https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ajnu/issue/feed วารสารวิชาการ ศิลปะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร 2025-12-30T12:40:10+07:00 คุณศรีอุรา เสือทะยาน sriuras@nu.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารวิชาการศิลปะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร เป็นวารสารที่เผยแพร่องค์ความรู้อย่างมีส่วนร่วมกับชุมชนด้านภูมิปัญญาทางศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมให้เกิดประโยชน์ต่อสาธารณชน เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนางานในหน่วยงานหรือสถาบันและการวิจัยที่พัฒนาองค์ความรู้ ผลงานวิจัยซึ่งได้มาจากการศึกษาค้นคว้าอย่างมีระบบและมีระเบียบนั้น ถ่ายทอดด้วยการจัดทำ ในลักษณะที่เป็นบทความวิชาการหรือบทความวิจัยที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานเหมาะสำหรับตีพิมพ์เผยแพร่ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่บ่งบอกถึงความเข้มแข็งทางวิชาการของสถาบัน อุดมศึกษาหรือหน่วยงานทางการศึกษาอย่างมีนัยสำคัญ บทความวิชาการและวิจัยทุกเรื่องได้รับการพิจารณากลั่นกรองโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer review) ที่ไม่เกี่ยวข้องกับผู้เขียน จากภายในและภายนอกสถาบัน จำนวน 3 ท่าน โดยแต่ละบทความจะต้องได้รับการพิจารณาให้ลงตีพิมพ์เป็นเสียงข้างมากและปกปิดรายชื่อผู้เขียนและผู้ประเมินบทความ <strong>( Double-blinded)</strong></p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่รับตีพิมพ์ในวารสาร</strong></p> <p> <strong>1.บทความวิชาการ</strong> (Article) เป็นบทความที่เขียนขึ้นในลักษณะวิเคราะห์วิจารณ์ หรือเสนอแนวคิดใหม่ๆ จากพื้นฐานทางวิชาการที่ได้เรียบเรียงจากผลงานทางวิชาการของตนเองหรือของผู้อื่น หรือเป็นบทความทางวิชาการที่เขียนขึ้นเพื่อเป็นความรู้ที่มีประโยชน์แก่คนทั่วไป</p> <p><strong> 2. บทความวิจัย</strong> (Research Article) เป็นบทความที่มีการค้นคว้าอย่างมีระบบและมีความมุ่งหมายชัดเจน เพื่อให้ได้ข้อมูลหรือหลักการบางอย่างที่จะนำไปสู่ความก้าวหน้าทางวิชาการ หรือการนำวิชาการมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ บทความวิจัยมีลักษณะเป็นเอกสารที่มีรูปแบบของการวิจัยตามหลักวิชาการ เช่นมีการตั้งสมมติฐานหรือมีการกำหนดปัญหาที่ชัดเจนสมเหตุผล โดยจะต้องระบุวัตถุประสงค์ที่เด่นชัดแน่นอน มีการรวบรวมข้อมูล พิจารณาวิเคราะห์ ตีความและสรุปผลการวิจัยที่สามารถให้คำตอบหรือบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ต้องการได้</p> <h3>สาขาวิชาที่เปิดรับบทความ</h3> <p>ศิลปะและการออกแบบ ได้แก่ วิจิตรศิลป์ และศิลปะประยุกต์</p> <p>ประวัติศาสตร์ ทฤษฎี และการออกแบบทางสถาปัตยกรรม</p> <p>การผังเมือง การออกแบบชุมชน เคหะการและภูมิสถาปัตยกรรม</p> <p>ศิลปะสถาปัตยกรรม สถาปัตยกรรมไทย และพื้นถิ่น</p> <p>เทคโนโลยี นวัตกรรม และการบริหารจัดการทางสถาปัตยกรรม</p> <p>ISSN 2697-6560 (Online) </p> <p> </p> <p><strong>กำหนดออก : ออกปีละ 2 ฉบับ </strong></p> <p>ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม – มิถุนายน</p> <p>ฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม – ธันวาคม</p> <p> </p> https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ajnu/article/view/285416 วารสารวิชาการ AJNU ศิลปะสถาปัตยกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยนเรศวร ปีที่ 16 ฉบับที่ 2 ประจำเดือน กรกฎาคม-ธันวาคม 2568 2025-12-30T12:40:10+07:00 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ศิลปะและการออกแบบ มหาวิทยาลัยนเรศวร sriuras@nu.ac.th <p>วารสารวิชาการ ศิลปะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้รับความสนใจจากคณาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย นิสิตระดับมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิต ส่งบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารฯเป็นอย่างดีมาโดยตลอด ทำให้วารสารวิชาการศิลปะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร อยู่ในฐานข้อมูล TCI (Thai journal Citation Index Centre) กลุ่ม 1 นับว่าเป็นการพัฒนาวารสารวิชาการอย่างต่อเนื่อง วารสารฉบับนี้ได้ดำเนินการเข้าสู่ปีที่ 15 ของการจัดทำวารสารและมีช่วงเวลาการตีพิมพ์เผยแพร่ ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม - เดือนมิถุนายน และฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม – เดือนธันวาคม โดยเปิดรับบทความวิชาการและบทความวิจัยตลอดปี ในวารสารออนไลน์ Thai Journals Online (ThaiJO) ที่ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ajnu/index ผู้อ่านสามารถดาวน์โหลดอ่านบทความทั้งเล่มหรือเลือกตามบทความฉบับสีได้ตามความสนใจ วารสารฉบับใหม่นี้มีบทความวิจัยที่น่าสนใจหลายบทความ อาทิ การพัฒนาคุณภาพสินค้าและรูปลักษณ์บรรจุภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์เห็ดแปรรูปพร้อมบริโภคแบบมีส่วนร่วม ศึกษาเปรียบเทียบวิธีถนอมไม้ไผ่ด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน วิจัยสร้างสรรค์ เรื่อง อุบัติการณ์ใหม่ของรูปทรง อิทธิพลของอุณหภูมิสีของแสงในสถานพักตากอากาศต่อการตอบสนองทางอารมณ์ ของผู้สูงอายุชาวไทย เป็นต้น โดยทุกบทความได้ผ่านขั้นตอน กระบวนการพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิประเมินผลและพิจารณาบทความแล้วส่งกลับไปยังผู้เขียนเพื่อปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์ และหวังว่าผู้อ่านจะได้นำบทความในวารสารไปใช้อ้างอิงในการอ้างอิงในโอกาสต่อไป<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ในนามกองบรรณาธิการ ใคร่ขอขอบคุณผู้เขียนบทความทุกท่านที่ให้เกียรติในการส่งบทความ ขอบคุณผู้ทรงคุณวุฒิที่กรุณาสละเวลาในการพิจารณาตรวจสอบและกลั่นกรองบทความให้มีคุณภาพมาตรฐานเป็นที่ยอมรับ</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ajnu/article/view/270891 การออกแบบและพัฒนาโมบายแอพลิเคชันแบบมัลติทัตจำลองโครงสร้างร่างกายมนุษย์ สำหรับใช้เป็นแบบในการวาดภาพ โดยใช้เทคนิคดิจิทัลอาร์ตที่หลากหลาย 2025-09-26T16:18:47+07:00 วราภรณ์ มั่นทุ่ง waraphon.m@rmutsb.ac.th ธนวัฒน์ ถาวรกูล Waraphon.m@rmutsb.ac.th วรันธร สีทะนาน Waraphon.m@rmutsb.ac.th ณัฐพล เมล์พ่วง Waraphon.m@rmutsb.ac.th <p> การจัดการเรียนการสอนในช่วงการระบาดของ COVID-19 ทำให้ต้องปรับตัวเข้าสู่การสอนแบบออนไลน์ การวาดภาพจากหุ่นนิ่งนั้น ต้องเปลี่ยนมาเป็นการวาดภาพตามภาพถ่ายหุ่นนิ่ง ซึ่งผู้เรียนจะไม่สามารถเลือกมุมกล้อง และจัดแสงเองได้ ในขณะเดียวกันการพัฒนาสื่อที่สามารถทำให้ผู้เรียนสามารถเลือกมุมกล้อง และจัดแสงเองได้นั้นจะสามารถเป็นแบบให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนและถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสำหรับการเรียนการสอน การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ออกแบบและพัฒนาโมบายแอปพลิเคชันแบบมัลติทัชจำลองโครงสร้างร่างกายมนุษย์สำหรับใช้เป็นแบบในการวาดภาพ โดยใช้เทคนิคดิจิทัลอาร์ตที่หลากหลาย 2. ประเมินประสิทธิภาพโมบายแอปพลิเคชันแบบมัลติทัชจำลองโครงสร้างร่างกายมนุษย์สำหรับใช้เป็นแบบในการวาดภาพ โดยผู้เชี่ยวชาญ 3. ศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้งานโมบายแอพลิเคชันแบบมัลติทัชจำลองโครงสร้างร่างกายมนุษย์สำหรับใช้เป็นแบบในการวาดภาพ จากการสุ่มตัวอย่างแบบมีจุดมุ่งหมายจากผู้เข้าร่วม 30 คน ผลการวิจัยพบว่า 1. สามารถออกแบบและพัฒนาโมบายแอปพลิเคชันแบบมัลติทัชจำลองโครงสร้างร่างกายมนุษย์สำหรับใช้เป็นแบบในการวาดภาพ โดยใช้เทคนิคดิจิทัลอาร์ตที่หลากหลาย เป็นไปตามวัตถุประสงค์ 2. ผลการประเมินประสิทธิภาพโมบายแอปพลิเคชันแบบมัลติทัชจำลองโครงสร้างร่างกายมนุษย์ สำหรับใช้เป็นแบบในการวาดภาพ โดยผู้เชี่ยวชาญ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.39 อยู่ในระดับมาก 3. ผลการประเมินความพึงพอใจจากกลุ่มตัวอย่าง มีค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 4.52 อยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2025-10-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ajnu/article/view/274619 นิยาม คุณลักษณะ และแนวโน้มการศึกษาสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นเมือง : กรณีศึกษาเมืองเชียงใหม่ 2025-10-01T14:05:10+07:00 อัมพิกา อำลอย aumpika.amloy@cmu.ac.th <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจและทำความเข้าใจนิยาม คุณลักษณะ และแนวโน้มการศึกษาสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นเมือง โดยเฉพาะในบริบทของเมืองเชียงใหม่ ซึ่งมีความสำคัญทางวัฒนธรรมและสถาปัตยกรรม เริ่มต้นด้วยการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องเพื่อรวบรวมและวิเคราะห์นิยามและคุณลักษณะของสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นเมืองจากแหล่งข้อมูล รวมถึงการระบุแนวโน้มการศึกษาที่สำคัญในสาขานี้ ผลการศึกษาพบว่าสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นเมืองเชียงใหม่มีลักษณะเฉพาะที่สะท้อนถึง วิถีชีวิต ประเพณี และวัฒนธรรมท้องถิ่น ได้แก่ การประยุกต์ใช้รูปแบบและเทคนิคการก่อสร้างดั้งเดิม การสะท้อนวัฒนธรรม วัสดุ และสภาพภูมิอากาศในท้องถิ่น การผสมผสานประเพณีท้องถิ่นและการพิจารณาด้านสิ่งแวดล้อม การเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่น การเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมท้องถิ่นและการสร้างสรรค์โดยชุมชน และการผสมผสานแนวคิดพื้นถิ่นกับการออกแบบสมัยใหม่ นอกจากนี้ แนวโน้มการศึกษาสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นเมืองในปัจจุบันยังมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์และฟื้นฟู รวมถึงการใช้วิธีการวิจัยใหม่ ๆ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการศึกษา บทความนี้สรุปผลการวิจัยโดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการศึกษาสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นเมืองในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน พร้อมเสนอข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยในอนาคตและการพัฒนานโยบายการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นเมืองเชียงใหม่ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนและสาธารณชนในวงกว้าง</p> <p> </p> 2025-12-16T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ajnu/article/view/276339 การพัฒนาแอนิเมชันเรื่อง การสร้าง Passive income ด้วยทรัพย์สินทางปัญญา 2025-05-07T15:21:16+07:00 นิภัสรา บุรีเพีย nipatsarab@nu.ac.th ลินดา อินทราลักษณ์ nipatsarabureepia@gmail.com <p>งานวิจัยเรื่อง การพัฒนาแอนิเมชันเรื่อง การสร้าง Passive income ด้วยทรัพย์สินทางปัญญานี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อศึกษาการสร้างแอนิมันเรื่อง การสร้าง passive income ที่เกิดจากทรัพย์สินทางปัญญา และ ช่องทางการสร้างรายได้ ในรูปแบบออนไลน์ 2. เพื่อออกแบบพัฒนาแอนิเมชันเรื่อง การสร้าง Passive income ที่เกิดจากทรัพย์สินทางปัญญา และ ช่องทางการสร้างรายได้ในรูปแบบออนไลน์ 3. เพื่อประเมินความพึงพอใจของกลุ่มเป้าหมายที่มีต่อ เรื่องการสร้าง passive income ที่เกิดจากทรัพย์สินทางปัญญา และ ช่องทางการสร้างรายได้ในรูปแบบออนไลน์ มีวิธีการดำเนินงานวิจัยโดยใช้หลักการของ Double