สิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างวินิจฉัย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/arch-kku <div id="sponsors"> <p>วารสารสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างวินิจฉัย<br />คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผ่านการรับรองคุณภาพจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) จากวารสารกลุ่มที่ 2 ได้เลื่อนเป็นกลุ่มที่ 1 ประกาศ ณ วันที่ 1 มิถุนายน 2564</p> <p>Editor : ผศ. ดร. ปัทมพร วงศ์วิริยะ</p> </div> คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (Faculty of Architecture, Khon Kaen University) th-TH สิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างวินิจฉัย 2651-1177 <p>ทัศนะและข้อคิดเห็นของบทความที่ปรากฏในวารสารฉบับนี้เป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน ไม่ถือว่าเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ</p> ประสบการณ์และปัจจัยที่มีผลต่อการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสในย่านเมืองเก่าทุ่งยั้ง-ลับแล https://so01.tci-thaijo.org/index.php/arch-kku/article/view/282594 <p>การดูแลรักษามรดกวัฒนธรรมในปัจจุบันมักมุ่งเน้นการอนุรักษ์วัฒนธรรมที่จับต้องได้ ขณะที่การพิจารณาวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้และสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องมีเพียงส่วนน้อย ทั้งยังขาดการเชื่อมโยงองค์ประกอบเหล่านี้ผ่านมิติด้านการรับรู้ที่มีผลต่อการสร้างบรรยากาศและความเป็นสถานที่ ทั้งที่ประสาทสัมผัสทั้ง 5 มีบทบาทสำคัญในการรับรู้สภาพแวดล้อม สร้างความเป็นสถานที่ และช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ดังนั้น การศึกษานี้จึงมุ่งศึกษาประสบการณ์การรับรู้องค์ประกอบทางวัฒนธรรมด้วยประสาทสัมผัส รวมถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ที่มีต่อวัฒนธรรมซึ่งสะท้อนความเป็นพื้นที่เมืองเก่าทุ่งยั้ง-ลับแล อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งเป็นชุมชนประวัติศาสตร์ที่มีวัฒนธรรมหลากหลายจากการผสมผสานของหลายชาติพันธุ์และวัฒนธรรม มีทั้งมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้กระจายอยู่ทั่วพื้นที่ ด้วยระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานระหว่างวิธีวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (EFA) กับกลุ่มตัวอย่าง 204 คน ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่เป็นคนในพื้นที่และมีประสบการณ์หรือความเกี่ยวข้องกับพื้นที่เมืองเก่าทุ่งยั้ง-ลับแล ในรูปแบบต่างๆ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือแบบสอบถามแบบรายการและคำถามปลายเปิด</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ การมองเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การรับรส และการสัมผัส มีบทบาทสำคัญในการรับรู้วัฒนธรรมและองค์ประกอบทางวัฒนธรรมในพื้นที่เมืองเก่าทุ่งยั้ง-ลับแล ผลการวิเคราะห์ EFA สามารถจัดกลุ่มปัจจัยได้ 4 องค์ประกอบหลักที่ ได้แก่ (1) ปัจจัยด้านลักษณะเฉพาะของสิ่งเร้า (2) ปัจจัยด้านลักษณะส่วนบุคคล (3) ปัจจัยด้านความสัมพันธ์ และ (4) ปัจจัยด้านความต้องการ ซึ่งทั้ง 4 ปัจจัยมีปฏิสัมพันธ์กับประสาทสัมผัสทั้ง 