พุทธมัคค์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/bdm <p><strong>วารสารพุทธมัคค์</strong> เป็นวารสารสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ รับตีพิมพ์เผยแพร่บทความในด้านมนุษยศาสตร์และสังคมโดยเน้นด้านานพระพุทธศาสนาและปรัชญา สหวิทยาการด้านการศึกษา และสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</p> ศูนย์วิจัยธรรมศึกษาสำนักเรียนวัดอาวุธวิกสิตาราม : Research Center for Dhammasuksaphrapariyattidhamma of Watawutvikasitaram th-TH พุทธมัคค์ 2630-0788 แนวทางการป้องกันการละเมิดพระวินัยของภิกษุในสังคมไทย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/bdm/article/view/241248 <p>การวิจัยนี้ เป็นการวิจัยเอกสารเชิงคุณภาพร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึก มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ (1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการละเมิดพระวินัยของภิกษุในสังคมไทย (2) เพื่อศึกษาการป้องกันการละเมิดพระวินัยของภิกษุในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท และ (3) เพื่อเสนอแนวทางการป้องกันการละเมิดพระวินัยของภิกษุในสังคมไทย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัญหาการละเมิดพระวินัยของภิกษุในสังคมไทยเกิดจากปัจจัย 3 ประการ คือ 1) การไม่รู้พระวินัย 2) การไม่ปฏิบัติตามพระวินัย 3) การตีความพระวินัยต่างกัน โดยมีสาเหตุจากการศึกษาและการปกครองคณะสงฆ์ ความสัมพันธ์กับอุบาสก อุบาสิกา และสภาพสังคมไทยเปลี่ยนไป ผลร้ายแรงที่สุดของการละเมิดพระวินัย คือ อาบัติปาราชิก เกี่ยวข้องกับความผิด 4 อย่าง คือ 1) เสพเมถุน 2) ลักของคนอื่นที่มีราคา 5 มาสก 3) จงใจฆ่ามนุษย์ และ 4) อวดอุตตริมนุสสธรรมที่ไม่มีในตน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แนวทางการป้องกันการละเมิดพระวินัยโดยภาพรวม 1) ฝ่ายพระสงฆ์ ภิกษุ ต้องป้องกันตนเอง ด้วยหลักธรรมคือ หิริและโอตตัปปะ สติ สัมปชัญญะ สร้างสมณสัญญา คณะสงฆ์ คือ คณะสงฆ์ผู้ใกล้ชิด คอยแนะนำ บอกสอน ประพฤติปฏิบัติให้ดูเป็นแบบอย่าง คณะสงฆ์ผู้ปกครอง มีอำนาจหน้าที่ปกครองโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์และพระวินัย 2) ฝ่ายฆราวาส คอยช่วยป้องกัน สอดส่องดูแล</p> <p>&nbsp;</p> พระมหาบุญส่ง สิริภทฺโท พระมหาอดิเดช สติวโร Copyright (c) 2020 พุทธมัคค์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2020-12-30 2020-12-30 5 2 1 7 แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยหลักความเสียสละของพระโพธิสัตว์ในพระพุทธศาสนาเถรวาท https://so01.tci-thaijo.org/index.php/bdm/article/view/241344 <p>ดุษฎีนิพนธ์เรื่อง “แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยหลักความเสียสละของพระโพธิสัตว์ในพระพุทธศาสนาเถรวาท” มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาความเสียสละของพระโพธิสัตว์ในพระพุทธศาสนาเถรวาท 2) เพื่อศึกษาหลักธรรมที่เกี่ยวข้องกับความเสียสละของพระโพธิสัตว์ในพระพุทธศาสนาเถรวาท 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยหลักความเสียสละของพระโพธิสัตว์ในสังคมปัจจุบัน โดยใช้วิธีการดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพด้านเอกสารและมีการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อประกอบการวิจัยเรื่องนี้ด้วย <br>ผลการวิจัยเกี่ยวกับการศึกษาความเสียสละของพระโพธิสัตว์ในพระพุทธศาสนาเถรวาท พบว่ารูปแบบความเสียสละของพระโพธิสัตว์ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาทมี 5 รูปแบบ คือ ความเสียสละทรัพย์ ความเสียสละบุตรธิดา ความเสียสละภรรยา ความเสียสละอวัยวะ ความเสียสละชีวิต และมี 3 ระดับบารมี คือ ทานบารมี ทานอุปบารมี ทานปรมัตถบารมี <br>ในด้านการศึกษาหลักธรรมที่เกี่ยวข้องกับความเสียสละของพระโพธิสัตว์ พบว่า มีธรรมหลักประกอบด้วย ทศบารมี และธรรมสนับสนุนประกอบด้วย อกุศลมูล เบญจศีล เบญจธรรม สัทธา 4 พรหมวิหาร 4 สังคหวัตถุ 4 ฆราวาสธรรม 4 บุญกิริยาวัตถุ 10 ส่วนด้านการเสนอแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยหลักความเสียสละของพระโพธิสัตว์ในสังคมปัจจุบัน พบว่า บารมี 10 ประกอบด้วย ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี สัจจะบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี อุเบกขาบารมี เป็นคุณธรรมหลักที่ใช้พัฒนาคุณภาพชีวิต โดยแบ่งเป็น 4 ด้าน คือ ด้านกายและทรัพยากร ด้านจิตใจ ด้านสังคม และด้านสติปัญญา โดยใช้บารมีต่าง ๆ ได้แก่ ทานบารมี และศีลบารมี