Dimond Design Thinking มี 4 ขั้นตอนได้แก่ 1. Discover 2. Define 3. Develop 4. Deliver ผลการวิจัย ได้ตอบวัตถุประสงค์ครบถ้วน โดยผู้วิจัยได้ทำการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิที่สร้างรายได้แบบ passive income จำนวน 5 ท่าน และ ความต้องการต่อกลุ่มเป้าหมาย เพื่อนำมาวิเคราะห์ผลให้เกิดเป็นข้อมูลในการเขียนบทเพื่อสร้างเป็นแอนิเมชัน และ นำไปประเมินความพึงพอใจ ผลของการวิจัยคือ อาสาสมัครได้รับแรงจูงใจและความพึงพอใจ เกี่ยวกับการสร้าง Passive Income ที่เกิดจากทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มขึ้น และ จากตารางทดสอบความรู้ ถูก ผิด พบว่า จำนวนอาสาสมัครที่ตอบถูกมีจำนวนเพิ่มขึ้น มีค่าเฉลี่ยจาก ก่อนรับชมสื่อ ตอบถูกร้อยละ 73.15 ตอบผิด ร้อยละ 26.85 และ หลังรับชมสื่อตอบถูกร้อยละ 84.67 ตอบผิดร้อยละ 15.38 ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผลของการประเมินความพึงพอใจ ได้รับค่าเฉลี่ยความพึงพอใจมากที่สุด 3 อันดับแรก ดังต่อไปนี้ ด้านเนื้อหามีความสัมพันธ์ต่อเนื่องเข้าใจง่ายในระดับมากค่าเฉลี่ย 4.57, ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.64 ความยาวของสื่อแอนิเมชันมีความเหมาะสม ไม่สั้น ไม่ยาวจนเกินไป: ค่าเฉลี่ย 4.54, ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.70 และ เสียงบรรยายอธิบายที่เข้าใจง่าย: ค่าเฉลี่ย 4.48, ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.78 ตามลำดับสรุปผลจากการประเมินได้ว่า การพัฒนาแอนิเมชันเรื่อง การสร้าง Passive income ด้วยทรัพย์สินทางปัญญา สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และ สามารถสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเรียนรู้ และ ฝึกฝน เพื่อให้เกิดการสร้างรายได้แบบ Passive income จากทรัพย์สินทางปัญญาของตน</p> <p> </p> 2025-12-17T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ajnu/article/view/278192 ชุดขันหมาก : สีย้อมและการย้อมสีใบตองสำหรับงานประดิษฐ์ในเชิงพาณิชย์ 2025-06-21T19:49:40+07:00 ศักรินทร์ หงส์รัตนาวรกิจ sakkarin.ho@rmutp.ac.th <p> งานวิจัยเรื่อง ชุดขันหมาก : สีย้อมและการย้อมสีใบตองสำหรับงานประดิษฐ์ในเชิงพาณิชย์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสีย้อมและการย้อมสีใบตองในชุดขันหมากสำหรับงานประดิษฐ์ในเชิงพาณิชย์ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจชุดขันหมาก: สีย้อมและการย้อมสีใบตองในชุดขันหมากสำหรับงานประดิษฐ์ในเชิงพาณิชย์ วิธีการวิจัยแบบวิจัยและพัฒนา มีขั้นตอนดําเนินการวิจัย คือ 1. ศึกษาขอมูลพื้นฐานที่เกี่ยวของ 2. ออกแบบและทดลองสีย้อมและการย้อมสีใบตองสำหรับงานประดิษฐ์ในเชิงพาณิชย์ 3.การออกแบบรางความคิดชุดขันหมาก 4. การคัดเลือกเฉดสีที่เหมาะสม 5. พัฒนาผลิตภัณฑตนแบบ วิเคราะหขอมูล โดยการหา คาเฉลี่ย และคาเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่าผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เลือกใช้ผ้าซับใน (Lining Fabric) ในการย้อม เลือกใช้สีย้อมผ้าในการย้อมสีใบตอง 7 เฉด เลือกใบตองกล้วยน้ำว้า และการประเมินวัดค่าสีด้วยเครื่องวัดความเข้มของแสง จัดทำต้นแบบผลิตภัณฑ์ชุดขันหมาก ความพึงพอใจที่มีต่อชุดขันหมาก: สีย้อมและการย้อมสีใบตองสำหรับงานประดิษฐ์ในเชิงพาณิชย์ พบว่า ด้านการย้อมสี การย้อมผ้าไล่สีใบตองมีเฉดสีที่เหมาะสม และความพึงพอใจต่อผ้าย้อมสีใบตองโดยรวม มีค่าเฉลี่ย 4.55 อยู่ในระดับมากที่สุด ด้านการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ การนำมาใช้งานได้จริง มีค่าเฉลี่ย 4.90 อยู่ในระดับมากที่สุด ด้านการต่อยอดธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ชุดขันหมากสามารถส่งเสริมธุรกิจงานประดิษฐ์ ค่าเฉลี่ย 4.80 อยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2025-12-18T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ajnu/article/view/53-65 การสำรวจรูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่มีผลต่อการเลือกซื้อเครื่องสำอางตกแต่งใบหน้า 2025-09-18T16:38:37+07:00 อรรถการ นาคำ athagrann@nu.ac.th นิลวรรณ นิลาวรรณ nilawanu@nu.ac.th <p>บรรจุภัณฑ์เครื่องสำอางตกแต่งใบหน้ามีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งการตัดสินใจเลือกซื้อมีปัจจัยต่างกันไปในแต่ละบุคคล การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจรูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่มีผลต่อการเลือกซื้อเครื่องสำอางตกแต่งใบหน้า กลุ่มตัวอย่างเป็นประชากรที่อายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปที่มีประสบการณ์ซื้อเครื่องสำอางตกแต่งใบหน้า ได้แก่ อายแชโดว์ (eye shadow), บลัชออน (blush on), ลิปสติก (lipstick), ลิปบาล์ม (lip balm), ลิปทิ้นท์ (lip tint), ลิปกลอส (lip gloss) และ ลิปไลเนอร์ (lip liner) เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ ได้แก่ Facebook, Instagram, Line กลุ่มตัวอย่างจำนวน 385 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา แสดงข้อมูลในรูปแบบ ความถี่ ร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มประชากรที่ซื้อเครื่องสำอางตกแต่งใบหน้าส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 74.29) มีช่วงอายุเฉลี่ย 20-22 ปี (ร้อยละ 86.75) อาชีพนิสิต/นักศึกษา (ร้อยละ 86.23) รายได้ต่อเดือน 10,001 – 15,000 บาท (ร้อยละ 54.55) โดยรูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่ผู้ตอบแบบสำรวจเลือกซื้อมากที่สุดในเครื่องสำอางแต่งตา คือ แบบตลับสี่เหลี่ยมจัตุรัส (ร้อยละ 46.23) เครื่องสำอางแต่งแก้ม คือ แบบตลับวงกลม (ร้อยละ 57.14) และเครื่องสำอางแต่งปาก คือ แท่งแบบจุ่ม (ร้อยละ 