วารสารศิลปกรรมบูรพา https://so01.tci-thaijo.org/index.php/buraphaJ <p><span data-sheets-userformat="{&quot;2&quot;:515,&quot;3&quot;:{&quot;1&quot;:0},&quot;4&quot;:[null,2,16776960],&quot;12&quot;:0}" data-sheets-value="{&quot;1&quot;:2,&quot;2&quot;:&quot;วารสารศิลปกรรมบูรพา มีวัตถุประสงค์ เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการ ผลงานวิจัยและสร้างสรรค์ด้านทัศนศิลป์ ในทุกสาขาและด้านการออกแบบ ดนตรี รวมทั้งด้านการบริหารศิลปะและวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ศิลปะ การจัดการพิพิธภัณฑ์ และมนุษยวิทยา ในลักษณะของบทความวิชาการ บทความวิจัย ผลงานแปลเชิงวิชาการ และผลงานรูปแบบ อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสังคมและสาธารณะ&quot;}">วารสารศิลปกรรมบูรพา มีวัตถุประสงค์ เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการ ผลงานวิจัยและสร้างสรรค์ด้านทัศนศิลป์ ในทุกสาขาและด้านการออกแบบ ดนตรี รวมทั้งด้านการบริหารศิลปะและวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ศิลปะ การจัดการพิพิธภัณฑ์ และมนุษยวิทยา ในลักษณะของบทความวิชาการ บทความวิจัย ผลงานแปลเชิงวิชาการ และผลงานรูปแบบ อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสังคมและสาธารณะ</span></p> th-TH <p>ต้นฉบับที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารศิลปกรรมบูรพา (Burapha Arts Journal) คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยบูรพา ห้ามนำข้อความทั้งหมดหรือบางส่วนไปพิมพ์ซ้ำเว้นเสียแต่ว่าจะได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยฯ เป็นลายลักษณ์อักษร</p> artsbuufa@gmail.com (ผศ.ดร. ภูวษา เรืองชีวิน) artsbuufa@gmail.com (คุณวิมลรัตน์ อึ้งสกุล) Wed, 28 Jan 2026 16:15:53 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การออกแบบอัตลักษณ์ตราสินค้า และกราฟิกเชิงพาณิชย์ ในบริบทของภูมิปัญญาความเชื่อเชิงไสยศาสตร์ และการออกแบบเชิงอารมณ์: เจเนอเรชั่นซี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/buraphaJ/article/view/280787 <p>บทความวิชาการนี้นำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับ ปรากฏการณ์อัตลักษณ์ตราสินค้า และกราฟิกเชิงพาณิชย์ ในบริบทความเชื่อ ที่เชื่อมโยงกับสัญญะความเชื่อเชิงไสยศาสตร์ และการประยุกต์ทฤษฎีการออกแบบเชิงอารมณ์ สำหรับผู้บริโภคยุคดิจิทัล การศึกษานี้ผู้เขียนใช้การวิเคราะห์เอกสาร และกรณีศึกษา จากงานวิจัย หรือการศึกษาผ่านตราสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสัญญะความเชื่อเชิงไสยศาสตร์ บทความนำเสนอบริบทของการออกแบบกราฟิกในค่านิยมความเชื่อเชิงไสยศาสตร์ต่อพฤติกรรมการบริโภคในยุคดิจิทัล มีเนื้อหาคลอบคลุมเกี่ยวกับความสำคัญของการออกแบบอัตลักษณ์ตราสินค้าในยุคดิจิทัล, การออกแบบเพื่อสร้างความผูกพันทางอารมณ์, การขับเคลื่อนของภูมิปัญญาไสยศาสตร์ร่วมสมัยกับวิถีชีวิตของคนไทย และการประยุกต์สัญญะความเชื่อเชิงไสยศาสตร์ สู่การสร้างสรรค์อัตลักษณ์ตราสินค้า และการออกแบบกราฟิกเชิงพาณิชย์ บทความนี้มุ่งเน้นการแสดงให้เห็นถึง ปรากฏการณ์แนวทางการสร้างสรรค์อัตลักษณ์ตราสินค้าที่สามารถปรับกลยุทธ์ด้านการตลาด และการออกแบบกราฟิก โดยพิจารณาความสำคัญของรูปแบบสัญลักษณ์ทางไสยศาสตร์ ให้สอดคล้องกับพฤติกรรม, รสนิยม, ค่านิยมความต้องการกับกลุ่มผู้บริโภคยุคดิจิทัล พร้อมทั้งแสดงให้เห็นว่าสัญญะความเชื่อเชิงไสยศาตร์จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ยังคงเป็นสัญญะที่แสดงออกถึงการแสวงหาความปลอดภัย และความมั่นคงในชีวิต ท่ามกลางความไม่แน่นอน เป็นสิ่งชี้ความต้องการภายในจิตใจด้วยการพึ่งพาความเชื่อเชิงไสยศาตร์ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางจิตใจในโลกยุคดิจิทัล</p> สุระเกียรติ รัตนอำนวยศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศิลปกรรมศาสตร์. มหาวิทยาลัยบูรพา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/buraphaJ/article/view/280787 