ใช้พัฒนาคุณภาพชีวิตด้านกายและทรัพยากร เนกขัมมบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี และอธิษฐานบารมี ใช้พัฒนาคุณภาพชีวิตด้านจิตใจ สัจจะบารมี และเมตตาบารมี ใช้พัฒนาคุณภาพชีวิตด้านสังคม ปัญญาบารมี และอุเบกขาบารมี ใช้พัฒนาคุณภาพชีวิตด้านปัญญา</p> พระมหาพิทักษ์ จิตฺตโสภโณ พระมหาอดิเดช สติวโร Copyright (c) 2020 พุทธมัคค์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2020-12-30 2020-12-30 5 2 8 15 ยุทธศาสตร์การพัฒนาพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุที่เป็นความดันโลหิตสูงในชุมชนเลียบคลองมอญ เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร https://so01.tci-thaijo.org/index.php/bdm/article/view/242645 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ยุทธศาสตร์การพัฒนาพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุที่เป็นความดันโลหิตสูงในชุมชนเลียบคลองมอญ เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร และ ผลการประเมินยุทธศาสตร์การพัฒนาพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุที่เป็นความดันโลหิตสูงในชุมชนเลียบคลองมอญ เป็นแบบการวิจัยและพัฒนา โดยการผสมผสานวิธีวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ใช้ระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพเป็นหลัก ประชากรคือผู้สูงอายุที่เป็นความดันโลหิตสูง 60 คน กลุ่มตัวอย่างจำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบสอบถาม 2) แบบสัมภาษณ์เชิงลึก 3) ประเด็นการระดมสมอง และ4)ประเด็นการสนทนากลุ่ม โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลของการวิจัยพบว่า การสร้างยุทธศาสตร์ครั้งนี้ ได้ชื่อวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมายและกลยุทธ์ครอบคลุมประเด็นยุทธศาสตร์ 5 ด้านได้แก่ ด้านการบริโภคอาหาร การออกกำลังกาย การพักผ่อน การคลายเครียดและการรักษา นำไปสู่การทดลองส่งเสริมสนับสนุนการปฏิบัติตัวการดูแลสุขภาพตนเองได้เพิ่มขึ้นเหมาะสมกับบริบทและประเมินยุทธศาสตร์การพัฒนาพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของผู้สูงอายุที่เป็นความดันโลหิตสูงในชุมชนเลียบคลองมอญ ภาพรวมได้รับการประเมินในระดับดีมาก</p> วรรณรักษ์ หนูเพชร Copyright (c) 2020 พุทธมัคค์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2020-12-30 2020-12-30 5 2 16 25 การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/bdm/article/view/240735 <p>วิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี&nbsp; 2) เพื่อเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองในเขตเทศบาลนครสุราษฎร์ธานีของประชาชน ที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ต่อเดือน ต่างกัน&nbsp; 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับปัญหาและแนวทางแก้ไขการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี&nbsp; ประชากร ได้แก่ ประชาชนในเขตเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี จำนวน 121,718 คน กำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูปของเครซี่และมอร์แกน (Krejcie and Morgan) ที่ระดับความคลาดเคลื่อนไม่เกิน.05 ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 384 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้มีลักษณะเป็นแบบสอบถามการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เป็นแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.878 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือค่าความถี่ค่าร้อยละค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการทดสอบค่าที (t- test) One - Way ANOVA หรือ (F- test) และทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธี LSD (Least Significant Difference)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1)&nbsp; การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี พบว่า โดยรวมทั้ง 4 ด้าน อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการชุมนุมทางการเมือง มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ด้านกระบวนการเลือกตั้ง ส่วนด้านการรณรงค์ให้ความรู้ทางการเมือง มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด&nbsp; จำแนกตามเพศ พบว่า อยู่ในระดับมาก จำแนกตามอายุ พบว่า อายุ 51 ปี ขึ้นไป อยู่ในระดับปานกลาง ส่วนกลุ่มอายุอื่นๆ อยู่ในระดับมาก จำแนกตามระดับการศึกษา พบว่า ระดับการศึกษาประถมศึกษา กับระดับการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า