรกิจ บริหารการศึกษา พระพุทธศาสนาปรัชญา และนิติศาสตร์ ตลอดจนบทความวิชาการที่นำเสนอองค์ความรู้ใหม่ และประเด็นที่อยู่ในความสนใจของสังคม </p> <p>วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ มีได้เริ่มจัดทำและตีพิมพ์ตั้งแต่ พ.ศ. 2560 หมายเลข ISSN 2730-2970 (Print) และได้เริ่มจัดทำในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่ พ.ศ.2566 หมายเลข e-ISSN 2985-1351 (Online) และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 จะมีการเผยแพร่ระบบออนไลน์เพียงช่องทางเดียว โดยมีหมายเลข ISSN 2985-1351 (Online) </p> https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/286882 ภาวะผู้นําในสถานการณ์วิกฤต: กรณีศึกษา นายทวี บุณยเกตุ 2026-03-24T09:39:48+07:00 ณภัทร จุลละบุษปะ Napat6272@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบของภาวะผู้นำในสถานการณ์วิกฤตของนายทวี บุณยเกตุ และ 2) พัฒนารูปแบบภาวะผู้นำในสถานการณ์วิกฤตของนายทวี บุณยเกตุ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การวิเคราะห์และสังเคราะห์เอกสารทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จากการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 7 คน เพื่อสกัดองค์ประกอบเบื้องต้นของภาวะผู้นำในสถานการณ์วิกฤต เครื่องมือที่ใช้ คือ แนวคำถามสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ 0.938 จากนั้นจึงทำการวิเคราะห์ข้อมูลและสังเคราะห์ข้อมูล เพื่อจัดทำรูปแบบภาวะผู้นำในสถานการณ์วิกฤตของนายทวี บุณยเกตุ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำในสถานการณ์วิกฤตของนายทวี บุณยเกตุ มีลักษณะเป็นภาวะผู้นำช่วงเปลี่ยนผ่านภายใต้บริบทวิกฤตซ้อนทับภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 องค์ประกอบภาวะผู้นำที่สำคัญ ได้แก่ การตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลาและอำนาจ การรักษาความมั่นคงและอธิปไตยของรัฐ การใช้อำนาจเชิงสัญลักษณ์และเชิงสถาบันเพื่อฟื้นฟูความชอบธรรม การสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ และการบูรณาการทรัพยากรของรัฐ โดยผลการวิจัยเชิงปริมาณสะท้อนว่ากลุ่มตัวอย่างให้ความเห็นต่อองค์ประกอบดังกล่าวในระดับมากทุกด้าน จากการบูรณาการผลการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณนำไปสู่การพัฒนารูปแบบภาวะผู้นำในสถานการณ์วิกฤตภายใต้ชื่อ THE STRIDENT–CALM MODEL ซึ่งอธิบายภาวะผู้นำเชิงสมดุลระหว่างความเด็ดขาดในการควบคุมวิกฤตกับความรอบคอบในการสื่อสารและฟื้นฟูความชอบธรรม โดยสอดคล้องกับกรอบทฤษฎี Crisis Leadership และสามารถอธิบายภาวะผู้นำในบริบทรัฐช่วงเปลี่ยนผ่านได้อย่างเป็นระบบ</p> 2026-04-03T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/286546 อิทธิพลของลักษณะการสื่อสารของอินฟูลเอนเซอร์ต่อการตัดสินใจ ซื้อเครื่องสำอางบนแพลตฟอร์ม TikTok ของผู้บริโภคในประเทศไทย 2026-03-11T10:32:27+07:00 พรรณราย ไพบูลย์ phannarai.p@rmutsb.ac.th นภสร เช็กชื่นกุล Napasorn.ch@rmutsb.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความแตกต่างของการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางบนแพลตฟอร์ม TikTok ของผู้บริโภคในประเทศไทย จำแนกตามปัจจัยลักษณะประชากรศาสตร์ และ 2) ศึกษาอิทธิพลของลักษณะการสื่อสารของอินฟูลเอนเซอร์ที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางบนแพลตฟอร์ม TikTok ของผู้บริโภคในประเทศไทย การวิจัยเป็นเชิงปริมาณ โดยเก็บข้อมูลจากผู้บริโภคที่ใช้แอปพลิเคชัน TikTok และมีประสบการณ์รับชมคอนเทนต์เครื่องสำอางจากอินฟูลเอนเซอร์ จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ต่อเดือนที่แตกต่างกันมีการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางบนแพลตฟอร์ม TikTok แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขณะที่เพศไม่พบความแตกต่าง นอกจากนี้ ลักษณะการสื่อสารของอินฟูลเอนเซอร์ด้านความเชี่ยวชาญ ความไว้วางใจ ความน่าสนใจของการสื่อสาร และคุณภาพของเนื้อหา มีอิทธิพลเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญ โดยโมเดลสามารถอธิบายความแปรปรวนของการตัดสินใจซื้อได้ร้อยละ 79 (Adjusted R² = 0.79) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าความน่าเชื่อถือและความเชี่ยวชาญของอินฟูลเอนเซอร์เป็นปัจจัยสำคัญในการโน้มน้าวผู้บริโภคในบริบทการตลาดดิจิทัลบนแพลตฟอร์มวิดีโอสั้น</p> 2026-04-03T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/287029 การอำนวยความยุติธรรมของศาลปกครอง กรณีการโอนย้ายบุคลากร องค์การบริหารส่วนตำบลที่มีผลกระทบต่อการได้รับเงินรางวัลประจำปี 2026-03-30T09:19:56+07:00 รัชพล นฤมิตรมงคล Ecobranch01@gmail.com เพิ่มพร จงประสิทธิ์ PERMPOND85@gmail.com รุ่งภพ คงฤทธิ์ระจัน rungphop_pa@hotmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การศึกษาเรื่อง “การอำนวยความยุติธรรมของศาลปกครอง กรณีการโอนย้ายบุคลากร องค์การบริหารส่วนตำบลที่มีผลกระทบต่อการได้รับเงินรางวัลประจำปี” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบอำนาจและบทบาทของศาลปกครองในการควบคุมความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งโอนย้ายบุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบล 2) วิเคราะห์ผลกระทบของคำสั่งโอนย้ายที่มีต่อสิทธิประโยชน์ โดยเฉพาะเงินรางวัลประจำปี และ 3) เสนอแนวทางพัฒนากลไกทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิของบุคลากรส่วนท้องถิ่นให้สอดคล้องกับหลักนิติรัฐและหลักความเป็นธรรม การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการวิเคราะห์เอกสารกฎหมาย คำพิพากษาศาลปกครอง แนวคิดและทฤษฎี กฎหมายปกครองที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายปกครองและการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และสังเคราะห์เชิงหลักการ ผลการศึกษาพบว่า การโอนย้ายบุคลากรขององค์การบริหารส่วนตำบลถือเป็นคำสั่งทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิและสถานภาพของบุคลากร จึงอยู่ภายใต้การตรวจสอบของศาลปกครองตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง โดยศาลปกครองมีบทบาทสำคัญในการควบคุมการใช้อำนาจดุลพินิจของฝ่ายปกครอง เพื่อให้การใช้อำนาจเป็นไปตามหลักนิติรัฐ หลักความสมเหตุสมผล และหลักความได้สัดส่วน นอกจากนี้ ผลการศึกษายังพบว่า แม้สิทธิในการได้รับเงินรางวัลประจำปีจะเป็นสิทธิที่มีเงื่อนไข แต่เมื่อบุคลากรมีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ย่อมก่อให้เกิดความคาดหมายอันชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งควรได้รับการคุ้มครองตามหลักกฎหมายปกครอง ทั้งนี้ การตรวจสอบของศาลปกครองมิได้จำกัดเพียงความชอบด้วยกฎหมายในเชิงรูปแบบ แต่ได้ขยายไปสู่การพิจารณาความสมเหตุสมผล ความจำเป็น และผลกระทบต่อสิทธิของบุคลากรในเชิงเนื้อหา</p> 2026-05-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/286587 ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราส่วนทางการเงินต่อราคาหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 2026-03-06T15:10:05+07:00 Tharinee Wanarakpitak tharinee.w@rmutsb.ac.th กฤษณะ พึ่งนุสนธิ์ tharinee.w@rmutsb.ac.th บัญจรัตน์ นิรโศก tharinee.w@rmutsb.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของอัตราส่วนทางการเงินต่อราคาหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบทุติยภูมิ (Secondary Data) ซึ่งประกอบด้วยการเก็บข้อมูลทางการเงินจากระบบข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ฉบับออนไลน์ SETSMART ตั้งแต่ปี 2564 ถึงปี 2566 เป็นระยะเวลา 3 ปี โดยเก็บข้อมูลจากรายงานทางการเงินที่เผยแพร่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวน 244 บริษัท รวมข้อมูลทั้งหมด 732 ข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ การวิเคราะห์ข้อมูลสถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) และการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติเชิงอนุมาน (Inference Statistic) เพื่อหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson’s Correlation