Wed, 28 Jan 2026 00:00:00 +0700 พระพุทธรัศมี วัดโพธิสมภรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี : วิเคราะห์รูปแบบและกำหนดอายุ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/buraphaJ/article/view/276657 <p>“พระพุทธรัศมี” พระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัยประดิษฐานในอุโบสถวัดโพธิสมภรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ตามประวัติกล่าวว่าพระธิดาแห่งกษัตริย์ล้านช้างสร้างถวายเป็นพุทธบูชาแก่วัดในเมืองหนองคาย ในปีพ.ศ. 2460 วัดโพธิสมภรณ์ได้อัญเชิญพระพุทธรัศมีจากเมืองหนองคายมาประดิษฐานเป็นพระประธานในอุโบสถ ต่อมาเจ้าคุณธรรมเจดีย์ถวายนามพระพุทธรูปว่า พุทธรัศมี พระพุทธรัศมีปรากฏจารึกที่ฐานระบุปี จ.ศ.1065 ซึ่งตรงกับปี พ.ศ. 2246 และแสดงพุทธลักษณะแบบศิลปะล้านช้าง บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์รูปแบบศิลปกรรมและกำหนดอายุด้วยวิธีวิจัยประวัติศาสตร์ศิลปะ เพื่อหาคำตอบว่าพระพุทธรัศมีวัดโพธิสมภรณ์แสดงพุทธลักษณะศิลปะล้านช้าง สกุลช่างเวียงจันทน์แท้จริงหรือไม่</p> <p> พุทธลักษณะสำคัญของพุทธรูปศิลปะล้านช้างที่มีอายุในช่วงพุทธศตวรรษที่ 22 - 23 คือ พระพักตร์ป้อม พระหนุเสี้ยมเล็กน้อย พระรัศมีเป็นเปลวขนาดใหญ่ประดับอัญมณี พระเกศาเม็ดเล็ก พระเนตรเปิดหรี่ลงต่ำ พระขนงโก่งเป็นสันยกขึ้นมาเป็นเส้นคู่ ปลายพระนาสิกตัดตรง พระโอษฐ์บาง ริมพระโอษฐ์บนเป็นร่องเล็กน้อย พระวรกายค่อนข้างอวบอ้วน พระอุระแบน ครองจีวรห่มเฉียงเห็นเม็ดพระถันทั้ง 2 ข้าง นิ้วพระหัตถ์ใหญ่ ปลายนิ้วพระหัตถ์ทั้ง 4 ยาวเสมอกัน พระสังฆาฎิยาวจรดพระนาภี ซึ่งพระพุทธรูปกลุ่มนี้มีประวัติการสร้างเกี่ยวโยงกับกษัตริย์หรือราชวงศ์ล้านช้างในช่วงพุทธศตวรรษที่ 23 ที่ปรากฏจำนวนมากในเวียงจันทน์ สปป.ลาว ตัวอย่างพระพุทธรูปสำคัญ เช่น พระเจ้าองค์ตื้อ วัดองค์ตื้อมะหาวิหาน วัดอินแปง เวียงจันทน์ สปป.ลาว การสร้างพระพุทธรูปสำริดระยะหลังนิยมประดับอัญมณีบนพระรัศมีของพระพุทธรูป ตัวอย่างเช่น พระรัศมีพระพุทธรูปหลวงพ่อพระใสที่วัดโพธิ์ชัย อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย</p> <p style="font-weight: 400;"> ผลการศึกษาพบว่า พระพุทธรัศมี วัดโพธิสมภรณ์ แสดงพุทธลักษณะสำคัญของศิลปะล้านช้าง คือ พระรัศมีเป็นเปลวขนาดใหญ่ประดับอัญมณี เพชรพลอยแก้วสีต่างๆ พระขนงโก่งเป็นสันยกขึ้นมาเป็นเส้นคู่ ปลายพระนาสิกตัดตรง พระโอษฐ์บาง ริมพระโอษฐ์บนเป็นร่องเล็กน้อย ปลายนิ้วพระหัตถ์ทั้ง 4 ยาวเสมอกัน พระวรกายบางพระอุระแบน พระสังฆาฏิเป็นแผ่นแบนยาวถึงพระนาภี ซึ่งกำหนดอายุไว้ที่ต้นพุทธศตวรรษที่ 23 สอดรับการจารึกปรากฏที่ฐานพระพุทธรัศมีปี พ.ศ. 2246 ดังนั้น พระพุทธรัศมีในอุโบสถวัดโพธิสมภรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จึงเป็นพระพุทธรูปศิลปะล้านช้าง สกุลช่างเวียงจันทน์ และเป็นพระพุทธรูปสำคัญและมีคุณค่าทางศิลปกรรมของชาวจังหวัดอุดรธานีจวบจนปัจจุบันพระพุทธรูปโบราณสืบไป</p> พงษ์ศักดิ์ อัครวัฒนากุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศิลปกรรมศาสตร์. มหาวิทยาลัยบูรพา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/buraphaJ/article/view/276657 Wed, 28 Jan 2026 00:00:00 +0700 การสร้างสรรค์ศิลปะเซรามิกร่วมสมัยภายใต้แนวคิด “วิถีแห่งธรรมชาติ” https://so01.tci-thaijo.org/index.php/buraphaJ/article/view/285936 <p>การศึกษาครั้งนี้ยึดถือแนวคิด “วิถีแห่งธรรมชาติ” เป็นแกนหลัก และมุ่งหวังที่จะสำรวจการประยุกต์ใช้และการแสดงออกในการสร้างสรรค์งานศิลปะเซรามิกร่วมสมัย โดยทำการวิเคราะห์แนวคิดปรัชญาเต๋าผ่านกรอบทฤษฎีสุนทรียศาสตร์สมัยใหม่ สุนทรียศาสตร์และแนวทางการสร้างสรรค์ของ “วิถีแห่งธรรมชาติ”ในงานศิลปะเซรามิก จุดเด่นของการศึกษานี้คือการสร้างกระบวนการสร้างสรรค์เชิงตรรกะขึ้นอย่างเป็นระบบ โดยประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1.