อยู่ในระดับปานกลาง ส่วนระดับการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า กับระดับการศึกษาปริญญาตรีหรือสูงกว่า อยู่ในระดับมาก จำแนกตามอาชีพ พบว่า อาชีพเกษตรกรรม/รับจ้าง อยู่ในระดับปานกลาง ส่วนกลุ่มอาชีพอื่น ๆ อยู่ในระดับมาก และจำแนกตามรายได้ต่อเดือน พบว่า รายได้ต่อเดือน 8,000 - 10,000 บาท อยู่ในระดับปานกลาง ส่วนกลุ่มรายได้ อื่นๆ อยู่ในระดับมาก&nbsp; 2)&nbsp; ผลการเปรียบเทียบการมีส่วนร่วมทางการเมืองในเขตเทศบาลนครสุราษฎร์ธานีของประชาชนที่มีเพศ ระดับการศึกษาและรายได้ต่อเดือน ต่างกัน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ที่มีอาชีพ ต่างกัน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนที่มีอายุต่างกัน ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05&nbsp; 3)&nbsp; ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับปัญหา และแนวทางแก้ไขปัญหาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในเขตเทศบาลนครสุราษฎร์ธานี ปัญหาที่มีข้อเสนอแนะมากที่สุด คือ ด้านการชุมนุมทางการเมือง ได้แก่ นักการเมืองไม่สนใจในความเดือดร้อนของประชาชนทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวมจึงก่อให้เกิดการชุมนุมทางการเมืองที่ยาวนาน แนวทางแก้ไขปัญหามากที่สุด คือ ด้านการชุมนุมทางการเมือง ได้แก่ นักการเมืองควรสนใจในความเดือดร้อนของประชาชนและทำเพื่อประโยชน์ส่วนร่วมมากกว่าส่วนตน</p> พระมหาประเสริฐศักดิ์ ปุญฺญพฑฺฒโน สมพงษ์ โกละกะ Copyright (c) 2020 พุทธมัคค์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2020-12-30 2020-12-30 5 2 35 50 การประยุกต์ใช้หลักธรรมในพระพุทธศาสนาที่มีต่อการครองตนของนักศึกษา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาลัยศาสนศาสตร์ยโสธร https://so01.tci-thaijo.org/index.php/bdm/article/view/241995 <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพการการดำเนินชีวิตและครองตนของนักศึกษา 2) เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้หลักธรรมในพระพุทธศาสนาที่มีต่อการครองตนของนักศึกษา และ &nbsp;3) เพื่อศึกษารูปแบบการดำเนินชีวิตในการครองตนของนักศึกษาวิทยาลัยศาสนศาตร์ยโสธร วิธีดำเนินการวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสมผสานเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ด้านเชิงปริมาณได้กำหนดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 321 รูป/คน สำรวจจากแบบสอบถามและแปรผลตามค่าทางสถิติ ส่วนด้านเชิงคุณภาพ ได้จากการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบเจาะจง (Purposive sampling) จำนวนทั้งสิ้น 10 รูป/คน แล้วนำผลการสัมภาษณ์มาประมวลผล วิเคราะห์ สังเคราะห์ด้วยระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ</p> <p>&nbsp;<strong>ผลการวิจัย </strong>พบว่า 1) ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ด้านอายุ ด้านเพศ จำนวน 321 รูป/คน ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย จำนวน 224 รูป/คน และเพศหญิง จำนวน 97 คน ส่วนด้านอายุ จำนวน 321 คน ส่วนใหญ่ อายุ 31-40 ปี จำนวน 178 รูป/คน อายุ 41-50 ปี จำนวน 72 รูป/คน และอายุ 51 ปี มีจำนวน 18 รูป/คน และชั้นปีที่ศึกษา จำนวน 321 คน ส่วนใหญ่ ชั้นปีที่ 4 จำนวน 85 รูป/คน ชั้นปีที่ 3 จำนวน 80 รูป/คน และชั้นปีที่ 5 จำนวน 24 รูป/คน 2) ผลการวิเคราะห์การประยุกต์ใช้หลักธรรมในพระพุทธศาสนาที่มีต่อการครองตนของนักศึกษา ทั้ง 5 ด้าน คือ (1) ด้านความซื่อสัตย์ (2) ด้านความอ่อนน้อมถ่อมตน (3) ด้านความอดทน อดกลั้น (4) ด้านความเอื้อเฟื้อ เสียสละ (5) ด้านความกตัญญู กตเวที พบว่า หลักธรรมในพระพุทธศาสนาที่มีต่อการครองตนของนักศึกษาโดยภาพรวม มีอยู่ในระดับมาก ทุกด้าน (<img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}"> = 3.82) 3) ผลการวิเคราะห์รูปแบบการดำเนินชีวิตในการครองตนของนักศึกษา ทั้ง 5 ด้าน คือ (1) ด้านครอบครัว (2) ด้านสังคม-สิ่งแวดล้อม (3) ด้านพฤติกรรมและค่านิยม (4) ด้านหลักธรรมกับการดำเนินชีวิต (5) ด้านความกตัญญู กตเวที&nbsp;&nbsp; โดยภาพรวม มีอยู่ในระดับมาก ทุกด้าน (<img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}"> = 3.88) 4) ข้อเสนอแนะการทำวิจัย ควรส่งเสริมให้นักศึกษาได้ประยุกต์ใช้หลักธรรมในการครองตนเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เพราะเป็นสถานศึกษาที่โดดเด่นทางด้านวิชาการควบคู่กับหลักคุณธรรม จริยธรรม ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบูรณาการหลักธรรมทางพุทธศาสนาให้สอดคล้องกับการจัดการเรียนการสอนและการบริหารการศึกษา</p> จำรัส บุดดาพงษ์ นพรัตน์ ศิลากุล Copyright (c) 2020 พุทธมัคค์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2020-12-30 2020-12-30 5 2 61 68 พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ ภูมิปัญญาท้องถิ่นบ้านกระเบา บ้านหนองบัว และบ้านจะกุด ตำบลโนนสูง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/bdm/article/view/243516 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) ศึกษาพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ ภูมิปัญญาท้องถิ่นบ้านกระเบา บ้านหนองบัว และบ้านจะกุด ตำบลโนนสูง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ 2) ศึกษากระบวนการสร้าง การสืบทอด การเปลี่ยนแปลงภูมิปัญญาท้องถิ่น และ 3) จัดการองค์ความรู้ตามวัตถุประสงค์ทั้ง 2 ข้อให้เป็นระบบ อยู่ในสภาพพร้อมใช้และเข้าถึงได้ง่าย</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า อาณาบริเวณบ้านกระเบา บ้านหนองบัว และบ้านจะกุด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของตำบลโนนสูง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ในอดีตเคยเป็นที่อยู่อาศัยของพวกขอมและลาวตามลำดับ และได้มีการอพยพเคลื่อนย้ายกลุ่มชนมาตั้งบ้านแปงเมืองแถบนี้ และได้รับบรรดาศักดิ์ให้ปกครองบ้านเมือง ผนวกกับความอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และที่ตั้งสัมพันธ์ ส่งผลให้พื้นที่แถบนี้มีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ที่สืบเนื่องตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยรัฐไทยปัจจุบัน และส่งผลให้เกิดการสร้างสรรค์ภูมิปัญญาในเวลาต่อมา</p> <p>ภูมิปัญญาที่ถือเป็นอัตลักษณ์ของท้องถิ่นแห่งนี้ ซึ่งเป็นผลผลิตของความพยายามที่จะดำรงอยู่ร่วมกับธรรมชาติ และสังคม ซึ่งประกอบด้วยประชากรอย่างน้อย 2 กลุ่มชาติพันธุ์ใหญ่ๆ คือ ลาวและเขมร อาจตระหนักในคุณค่าของกันและกัน ได้แก่ ภูมิปัญญาการรำแม่มด (บ้านจะกุด) ภูมิปัญญาการสานหมวกและทอเสื่อกก (บ้านหนองบัว) และภูมิปัญญาการย้อมผ้าจากผลกระเบาและการทำเกวียน (บ้านกระเบา) ซึ่งวัฒนธรรมภูมิปัญญาทั้ง 4 ด้านนี้ ผ่านกระบวนการสร้างสรรค์ สืบทอด เปลี่ยนแปลง และพัฒนาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีในปัจจุบัน</p> ธันยพงศ์ สารรัตน์ สาคร แก้วสมุทร์ อรพร ทับทิมศรี นาฎอนงค์กร รุ้งแก้ว Copyright (c) 2020 พุทธมัคค์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2020-12-30 2020-12-30 5 2 105 120 การพัฒนาบุคลากรด้านการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของศูนย์เครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาน่าน เขต 2 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/bdm/article/view/244883 <p>วัตถุประสงค์การวิจัยนี้ เพื่อศึกษาการพัฒนาบุคลากรด้านการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของศูนย์เครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษาสังกัด&nbsp;สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 2&nbsp;ประชากรในการวิจัยได้แก่ ข้าราชการบุคลากรครูโรงเรียนศูนย์เครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษา&nbsp;สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 2&nbsp;&nbsp;จำนวน 159 คน&nbsp;เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่&nbsp;อัตราส่วนร้อยละ&nbsp;ค่าเฉลี่ย&nbsp;และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน&nbsp;</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ข้าราชการบุคลากรครูโรงเรียนศูนย์เครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษา&nbsp;สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 2&nbsp;&nbsp;มีความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง&nbsp;โดยภาพรวม ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านการวางแผนและกำหนดทางเลือกมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด และ การประเมินผลและรายงาน มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด &nbsp;ส่วนในรายข้อ ความคิดเห็นของบุคลากรที่มีต่อการพัฒนาบุคลากรครู ด้านการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง&nbsp;โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด แต่ข้อย่อยด้านการนำวิทยากร ภูมิปัญญาชาวบ้านมาร่วมจัดการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง</p> ธารินี