Coefficient) โดยผู้วิจัยจะใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติในการประมวลผลข้อมูล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า มีตัวแปรอิสระ 4 ตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กับราคาตลาดต่อมูลค่าตามบัญชี (P/BV) ที่ระดับนัยสำคัญ 0.01 ได้แก่อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) อัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิ (P/E) และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (DY) โดยอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) และอัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิ (P/E) มีความสัมพันธ์กับราคาตลาดต่อมูลค่าตามบัญชี (P/BV) ในทิศทางเดียวกัน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (DY) มีความสัมพันธ์กับราคาตลาดต่อมูลค่าตามบัญชี (P/BV) ในทิศทางตรงกันข้าม อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 และพบว่า อัตรากำไรสุทธิ (NPM) มีความสัมพันธ์กับราคาตลาดต่อมูลค่าตามบัญชี (P/BV) ในทิศทางตรงกันข้าม อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05</p> 2026-04-03T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/287119 Developing พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ เพื่อยกระดับการเรียนรู้เชิงรุกและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักศึกษาหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต 2026-03-23T14:43:06+07:00 ศรินทร์ญา จังจริง Sarinya.j@yru.ac.th เดชรัฐ สิมสิริ Sarinya.j@yru.ac.th สุวิมล แซ่ก่อง Sarinya.j@yru.ac.th ศุภามาส รัตนพิพัฒน์ Sarinya.j@yru.ac.th สุขสวัสดิ์ นัตตาวุฒิสิทธิ์ Sarinya.j@yru.ac.th <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการจัดการเรียนรู้ของนักศึกษาหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต&nbsp;2.&nbsp;เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก&nbsp;และ 3. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์การใช้ปัญญาประดิษฐ์ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษารัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต&nbsp;กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาชั้นปีที่ 1 หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา จำนวน 120&nbsp;คน โดยใช้วิธี Total Sampling การวิจัยครั้งนี้ใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้ในการสร้างและพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา พร้อมทั้งทดสอบประสิทธิภาพของนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้น (Gall, Gall, &amp; Borg, 2007) โดยแบ่งกระบวนการวิจัยออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการจัดการเรียนรู้&nbsp;ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์&nbsp;และระยะ 3 การทดลองใช้รูปแบบและประเมินผล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า&nbsp;นักศึกษามีสภาพปัญหาในการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก (Mean = 3.69&nbsp;S.D.=.723) โดยปัญหาสำคัญคือการขาดแรงจูงใจ การเชื่อมโยงทฤษฎีกับสถานการณ์จริง และการได้รับข้อมูลย้อนกลับที่ล่าช้า&nbsp;รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น&nbsp;ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลักได้แก่&nbsp;1.ระบบเข้าสู่บทเรียน 2.แบบทดสอบก่อนเรียน(Pre-test) 3. เนื้อหาบทเรียน 4.แบบทดสอบหลังเรียน และ5.