การกำหนดแนวคิดหลัก 2.การสกัดองค์ประกอบ 3.การสร้างพื้นผิว 4.การถ่ายทอดแนวคิด ซึ่งกระบวนการดังกล่าวมีความสอดคล้องกับหลักปรัชญาเต๋า ทั้งนี้องค์ประกอบพื้นฐานในการสร้างพื้นผิวเซรามิกได้แก่ การพิมพ์ลายนูน การขูดขีด และการตกแต่งด้วยวัสดุต่างชนิด สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์งานเซรามิกที่หลอมรวมสาระทางธรรมชาติกับคุณลักษณะเฉพาะของวัสดุได้อย่างมีประสิทธิภาพดังจะเห็นได้จากผลงานแต่ละชิ้น สุดท้ายนี้งานวิจัยฉบับนี้ได้พัฒนาวิธีการสร้างสรรค์งานเซรามิกร่วมสมัยที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ “วิถีแห่งธรรมชาติ” ตามแนวคิดลัทธิเต๋า ซึ่งสามารถใช้เป็นทั้งกรอบแนวคิดและแนวทางการปฏิบัติสำหรับการบูรณาการศาสตร์โบราณและศิลปร่วมสมัยอย่างมีประสิทธิภาพ</p> Haifeng Zhang, ศุภฤกษ์ คณิตวรานันท์, ปิติวรรธน์ สมไทย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/buraphaJ/article/view/285936 Wed, 28 Jan 2026 00:00:00 +0700 การใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรสู่การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ ของที่ระลึกเชิงการท่องเที่ยว ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน https://so01.tci-thaijo.org/index.php/buraphaJ/article/view/278424 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาทุนทางธรรมชาติของพืชเศรษฐกิจในชุมชนบ้านถ้ำเสือ จังหวัดเพชรบุรี ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์หลังการเก็บเกี่ยวเพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน และ (2) พัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกจากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้มีมูลค่าเพิ่มและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน (Mixed Methods) โดยดำเนินการเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามและการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) กลุ่มตัวอย่างได้แก่ คนในชุมชนบ้านถ้ำเสือ นักออกแบบ และนักท่องเที่ยว รวม 340 คน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบสอบถาม แบบประเมินความพึงพอใจ และการวิเคราะห์วัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment: LCA)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า พืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูงสุดคือ “กล้วยน้ำว้า” เนื่องจากมีปริมาณมาก เหลือทิ้งสูง และสามารถนำ “กาบกล้วย” มาใช้ในการพัฒนาเป็นวัสดุแปรรูปได้ง่ายโดยไม่ต้องใช้สารเคมี พบว่าผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่พัฒนาขึ้น เช่น กระเป๋าสะพาย ซองใส่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และของตกแต่งบ้าน ได้รับความพึงพอใจในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.40, SD = 0.03) การออกแบบผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นกับเทคนิคสมัยใหม่ สอดคล้องกับแนวคิดการออกแบบเชิงนิเวศ (Eco-Design) และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงแนวทางการต่อยอด เช่น การผสมเส้นใยจากพืชเศรษฐกิจอื่น (ตาลโตนดหรือมะพร้าว) เพื่อพัฒนาวัสดุผสม และการเคลือบพื้นผิวด้วยฟิล์มบุกผสมกลีเซอรีน เพื่อเพิ่มความทนทานของผลิตภัณฑ์</p> <p> โดยสรุป การวิจัยครั้งนี้สะท้อนศักยภาพของชุมชนบ้านถ้ำเสือในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เชิงนิเวศจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นต้นแบบเชิงพาณิชย์ สนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างยั่งยืน</p> สุรภา วงศ์สุวรรณ, ธานี สุคนธะชาติ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศิลปกรรมศาสตร์. มหาวิทยาลัยบูรพา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/buraphaJ/article/view/278424 Wed, 28 Jan 2026 00:00:00 +0700 