https://so01.tci-thaijo.org/index.php/cmujedu/issue/feed Journal of Inclusive and Innovative Education 2026-04-28T09:48:46+07:00 Assoc. Prof.Kreetha Kaewkhong (รศ.ดร.กรีฑา แก้วคง) cmujournaledu@gmail.com Open Journal Systems <p><strong> Journal of Inclusive and Innovative Education</strong> ISSN online: 2985-0266 <em>(โดยมีชื่อเดิมคือ ศึกษาศาสตร์สาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือ CMU Journal of Education Print ISSN เดิม : 2586-9043 Online ISSNเดิม : 2586-825X)</em> เป็นวารสารวิชาการระดับชาติ ของคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดพิมพ์เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เผยแพร่ผลงานวิจัย นวัตกรรม และองค์ความรู้ใหม่อันเป็นความก้าวหน้าทางวิชาการด้านศึกษาศาสตร์/ครุศาสตร์ในยุคสมัยแห่งการปฏิรูปการเรียนรู้ของนักวิชาการ อาจารย์ และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา โดยรับพิจารณาตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิจัย และบทความวิชาการ โดยเปิดรับบทความเฉพาะภาษาไทย และมีสาระเกี่ยวกับการศึกษา ปรัชญาการศึกษา การบริหารการศึกษา หลักสูตรและการเรียนการสอน จิตวิทยาการศึกษาและแนะแนว นวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา การวัดและการประเมินผลทางการศึกษา วิจัยและสถิติการศึกษา การประกันคุณภาพการศึกษา การศึกษาพิเศษ การพัฒนาวิชาชีพครู พหุวัฒนธรรมศึกษา แหล่งวิทยาการการเรียนรู้และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา บทความทุกบทความของ <strong>Journal of Inclusive and Innovative Education</strong> จะต้องผ่านพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญอย่างน้อย 3 ท่าน เพื่ออ่านประเมินคุณภาพบทความต้นฉบับดังกล่าว ในรูปแบบที่ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งบทความต้นฉบับ ไม่ทราบชื่อกันและกัน (Double-blinded Review) โดยตีพิมพ์เผยแพร่ 3 ฉบับต่อปี ดังนี้ ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-เมษายน, ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม และ ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน-ธันวาคม </p> <p> <strong> Online ISSN : 2985-0266</strong></p> https://so01.tci-thaijo.org/index.php/cmujedu/article/view/284938 LICC: กระบวนทัศน์การสังเกตการสอนในชั้นเรียนของจีนที่มุ่งสู่ความเป็นมืออาชีพ 2026-01-08T11:17:54+07:00 เฉินยี้ เมิ่ง chenyi_m@su.ac.th ศิริวรรณ วณิชวัฒนวรชัย wantoo_@hotmail.com <p>บทความนี้นำเสนอ “กระบวนทัศน์การสังเกตการสอนในชั้นเรียน LICC” ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นโดย Sheng Yi และ Cui Yunhuo ร่วมกับครูโรงเรียนมัธยมยวี่หาง (Yuhang High School) ประเทศจีน เมื่อปี ค.