5 สร้างประสบการณ์การรับรู้ที่ซับซ้อนและเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่เมืองเก่าทุ่งยั้ง-ลับแล โดยเฉพาะปัจจัยด้านลักษณะเฉพาะของสิ่งเร้าที่มีค่าน้ำหนักสูงสุด สะท้อนอิทธิพลของสิ่งเร้าทางกายภาพที่สร้างความประทับใจร่วมกันในกลุ่มผู้ใช้พื้นที่ ขณะที่ปัจจัยด้านลักษณะส่วนบุคคลแสดงความหลากหลายของการรับรู้ตามเพศ อายุ อาชีพ ประสบการณ์ที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคลมีผลต่อการรับรู้และตีความวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ผลการศึกษา<br>ยังสอดคล้องกับแนวคิดที่ว่าประสาทสัมผัสทั้ง 5 มีบทบาทสำคัญต่อการรับรู้คุณค่าทางวัฒนธรรมในสภาพแวดล้อมของเมืองเก่า ทำให้ผู้คนเกิดความเข้าใจ ตระหนัก เห็นคุณค่า เชื่อมโยงกับเรื่องราวในอดีต เกิดความทรงจำร่วม อารมณ์ความรู้สึกและจินตนาการที่มีต่อสถานที่นั้น ๆ ช่วยสร้างอัตลักษณ์และเสริมสร้างการรับรู้ความเป็นสถานที่ของพื้นที่มรดกทางวัฒนธรรม ผลการศึกษานี้นำไปประยุกต์ใช้ในการวางแผนและอนุรักษ์เมืองเก่าในบริบทการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมไทยด้วยการรับรู้ทางประสาทสัมผัส สามารถเป็นแนวทางการวางแผนเชิงวัฒนธรรมที่คำนึงถึงความแตกต่างของปัจจัยส่วนบุคคล ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้มีความผูกพันกับพื้นที่ และให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ลักษณะทางกายภาพที่กระตุ้นประสาทสัมผัส เพื่อการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมที่ครอบคลุมและเหมาะสมกับบริบทเฉพาะของย่านเมืองเก่าแต่ละแห่ง</p> ธเนศ ปัญญาดี นพดล ตั้งสกุล ปัทมพร วงศ์วิริยะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างวินิจฉัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-09 2026-01-09 25 1 1 25 10.14456/bei.2026.1 ความสัมพันธ์พื้นที่ว่าง พื้นผิวทางสถาปัตยกรรมโดย กอตต์ฟรีด เซมเปอร์ ออตโต วาร์กเนอร์ อดอล์ฟ โลส และ เพเทอร์ เบเรนส์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/arch-kku/article/view/271763 <p class="02-"><span lang="TH">บทความนี้นำเสนอทฤษฎีและความหมายพื้นที่ว่าง - พื้นผิวทางสถาปัตยกรรม ประวัติความเป็นมาของ กลุ่มสถาปนิกที่มีอิทธิพลต่อสังคมสมัยศตวรรษที่ </span>19 <span lang="TH">ซึ่งเป็นรากฐานของทฤษฎีและแนวคิดส่วนนึงของสถาปัตยกรรมยุคโมดิร์นและส่งผลต่อแนวคิดที่มีความสัมพันธ์กับพื้นที่ว่าง - พื้นผิว โดยศึกษาแนวคิดของกอตต์ฟรีด เซมเปอร์</span>, <span lang="TH">ออตโต วาร์กเนอร์</span>, <span lang="TH">เพเทอร์ เบเรนส์ และอดอล์ฟ โลส สถาปนิกนักทฤษฎีผู้เป็นรากฐานของงานสถาปัตยกรรมโมเดิร์น และส่งผลต่อทั้งโลกของทฤษฎีและโลกของการออกแบบสถาปัตยกรรมจนมาถึงทุกวันนี้ โดยศึกษาผลงานสถาปนิกผ่านการออกแบบผลงานที่เป็นสากลส่งผลถึงกระบวนการทำงานที่ต่างกัน เพื่อเปรียบเทียบแนวคิดที่มีความสัมพันธ์กับพื้นที่ว่าง </span>- <span lang="TH">พื้นผิวในงานสถาปัตยกรรม โดยศึกษาผลงานที่เริ่มต้นด้วยการพัฒนาองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมการพัฒนาความสัมพันธ์ </span>“<span lang="TH">พื้นที่ว่าง </span>– <span lang="TH">พื้นผิว</span>” <span lang="TH">เป็นหลัก โครงการที่มีการเริ่มเปิดเผยพื้นผิวของอาคาร