การออกแบบของตกแต่งบ้านแบบโมดูลาร์จากฝาขวด พลาสติกรีไซเคิล โดยได้รับแรงบันดาลใจจากลวดลายขนมปังขิงไทย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/buraphaJ/article/view/281715 <p>This research investigates the potential of repurposing plastic bottle caps into modular home décor items, inspired by traditional Thai gingerbread fretwork patterns that highlight the beauty of local craftsmanship. Utilizing a Creative Practice-Based Research approach, the study emphasizes design and experimentation. High-Density Polyethylene (HDPE) and Polypropylene (PP) plastic bottle caps are recycled through a melting process to create sheets, which are then used to craft modular fretwork patterns. These patterns are CNC-cut to produce prototypes suitable for shelves, light partitions, or other decorative elements. The prototypes are assessed for their cultural significance and sustainability through a modular design framework, alongside Siu’s Outer–Intermediate–Inner Structure concept.</p> <p> The evaluation conducted by four experts and six end-users demonstrated that the modular design utilizing recycled plastic bottle caps effectively met the research objectives, particularly regarding material quality, structural integrity, and usability. The design received a score of 4.00 (S.D. = 0.00) for structural strength and an impressive 4.50 (S.D. = 0.50) for assembly flexibility. Its versatility was similarly well-rated, achieving a score of 4.50 (S.D. = 0.50). User feedback highlighted the ease of assembly, which scored 3.83 (S.D. = 0.69), and noted good flexibility for reconfiguration, receiving a score of 4.17 (S.D. = 0.69). Aesthetic appeal earned the highest score of 4.50 (S.D. = 0.50). Suggestions for improvement included enhancing structural strength, adding safety features, and developing a supporting base system, indicating potential areas for future development.</p> กัลยาณี เผือกนำผล, เอกชาติ จันอุไรรัตน์, วีรวัฒน์ สิริเวสมาศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศิลปกรรมศาสตร์. มหาวิทยาลัยบูรพา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/buraphaJ/article/view/281715 Wed, 28 Jan 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านการท่องเที่ยวทางเลือกแบบผสมผสานในชุมชน: กรณีศึกษาวิสาหกิจชุมชนบ้านเขาดิน High Stay อ. ศรีราชา จ. ชลบุรี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/buraphaJ/article/view/278620 <p>การท่องเที่ยวเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวทางเลือกแบบผสมผสานที่สอดคล้องกับทรัพยากรในพื้นที่ของวิสาหกิจชุมชนบ้านเขาดิน High Stay อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี และ 2) พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) ประกอบด้วย การเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม และการสังเกต ร่วมกับการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณผ่านแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยอ้างอิงหลักการพัฒนาเชิงพื้นที่แบบมีส่วนร่วม (Participatory Development) และแนวคิดการออกแบบประสบการณ์ (Experience Design) ผลการวิจัยพบว่า 1) การท่องเที่ยวทางเลือกแบบผสมผสานที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชนต้องอาศัยทรัพยากรท้องถิ่นอย่างยั่งยืน การมีส่วนร่วมของชุมชน และโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการท่องเที่ยว และ 2) การพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบในกิจกรรมต้นแบบ “Food &amp; Fun @ Chaiyo