กิตติกาญจนโสภณ วีระ วงศ์สรรค์ เบญจภรณ์ รัญระนา Copyright (c) 2020 พุทธมัคค์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2020-12-29 2020-12-29 5 2 121 129 ศึกษารูปแบบการสอนมรณสติในพื้นที่เสี่ยงของพระครูวิสิฐพรหมคุณ (สมชาย โชติวโร) เจ้าอาวาสวัดพรหมนิวาส ตำบลบางนาค อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส https://so01.tci-thaijo.org/index.php/bdm/article/view/241947 <p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบการสอนมรณสติในพระพุทธศาสนา 2) ศึกษารูปแบบการสอนมรณสติในพื้นที่เสี่ยงของพระครูวิสิฐพรหมคุณ (สมชาย โชติวโร) เจ้าอาวาสวัดพรหมนิวาส ตำบลบางนาค อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส 3) วิเคราะห์รูปแบบการสอนมรณสติในพื้นที่เสี่ยงของพระครูวิสิฐพรหมคุณ (สมชาย โชติวโร) เจ้าอาวาสวัดพรหมนิวาส ตำบลบางนาค อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส เป็นการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) โดยศึกษาจากพระไตรปิฎก อรรถกถา ตำรา เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) นำข้อมูลที่ได้มาเรียบเรียง จัดหมวดหมู่ วิเคราะห์เนื้อหาตามลำดับ</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า:</strong> (1) รูปแบบการสอนมรณสติในพระพุทธศาสนา คือสอนให้เห็นการประกอบกันขึ้นของปัจจัยต่าง ๆ ที่รวมกันของรูปธรรมและนามธรรม รวมถึงองค์ประกอบส่วนย่อยต่าง ๆ ประกอบกันขึ้นจนเป็นตัวเราเรียกว่า ชีวิต และในท้ายที่สุดแล้วชีวิตนี้ก็จะเดินทางไปสู่ มรณะ ภายใต้กฎของธรรมชาติ กฎของไตรลักษณ์ (สามัญลักษณะ) ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ไม่มีตัวตน ให้ทำใจยอมรับความตายที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนในวันข้างหน้า เพื่อไม่ให้ยึดมั่นถือมั่นและไม่เป็นทุกข์ ผู้ใดยึดเอามรณสติเป็นอารมณ์ จะได้ประโยชน์สูงสุดคือพระนิพพานเลยทีเดียว เหล่านี้จึงเรียกว่า รูปแบบการสอนมรณสติในพระพุทธศาสนา (2) พระครูวิสิฐพรหมคุณ (สมชาย โชติวโร) ปฏิบัติศาสนกิจพื้นที่เสี่ยง คือ จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นพื้นที่การก่อความไม่สงบ โดยรูปแบบเริ่มจากตัวท่านเองที่ใช้มรณสติด้วยการระลึกถึงความตายเสมอว่า สักวันความตายต้องมาถึงตัวเราไม่มีใครหนีพ้นความตายไปได้ ท่านจึงเดินทางจากจังหวัดนครราชสีมาอาสาลงมาปฏิบัติศาสนกิจในพื้นที่เสี่ยงตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2547 (3) รูปแบบการสอนมรณสติเกิดจากประสบการณ์ตรงของท่านที่ถูกลอบวางระเบิดขณะออกบิณฑบาตในเช้าวันอาทิตย์ที่ 22 ตุลาคม 2549 ทำให้จีวรเปื้อนเลือด ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดที่ฝังเข้าไปบริเวณท้ายทอยตรงศูนย์ควบคุมการมองเห็น ส่งผลให้สายตาพร่ามัวมาจนถึงทุกวันนี้ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงมีรูปแบบการสอนมรณสติสอดแทรกอยู่เสมอในการปฏิบัติศาสนกิจทุกด้าน ที่ชัดเจนที่สุดคือ การบริจาคโลงศพ</p> ประเสริฐ ชมพรมมา ประชัน ชะชิกุล ภัทรชัย อุทาพันธ์ Copyright (c) 2020 พุทธมัคค์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2020-12-30 2020-12-30 5 2 150 157 ความสัมพันธ์ระหว่างคอง 14 กับหลักทศพิธราชธรรมที่มีต่อการส่งเสริมการปกครอง https://so01.tci-thaijo.org/index.php/bdm/article/view/242268 <p>บทความวิชาการนี้เป็นการนำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างคอง 14 กับทศพิธราชธรรม ซึ่งเป็นหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาซึ่งจากการศึกษาความเป็นมาของคอง 14 ซึ่งเป็นจารีตประเพณีของชาวอีสานโบราณ&nbsp; โดยเฉพาะแนวทางการปฏิบัติของผู้ปกครอง และรูปแบบการปกครอง อิทธิพลของพระพุทธศาสนาที่มีต่ออีสานโบราณพบว่า พระพุทธศาสนามีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความเจริญเติบโตในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างด้านการเมืองการปกครอง ที่กษัตริย์ได้นำเอาหลักธรรมหลักธรรมคำสั่งสอน มาเป็นรากฐานในการบริหารและกำหนดควบคุมคนในสังคมอีสานโบราณที่มีความแตกต่างของเชื้อชาติ วัฒนธรรมประเพณี ให้รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยใช้รูปแบบ วิธีการและหลักการปฏิบัติมาจากพระธรรมวินัย ผู้ปกครองใช้พระพุทธศาสนาเป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองและผู้ที่ถูกปกครอง ผู้ปกครองปฏิบัติตัวให้อยู่ในศีลธรรม ใช้หลักธรรมมาเป็นหลักปฏิบัติและอ้างความชอบธรรมในอำนาจ&nbsp; มีการใช้จารีตประเพณีและกฎระเบียบต่างๆ กำหนดหน้าที่และวิถีชีวิตของคนในสังคมไว้อย่างชัดเจน</p> พระปลัดธีระพงษ์ สุขิโต (ไชยวัน) พระมหาดาวสยาม วชิรปญฺโญ Copyright (c) 2020 พุทธมัคค์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2020-12-30 2020-12-30 5 2 26 34 พระพุทธเจ้าชนะมารในปรัชญา 5 กระบวนทัศน์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/bdm/article/view/241187 <p>ท่านเชื่อในเรื่องอภินิหารหรือไม่ ?