42.34) ซึ่งวัสดุที่เครื่องสำอางทุกกลุ่มนิยมใช้วัสดุที่เป็นพลาสติก (ร้อยละ 75.58) และโทนสีธีมพาสเทล (ร้อยละ 39.13) ปัจจัยที่มีผลต่อการซื้อมากที่สุด คือ โทนสีของบรรจุภัณฑ์ ผลการวิจัยที่ได้สามารถเป็นแนวทางให้กับผู้ประกอบการในการปรับปรุงกลยุทธ์ทางการตลาดให้สามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าต่อไปและยังประโยชน์ต่อการวางแผนการผลิดเครื่องสำอางตกแต่งใบหน้าให้ตอบโจทย์ผู้เลือกใช้</p> <p> </p> 2025-12-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ajnu/article/view/271934 การสร้างสรรค์หนังสือการ์ตูนออนไลน์เกี่ยวกับตานานเรื่องเล่าผีล้านนาในกลุ่มเทพอารักษ์ เพื่อการเผยแพร่อัตลักษณ์ทางศิลปวัฒนธรรม 2024-03-01T09:03:55+07:00 สิริวิชย์ พังสุวรรณ siriwitsp@gmail.com ปาริชาต เกษมสุข siriwitsp@gmail.com <p>การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาตานานความเชื่อเกี่ยวกับผีล้านนาในกลุ่มเทพอารักษ์ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน และ สร้างสรรค์หนังสือการ์ตูนออนไลน์ผ่านองค์ความรู้ที่ได้ทาการศึกษาค้นคว้าและการรวบรวมข้อมูลตานานความเชื่อเกี่ยวกับผีล้านนาในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน เพื่อพัฒนาหนังสือการ์ตูนออนไลน์เกี่ยวกับตานานความเชื่อเกี่ยวกับผีล้านนาในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ให้เป็นสื่อการเรียนรู้และเผยแพร่วัฒนธรรมท้องถิ่น โดยสังเคราะห์องค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษานิทานผีล้านนา มาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์การ์ตูนออนไลน์ภายใต้ทฤษฎีด้านการออกแบบตัวละคร ประกอบกับรูปแบบการผลิต การออกแบบและการทางานของโปรแกรม การออกแบบสื่อมัลติมีเดียที่เกี่ยวข้อง เพื่อนาเสนอและเผยแพร่ผลงานที่สามารถกระตุ้นความสนใจ ให้เกิดความเข้าใจในคุณค่าและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ความเชื่อเกี่ยวกับผีล้านนา โดยนาเสนอผลการศึกษาในรูปแบบของหนังสือการ์ตูนออนไลน์เพื่อให้เป็นสื่อการเรียนรู้และเผยแพร่วัฒนธรรมท้องถิ่น<br>ผลการวิจัยพบว่า 1) เกณฑ์สาคัญในการคัดเลือกนิทานจะต้องมีตัวละครที่เป็นผีเป็นส่วนประกอบในเนื้อเรื่อง และเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอานาจศักดิ์สิทธิ์ที่ส่งผลแก่มนุษย์ จาแนกออกเป็น 2 ประเภท คือ นิทานเรื่องผีที่มีโครงเรื่อง และนิทานเรื่องผีที่นาเสนอในลักษณะอธิบายความ 2) การนาเอามุกขะปาฐะเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องผีล้านนาอันเป็นองค์ความรู้ดั่งเดิมในอดีต มาเผยแพร่ในรูปแบบของหนังสือการ์ตูนออนไลน์ เป็นมิติใหม่ของการบันทึกเรื่องราวในประวัติศาสตร์ล้านนา ในรูปแบบของสื่อการ์ตูนออนไลน์ซึ่งเป็นจุดเชื่อมโยงเรื่องราวในอดีต ทัศนคติ ความเชื่อ และการดารงชีวิต ร้อยเรียงผ่านเส้นเรื่องในหนังสือการตูน เป็นเส้นทางการเชื่อมโยงและบันทึกประวัติศาสตร์ ผ่านสื่อหนังสือการ์ตูน เพื่อให้ผู้คนในยุคปัจจุบันได้เข้าถึง เนื้อหาในส่วนของประวัติศาสตร์ในอดีต และคุณค่าทางวัฒนธรรม นอกจากนี้ 3) รูปแบบของตัวละครที่ใช้ในการดาเนินเรื่องราว ได้เผ่านกระบวนการคิดการออกแบบและพัฒนาจนเป็นชุดตัวละคร สามารถนาไปต่อยอดในงานศิลปะและงานออกแบบส่วนอื่นๆ เพื่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ และยังสามารถเก็บรวบรวมเป็นคลังข้อมูล (Library) ทางความคิด ให้ผู้สนใจสามารถนาไปใช้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์สู่งานศิลปะและงานออกแบบแขนงอื่น ๆ อีก ที่สาคัญยังเป็นการส่งเสริมและเผยแพร่อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของความเชื่อเรื่องผีในวัฒนธรรมล้านนา</p> 2025-12-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ajnu/article/view/271535 โครงการออกแบบผลิตภัณฑ์ของใช้ภายในบ้านจากไม้ไผ่เศรษฐกิจ 2025-09-16T05:52:28+07:00 บัญชา จุลุกุล pub_56@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ของใช้ภายในบ้านจากไม้ไผ่เศรษฐกิจ 2. เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับกลุ่มผู้ประกอบการไม้ไผ่บ้านท่านางหอม จังหวัดสงขลา กลุ่มประชากรตัวอย่าง แบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มผู้นำชุมชน 2. ผู้ประกอบการพื้นที่บ้านท่านางหอม 3. กลุ่มผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการออกแบบ ซึ่งได้จากการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม กลุ่มผู้นำชุมชน ผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยว ที่มีต่อผลิตภัณฑ์ โดยการหาค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิจัยความพึงพอใจของผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบที่มีต่อเปลนอน อยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย 4.38 ม้านั่งอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.55 ชั้นวางของอยู่ในระดับพึงพอใจมาก ค่าเฉลี่ย 4.33 เคาน์เตอร์บาร์ อยู่ในระดับพึงพอใจมาก ค่าเฉลี่ย 4.45 ชั้นวางรองเท้าอยู่ในระดับพึงพอใจมาก ค่าเฉลี่ย 4.29 ราวตากผ้าอยู่ในระดับพึงพอใจมาก ค่าเฉลี่ย 4.40 แคร่อยู่ในระดับพึงพอใจที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.69 ชุดโต๊ะอยู่ในระดับพึงพอใจมาก ค่าเฉลี่ย 4.50 ชุดถาดและแก้วน้ำ อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.57 ชุดโต๊ะเก้าอี้บาร์ อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.67 และผลความพึงพอใจของกลุ่มเป้าหมาย 50 คน ที่มีต่อรูปแบบผลิตภัณฑ์อยู่ในระดับมากค่าเฉลี่ย 4.49 </p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ajnu/article/view/275680 แนวทางการออกแบบตกแต่งภายในศูนย์การเรียนรู้เรือนพื้นถิ่นลุ่มแม่น้ำท่าจีน กรณีศึกษา อาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชัยนาทมุนี จังหวัดชัยนาท 2025-05-16T15:07:45+07:00 สุริยันต์ จันทร์สว่าง suriyun.ch@ssru.ac.th ชยพล ศรัณยพัชร์ Chayaphol.S@cmu.ac.th ศุภโชค สนธิไชย Supachock.So@cmu.ac.th สิริพิสิษฐ์ จันทร์ชูผล S57122520014@ssru.ac.th <p>การวิจัยแนวทางการออกแบบตกแต่งภายในศูนย์การเรียนรู้เรือนพื้นถิ่นลุ่มแม่น้ำท่าจีน กรณีศึกษา อาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติชัยนาทมุนี จังหวัดชัยนาท มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาทฤษฎีแนวคิดการออกแบบตกแต่งภายใน และนำเสนอผลการวิจัยเกี่ยวกับรายละเอียดประกอบแบบการออกแบบสถาปัตยกรรมภายใน ผลการศึกษาพบว่าลักษณะการจัดการพื้นที่ในรูปแบบการกระตุ้นเร้าให้เกิดความคิดสรรค์สร้าง ถ่ายทอดรับรู้ควบคู่กับการออกแบบสภาพแวดล้อมของพื้นที่กิจกรรมนั้น ประสบการณ์จากการจดจำให้กับทุกคนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่จัดแสดงคือพื้นที่แห่งการรับรู้ และความรู้สึก ที่เรียกว่า พื้นที่การเรียนรู้ ซึ่งถือเป็นองค์ความรู้ศาสตร์ด้านการศึกษา และการเรียนรู้จากกระบวนการออกแบบสภาพแวดล้อมตามบริบทของเนื้อหาสาระที่จัดแสดงหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงข้อมูลในแต่ละส่วนพื้นที่ภายในอาคาร ดังนั้นการออกแบบตกแต่งภายในศูนย์การเรียนรู้ สิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงประเด็นสำคัญคือ ความหมายของวัตถุประสงค์สำหรับการจัดแสดงเรื่องราว ตามบริบทของพื้นที่กิจกรรมแห่งเรียนรู้ที่สอดรับกับวัตถุจัดแสดงตามองค์ประกอบของส่วนพื้นที่ภายในอาคาร</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ajnu/article/view/272602 การออกแบบเครื่องตีกาบตาลจากพลังงานแสงอาทิตย์ 2025-11-05T14:43:58+07:00 ณัฎวรัตน์ ขจัดภัย nutwarat@hotmail.com ปราณี เท่ากลาง praneet59@gmail.com ภิญญาพัชร์ สวัสดิ์กุลนิธิ phinyapat.s28@gmail.com ฤทธิรงค์ แจ้งอิ่ม rittirong.ie@hotmail.com นิทัศน์ สุริยะกาญจน์ nitas.s@nrru.ac.th <p> งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ออกแบบเครื่องตีกาบตาลจากพลังงานแสงอาทิตย์ 2. เพื่อหาประสิทธิภาพเปรียบเทียบการตีกาบตาลด้วยเครื่องยนต์ดีเซลและมอเตอร์พลังงานแสงอาทิตย์ 3. เพื่อลดต้นทุนการผลิตเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ประกอบไปด้วยแผงโซล่าพาแนลแบบ Mono crystalline มอเตอร์กระแสตรงขนาด 750 วัตต์ 48 โวลท์ จากผลการทดลองพบว่า ด้านผลผลิตเวลาของเครื่องยนต์ดีเซลกับมอเตอร์พลังงานแสงอาทิตย์จะมีส่วนต่างกันที่ 4 ชั่วโมง เนื่องจากหากใช้งานด้วยเครื่องยนต์ดีเซลจะมีเสียงค่อนข้างดังจึงจำกัดเวลาอยู่ที่ 4 ชั่วโมงซึ่งผลผลิตจากเครื่องยนต์ดีเซลจะได้ไม้กวาดจำนวน 13 ด้ามจากมอเตอร์พลังงานแสงอาทิตย์ได้ไม้กวาดจำนวน 26 ด้าม ส่วนในเรื่องของการใช้พลังงานเครื่องยนต์ดีเซล จะสูญเสียการใช้พลังงานที่ 35 บาท ทางด้านเศรษฐศาสตร์เมื่อคำนวนผลผลิตต่อเดือนระหว่างเครื่องยนต์ดีเซลและมอเตอร์พลังงานแสงอาทิตย์พบว่าผลผลิตต่อเดือนมีค่าส่วนต่างอยู่ที่ 260 ด้าม/20 วัน มูลค่าการขายสินค้าต่อเดือนมีส่วนต่างอยู่ ที่ 10,400 บาท ค่าพลังงานต่อเดือนมีส่วนต่างอยู่ที่ -700 บาท ราคาขายหักค่าพลังงานต่อเดือนมีส่วนต่างอยู่ที่ 11,100 บาท เมื่อเปรียบเทียบด้านสิ่งแวดล้อม เครื่องยนต์ดีเซลมีค่าความดังของเครื่องยนต์อยู่ที่ 105 เดซิเบลซึ่งเกินค่ากำหนดมาตรฐานทางการได้ยินที่เป็นกฎหมายความปลอดภัยอาชีวอนามัย มลภาวะทางอากาศเครื่องยนต์ดีเซลเกิดการเผาไหม้น้ำมันกับน้ำมันเครื่องร่วมกันถ้าอุณหภูมิการเผาไหม้ไม่ถึงจุดที่ทำให้การเผาไหม้สมบูรณ์ จึงทำให้เกิดควันซึ่งก่อให้เกิดมลภาวะทางอากาศ ส่วนมอเตอร์พลังงานแสงอาทิตย์ ในด้านการบำรุงรักษาในด้านการบำรุงรักษาพบว่าเครื่องยนต์ดีเซลมีค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษามากกว่าการใช้มอเตอร์พลังแสงอาทิตย์</p> <p> </p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ajnu/article/view/283981 ผ้าทอไทลื้อสื่อศรัทธาสู่งานหัตถศิลป์ร่วมสมัย 2025-10-29T10:54:01+07:00 parichard kasamsuk pari.parichard@gmail.com <p> </p> <p> การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อศึกษาบริบทวัฒนธรรมผ้าทอไทลื้อ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประวัติ ความเป็นมา อัตลักษณ์และลวดลายผ้าทอไทลื้อ ในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย 2. เพื่อสร้างสรรค์หัตถศิลป์ร่วมสมัย ที่สื่อถึงความศรัทธาในพระพุทธศาสนา โดยสังเคราะห์องค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษาวัฒนธรรมผ้าทอไทลื้อมาเป็นแรงบันดาลใจ พื้นที่วิจัยคือ จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดน่าน และจังหวัดพะเยา มีลักษณะเป็นการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ศิลปะ มีขั้นตอนสำคัญอยู่ 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ส่วนของการศึกษาวัฒนธรรมไทลื้อ โดยการศึกษาเอกสาร แนวคิด ทฤษฎี งานวิจัย และผลงานศิลปะที่เกี่ยวข้อง และส่วนที่ 2 ส่วนของการสร้างสรรค์ เป็นการวิเคราะห์ประมวลผลข้อมูล และนำมาสังเคราะห์ กำหนดเป็นแนวความคิด และเทคนิคในการสร้างสรรค์ผลงานหัตถศิลป์ร่วมสมัย โดยใช้เทคนิค ศิลปะสื่อผสม (Mixed media art) ในการสร้างสรรค์งานหัตถศิลป์ร่วมสมัย (Contemporary craft Art) นำเสนอในรูปแบบพรรณนา และ ผลงานสร้างสรรค์หัตถศิลป์ร่วมสมัยผลการวิจัยพบว่า 1. ผ้าทอไทลื้อเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าในฐานะ “สัญลักษณ์แห่งกาลเวลา” เชื่อมโยงเรื่องราวจากอดีตสู่ปัจจุบันผ่านเส้นใยที่ถักทอขึ้นด้วยแรงศรัทธาและความละเอียดปราณีตของหญิงสาวชาวไทลื้อ ลวดลายบนผืนผ้าแต่ละผืนสะท้อนวิถีชีวิต ความเชื่อ และ อัตลักษณ์ของชุมชน