Farm” ที่นำเสนอการเรียนรู้และสร้างประสบการณ์ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การทำผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น อาทิ การทำไวน์มัลเบอร์รี่ น้ำพริกกะปิ และน้ำพริกลุยสวนสมุนไพร ซึ่งช่วยเชื่อมโยงนักท่องเที่ยวเข้ากับวิถีชีวิตของชุมชน นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพผ่านการบริโภคผักออร์แกนิก และกิจกรรมสร้างสรรค์ศิลปะจากธรรมชาติ เช่น การทำผ้าย้อมสีจากใบไม้ ซึ่งส่งเสริมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าและยั่งยืนนั้นช่วยเสริมสร้างประสบการณ์เชิงคุณค่าระหว่างนักท่องเที่ยวกับชุมชน จากการศึกษาพบว่าชุมชนสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและมีความหมาย ตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวที่มองหาประสบการณ์ที่แปลกใหม่และมีเอกลักษณ์ ส่งผลให้เกิดการสร้างงานและรายได้เสริมให้แก่คนในชุมชน โดยการประเมินความพึงพอใจจากผู้เข้าร่วมพบว่ามีระดับพึงพอใจในด้านต่าง ๆ อยู่ในระดับสูง ทั้งด้านสถานที่ บริการ และกิจกรรม แนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์นี้สามารถสร้างความเข้มแข็งและความมั่นคงให้แก่ชุมชนในระยะยาว อีกทั้งยังสามารถเป็นต้นแบบและขยายผลสำหรับการพัฒนาการท่องเที่ยวทางเลือกแบบผสมผสานในชุมชนอื่น ๆ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> ฝนทิพย์ วรรธนะศิรินทร์ รังสิตสวัสดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศิลปกรรมศาสตร์. มหาวิทยาลัยบูรพา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/buraphaJ/article/view/278620 Wed, 28 Jan 2026 00:00:00 +0700 ผลของการสร้างแบรนด์จากผลงานนักศึกษาบนแพลตฟอร์มการขายออนไลน์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/buraphaJ/article/view/282261 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อผลของการสร้างแบรนด์จากผลงานนักศึกษาบนแพลตฟอร์มการขายออนไลน์ โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงพรรณนาและเชิงปฏิบัติการ กลุ่มตัวอย่างคือ ผลงานของนักศึกษาคณะดิจิทัลมีเดีย 20 คน จากรายวิชา DGA461 ที่ได้เรียนรู้กระบวนการออกแบบแบรนด์ การใช้กลยุทธ์ตลาดดิจิทัล และการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค ผลการวิจัยพบว่านักศึกษาสามารถสร้างแบรนด์ที่มีอัตลักษณ์ชัดเจน ดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย และสร้างการมีส่วนร่วมบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการใช้ Facebook, LINE Shop และ Shopter เป็นช่องทางหลัก ซึ่งไม่เพียงช่วยเพิ่มยอดขาย แต่ยังเสริมสร้างทักษะด้านการตลาดดิจิทัลอย่างรอบด้าน การวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงแนวทางในการบูรณาการองค์ความรู้กับทักษะเชิงปฏิบัติเพื่อเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาสู่การเป็นผู้ประกอบการในยุคดิจิทัล</p> เกรียงไกร กงกะนันทน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศิลปกรรมศาสตร์. มหาวิทยาลัยบูรพา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/buraphaJ/article/view/282261 Wed, 28 Jan 2026 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้สัญลักษณ์ “ต้นไม้” ในจิตรกรรมจีนโบราณเพื่อการศึกษาศิลปะ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/buraphaJ/article/view/277797 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณค่าทางวัฒนธรรมและศิลปะของสัญลักษณ์ต้นไม้ในจิตรกรรมจีนโบราณ และศึกษาการประยุกต์ใช้นวัตกรรมในด้านการศึกษาศิลปะยุคใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1.วิเคราะห์ความหมายเชิงสัญลักษณ์ภาพจิตรกรรมต้นไม้จีนโบราณ ในแต่ละยุคสมัยตั้งแต่ปี 475 ก่อนคริสตกาล ถึง ค.ศ. 1912 (ยุคราชวงศ์จั้นกั๋วถึงหมิง–ชิง) 2.