วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS
<p>วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นช่องทางการเผยแพร่ผลงานวิชาการและผลงานวิจัยทางสังคมศาสตร์ของคณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไปในแขนงวิชาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นผลงานในเชิงบูรณาการหลักรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ สังคมศาสตร์ บริหารธุรกิจ บริหารการศึกษา พระพุทธศาสนาปรัชญา และนิติศาสตร์ ตลอดจนบทความวิชาการที่นำเสนอองค์ความรู้ใหม่ และประเด็นที่อยู่ในความสนใจของสังคม </p> <p>วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ มีได้เริ่มจัดทำและตีพิมพ์ตั้งแต่ พ.ศ. 2560 หมายเลข ISSN 2730-2970 (Print) และได้เริ่มจัดทำในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่ พ.ศ.2566 หมายเลข e-ISSN 2985-1351 (Online) และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 จะมีการเผยแพร่ระบบออนไลน์เพียงช่องทางเดียว โดยมีหมายเลข ISSN 2985-1351 (Online) </p>
Learning Organization Network of Political Science
th-TH
วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ
2730-2970
-
ภาวะผู้นําในสถานการณ์วิกฤต: กรณีศึกษา นายทวี บุณยเกตุ
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/286882
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบของภาวะผู้นำในสถานการณ์วิกฤตของนายทวี บุณยเกตุ และ 2) พัฒนารูปแบบภาวะผู้นำในสถานการณ์วิกฤตของนายทวี บุณยเกตุ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การวิเคราะห์และสังเคราะห์เอกสารทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จากการเลือกแบบเจาะจง จำนวน 7 คน เพื่อสกัดองค์ประกอบเบื้องต้นของภาวะผู้นำในสถานการณ์วิกฤต เครื่องมือที่ใช้ คือ แนวคำถามสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ 0.938 จากนั้นจึงทำการวิเคราะห์ข้อมูลและสังเคราะห์ข้อมูล เพื่อจัดทำรูปแบบภาวะผู้นำในสถานการณ์วิกฤตของนายทวี บุณยเกตุ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำในสถานการณ์วิกฤตของนายทวี บุณยเกตุ มีลักษณะเป็นภาวะผู้นำช่วงเปลี่ยนผ่านภายใต้บริบทวิกฤตซ้อนทับภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 องค์ประกอบภาวะผู้นำที่สำคัญ ได้แก่ การตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลาและอำนาจ การรักษาความมั่นคงและอธิปไตยของรัฐ การใช้อำนาจเชิงสัญลักษณ์และเชิงสถาบันเพื่อฟื้นฟูความชอบธรรม การสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ และการบูรณาการทรัพยากรของรัฐ โดยผลการวิจัยเชิงปริมาณสะท้อนว่ากลุ่มตัวอย่างให้ความเห็นต่อองค์ประกอบดังกล่าวในระดับมากทุกด้าน จากการบูรณาการผลการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณนำไปสู่การพัฒนารูปแบบภาวะผู้นำในสถานการณ์วิกฤตภายใต้ชื่อ THE STRIDENT–CALM MODEL ซึ่งอธิบายภาวะผู้นำเชิงสมดุลระหว่างความเด็ดขาดในการควบคุมวิกฤตกับความรอบคอบในการสื่อสารและฟื้นฟูความชอบธรรม โดยสอดคล้องกับกรอบทฤษฎี Crisis Leadership และสามารถอธิบายภาวะผู้นำในบริบทรัฐช่วงเปลี่ยนผ่านได้อย่างเป็นระบบ</p>
ณภัทร จุลละบุษปะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nd/4.0
2026-04-03
2026-04-03
9 2
20
36
-
Developing พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ เพื่อยกระดับการเรียนรู้เชิงรุกและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักศึกษาหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/287119