สามารถจำแนกได้เป็น 2 ลักษณะ คือ ผ้าทอที่ใช้ในชีวิตประจำวัน และผ้าทอที่ใช้ในพิธีกรรม โดยมีลวดลายสำคัญจำแนกออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ ลวดลายเรขาคณิต ลวดลายรูปสัตว์ ลวดลายดอกไม้พรรณพฤกษา และลวดลายคติความเชื่อ โดยเฉพาะ “ลวดลายพญานาค” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพลัง ความคุ้มครอง และความอุดมสมบูรณ์ 2. องค์ความรู้จากการศึกษาถูกนำมาสังเคราะห์เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานหัตถศิลป์ร่วมสมัยในรูปแบบ “โคมหัตถศิลป์ร่วมสมัย” ที่สะท้อนคติความเชื่อเรื่อง “การทอตุงถวายวัด” ของหญิงชาวไทลื้อ ซึ่งแสดงออกถึงความศรัทธาในพระพุทธศาสนา ผ่านกระบวนการสร้างสรรค์ที่ผสมผสานวัสดุธรรมชาติเข้ากับเทคโนโลยีร่วมสมัย ใช้เส้นฝ้ายและสีอัตลักษณ์ของผ้าทอไทลื้อร่วมกับโครงสร้างโลหะและเทคนิคการตัดลวดลายแบบเลเซอร์ เพื่อให้เกิดมิติความงามสามมิติที่ส่องผ่านด้วยแสงภายใน ลวดลายพญานาคจากผืนผ้า 2 มิติ ถูกตีความใหม่เป็นองค์ประกอบบนโคมรูปทรงเรขาคณิตซ้อนชั้น สื่อถึงการยกระดับความศรัทธาจากโลกทางวัตถุสู่โลกทางจิตวิญญาณ ผลงานสร้างสรรค์ที่ได้จึงสะท้อนการบูรณาการระหว่าง “ความเชื่อ แสง วัสดุ” อย่างมีเอกภาพ เกิดคุณค่าทั้งเชิงสุนทรียะและเชิงวัฒนธรรม อันแสดงให้เห็นศักยภาพของภูมิปัญญาผ้าทอไทลื้อในการต่อยอดสู่แนวทางการออกแบบหัตถศิลป์ร่วมสมัยที่ยังคงรักษารากทางวัฒนธรรมไว้ได้อย่างงดงามและร่วมสมัยซึ่งผลงานชิ้นนี้เป็นส่วนหนึ่งในการต่อยอดจาก ดุษฎีนิพนธ์เรื่อง “ผ้าทอไทลื้อสื่อศรัทธาสู่ศิลปะร่วมสมัย” และการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ ได้รับทุนอุดหนุนการทำกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการทำวิจัยและนวัตกรรม จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ประเภททุนพัฒนานักวิจัยระดับบัณฑิตศึกษา ประจำปี 2565 จึงขอขอบพระคุณสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ที่ให้ทุนสนับสนุนการศึกษาดุษฎีนิพนธ์ในครั้งนี้ได้สำเร็จ ลุล่วงตามวัตถุประสงค์ของการศึกษาด้วยดี</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ajnu/article/view/270406 การสร้างสรรค์ภาพประกอบประเพณีทางพุทธศาสนาจากการศึกษาจิตรกรรมไทย 2025-10-20T09:48:48+07:00 รชต อยู่ยิ้ม rachatay@nu.ac.th <p> จิตรกรรมไทยมีความเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่แตกต่างจากศิลปะของชนชาติอื่น แม้จะได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมในประเทศอื่นมาบ้าง หากแต่รูปแบบจิตรกรรมไทยได้ผ่านกระบวนการคลี่คลาย ดัดแปลง ลดทอน และผสมผสาน จนเกิดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่สะท้อนอัตลักษณ์ของสังคมไทย เนื้อหาในจิตรกรรมไทยสะท้อนคุณค่าความดีงาม วิถีชีวิต และวัฒนธรรม โดยมีประเพณีทางพุทธศาสนาเป็นส่วนที่มีความสำคัญในด้านอิทธิพลทางความคิดและจิตวิญญาณของสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ผู้วิจัยจึงมีความสนใจในการพัฒนารูปแบบและวิธีการสร้างสรรค์ภาพประกอบประเพณีทางพุทธศาสนา โดยอาศัยพื้นฐานจากจิตรกรรมไทย เพื่อให้ได้รูปแบบผลงานที่มีความร่วมสมัย สอดคล้องกับบริบทของสื่อภาพประกอบในปัจจุบัน และสามารถสื่อสารกับผู้ชมร่วมสมัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ (Qualitative research and creative research) โดยประกอบด้วยกระบวนการวิจัย 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ 1. การศึกษาข้อมูลและวิเคราะห์เอกสารเกี่ยวกับรูปแบบ องค์ประกอบ และลักษณะเฉพาะของจิตรกรรมไทย รวมถึงแนวคิดและผลงานของศิลปินร่วมสมัยที่ได้รับอิทธิพลจากจิตรกรรมไทย 2. การวิเคราะห์เชิงทัศนศิลป์ (Visual analysis) เพื่อสังเคราะห์องค์ประกอบสำคัญ เช่น เส้น สี รูปทรง การจัดองค์ประกอบ พื้นที่ว่าง และสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนา 3. การวิจัยเชิงปฏิบัติการสร้างสรรค์ (Practice-based research) โดยนำผลการวิเคราะห์มาพัฒนาเป็นแนวคิดและทดลองสร้างสรรค์ผลงานภาพประกอบ โดยมีเครื่องมือในการวิจัยประกอบด้วยแบบวิเคราะห์องค์ประกอบศิลปะในงานจิตรกรรมไทย การศึกษาและคัดเลือกกรณีตัวอย่างผลงานศิลปินที่นำจิตรกรรมไทยมาประยุกต์ใช้ในงานร่วมสมัย การจัดทำภาพร่างผลงานเพื่อการออกแบบแนวคิด (Concept design) และการทดลองสร้างสรรค์ผลงานโดยมีการนำโปรแกรมดิจิทัลสำหรับการสร้างภาพประกอบควบคู่กับกระบวนการสร้างสรรค์เชิงศิลปะดั้งเดิม ผลการวิจัยพบว่า จิตรกรรมไทยมีลักษณะเฉพาะด้านการใช้เส้น สี รูปทรง การจัดองค์ประกอบ และการใช้สัญลักษณ์ทางพุทธศาสนาสามารถนำมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประยุกต์ใช้ในการพัฒนารูปแบบภาพประกอบร่วมสมัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลงานสร้างสรรค์ที่ได้สามารถสะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทย ควบคู่กับภาษาภาพที่สอดคล้องกับสื่อและความเป็นผลงานร่วมสมัย งานวิจัยนี้จึงแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของจิตรกรรมไทยในการเป็นฐานความรู้สำหรับการสร้างสรรค์ภาพประกอบร่วมสมัย และสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนางานออกแบบ การเรียนการสอนด้านศิลปะและการออกแบบ รวมถึงการต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมไทยในบริบทปัจจุบัน</p> <p> </p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ajnu/article/view/280352 เรื่อง การออกแบบผลิตภัณฑ์จากหนังตะลุง : เพื่อเพิ่มมูลค่าสำหรับวิสาหกิจชุมชนแกะหนังตะลุงรักษ์คอน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช 2025-04-26T15:19:27+07:00 ตวงรัก รัตนพันธุ์ tuangrak_vej@nstru.ac.th ชัชวาลย์ รัตนพันธุ์ tuangrak_vej@nstru.ac.th เมธิรา ไกรนที tuangrak_vej@nstru.ac.th <p> </p> <p> การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์จากหนังตะลุงสำหรับเพิ่มมูลค่าของวิสาหกิจชุมชนแกะหนังตะลุงรักษ์คอน ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสำรวจ แบบสัมภาษณ์ และแบบสอบถาม เก็บข้อมูลภูมิปัญญาการทำหนังและเทคนิคการแกะหนังตะลุงจากกลุ่มผู้ประกอบการและนายหนัง จำนวน 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแกะรูปหนังตะลุงปากพูน กลุ่ม Add’s Handcraft บ้านหนังตะลุงสุชาติทรัพย์สิน นายหนังสุมล ศ.