ประยุกต์ใช้ในการศึกษาศิลปะร่วมสมัย เพื่อการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมอย่างสร้างสรรค์ การวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยแบบสหวิทยาการ โดยการศึกษาจากประวัติศาสตร์ศิลปะ วิเคราะห์สัญลักษณ์วิทยา และทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ประวัติศาสตร์ศิลปะจีนในยุคจั้นกั๋วถึงราชวงศ์ฮั่น (475 ปีก่อนคริสตกาล – ค.ศ. 220) ได้รับอิทธิพลจากจริยธรรมลัทธิเต๋าและขงจื๊อ แสดงถึงความเจริญรุ่งเรือง ในสมัยราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618–907) เน้นภาพทิวทัศน์ธรรมชาติที่สมจริง ในยุคราชวงศ์ซ่ง (ค.ศ. 960–1279) ภาพจิตรกรรมบทกวีนักปราชญ์มีการใช้การเปรียบเทียบอุปมาสื่อถึงความสันโดษและการหลุดพ้น และในยุคสมัยราชวงศ์หมิงและชิง (ค.ศ. 1368–1912) ใช้ต้นไม้เป็นอุปมาถึงจิตวิญญาณกล่าวถึงการวิวัฒนาการที่สะท้อนถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างอุดมการณ์ทางสังคมและวัฒนธรรมในแต่ละยุคสมัย</p> <p>การศึกษาการประยุกต์ใช้นวัตกรรมในด้านการศึกษาศิลปะยุคใหม่มีการออกแบบการสอนเชิงนวัตกรรมที่มีการผสมผสานเทคโนโลยีเพื่อนำไปพัฒนาหลักสูตรสหวิชา การผสมผสานการวิเคราะห์สัญลักษณ์ในภาพจิตรกรรมจีนโบราณเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยเพิ่มความมีส่วนร่วมในห้องเรียน และเชื่อมโยงภูมิปัญญาวัฒนธรรม งานวิจัยนี้นำเสนอกรอบแนวคิดสำหรับการศึกษาศิลปะที่ผสานมรดกวัฒนธรรมกับแนวปฏิบัตินวัตกรรม พร้อมข้อเสนอแนะในการพัฒนาทรัพยากรการศึกษาการฝึกอบรมครู และการประเมินผลที่หลากหลายเพื่อยกระดับผลลัพธ์ทางการเรียนการสอนในยุคปัจจุบัน</p> Ji Kang Cao, พิชัย สดพิบาล, นรินทรา เกโส ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศิลปกรรมศาสตร์. มหาวิทยาลัยบูรพา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/buraphaJ/article/view/277797 Wed, 28 Jan 2026 00:00:00 +0700 ภาพวัฒนธรรมทางน้ำของชาวไป๋รอบทะเลสาบเอ๋อไห่: ข้อค้นพบจากแผนที่ซีเอ่อเหอในพงศาวดารภาพวาดน่านเจ้า https://so01.tci-thaijo.org/index.php/buraphaJ/article/view/280393 <p>The Xi'er He Map at the end of The Illustrated History of Nanzhao is one of the earliest visual records of how Bai communities around Erhai understood water and spiritual power. The map combines the lake, spatial directions, and water-deity figures, turning ideas about water, the water system and spatial order into a visible form. This study reads the map as a visual text and focuses on its main symbols: snakes, fish, and conch shells. The interpretation draws on the scroll's text and on Bai myths from the Erhai region. The analysis identifies a symbolic system in which snakes act as protectors of boundaries; fish represent growth and abundance and conch shells mark stability and order. These symbols show how Bai people linked water, life, and community. The study also highlights the use of visual texts to understand water culture, as images can carry memory and identity, and suggests that future work may compare this map with Naga imagery in the Mekong Basin to explore shared patterns in regional water beliefs.</p> Rongqian Yang, Nawat Lertsawaengkit ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศิลปกรรมศาสตร์. มหาวิทยาลัยบูรพา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/buraphaJ/article/view/280393 Wed, 28 Jan 2026 00:00:00 +0700 ตึกแถวย่านถนนศรีมาลา จังหวัดพิจิตร: พัฒนาการและศักยภาพการปรับใช้ประโยชน์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/buraphaJ/article/view/281455 <p class="a"><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-weight: normal;">งานวิจัยนี้ศึกษาพัฒนาการของถนนศรีมาลาและประเมินศักยภาพการปรับใช้ประโยชน์อาคารตึกแถว (</span><span lang="EN-US" style="font-size: 16.0pt; font-weight: normal;">adaptive reuse) </span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-weight: normal;">โดยมีเป้าหมายสองประการ </span><span lang="EN-US" style="font-size: 16.0pt; font-weight: normal;">1) </span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-weight: normal;">อธิบายการเปลี่ยนผ่านเชิงประวัติศาสตร์ กายภาพของถนนศรีมาลาและอาคารตึกแถวช่วง พ.