<p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการจัดการเรียนรู้ของนักศึกษาหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต 2. เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุก และ 3. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์การใช้ปัญญาประดิษฐ์ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษารัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาชั้นปีที่ 1 หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา จำนวน 120 คน โดยใช้วิธี Total Sampling การวิจัยครั้งนี้ใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้ในการสร้างและพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา พร้อมทั้งทดสอบประสิทธิภาพของนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้น (Gall, Gall, & Borg, 2007) โดยแบ่งกระบวนการวิจัยออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการจัดการเรียนรู้ ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ และระยะ 3 การทดลองใช้รูปแบบและประเมินผล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามีสภาพปัญหาในการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก (Mean = 3.69 S.D.=.723) โดยปัญหาสำคัญคือการขาดแรงจูงใจ การเชื่อมโยงทฤษฎีกับสถานการณ์จริง และการได้รับข้อมูลย้อนกลับที่ล่าช้า รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลักได้แก่ 1.ระบบเข้าสู่บทเรียน 2.แบบทดสอบก่อนเรียน(Pre-test) 3. เนื้อหาบทเรียน 4.แบบทดสอบหลังเรียน และ5.ระบบรายงานผลการเรียนรู้ จากการประเมินผลการความพึงพอใจในต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์อยู่ในระดับมาก (Mean = 3.85 S.D=.676) โดยด้านที่ได้รับคะแนนสูงสุดคือระบบ AI ช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Mean=4.21 SD =.846) และ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความพึงพอใจในการใช้ AI อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (R² = .075, F = 3.166) สะท้อนให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ส่งผลในทางบวกต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน</p> <p> </p>
ศรินทร์ญา จังจริง
เดชรัฐ สิมสิริ
สุวิมล แซ่ก่อง
ศุภามาส รัตนพิพัฒน์
สุขสวัสดิ์ นัตตาวุฒิสิทธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nd/4.0
2026-04-24
2026-04-24
9 2
69
81
-
อิทธิพลของลักษณะการสื่อสารของอินฟูลเอนเซอร์ต่อการตัดสินใจ ซื้อเครื่องสำอางบนแพลตฟอร์ม TikTok ของผู้บริโภคในประเทศไทย
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/286546
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความแตกต่างของการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางบนแพลตฟอร์ม TikTok ของผู้บริโภคในประเทศไทย จำแนกตามปัจจัยลักษณะประชากรศาสตร์ และ 2) ศึกษาอิทธิพลของลักษณะการสื่อสารของอินฟูลเอนเซอร์ที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางบนแพลตฟอร์ม TikTok ของผู้บริโภคในประเทศไทย การวิจัยเป็นเชิงปริมาณ โดยเก็บข้อมูลจากผู้บริโภคที่ใช้แอปพลิเคชัน TikTok และมีประสบการณ์รับชมคอนเทนต์เครื่องสำอางจากอินฟูลเอนเซอร์ จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ต่อเดือนที่แตกต่างกันมีการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางบนแพลตฟอร์ม TikTok แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ขณะที่เพศไม่พบความแตกต่าง นอกจากนี้ ลักษณะการสื่อสารของอินฟูลเอนเซอร์ด้านความเชี่ยวชาญ ความไว้วางใจ ความน่าสนใจของการสื่อสาร และคุณภาพของเนื้อหา มีอิทธิพลเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญ โดยโมเดลสามารถอธิบายความแปรปรวนของการตัดสินใจซื้อได้ร้อยละ 79 (Adjusted R² = 0.79) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าความน่าเชื่อถือและความเชี่ยวชาญของอินฟูลเอนเซอร์เป็นปัจจัยสำคัญในการโน้มน้าวผู้บริโภคในบริบทการตลาดดิจิทัลบนแพลตฟอร์มวิดีโอสั้น</p>
พรรณราย ไพบูลย์
นภสร เช็กชื่นกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nd/4.0
2026-04-03
2026-04-03
9 2
37
50
-
ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราส่วนทางการเงินต่อราคาหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/286587