การไม่ปิดบัง พื้นผิวของวัสดุเพราะเห็นถึงความหมายในวิธีการแสดงออกแบบหน้าที่ใช้สอยของมัน การกำหนดรูปทรงใหม่จากการสร้างจินตนาการทางเทคนิค การเปลี่ยนรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่ไม่ประดับประดาเป็นสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ช่วงเริ่มต้นรวมถึงเห็นความสำคัญของ</span>“<span lang="TH">พื้นที่ว่าง </span>– <span lang="TH">พื้นผิว</span>” <span lang="TH">ที่มีผลต่อสถาปัตยกรรมสมัยใหม่เป็นหลัก </span></p> <p class="02-"><span lang="TH">กรอบทฤษฎีการศึกษาข้อมูลที่สามารถทำความเข้าใจพื้นที่ว่าง - พื้นผิว และองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมที่เกิดผลกระทบและส่งผลต่อพัฒนาการ จากการศึกษาแนวคิดที่เกี่ยวข้อง องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมจะดูคุ้นเคยเพราะมีภาษาสื่อสารลักษณะที่แสดงออกเป็นสากล สื่อสารหน้าที่ใช้สอยและความจำเป็นอยู่ของมันพร้อมทั้งเรียนรู้<span style="letter-spacing: -.2pt;">พัฒนาการด้านวัสดุและวิธีการสร้างใหม่ ๆ องค์ประกอบที่เราไม่เคยเห็น ที่ไม่ได้พยายามลอกเลียนรูปแบบในอดีตของใคร</span> ลักษณะเฉพาะของภาษาสถาปัตยกรรมนี้เป็นจุดเริ่มของสถาปัตยกรรมที่เรียกว่า </span>“Modern Architecture” <span lang="TH">ที่มีการพัฒนามาจากองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมการพัฒนามุมมองเกี่ยวกับ </span>“<span lang="TH">พื้นที่ว่าง </span>– <span lang="TH">พื้นผิว</span>” <span lang="TH">จากนักคิดในยุคก่อนหน้านี้มีผลต่อสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในยุคปัจจุบัน</span></p> ภดารี กิตติวัฒนวณิช ธนาคาร โมกขะสมิต ต้นข้าว ปาณินท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างวินิจฉัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-23 2026-01-23 25 1 26 43 10.14456/bei.2026.2 สยามสแควร์ walking street: การเปลี่ยนแปลงห้าด้านหลังสถานการณ์ โควิด-19 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/arch-kku/article/view/276776 <p class="02-"><span lang="TH">ในช่วงเดือนธันวาคมปี พ.ศ. </span>2562 <span lang="TH">ทั่วโลกได้จับตามองสถานการณ์โรคระบาดที่มีความรุนแรงในมณฑลหูเป่ย<span style="letter-spacing: -.25pt;">ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยพบผู้ติดเชื้อปอดอักเสบและมีการระบาดอย่างต่อเนื่องรุนแรงไปทั่ว การแพร่กระจาย</span><span style="letter-spacing: -.1pt;">ของโรคมีการระบาดอย่างรุนแรงและรวดเร็วทำให้เกิดผู้ป่วยหนักและผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากโดยทางการแพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่นอนและไม่มีวิธีการรับมือกับโรคระบาดใหม่ชนิดนี้ สถานการณ์การติดเชื้อและการแพร่ระบาด มีภาวะ</span>ที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีผู้ป่วยและจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมาก ภาครัฐของไทย ได้ออกมาตรการเพื่อควบคุมและจำกัดการระบาดของโรค ซึ่งมาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีการปิดสวนสาธารณะ การปิดโรงเรียน การปิดห้างสรรพสินค้า รวมถึงกิจกรรมการค้าในหลายกิจกรรมที่ถูกมองว่าเป็นกิจกรรมที่มีความเสี่ยงในการทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรค ส่งผลให้<span style="letter-spacing: -.2pt;">ผู้ประกอบกิจการได้รับผลกระทบจากมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-</span></span><span style="letter-spacing: -.2pt;">19 <span lang="TH">อย่างรุนแรง ขาดรายได้ การขาด</span></span><span lang="TH">สภาพคล่อง ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบแตกต่างกันไป บางรายต้องเลิกกิจการไปในที่สุด ซึ่งการแพร่ระบาดของ โควิด-</span>19 <span lang="TH" style="letter-spacing: -.1pt;">ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสยามสแควร์เช่นเดียวกันกับย่านการค้าและห้างสรรพสินค้าในหลายพื้นที่ของประเทศไทย</span><span lang="TH"> ทำให้ผู้เยี่ยมเยือนในพื้นที่สยามสแควร์ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องในช่วงของการแพร่ระบาด นอกจากนี้ในกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่สยามสแควร์ อาทิเช่น ร้านอาหาร ร้านตัดผม คลินิกความงาม คลินิกเสริมสวย หรือกิจกรรมที่มีการสัมผัสใกล้ชิดระหว่างบุคคล ในเวลานั้นถูกห้ามหรืองดกิจกรรมเหล่านั้นโดยไม่รู้ระยะเวลาสิ้นสุด ด้วยเหตุของการระบาดของ โควิด-</span>19 <span lang="TH">และมาตรการการข้างต้นที่ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมการค้าในพื้นที่สยามสแควร์ ทำให้สำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตัดสินใจที่จะใช้สถานการณ์ดังกล่าวให้เกิดประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาด้านกายภาพในพื้นที่ โดยการปรับปรุงพื้นที่สยามสแควร์เพื่อเตรียมความพร้อมในการกลับมาของกิจกรรมการค้าในอนาคตหลังสภาวะวิกฤตของการแพร่ระบาดลดน้อยลงหรือสิ้นสุดลง โดยการใช้ผังแม่บทการพัฒนาพื้นที่<span style="letter-spacing: -.1pt;">สยามสแควร์มาเป็นกรอบตั้งต้นในการปรับปรุงพื้นที่ เน้นการแก้ไขปัญหาด้านสาธารณูปโภคที่มีปัญหามาอย่างต่อเนื่อง</span>จากในอดีต ได้แก่ ความมั่นคงหรือเสถียรภาพของพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานไฟฟ้าในพื้นที่สยามสแควร์ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลักสำคัญ ที่หากเกิดความเสียหาย จะส่งผลกระทบต่อกิจกรรมในพื้นที่เป็นวงกว้าง สร้างความ<span style="letter-spacing: -.15pt;">เสียหายต่อมูลค่าทางธุรกิจในพื้นที่อย่างมหาศาล รวมไปถึงการแก้ปัญหาการรระบายน้ำ การป้องกันน้ำท่วมในช่วงฤดูฝน</span> <span style="letter-spacing: -.1pt;">การแก้ปัญหาการจราจรติดขัด และการให้บริการการใช้พื้นที่สาธารณะในพื้นที่สยามสแควร์และพื้นที่ต่อเนื่อง รวมไปถึงการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร</span>และเทคโนโลยีด้านไอที เทคโนโลยี การพัฒนาปรับปรุงย่าน เพื่อสอดรับกับกิจกรรมการใช้พื้นที่และส่งเสริมตอบสนองการปฏิสัมพันธ์ของสาธารณะ การสร้างให้เกิดพื้นที่สาธารณะย่านคนเดินที่เป็นประโยชน์กับเมืองให้เกิดขึ้นโดยอาศัยวิกฤตของสถานการณ์โควิด-</span>19<span lang="TH"> มาเป็นโอกาสในการขับเคลื่อนการพัฒนาในพื้นที่อย่างเหมาะสม</span></p> จิตติศักดิ์ ธรรมาภรณ์พิลาศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างวินิจฉัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-23 2026-01-23 25 1 44 58 10.14456/bei.2026.3