ศ. </span><span lang="EN-US" style="font-size: 16.0pt; font-weight: normal;">2482–2519 2) </span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-weight: normal;">วิเคราะห์ศักยภาพการปรับใช้ของตึกแถวจากหลักฐานภาคสนาม โดยอ่านการใช้สอยปัจจุบันและสังเคราะห์ต้นแบบที่สอดคล้องบริบทร่วมสมัย งานศึกษาในย่านยังเน้นเรื่องศาสนาและการท่องเที่ยว แต่ยังขาดการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมตึกแถวที่เชื่อมอดีตกับการใช้สอยปัจจุบัน การวิจัยครอบคลุมช่วงถนนตอนกลางยาว </span><span lang="EN-US" style="font-size: 16.0pt; font-weight: normal;">780</span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-weight: normal;"> เมตร สำรวจตึกแถว </span><span lang="EN-US" style="font-size: 16.0pt; font-weight: normal;">127</span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-weight: normal;"> หน่วย มุ่งเน้นอาคารสองชั้นในยุคโมเดิร์นช่วงต้นและยุคโมเดิร์น เก็บข้อมูลเชิงกายภาพและการใช้งานด้วยแบบสอบถามและสัมภาษณ์ รวมถึงวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบในกลุ่มตัวอย่างที่ใช้วิเคราะห์ </span><span lang="EN-US" style="font-size: 16.0pt; font-weight: normal;">93</span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-weight: normal;"> หน่วย ผลการศึกษาพบรูปแบบการใช้สอย </span><span lang="EN-US" style="font-size: 16.0pt; font-weight: normal;">3</span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-weight: normal;"> ประเภท ได้แก่ ค้าขาย </span><span lang="EN-US" style="font-size: 16.0pt; font-weight: normal;">24.73%</span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-weight: normal;"> อยู่อาศัย </span><span lang="EN-US" style="font-size: 16.0pt; font-weight: normal;">44.09%</span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-weight: normal;"> และผสม </span><span lang="EN-US" style="font-size: 16.0pt; font-weight: normal;">31.18%</span><span lang="TH" style="font-size: 16.0pt; font-weight: normal;"> ผู้ใช้งานมีแนวโน้มปรับปรุงทั้งภายนอกและภายใน โดยคงเฉพาะองค์ประกอบภายนอกที่สำคัญต่อภาพลักษณ์อาคาร ส่วนความต้องการปรับภายในเด่นคือ พื้นที่อำนวยความสะดวกต่อการอยู่อาศัย เช่น ห้องน้ำ พื้นที่รวมตัวที่ยืดหยุ่นของครอบครัว และการเพิ่มประสิทธิภาพพื้นที่ค้าขาย เพื่อรองรับกิจกรรมร่วมสมัย จากข้อเท็จจริงดังกล่าว งานเสนอแนวทางคงองค์ประกอบภายนอกที่สำคัญ และปรับพื้นที่ใช้งานใหม่พร้อมต้นแบบตามรูปแบบการใช้สอย เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการใช้ใหม่กับคุณค่าดั้งเดิมของย่านถนนศรีมาลา.</span></p> จิรภาส อินทร์ประสิทธิ์, ธนธร กิตติกานต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศิลปกรรมศาสตร์. มหาวิทยาลัยบูรพา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/buraphaJ/article/view/281455 Wed, 28 Jan 2026 00:00:00 +0700 การสำรวจวัฒนธรรมนักษัตรสู่แนวทางการออกแบบเครื่องเคลือบร่วมสมัยจิ่งเต๋อเจิ้น https://so01.tci-thaijo.org/index.php/buraphaJ/article/view/273178 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบททางวัฒนธรรมและสัญลักษณ์ของนักษัตรในเครื่องเคลือบดินเผาจิ่งเต๋อเจิ้น 2) ศึกษาการจัดการและพัฒนาแบรนด์ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์เครื่องเคลือบนักษัตร