วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS <p>วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นช่องทางการเผยแพร่ผลงานวิชาการและผลงานวิจัยทางสังคมศาสตร์ของคณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไปในแขนงวิชาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นผลงานในเชิงบูรณาการหลักรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ สังคมศาสตร์ บริหารธุรกิจ บริหารการศึกษา พระพุทธศาสนาปรัชญา และนิติศาสตร์ ตลอดจนบทความวิชาการที่นำเสนอองค์ความรู้ใหม่ และประเด็นที่อยู่ในความสนใจของสังคม </p> <p>วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ มีได้เริ่มจัดทำและตีพิมพ์ตั้งแต่ พ.ศ. 2560 หมายเลข ISSN 2730-2970 (Print) และได้เริ่มจัดทำในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่ พ.ศ.2566 หมายเลข e-ISSN 2985-1351 (Online) และตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 จะมีการเผยแพร่ระบบออนไลน์เพียงช่องทางเดียว โดยมีหมายเลข ISSN 2985-1351 (Online) </p> th-TH sunthan2972@gmail.com (รองศาสตราจารย์ พลตำรวจโท ดร.สัณฐาน ชยนนท์) wijittra.sr@ssru.ac.th (รองศาสตราจารย์ ดร.วิจิตรา ศรีสอน) Thu, 11 Jun 2026 10:49:52 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพของระบบรับชำระเงินค่าภาคหลวงแร่ ค่าธรรมเนียม และระบบออกใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/287660 <p><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; </strong>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัจจุบันในการใช้งานระบบรับชำระเงินค่าภาคหลวงแร่ ค่าธรรมเนียม และระบบออกใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์ของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (ระบบ DPIM FIN) (2) ศึกษาประสิทธิภาพระบบ DPIM FIN (3) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพระบบ DPIM FIN (4) เสนอแนะแนวทางการปรับปรุงและพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ประชากรแบ่งเป็น (1) ผู้ให้บริการ 201 คน (2) ผู้รับบริการ 745 คน (3) ผู้พัฒนาระบบ 12 คน กลุ่มตัวอย่าง ใช้สูตรทาโรยามาเน่ (1) ผู้ให้บริการ 134 คน (2) ผู้รับบริการ 260 คน &nbsp;(3) ผู้พัฒนาระบบ 2 คน เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ ใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่าที และการทดสอบค่าเอฟ การวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุแบบขั้นตอน</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัย พบว่า (1) ผู้ให้บริการประเมินว่าประสิทธิภาพระบบ DPIM FIN อยู่ในระดับมาก ผู้รับบริการประเมินว่าอยู่ในระดับมากที่สุด (2) ประสิทธิภาพระบบ DPIM FIN อยู่ในระดับมาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (3) ปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพระบบ DPIM FIN พบว่า ด้านคุณภาพระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพระบบ 4 ตัวแปร ได้แก่ ความมีเสถียรภาพ ความปลอดภัยในการใช้งาน ความรวดเร็วในการตอบสนอง ความง่ายในการใช้งาน ตัวแปรทั้ง 4 ร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิภาพระบบ ได้ร้อยละ 68.0 ด้านสมรรถนะบุคคล ตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพระบบ 2 ตัวแปร ได้แก่ ความคิดเห็นเกี่ยวกับตนเอง อุปนิสัยหรือบุคลิกลักษณะประจำตัว ตัวแปรทั้ง 2 ร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิภาพระบบ ได้ร้อยละ 45.7 ด้านแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพระบบ 2 ตัวแปร ได้แก่ ปัจจัยจูงใจ ด้านลักษณะงานที่ปฏิบัติ และปัจจัยสุขอนามัย ด้านการบังคับบัญชาและการควบคุมดูแล ตัวแปรทั้ง 2 ร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิภาพระบบได้ร้อยละ 45.3</p> ชุดาภรณ์ ภูผิว, รศ.ดร. เทพศักดิ์ บุณยรัตพันธ, รศ.ดร. กิติพงษ์ เกียรติวัชรชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/287660 Thu, 11 Jun 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการเข้าสู่ตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาตามระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย: ศึกษากรณีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ปี 2567 ตามรัฐธรรมนูญพุทธศักราช 2560 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/288115 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษากระบวนการและปัญหาการเข้าสู่ตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ปีพุทธศักราช 2567 ตามรัฐธรรมนูญพุทธศักราช 2560 2) เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาการเข้าสู่ตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ปีพุทธศักราช 2567 ตามรัฐธรรมนูญพุทธศักราช 2560 และ 3) นำเสนอรูปแบบที่เหมาะสมในการเข้าสู่ตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ปีพุทธศักราช 2567 ตามรัฐธรรมนูญพุทธศักราช 2560 โดยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ จากการวิเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 16 ราย และการสนทนากลุ่ม ข้อมูลถูกตรวจสอบจนถึงจุดอิ่มตัว (Data Saturation) และวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) รวมทั้งการวิเคราะห์เชิงสาระสำคัญ (Thematic Analysis)</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) บริบทของการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภามีความซับซ้อนและมีลักษณะห่างจากประชาชนส่งผลให้การมีส่วนร่วมทางการเมืองถูกจำกัด ขณะเดียวกันยังปรากฏปัญหาเชิงโครงสร้างที่นำไปสู่การครอบงำ ความไม่ชัดเจนของความเป็นตัวแทน และข้อจำกัดด้านความโปร่งใส 2) แนวทางการแก้ไขจึงมุ่งเน้นการเปิดการเข้าถึงข้อมูลและกระบวนการทางการเมือง การเสริมสร้างความยึดโยงระหว่างวุฒิสภากับประชาชนและกลุ่มทางสังคม ตลอดจนการพัฒนากลไกความโปร่งใสและการตรวจสอบได้ 3) รูปแบบการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภานั้น พบว่า มีข้อเสนอหลากหลาย เช่น การเลือกตั้งโดยตรง การใช้ระบบผสมระหว่างการเลือกตั้งและการสรรหา การปรับปรุงระบบกลุ่มอาชีพให้มีความชัดเจน และการปรับบทบาทและอำนาจของวุฒิสภาให้สอดคล้องกับที่มา อย่างไรก็ตามผลการศึกษาชี้ว่า ความเหมาะสมของรูปแบบมิได้ขึ้นอยู่กับทางเลือกใดทางเลือกหนึ่ง หากแต่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขเชิงระบบที่เอื้อต่อการเข้าถึง การยึดโยงกับประชาชน และความโปร่งใสของกระบวนการ ซึ่งสามารถสังเคราะห์เป็นมิติหลักของการออกแบบสถาบันวุฒิสภาและได้ทำการพัฒนาเป็นตัวแบบ ACT หมายถึง Accessibility (การเข้าถึง) Connectivity (การเชื่อมโยง) และ Transparency (ความโปร่งใส) ซึ่งก่อให้เกิดความชอบธรรม (Institutional Legitimacy) ในสถาบันของวุฒิสภา ได้รับการยอมรับจากสังคม ความเชื่อมั่นในกระบวนการ และการยึดโยงระหว่างวุฒิสภากับประชาชน</p> <p>โดยพัฒนาช่องทางให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลและกระบวนการของวุฒิสภาได้ง่าย (Accessibility) พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมระหว่างภาคประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ (Connectivity) ควบคู่กับการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ (Transparency) เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความชอบธรรมของวุฒิสภาในสายตาสังคม</p> ธเนศพล พูถาวรวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรัฐศาสตร์รอบรู้และสหวิทยาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/WPSMS/article/view/288115 Thu, 11 Jun 2026 00:00:00 +0700