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของอัตราส่วนทางการเงินต่อราคาหลักทรัพย์ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยมีการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบทุติยภูมิ (Secondary Data) ซึ่งประกอบด้วยการเก็บข้อมูลทางการเงินจากระบบข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ฉบับออนไลน์ SETSMART ตั้งแต่ปี 2564 ถึงปี 2566 เป็นระยะเวลา 3 ปี โดยเก็บข้อมูลจากรายงานทางการเงินที่เผยแพร่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวน 244 บริษัท รวมข้อมูลทั้งหมด 732 ข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ การวิเคราะห์ข้อมูลสถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) และการวิเคราะห์ข้อมูลสถิติเชิงอนุมาน (Inference Statistic) เพื่อหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson’s Correlation Coefficient) โดยผู้วิจัยจะใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติในการประมวลผลข้อมูล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า มีตัวแปรอิสระ 4 ตัวแปรที่มีความสัมพันธ์กับราคาตลาดต่อมูลค่าตามบัญชี (P/BV) ที่ระดับนัยสำคัญ 0.01 ได้แก่อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) อัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิ (P/E) และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (DY) โดยอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) และอัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิ (P/E) มีความสัมพันธ์กับราคาตลาดต่อมูลค่าตามบัญชี (P/BV) ในทิศทางเดียวกัน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (DY) มีความสัมพันธ์กับราคาตลาดต่อมูลค่าตามบัญชี (P/BV) ในทิศทางตรงกันข้าม อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01 และพบว่า อัตรากำไรสุทธิ (NPM) มีความสัมพันธ์กับราคาตลาดต่อมูลค่าตามบัญชี (P/BV) ในทิศทางตรงกันข้าม อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05</p>
Tharinee Wanarakpitak
กฤษณะ พึ่งนุสนธิ์
บัญจรัตน์ นิรโศก
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nd/4.0
2026-04-03
2026-04-03
9 2
1
19
-
นวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการเขต 2 ตามแนวคิดทักษะนวัตกรการศึกษา
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/286829
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการบริหารวิชาการโรงเรียนสังกัด สพป.สป.2 ตามแนวคิดทักษะนวัตกรการศึกษา 2) เพื่อศึกษาแนวปฏิบัติที่ดีของการบริหารวิชาการโรงเรียนแนวคิดทักษะนวัตกรการศึกษา 3) เพื่อพัฒนานวัตกรรมการบริหารวิชาการโรงเรียนสังกัด สพป.สป.2 ตามแนวคิดทักษะนวัตกรการศึกษา ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหารและครูโรงเรียนสังกัด สพป.สป.2 จำนวน 302 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารวิชาการโรงเรียนสังกัด สพป.สป.2 ที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุดคือ ด้านการนิเทศการสอน (PNI <sub>Modified</sub> = 0.014) รองลงมา คือ ด้านการวัดและประเมินผล (PNI <sub>Modified</sub> = 0.008) การศึกษาแนวปฏิบัติที่ดี คือ ด้านการนิเทศ (1) ผู้บริหารโรงเรียนมีบทบาทสำคัญในด้านการนิเทศการสอน (2) โรงเรียนที่ผู้บริหารมีการขับเคลื่อนระบบการนิเทศการสอนจะสนับสนุนได้ตรงตามหลักสูตร ด้านการวัดและประเมินผล (1) นโยบายการวัดและประเมินผลผู้เรียนด้วยวิธีการที่หลากหลาย (2) ความสำคัญวางแผนกำหนดรูปแบบและเกณฑ์การวัดและประเมินผล โดยมี 2 นวัตกรรมย่อยคือ (1) นวัตกรรมการบริหารการนิเทศการสอนเพื่อพัฒนาทักษะนวัตกรการศึกษาของครูด้านทักษะการตั้งคำถามและทักษะเครือข่ายความคิด (2) นวัตกรรมการบริหารการวัดและประเมินผลเพื่อพัฒนาทักษะนวัตกรการศึกษาของครูด้านทักษะการสังเกต และทักษะการคิดริเริ่มสร้างสรรค์</p>
น้ำอ้อย สุขเสนา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ
https://creativecommons.org/licenses/by-nd/4.0
2026-04-16
2026-04-16
9 2
51
68