และ 3) นำเสนอแนวทางการออกแบบเครื่องเคลือบนักษัตรจิ่งเต๋อเจิ้นร่วมสมัย การดำเนินการวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) โดยการวิจัยเชิงคุณภาพใช้วิธีการศึกษาเอกสาร การสำรวจภาคสนาม และการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน ส่วนการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างผู้บริโภคจำนวน 400 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า วัฒนธรรมนักษัตรจีนในเมืองจิ่งเต๋อเจิ้นมีประวัติศาสตร์ยาวนานและเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สำคัญ ในด้านการจัดการแบรนด์ ผลการวิเคราะห์ SWOT และส่วนประสมการตลาด (7Ps) นำไปสู่การสร้างอัตลักษณ์แบรนด์ "ยี่เหนียน (Yi Nian)" ที่เน้นการผสมผสานศิลปะดั้งเดิมเข้ากับไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ สำหรับแนวทางการออกแบบ พบว่าการใช้รูปทรงเรขาคณิตและการลดทอนรายละเอียด (Simplification) เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันมากที่สุด ผลการประเมินประสิทธิภาพของรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นพบว่ามีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด การอภิปรายผลชี้ให้เห็นว่าการสำรวจคุณค่าทางวัฒนธรรมสู่การออกแบบเชิงนวัตกรรมเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันและสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน</p> Zhuoxuan Wang, ภูวษา เรืองชีวิน, ภรดี พันธุภากร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศิลปกรรมศาสตร์. มหาวิทยาลัยบูรพา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/buraphaJ/article/view/273178 Wed, 28 Jan 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาแนวคิดการออกแบบท่ารำข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ในการแสดงชุด ฟ้อนปูจาจิรประภามหาเทวี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/buraphaJ/article/view/276809 <p>ผู้วิจัยมุ่งศึกษาแนวคิดการออกแบบท่ารำในนาฏศิลป์ไทย (Thai Dance) โดยเฉพาะการแสดงชุด "พระนางจิรประภามหาเทวี" ซึ่งเน้นการนำข้อมูลทางประวัติศาสตร์ (Historical Data) มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบท่ารำ เนื่องจากการแสดงท่ารำในนาฏศิลป์ไทยถือเป็นศิลปะที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราว ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมได้อย่างลึกซึ้ง การออกแบบท่ารำที่อิงกับข้อมูลทางประวัติศาสตร์จึงมีความสำคัญในการสื่อสารอัตลักษณ์ (Identity) และบทบาทของบุคคลสำคัญอย่างถูกต้อง โดยการออกแบบท่ารำที่ถ่ายทอดเรื่องราวของพระนางจะต้องคำนึงถึงบริบททางการเมืองและการปกครองในยุคนั้น ซึ่งพระนางจิรประภามีบทบาทสำคัญในการสร้างความสงบในบ้านเมืองผ่านการใช้ยุทธวิธีทางการทูต (Diplomacy) แทนการทำสงคราม การเคลื่อนไหวของท่ารำจึงต้องสะท้อนถึงความสง่างามและความเข้มแข็งของพระนาง ผู้เป็นบุคคลที่ประชาชนเคารพนับถือและมีอิทธิพลต่อการปกครองบ้านเมืองในยุคนั้น นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังได้ดำเนินการวิเคราะห์แนวทางการออกแบบท่ารำที่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก และบรรยากาศทางประวัติศาสตร์ได้อย่างแม่นยำ รวมถึงการเลือกใช้เครื่องแต่งกายและสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมล้านนา (Lanna Culture) เพื่อเสริมสร้างการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ การสร้างสรรค์ท่ารำเช่นนี้จะช่วยให้การแสดงนาฏศิลป์ไทยมีความหมายลึกซึ้ง คงคุณค่าในระยะยาว ตลอดจนเป็นการอนุรักษ์และพัฒนาศิลปะการแสดงให้สืบต่อไปในอนาคต</p> ณัฐริกา งามดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะศิลปกรรมศาสตร์. มหาวิทยาลัยบูรพา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/buraphaJ/article/view/276809 Wed, 28 Jan 2026 00:00:00 +0700