ระบบรายงานผลการเรียนรู้ จากการประเมินผลการความพึงพอใจในต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์อยู่ในระดับมาก (Mean = 3.85&nbsp;S.D=.676) โดยด้านที่ได้รับคะแนนสูงสุดคือระบบ AI ช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Mean=4.21&nbsp;SD =.846) และ&nbsp;ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความพึงพอใจในการใช้ AI อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (R² = .075, F = 3.166) สะท้อนให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ส่งผลในทางบวกต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน</p> <p>&nbsp;</p> 2026-04-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/286592 การศึกษาภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีในกรมการพัฒนาชุมชน ส่วนกลาง 2026-03-11T10:38:15+07:00 wipavinee kurnui wipaviee3709@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีในกรมการพัฒนาชุมชน ส่วนกลาง และ (2) เปรียบเทียบความแตกต่างของภาวะผู้นำจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ <br>เพศ อายุ ระดับการศึกษา ระยะเวลาในการทำงาน และตำแหน่งงาน การวิจัยเป็นเชิงปริมาณ ประชากร ได้แก่ ข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้างกรมการพัฒนาชุมชน ส่วนกลาง จำนวน 510 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่างจำนวน 224 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำของผู้บริหารสตรีโดยรวมอยู่ในระดับมาก สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารงานที่สอดคล้องกับบริบทสังคมปัจจุบันซึ่งเปิดกว้างต่อบทบาทสตรีในตำแหน่งผู้นำ ผู้บริหารสตรีมีคุณลักษณะเด่นด้านความรอบคอบ ความใส่ใจในรายละเอียด การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ความรับผิดชอบ และความทุ่มเท ส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากผู้ใต้บังคับบัญชา เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ภาวะผู้นำแบบโลกาภิวัตน์มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด โดยเฉพาะความสามารถในการใช้เครือข่ายความร่วมมือเพื่อพัฒนาการทำงาน แสดงถึงศักยภาพด้านมนุษยสัมพันธ์และการประสานทรัพยากรจากหลายภาคส่วน รองลงมาคือภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ซึ่งสามารถสร้างแรงจูงใจ กระตุ้นการมีส่วนร่วม และเป็นแบบอย่างที่ดี ขณะที่ภาวะผู้นำสตรีนักบริหารในยุค 4.0 อยู่ในระดับมากที่สุด สะท้อนถึงความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และความมุ่งมั่นในการปฏิบัติงาน</p> <p>ผลการเปรียบเทียบพบว่า เพศ อายุ ระดับการศึกษา และระยะเวลาในการทำงานที่แตกต่างกัน ส่งผลให้ความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนตำแหน่งงานไม่ส่งผลต่อความแตกต่างดังกล่าว ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ผู้บริหารสตรีมีภาวะผู้นำที่เหมาะสมกับบริบทองค์กรยุคปัจจุบัน และสามารถขับเคลื่อนองค์กรให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-05-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/287618 รูปแบบการพัฒนาสินค้าโอทอปของสภาวัฒนธรรม ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร 2026-04-23T11:01:19+07:00 Suphika Phatthananphu s66584944003@ssru.ac.th <p>การวิจัยนี้มุ่งศึกษารูปแบบการพัฒนาสินค้าโอทอปของสภาวัฒนธรรมในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบทบาทสภาวัฒนธรรมในการพัฒนาสินค้าโอทอปของสภาวัฒนธรรมในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร 2) ศึกษากระบวนการในการสร้างเครือข่ายในการพัฒนาสินค้าโอทอปของสภาวัฒนธรรมในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และ 3) เพื่อหาแนวทางการพัฒนาสินค้าโอทอปของสภาวัฒนธรรมในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 34 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีวิเคราะห์เนื้อหา <br>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาวัฒนธรรมมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสินค้าโอทอปในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้แก่ การส่งเสริมและคัดเลือกภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ การเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือระหว่างชุมชนกับภาคส่วนต่าง ๆ และการทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 2) กระบวนการสร้างเครือข่ายในการพัฒนาสินค้าโอทอปประกอบด้วย การจัดกิจกรรมความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน การอบรมและถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ชุมชน และการจัดตั้งกลไกสนับสนุนการดำเนินงานในระดับพื้นที่ และ 3) แนวทางการพัฒนาสินค้าโอทอปควรมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงวัฒนธรรม โดยการนำทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า เช่น การออกแบบผลิตภัณฑ์ให้สะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชน การสร้างเรื่องราวของสินค้า เป็นต้น ดำเนินการยกระดับมาตรฐานสินค้าโดยการพัฒนาคุณภาพสินค้า บรรจุภัณฑ์ และกระบวนการผลิตให้มีความน่าเชื่อถือและได้มาตรฐาน รวมถึงมีการใช้นวัตกรรมรวมถึงการตลาดดิจิทัล เช่น การจำหน่ายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เป็นต้น เพื่อเพิ่มมูลค่าและศักยภาพในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์ชุมชนอย่างยั่งยืน</p> 2026-05-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/286646 Measuring Digital Competence among University Students in Guangdong Province: A DigComp 2.2–Aligned Scale and Baseline Profile 2026-04-18T02:06:01+07:00 XIAOCHUN LI lxc9602@gmail.com Teerawat Montaisong teerawat_1974@hotmail.com Wacharapatr Techawattanasiridumrong ananxisu163@gmail.com <p>Digital competence has become a key outcome in higher education, yet assessment tools suited to Chinese private universities remain limited. This study developed a DigComp 2.2–aligned self-assessment scale and used it to describe the baseline digital competence of students in Guangdong Province. Data came from a cross-sectional survey of 1,092 students from three private undergraduate <br />universities in the Guangdong–Hong Kong–Macao Greater Bay Area. The final instrument included 21 items across five domains: information and data literacy, communication and collaboration, digital content creation, safety, and problem <br />solving. Results showed a clear five-domain structure and acceptable internal consistency. Students’ overall competence was moderate ( <em>x̄</em>=3.00, SD=0.94), with <br />the highest mean in information and data literacy and the lowest in problem solving. Lower-scoring areas included information management, appropriate digital <br />communication, copyright and licensing, device protection, and creative digital use. The scale provides a practical basis for diagnosis, benchmarking, and targeted <br />educational support.</p> 2026-05-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/178-196 การศึกษาอุปสรรค โอกาสและความต้องการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษผ่านปัญญาประดิษฐ์ ของพนักงานขับรถแท็กซี่ในเขตกรุงเทพมหานคร 2026-04-22T16:05:46+07:00 ธีรเดช ชื่นประภานุสรณ์ teera_det@hotmail.ac.th ประกฤติ พูลพัฒน์ prakit.pew@gmail.com องค์อร สงวนญาติ ongorns@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาอุปสรรคในการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของพนักงานขับรถแท็กซี่ในเขตกรุงเทพมหานคร (2) ศึกษาโอกาสในการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ (3) ศึกษาความต้องการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษผ่านปัญญาประดิษฐ์ (4) เปรียบเทียบตามปัจจัยส่วนบุคคล และ (5) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอุปสรรค โอกาส และความต้องการ ใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods) โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่างพนักงานขับรถแท็กซี่จำนวน 400 คน ด้วยแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 10 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา การทดสอบที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์เชิงประเด็น</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) อุปสรรคในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (M = 4.11) โดยอุปสรรคด้านทักษะพื้นฐานมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (M = 4.76) รองลงมาคืออุปสรรคด้านเวลา (M = 4.49) ด้านเศรษฐกิจ (M = 4.47) และด้านเทคโนโลยี (M = 4.32) ตามลำดับ ส่วนด้านทัศนคติมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด (M = 2.46) (2) โอกาสในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.77) โดยด้านการสนับสนุนการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (M = 4.93) (3) ความต้องการพัฒนาทักษะในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.59) โดยทักษะการพูดมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (M = 4.98) (4) ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน มีผลต่อการรับรู้อุปสรรคอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05) และ (5) โอกาสมีความสัมพันธ์กับความต้องการในระดับสูงมาก (r = 0.988) ผลการวิจัยเชิงคุณภาพยืนยันว่า</p> 2026-05-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/286649 From Textual Function to Writing Competence: A Review of EFL Writing Research Based on Systemic Functional Linguistics 2026-03-23T14:55:59+07:00 Feifei Guo 214617320@qq.com Joseph Foley jfoley@au.edu.com Marilyn Fernandez Deocampo mdeocampo@au.edu.com <p>This paper presents a systematic review of 25 studies (2015–2025) that apply Systemic Functional Linguistics (SFL) to EFL writing pedagogy, assessment, and learner cognition. Drawing on SFL’s three metafunctions as an analytical lens, the review synthesizes research on instructional practices, assessment approaches, and shifts in students’ writing beliefs. The analysis reveals that SFL-informed genre pedagogy consistently enhances learners’ control over discourse-level meaning-making, reorients assessment from error correction to functional effectiveness, and reshapes learners’ conceptions of writing as a socially situated process. The review also identifies methodological and contextual limitations in the existing literature and outlines directions for future research.</p> 2026-05-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/287948 ตัวชี้วัดภาวะผู้นำของผู้บริหารของมหาวิทยาลัยเอกชนในกรุงเทพมหานคร 2026-04-25T14:38:56+07:00 ณัฎฐณิชา รักษาวงศ์ nattanichar@sau.ac.th รุ่งโรจน์ สงสระบุญ rungrojes@sau.ac.th <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นของบุคลากรด้านภาวะผู้นำของผู้บริหารมหาวิทยาลัยเอกชนในกรุงเทพมหานคร และ 2) เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันของตัวชี้วัดภาวะผู้นำของผู้บริหารมหาวิทยาลัยเอกชนในกรุงเทพมหานคร รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แนวคิด ทฤษฎี เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเป็นกรอบการวิจัย กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรที่ปฏิบัติงานในมหาวิทยาลัยเอกชนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เพื่อให้ได้กลุ่มตัวอย่างตามที่กำหนดไว้ จำนวน 260 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้การวิจัย ได้แก่ การวิเคราะห์เส้นทางอิทธิพล (Path Analysis) และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง (Structural Equation Modeling: SEM) ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับตัวชี้วัดภาวะผู้นำของผู้บริหารของมหาวิทยาลัยเอกชนในกรุงเทพมหานคร โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ได้แก่ การเป็นแบบอย่างที่น่าเคารพ การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง การสร้างแรงบันดาลใจเชิงผู้นำ และการปลุกพลังความคิดสร้างสรรค์ และ 2) องค์ประกอบเชิงยืนยันของตัวชี้วัดภาวะผู้นำของผู้บริหารของมหาวิทยาลัยเอกชนในกรุงเทพมหานคร ได้แก่ การสร้างแรงบันดาลใจเชิงผู้นำ การปลุกพลังความคิดสร้างสรรค์ การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง และการเป็นแบบอย่างที่น่าเคารพ มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบมาตรฐาน เท่ากับ 0.83, 0.90, 0.88 และ 0.85 ตามลำดับ โดยองค์ประกอบเชิงยืนยันของตัวแปรมีค่า c<sup>2</sup> = 0.06, DF = 1, P-value = 0.803, RMSEA=0.000 เป็นค่ามาตรฐานสูง ซึ่งถือได้ว่าโมเดลมีความสอดล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับดีมาก &nbsp;</p> 2026-05-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/286829 นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการเขต 2 ตามแนวคิดทักษะนวัตกรการศึกษา 2026-03-13T16:43:39+07:00 น้ำอ้อย สุขเสนา num-aoy.s@dru.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการบริหารวิชาการโรงเรียนสังกัด สพป.สป.2 ตามแนวคิดทักษะนวัตกรการศึกษา 2) เพื่อศึกษาแนวปฏิบัติที่ดีของการบริหารวิชาการโรงเรียนแนวคิดทักษะนวัตกรการศึกษา 3) เพื่อพัฒนานวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนสังกัด สพป.สป.2 ตามแนวคิดทักษะนวัตกรการศึกษา ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารและครูโรงเรียนสังกัด สพป.สป.2 จำนวน 302 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารวิชาการโรงเรียนสังกัด สพป.สป.2 ที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุดคือ ด้านการนิเทศการสอน (PNI <sub>Modified</sub> = 0.014) &nbsp;รองลงมา คือ ด้านการวัดและประเมินผล (PNI <sub>Modified</sub> = 0.008) &nbsp;การศึกษาแนวปฏิบัติที่ดี คือ ด้านการนิเทศ (1) ผู้บริหารโรงเรียนมีบทบาทสำคัญในด้านการนิเทศการสอน (2) โรงเรียนที่ผู้บริหารมีการขับเคลื่อนระบบการนิเทศการสอนจะสนับสนุนได้ตรงตามหลักสูตร ด้านการวัดและประเมินผล (1) นโยบายการวัดและประเมินผลผู้เรียนด้วยวิธีการที่หลากหลาย (2) ความสำคัญวางแผนกำหนดรูปแบบและเกณฑ์การวัดและประเมินผล&nbsp; โดยมี 2 นวัตกรรมย่อยคือ (1) นวัตกรรมการบริหารการนิเทศการสอนเพื่อพัฒนาทักษะนวัตกรการศึกษาของครูด้านทักษะการตั้งคำถามและทักษะเครือข่ายความคิด (2) นวัตกรรมการบริหารการวัดและประเมินผลเพื่อพัฒนาทักษะนวัตกรการศึกษาของครูด้านทักษะการสังเกต และทักษะการคิดริเริ่มสร้างสรรค์</p> 2026-04-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/285902 ปัจจัยการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายในส่งผลต่อการดำเนินงานของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในจังหวัดนนทบุรีในภาวะเศรษฐกิจถดถอยของไทย 2026-03-06T14:54:28+07:00 อรวรรณ จำพุฒ orawan7804@gmail.com <p>การศึกษาครั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับการบริหารความเสี่ยง การควบคุมภายใน และการดำเนินงานของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในจังหวัดนนทบุรีในภาวะเศรษฐกิจถดถอยของไทย และ (2) เปรียบเทียบการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายในส่งผลต่อการดำเนินงานของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในจังหวัดนนทบุรีในภาวะเศรษฐกิจถดถอยของไทย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในจังหวัดนนทบุรี จำนวน 394 ราย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสถิตค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า (1) การบริหารความเสี่ยง การควบคุมภายใน และการดำเนินงานของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในจังหวัดนนทบุรีในภาวะเศรษฐกิจถดถอยของไทย อยู่ในระดับมาก (2) ปัจจัยการบริหารความเสี่ยง มีผลต่อการดำเนินงานของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในจังหวัดนนทบุรีในภาวะเศรษฐกิจถดถอยของไทย แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และพบว่า ปัจจัยการควบคุมภายใน มีผลต่อการดำเนินงานของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในจังหวัดนนทบุรีในภาวะเศรษฐกิจถดถอยของไทย แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> 2026-05-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