ประทุม และนายหนังนนท์ อ้ายขวัญเมือง เก็บข้อมูลความต้องการในการออกแบบผลิตภัณฑ์จากหนังตะลุงกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแกะหนังตะลุงรักษ์คอน ประเมินผลงานการออกแบบจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน ประเมินความพึงพอใจต่อต้นแบบผลิตภัณฑ์หนังตะลุง จากกลุ่มผู้ผลิต จำนวน 20 จากผู้บริโภค จำนวน 30 คน ผลการวิจัยพบว่า 1. ภูมิปัญญาการทำหนังตะลุง ต้องเตรียมหนังสัตว์โดยใช้หนังวัวขูดพังผืด นำไปแช่น้ำส้มผสมเหล้า ตากแดดจนแห้งจึงนำมาแกะ ปัจจุบันสามารถซื้อหนังวัวสำเร็จรูปจากโรงงาน เทคนิคการแกะหนังตะลุงมี 2 วิธี คือ การขุดด้วยมีด และการตอกด้วยตุ๊ดตู่หรือมุก 2. ความต้องการในการออกแบบผลิตภัณฑ์ คือ มีขนาดเล็ก พกพาสะดวก สะท้อนอัตลักษณ์ของจังหวัดนครศรีธรรมราช แนวคิดที่ใช้นำเรื่องราวประวัติศาสตร์นครศรีธรรมราชที่มีเมืองภายใต้การปกครองสิบสองเมือง 3. ออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ 3 รูปแบบ คือ พวงกุญแจสิบสองนักษัตร ขนาด 7x10 ซม. ที่คั่นหนังสือสิบสองนักษัตร ขนาด 7x10 ซม. และหนังตะลุงติดผนังสิบสองนักษัตร ขนาด 30x45 ซม. 4. ค่าเฉลี่ยรวมของความพึงพอใจต่อต้นแบบผลิตภัณฑ์หนังตะลุง จากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.21 จากกลุ่มผู้ผลิต ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.39 และจากกลุ่มผู้บริโภค ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.32 ซึ่งความพึงพอใจอยู่ในระดับมากทั้งหมด สะท้อนให้เห็นถึงการตอบรับในเชิงบวกต่อต้นแบบผลิตภัณฑ์ในทุกกลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งในด้านคุณภาพการใช้งาน การออกแบบเชิงอัตลักษณ์ และศักยภาพทางการตลาด</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ajnu/article/view/274723 การ การพัฒนาเฟอร์นิเจอร์์ไม้ไผ่เอนกประสงค์จากภูมิปัญญาการจักสาน วิสาหกิจชุมชนสานศิลป์บางเจ้าฉ่า จังหวัดอ่างทอง 2025-12-26T16:13:47+07:00 รัฐไท พรเจริญ Ratthai6654@gmail.com วัฒนพันธุ์ ครุฑะเสน Ratthai6654@gmail.com ลุ้ย กานต์สมเกียรติ Ratthai6654@gmail.com ธนาทร เจียรกุล Ratthai6654@gmail.com <p> ผู้วิจัยฯ ทำการพัฒนาเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่เอนกประสงค์จากภูมิปัญญาการจักสาน วิสาหกิจชุมชนสานศิลป์บางเจ้าฉ่าจังหวัดอ่างทอง โดยมีวัตถุประสงค์ในการวิจัย ดังนี้ 1. เพื่อศึกษาภูมิปัญญาการจักสานของวิสาหกิจชุมชนสานศิลป์บางเจ้าฉ่าจังหวัดอ่างทอง 2. เพื่อพัฒนาเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่เอนกประสงค์จากภูมิปัญญาการจักสาน วิสาหกิจชุมชนสานศิลป์บางเจ้าฉ่าจังหวัดอ่างทอง 3. ประเมินความพึงพอใจผู้ที่เกี่ยวข้องที่วิสาหกิจชุมชนสานศิลป์บางเจ้าฉ่า และผู้บริโภคที่มีความสนใจในเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่เอนกประสงค์จากภูมิปัญญาการจักสาน วิสาหกิจชุมชนสานศิลป์บางเจ้าฉ่า จังหวัดอ่างทอง โดยใช้แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถามแบบตรวจสอบรายการ และแบบมาตราส่วนประเมินค่า เป็นเครื่องมือในการวิจัยเก็บข้อมูล มาวิเคราะห์ทางสถิติประกอบด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยกลุ่มตัวอย่าง และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การคัดเลือกต้นแบบ โดยผู้ทรงคุณวุฒิด้านการออกแบบ การผลิตต้นแบบ และการประเมินความพึงพอใจ โดยผู้ที่เกี่ยวข้อง และผู้บริโภค ผลการวิจัยพบว่า ความพึงพอใจในภาพรวมทั้งหมดอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย (=4.20, S.D.=0.94) โดยกลุ่มเป้าหมาย มีความพึงพอใจในด้านความสวยงามมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย (=4.46, S.D.=0.71) รองลงมา คือ ด้านการใช้งาน มีค่าเฉลี่ย (=4.23, S.D.=0.91) ลำดับที่ 3 คือ ด้านการสร้างเอกลักษณ์ มีค่าเฉลี่ย (=4.17, S.D.=0.91) ลำดับสุดท้าย คือ ด้านวัสดุและการผลิต มีค่าเฉลี่ย (=4.02, S.D.=1.05)</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ajnu/article/view/267721 ประสิทธิภาพของการบำบัดผู้ป่วยด้วยศิลปกรรมบำบัด 2025-10-02T09:27:40+07:00 โอภาษจรัส นันทวัน dhapranee.nee@gmail.com <p> งานวิจัยเรื่อง ประสิทธิภาพของการบำบัดผู้ป่วยด้วยศิลปกรรมบำบัด มีวัตถุประสงค์ การเพิ่มประสิทธิภาพของการดูแลคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยทหารผ่านศึก ด้วยวิธีศิลปะบำบัด เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยผู้ป่วยที่เป็นทหารผ่านศึกซึ่งรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลทหารผ่านศึกเป็นหน่วยวิเคราะห์ ขั้นตอนการวิจัย 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ศึกษาพฤติกรรมและประวัติเบื้องต้นจากการสัมภาษณ์ผู้ป่วยทหารผ่านศึก 2. ออกแบบเครื่องมือทางด้านศิลปะสำหรับบำบัดผู้ป่วยทหารผ่านศึก 3. เก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้ป่วยทหารผ่านศึกที่เข้าร่วมโครงการ 40 คน และ 4. วิเคราะห์ข้อมูลโดยการสร้างชิ้นงานทางศิลปะและแบบสอบถามความคิดเห็นผลงานวิจัยพบว่า การเพิ่มประสิทธิภาพของการดูแลคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยทหารผ่านศึก ด้วยวิธีศิลปะบำบัด ส่งผลให้ผู้ป่วยมีทักษะศิลปะสร้างความรู้และนวัตกรรมโดยการใช้วิธีศิลปะบำบัดร่วม ผู้ป่วยสามารถวาดรูปแสดงถึงอารมณ์ เรื่องราว ความรู้สึก ผ่านผลงานศิลปะ ผู้ป่วยสามารถแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประสบการณ์ อารมณ์ที่ไม่สามารถพูดได้ ออกมาทางการวาดรูปสีน้ำ ปลดปล่อยจินตนาการไปกับสี และการวาดรูปลายเส้นบนกระดาษ ผู้ป่วยมีการปรับปรุงความสัมพันธ์ทางสังคมกล้าที่จะพูดคุย ลดการระแวดระวังตัวมากเกินไป โดยมีการปรับปรุงอารมณ์ที่โดนเด่น มีความวิตกกังวลน้อยลง สามารถควบคุมความคิดที่ล้ำออกนอกทางที่ควรจะเป็นได้ สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า การเพิ่มประสิทธิภาพของการดูแลคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยด้วยศิลปะบำบัด มีความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และมีความเป็นประโยชน์สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ajnu/article/view/273273 การศึกษาและสร้างสรรค์จิตรกรรมสีน้ำมันภาพคนเหมือนด้วยเทคนิคจิตรกรรมใต้สี 2024-05-29T16:01:51+07:00 กมลวรรณ แสงพรหม num_kamolwan@hotmail.com <p> การศึกษาและสร้างสรรค์จิตรกรรมสีน้ำมันภาพคนเหมือนด้วยเทคนิคจิตรกรรมใต้สี มีวัตถุประสงค์ในการวิจัยดังนี้ 1. เพื่อศึกษากระบวนการสร้างสรรค์จิตรกรรมสีน้ำมันภาพคนเหมือน เทคนิคจิตรกรรมใต้สี จากผลงานจิตรกรรมสีน้ำมันชาวยุโรป ชาวจีน และชาวไทย โดยศึกษาองค์ความรู้จากต้นกำเนิดจิตรกรรมยุโรป สู่การพัฒนาในด้วยกระบวนการของชาวจีน และการนำมาปรับใช้จริงในบริบทสังคมไทยปัจจุบัน ซึ่งทำให้เห็นถึงวิวัฒนาการของการใช้วัสดุและสื่อผสมที่เปลี่ยนจากดั้งเดิมมาสู่สมัยใหม่ 2. เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของกระบวนการสร้างสรรค์งานจิตรกรรมสีน้ำมันภาพคนเหมือน เทคนิคจิตรกรรมใต้สี และเทคนิคเปรียบเทียบค่าน้ำหนักของสี ซึ่งเป็นการสร้างสรรค์เฉดสีและค่าน้ำหนักตามตาเห็น 3. เพื่อสร้างสรรค์งานจิตรกรรมสีน้ำมันภาพคนเหมือนด้วยเทคนิคที่เหมาะสมต่อรูปแบบการสร้างสรรค์ด้วยวิธีการเฉพาะตน ผลการศึกษาพบว่า การสร้างสรรค์งานจิตรกรรมสีน้ำมันด้วยเทคนิคจิตรกรรมใต้สี มีเทคนิคในการรองพื้นงานจิตรกรรม 3 เทคนิค ได้แก่ เทคนิคโทนสีขาวดำหรือโทนเทา (Grisaille) เทคนิคโทนสีเขียว (Verdaccio) และเทคนิคโทนสีน้ำตาล (Imprimatura) ทั้งนี้เทคนิคจิตรกรรมใต้สีมีกระบวนการการสร้างสรรค์ทั้งสิ้น 2 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนการร่างภาพด้วยวิธีร่างภาพแบบหยาบ-ร่างภาพเชิงลึก และขั้นตอนการลงสีแท้ ซึ่งจิตรกรชาวจีนและชาวไทย มีขั้นตอนการสร้างสรรค์จิตรกรรมสีน้ำมันเทคนิคจิตรกรรมใต้สีที่คล้ายคลึงกัน เนื่องจากเรียนรู้วิธีการสร้างสรรค์งานจิตรกรรมสีน้ำมันจากผลงานชาวยุโรปโบราณ แต่ปรับเปลี่ยนการใช้สื่อผสมจากเดิมใช้น้ำมันลินสีดกับคริสตัลเรซินดามาร์ (Damar resin crystals) และน้ำมันสน เปลี่ยนเป็นสื่อผสม Liquin original, medium1 และmedium2 ซึ่งเป็นสื่อผสมที่ได้รับการพัฒนาขั้นใหม่ในปัจจุบัน สำหรับความแตกต่างระหว่างเทคนิคจิตรกรรมใต้สีกับเทคนิคเปรียบเทียบค่าน้ำหนักของสี พบว่า เทคนิคจิตรกรรมใต้สีมีความแตกต่างจากเทคนิคเปรียบเทียบค่าน้ำหนักของสีใน 3 ประเด็นหลัก คือ 1. ด้านระยะเวลา โดยเทคนิคใต้สีใช้เวลาสร้างสรรค์นานกว่าจากการทำชั้นเอกรงค์ 2. ด้านวัสดุ จำเป็นต้องใช้พื้นผิวผ้าใบที่เรียบเพื่อประสิทธิภาพในการซ้อนทับชั้นสี และ 3. ด้านสุนทรียภาพ ซึ่งให้ผลลัพธ์ของชั้นสีที่มีความมิติความลึกและความหนาแน่นของเนื้อสีที่สูงกว่า ผลการศึกษานี้ได้นำไปสู่การสรุปแนวทางการสร้างสรรค์เฉพาะตนที่ผสมผสานเทคนิคใต้สีแบบคลาสสิกเข้ากับสื่อผสมสมัยใหม่ เพื่อผลลัพธ์ทางทัศนธาตุที่สมบูรณ์ที่สุด</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ajnu/article/view/274994 ศาลเจ้าจีนในความทรงจำของชาวไทยเชื้อสายจีนในเมืองโคราช 2025-02-13T15:39:17+07:00 มาริสา หิรัญตียะกุล marisa.h@nrru.ac.th <p> บทความนี้นำเสนอเรื่องราวและประสบการณ์ความทรงจำของชาวไทยเชื้อสายจีนในชุมชนเมืองโคราช (หรือเมืองเก่านครราชสีมา) โดยเน้นความสัมพันธ์ระหว่างศาลเจ้าจีนกับความเชื่อ ความศรัทธา และวิถีชีวิตของชุมชน ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมเมือง การศึกษานี้ประยุกต์ใช้แนวคิดความทรงจำในสถานที่ เพื่อทำความเข้าใจบทบาทของศาลเจ้าจีนในฐานะพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่สะท้อนความทรงจำทางสังคม อัตลักษณ์ร่วมของชุมชน และการเชื่อมโยงระหว่างอดีตกับปัจจุบัน วิธีการศึกษาใช้การสังเกตการณ์และสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ใช้งานพื้นที่ศาลเจ้าและผู้ที่มีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับศาลเจ้า จำนวน 10 คน ซึ่งได้รับการคัดเลือกแบบเจาะจง เรื่องเล่าจากประสบการณ์ชีวิตของกลุ่มเป้าหมายเผยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของบทบาทศาลเจ้า จากพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สะท้อนอัตลักษณ์และความศรัทธา ไปสู่การเป็นพื้นที่ที่มีบทบาทหลากหลายในมิติทางสังคมและเศรษฐกิจ เช่น การใช้งานในกิจวัตรประจำวัน การพบปะสังสรรค์ และการเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเมือง ทั้งนี้ ศาลเจ้าจีนในเมืองโคราชจำนวน 4 แห่ง ทำหน้าที่เป็นจุดศูนย์กลางความทรงจำทางวัฒนธรรมและพื้นที่เชิงสัญลักษณ์ที่มีความเชื่อมโยงในการประกอบพิธีกรรมและการผูกสัมพันธ์ทางสังคมตามกลุ่มภาษาของชาวจีน ผลการศึกษานี้เน้นย้ำว่าศาลเจ้าจีนไม่ได้ทำหน้าที่เพียงในฐานะศูนย์รวมทางจิตใจ แต่ยังเป็นพื้นที่ที่เก็บรักษาความทรงจำในสถานที่ ซึ่งช่วยเชื่อมโยงชุมชนกับรากเหง้าทางวัฒนธรรม และสะท้อนการปรับตัวของพื้นที่ในบริบทเมืองร่วมสมัย</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025