&nbsp; ในบทสวดพุทธชยมงคลคาถา ซึ่งเป็นบทสรรเสริญถึงชัยชนะอันยิ่งใหญ่ 8 ครั้งของพระพุทธเจ้าที่ทรงเอาชนะมารในรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างราบคาบ พระคาถาบทนี้เป็นที่เชื่อถือและศรัทธาในบรรดาพุทธบริษัททั้งหลายตลอดมาแต่ครั้งโบราณกาล&nbsp; โดยนำไปใช้สวดในพิธีต่าง ๆ มากมาย หรือแม้แต่ในพิธีหลวงก็เช่นกัน ถึงแม้จะมีบางคนสงสัยว่า พระพุทธเจ้าทรงเอาชนะมารมากมายเหล่านี้ได้อย่างไร&nbsp; แต่ก็ไม่มีใครกล้าตั้งคำถามขึ้นมา เพราะคงจะเป็นเรื่องแปลกสำหรับสังคมนั้นทันที&nbsp; ความเชื่อเช่นนี้ก็มีอยู่ศาสนาเทวนิยมอื่น ๆ ด้วยเช่น คริสต์ และอิสลาม เป็นต้น เพราะศาสนาเหล่านี้เชื่อในอภินิหารของพระผู้เป็นเจ้า ว่าสามารถดลบันดาลสิ่งใดๆ ให้เกิดกับชีวิตมนุษย์ได้&nbsp; กระบวนทัศน์ของมนุษย์ที่เกี่ยวกับความเชื่อในปาฏิหาริย์จึงมีอยู่เสมอ&nbsp; แต่ก็เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย&nbsp; โดยขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม การศึกษา เพศ วัย สภาพสังคม และความคิดของคนในยุคนั้น ๆ ดังนั้น ทฤษฎีปรัชญาจึงแบ่งกระบวนทัศน์เหล่านี้ในแต่ละยุคเรียกว่า “ปรัชญา 5 กระบวนทัศน์” เพื่อที่จะอธิบายกระบวนทัศน์เหล่านั้นให้ชัดเจน&nbsp; &nbsp;&nbsp;และทำให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ ก่อให้เกิดการเรียนรู้ที่จะใช้สติปัญญาอย่างต่อเนื่องของมนุษย์ ผู้เป็นเวไนยสัตว์และประเสริฐกว่าสัตว์อื่นๆ สำหรับชาวพุทธแล้ว กระบวนทัศน์ที่ใช้เหตุและผลอย่างมีสติปัญญารู้คิด กอปรกับมีศรัทธาอันมั่นคงในอภินิหารของพระพุทธเจ้าที่ปรากฎอยู่ในพุทธชยมงคลคาถานี้&nbsp;&nbsp; ก็ย่อมทำให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ได้ว่า สาระที่แท้จริงของพระคาถานั้นอยู่ที่การประพฤติปฏิบัติตนตามหลักธรรมที่ทรงเอาชนะต่อมารทั้งหลาย&nbsp;&nbsp; และพระองค์ทรงกระทำเป็นแบบอย่างให้ปรากฎ&nbsp; เมื่อนั้น ศรัทธาที่มีอยู่ย่อมพัฒนาไปสู่ปัญญาที่ถูกต้องแท้จริงคือ “สัมมาทิฐิ”&nbsp; อันเป็นหนึ่งในอริยมรรค 8 ซึ่งจะนำไปสู่หนทางแห่งการพ้นทุกข์ในที่สุดนั่นเอง</p> สุรวุฒิ แสงมะโน พระปลัดวสันต์ ธีรวโร บัญชา ธรรมบุตร แสงอาทิตย์ ไทยมิตร พระพจนันท์ กุมพล Copyright (c) 2020 พุทธมัคค์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2020-12-30 2020-12-30 5 2 51 60 การพัฒนาศักยภาพความเป็นธรรมทูตคฤหัสถ์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาต่างประเทศ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/bdm/article/view/242307 <p>การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศได้เริ่มต้นจากคนไทยที่ไปประกอบอาชีพอยู่ต่างประเทศ ซึ่งมีศรัทธาในพระพุทธศาสนาต้องการที่พึ่งทางจิตใจจึงนำความเป็นชาวพุทธและพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่และอุปัฏฐากพระภิกษุที่อาราธนามาจากประเทศไทยเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศ ด้วยเหตุที่ชาวพุทธในต่างประเทศมีการปฏิบัติตนตามหลักพุทธธรรมและมีบทบาทสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา จึงได้รับการขนานนามว่า “ธรรมทูตคฤหัสถ์” และการที่พระภิกษุซึ่งจะทำหน้าที่เป็นพระธรรมทูตไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันที่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศมีความเจริญรุ่งเรืองได้เพราะคฤหัสถ์ชาวพุทธให้การเกื้อหนุนอุปัฏฐากอุปถัมภ์และดูแลทุกอย่าง อีกทั้งพระภิกษุจะไม่สามารถเผยแผ่ได้อย่างเต็มที่ ถ้าไม่มีคฤหัสถ์ให้การสนับสนุนช่วยเหลือ และเมื่อคฤหัสถ์ได้พัฒนาศักยภาพความเป็นธรรมทูตแล้วเผยแผ่คำสอนแก่บุคคลใกล้ชิดให้ได้เข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวต่างประเทศด้วยแล้วธรรมทูตคฤหัสถ์ชาวพุทธถือว่ามีบทบาทสำคัญที่ช่วยสื่อสารทำให้คนท้องถิ่นเข้าใจพระพุทธศาสนาได้ง่ายขึ้น ซึ่งส่งผลให้การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศมีพัฒนาการไปในทางที่ดีมากยิ่งขึ้น บทความนี้นำเสนอการพัฒนาศักยภาพการเผยแผ่, ความเป็นมาของธรรมทูตคฤหัสถ์ในการเผยแผ่, ธรรมทูตคฤหัสถ์กับการเผยแผ่ และการพัฒนาศักยภาพความเป็นธรรมทูตคฤหัสถ์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศ</p> พระมหาไพฑูรย์ ปนฺตนนฺโท Copyright (c) 2020 พุทธมัคค์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2020-12-30 2020-12-30 5 2 69 78 หลักธรรมเพื่อคุณภาพและความสำเร็จของงานวิจัย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/bdm/article/view/240994 <p>บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษา วิเคราะห์ หลักธรรมเพื่อคุณภาพและความสำเร็จของงานวิจัย ในการดำเนินการวิจัยนั้นการให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมและความเป็นประชาธิปไตยในการกระทำงานวิจัยร่วมกันของผู้วิจัยกับผู้ร่วมวิจัยเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างมาก ผู้เขียนเห็นว่า ควรมีหลักธรรมเป็นเครื่องชี้นำ เพื่อใช้เป็นข้อคิดตลอดระยะเวลาในการทำวิจัย เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้ายของการวิจัย โดยเชื่อว่าการนำหลักธรรมที่จะกล่าวถึงข้างล่างนี้มาใช้ ได้ช่วยเสริมสร้างให้การดำเนินงานวิจัยเป็นไปอย่างมีคุณภาพมากขึ้น เพื่อให้การดำเนินงานวิจัยตามหลักการ แนวคิด และลักษณะของการวิจัยดังกล่าวเป็นไปอย่างมีคุณภาพและบรรลุผลสำเร็จ หลักธรรมที่นำมาใช้ประกอบในการวิจัย ได้แก่ กัลยาณมิตรธรรม 7 &nbsp;สังคหวัตถุ 4 วุฒิธรรม 4 เวสารัชชกรณธรรม 5 สาราณียธรรม 6 อริยทรัพย์ 7 นาถกรณธรรม 10 สัปปุริสธรรม 7 พรหมวิหาร 4 ฆราวาสธรรม 4 และอิทธิบาท 4 การนำหลักธรรมเหล่านี้มาประยุกต์ใช้สามารถเสริมสร้างให้การดำเนินงานวิจัยเป็นไปด้วยความยุติธรรมและมีคุณภาพมากขึ้น เพื่อให้การดำเนินงานวิจัยดังกล่าว มีคุณภาพและบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งเอาไว้ ตลอดจนสร้างบรรยากาศในการทํางานให้ทํางานอย่างมีความสุข และผลงานมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ผู้เขียนจึงนำหลักธรรมทั้งหมดที่กล่าวแล้วข้างต้นนั้นมาใช้เป็นฐาน เพื่อใช้ข้อคิด เตือนใจในการทำวิจัย เพื่อมุ่งหวังให้เกิดความรู้ใหม่ในการศึกษาค้นคว้างานวิจัย และการทำวิจัยได้ก่อเกิดงานที่มีคุณภาพต่อไป</p> พระมหาไพจิตร อุตฺตมธมฺโม พระมหาณัฐวุฒิ สงวนงาม Copyright (c) 2020 พุทธมัคค์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2020-12-30 2020-12-30 5 2 79 87 มิติของการตีความคำสอนของศาสนาส่งผลต่อจุดยืนและวิธีการเข้าถึงความจริงสุงสุด https://so01.tci-thaijo.org/index.php/bdm/article/view/241123 <p>การตีความคำสอนที่ตั้งอยู่บนฐานแบบเทวนิยมนำไปสู่การปฏิบัติที่บ่งถึงเป้าหมายเชิงการยอมรับและมองโลกในเชิงหนทางที่จะนำไปสู่เป้าหมายเชิงภาววิสัย ส่วนการตีความของอเทวนิยมตั้งอยู่บนฐานของการสร้างความรู้แจ้งตนเองเชิงญาณวิทยา โดยแบ่งฐานความรู้ออกเป็น ๒ อย่างคือ ความรู้เชิงสมมติและความรู้เชิงปรมัตถ์ ความรู้ที่แท้จริงมีความเชื่อมโยงกับจิตในฐานะผู้รู้ที่มีฐานของความเป็นปรมัตถ์ในตัวเอง การมองเห็นฐานปรมัตถ์ในตัวเองทำให้เกิดการมองเห็นภาวะที่สมบูรณ์ในตัวเอง จึงไม่จำเป็นต้องแสวงหาเป้าหมายอื่น ความรู้แจ้งความเป็นจริงแท้แบบปรมัตถ์จึงมีความบริบูรณ์เพื่อทำให้จิตเข้าสู่เอกภาพมีลักษณะเป็นอัตวิสัย ส่วนการตีความเชิงเทวนิยมยังมีการแบ่งแยกความจริงของโลกในฐานะสิ่งถูกรังสรรค์ขึ้นและตัวผู้รังสรรคสมบูรณ์ในฐานะแหล่งเดิมเพื่อนำไปสู่การเข้าถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งสมบูรณ และวิธีการดังกล่าวตั้งอยู่บนฐานของความยินยอมหรือศรัทธาซึ่งเป็นภาวะจิตแบบภาววิสัย จึงส่งผลต่อพฤติกรรมของการดำเนินชีวิต ๒ แบบคือ อเทวนิยมเน้นความรู้ที่เกิดจากการรู้แจ้งความเป็นจริง ส่วนอย่างหลังคือเทวนิยมรอการประทานหรือการเปิดเผยจากพระผู้สรร้าง ซึ่งเป็นสิ่งอื่นนอกจากจิตตนเอง การเข้าถึงจึงมีลักษณะ<br>ภววาท</p> ธานี สุวรรณประทีป ชัยชาญ ศรีหานู พระปลัดประพจน์ สุปภาโต พระมหาสมศักดิ์ ญาณโพโธ Copyright (c) 2020 พุทธมัคค์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2020-12-30 2020-12-30 5 2 88 97 รัฐศาสตร์ในพุทธศาสตร์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/bdm/article/view/242132 <p>การอธิบายพระพุทธศาสนาในประเด็นของรัฐศาสตร์ เป็นการอธิบายหลักการของพระพุทธศาสนาที่เชื่อมโยงหรือเกี่ยวพันกับการปกครองหรือการบริหารการปกครองของพุทธโดยสามารถมองได้ 3 ประเด็นดังนี้คือ 1) รูปแบบการปกครอง 2)หลักการบริหารในองค์กรสงฆ์ อันได้แก่ การรับบุคคลเข้าในองค์กร แต่งตั้งบุคคลเข้าทำงานในองค์กร&nbsp; หลักการตัดสินลงโทษผู้กระทำผิดบุคคลในองค์กร 3) แนวคิดทางการเมืองโดยผ่านหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนาในพระไตรปิฎก ทั้ง 3 การนี้ เป็นหลักการที่มีอยู่ในพระพุทธศาสนา ซึงหลักการดังกล่าวเป็นหลักการที่ทำให้บุคคลที่อยู่ในองค์กรได้รับความยุติธรรมและทำให้เกิดความสุขสงบขององค์กรสงฆ์และสังคมที่นับถือพระพุทธศาสนา</p> มงคลชัย สมศรี กิตติคุณ ภูลายาว พระณฐกร ปฏิภาณเมธี พระมหาจำเริญ กตปณฺโญ พระครูสังฆรักษ์วีรวัฒน์ วีรวฒฺฑโณ Copyright (c) 2020 พุทธมัคค์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2020-12-30 2020-12-30 5 2 98 104 การพัฒนาศักยภาพของพระสังฆาธิการในสังคมไทย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/bdm/article/view/242272 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดการพัฒนาศักยภาพในพระพุทธศาสนา และ การพัฒนาศักยภาพของพระสังฆาธิการในสังคมไทย ที่ผู้บริหารมุ่งเน้นเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพภายในองค์กรอย่างเต็มความสามารถโดยใช้ทั้งกลยุทธ์และทักษะเพื่อพัฒนาศักยภาพที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความสำคัญที่สามารถเอื้ออำนวยให้องค์การบรรลุเป้าหมายในการเลือกสรรคนดี มีความรู้ ความสามารถ เข้ามาทำงานโดยมีการดำเนินการฝึกอบรม และพัฒนาปรับปรุงให้มีความรู้ ความสามารถ ทันต่อสภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคม &nbsp;มีการบริหารปกครองโดยหลักเมตตาธรรมตามพระธรรมวินัย กฎ ระเบียบ คำสั่งมหาเถรสมาคม มีการส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรม และได้พัฒนาวัด ได้มีบทบาทการเผยแผ่ศาสนธรรม หรือชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม</p> พระอธิการสุพิศ อํสุสีโล พระมหาดาวสยาม วชิรปญฺโญ Copyright (c) 2020 พุทธมัคค์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2020-12-30 2020-12-30 5 2 130 139 คติความเชื่อเรื่องป่าหิมพานต์ที่มีอิทธิพลต่องานพุทธศิลป์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/bdm/article/view/241737 <p>&nbsp;บทความวิชาการนี้เป็นการนำเสนอคติความเชื่อเรื่องป่าหิมพานต์ส่งอิทธิพลต่อการสร้างงานพุทธศิลป์คือ ในด้านจิตรกรรม มีการประดับตกแต่งศาสนสถานด้วยรูปสัตว์หิมพานต์ &nbsp;ในด้านประติมากรรมมีการประดับตกแต่งอาคารศาสนสถานด้วยรูปสัตว์หิมพานต์ เช่น พญานาค สิงห์ และในด้านสถาปัตยกรรมความเชื่อเรื่องป่าหิมพานต์ส่งอิทธิพลต่อการวางผังสิ่งก่อสร้างภายในวัด การสร้างซุ้มประตูโขงทางเข้าวัด ซุ้มประตูโขงเปรียบเสมือนป่าหิมพานต์ เป็นประตูเชื่อมระหว่างแดนมนุษย์กับแดนสวรรค์ตามคติจักรวาลการประดับตกแต่งศาสนสถานด้วยเหล่าสัตว์หิมพานต์ ด้วยเชื่อว่าสัตว์เหล่านี้เป็นสัตว์วิเศษ มีอำนาจ พละกำลังมาก สามารถปกป้องคุ้มครองอาคารศาสนสถานให้รอดพ้นจากภยันตรายต่างๆได้ ในอีกด้านหนึ่งเพื่อให้เกิดความสวยงามตระการตา เป็นดั่งสรวงสวรรค์ ช่วยน้อมนำผู้คนให้เกิดความเลื่อมใส ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรม อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างผาสุก และเพื่อเป็นเครื่องช่วยนาทางให้ไปเกิดในภพภูมิที่สูงขึ้นหรือหลุดพ้นจากวัฏสงสารอันเป็นเป้าหมายสูงสุดของพุทธศาสนาคือพระนิพพาน</p> พระมณีพร ขนฺติสาโร พระมหาดาวสยาม วชิรปญฺโญ Copyright (c) 2020 พุทธมัคค์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2020-12-30 2020-12-30 5 2 140 149 พื้นฐานปรัชญาสังคมและการเมืองเพื่อรัฐประศาสนศาสตร์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/bdm/article/view/240919 <p>การศึกษาแนวคิดพื้นฐานปรัชญาสังคมและการเมืองเพื่อรัฐประศาสนศาสตร์ เป็นการศึกษาความหมายแนวคิดทางปรัชญาที่มีความสำคัญต่อสังคมในเชิงปฏิบัติ และมีผลต่อเนื่องจนถึงการบริหารในระบบของการเมืองการปกครอง ที่เป็นพื้นฐานทางปรัชญาก็เพื่อศึกษาปรัชญาการปกครองในทัศนะของนักปรัชญาต่าง ๆ ที่มีผลต่อการเมืองการปกครองของประเทศ</p> <p>ดังนั้น นักปรัชญาตะวันตกจึงให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องปรัชญาการปกครองเป็นหลักสำคัญ&nbsp; เช่น หลักการปกครองและการเป็นผู้ปกครองของนักปรัชญา เช่นอาริสโตเติล กล่าวว่า การปกครองเน้นที่ความสงบสุขของประชาชนเป็นหลัก รูปแบบการปกครองแต่ละรูปแบบนั้นไม่มีความเท่าเทียมกันเพราะขึ้นอยู่กับการบริหารของผู้ปกครองว่ามีการใช้หลักปรัชญาสังคมและการเมืองเพื่อสอดรับกับแนวคิดที่จะปรับใช้รูปแบบใดเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวมอย่างแท้จริง</p> Phramaha Mongkholkan Thitadhammo Copyright (c) 2020 พุทธมัคค์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2020-12-30 2020-12-30 5 2 158 167