ศ. 2008 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อยกระดับการสังเกตและการประเมินการสอน (observation and evaluation) สู่ความเป็นมืออาชีพ กระบวนทัศน์ LICC ประกอบด้วย 4 มิติ ได้แก่ การเรียนรู้ของผู้เรียน (Learning) การสอนของครู (Instruction) เนื้อหาหลักสูตร (Curriculum) และวัฒนธรรมในชั้นเรียน (Culture) ซึ่งได้ถูกขยายเป็น 20 มุมมองและ 68 ประเด็นการสังเกต (Observation Focus) ทำให้กระบวนการสังเกตการสอนในชั้นเรียนมีความเป็นระบบและสามารถปฏิบัติได้จริงมากยิ่งขึ้น วัตถุประสงค์ของบทความนี้คือ (1) อธิบายที่มาและแนวคิดของกระบวนทัศน์ LICC (2) วิเคราะห์จุดแข็งและข้อจำกัดของกระบวนทัศน์ LICC และ (3) เสนอข้อสังเกตเบื้องต้นต่อการประยุกต์ใช้กระบวนทัศน์ LICC ในบริบทไทย โดยชี้ให้เห็นว่า LICC มีศักยภาพในการช่วยเสริมสร้างการสังเกตการสอนในชั้นเรียนให้มีมาตรฐานทางวิชาชีพมากขึ้น ทั้งนี้ การนำไปใช้ในบริบทไทยควรปรับให้ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับสภาพโรงเรียนและวัฒนธรรมการเรียนรู้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาการสอนและวิชาชีพครู</p> 2026-04-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Inclusive and Innovative Education https://so01.tci-thaijo.org/index.php/cmujedu/article/view/284439 การตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้างของโมเดลการวัดสมรรถนะนวัตกรที่มีความรับผิดชอบของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย 2025-11-19T16:19:22+07:00 มนธนัท ธนพัชรณัชชา monthanat.t@ku.th เอกรัตน์ ทานาค akarat.t@ku.th พงศ์ประพันธ์ พงษ์โสภณ pongprapan.p@ku.th <p>สมรรถนะนวัตกรที่มีความรับผิดชอบเป็นผลลัพธ์การเรียนรู้ที่สำคัญในการเตรียมนักเรียนให้เป็นผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม งานวิจัยที่ผ่านมาพบว่านักวิจัยหลายคนได้เสนอกรอบแนวคิดของสมรรถนะนวัตกรรมและนวัตกรรมที่มีความรับผิดชอบแยกกัน โดยยังไม่พบงานวิจัยที่บูรณาการทั้งสองกรอบแนวคิดเข้าด้วยกัน ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้างของโมเดลการวัดสมรรถนะนวัตกร<br />ที่มีความรับผิดชอบ โดยบูรณาการกรอบสมรรถนะนวัตกรรม 5 ด้าน ได้แก่ ความคิดสร้างสรรค์ การคิดเชิงวิพากษ์ ความคิดริเริ่ม การทำงานเป็นทีม และการสร้างเครือข่าย เข้ากับกรอบนวัตกรรมที่มีความรับผิดชอบ 4 ด้าน ได้แก่ การคาดการณ์ล่วงหน้า การสะท้อนคิด การมีส่วนร่วมเชิงไตร่ตรอง และการตอบสนอง กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีประสบการณ์การแข่งขันโครงงานวิทยาศาสตร์ระดับภาคขึ้นไป จำนวน 758 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบประเมินตนเองแบบมาตรประมาณค่า 6 ระดับ ครอบคลุม 20 องค์ประกอบ 60 ข้อคำถาม ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ผลการวิจัยพบว่าโมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับดีเยี่ยม (χ²/df = 2.84, CFI = 0.995, TLI = 0.994, RMSEA = 0.049, SRMR = 0.045) ค่าน้ำหนักองค์ประกอบมาตรฐานของตัวแปรสังเกตได้ทั้ง 60 ตัวมีค่าระหว่าง 0.565–0.916 และมีนัยสำคัญทางสถิติทุกตัว สำหรับความตรงเชิงลู่เข้า พบว่า องค์ประกอบ 18 องค์ประกอบ จากทั้งหมด 20 องค์ประกอบ (ร้อยละ 90) มีค่า AVE ≥ 0.50 และ 19 องค์ประกอบ(ร้อยละ 95) มีค่า CR ≥ 0.70 แสดงว่าองค์ประกอบแต่ละตัวสามารถอธิบายตัวแปรสังเกตได้อย่างชัดเจนและมีความเชื่อมั่นในระดับที่ยอมรับได้ สำหรับความตรงเชิงจำแนก ตรวจสอบด้วยเกณฑ์ HTMT พบว่า 88.4% ของคู่องค์ประกอบมีค่า HTMT &lt; 0.90 แสดงว่าองค์ประกอบแต่ละตัวมีความแตกต่างจากองค์ประกอบอื่นอย่างชัดเจน ผลการศึกษายืนยันว่าการบูรณาการกรอบสมรรถนะนวัตกรรมและนวัตกรรมที่มีความรับผิดชอบสามารถอธิบายโครงสร้างสมรรถนะของผู้เรียนได้อย่างเป็นองค์รวม และมีศักยภาพในการใช้เป็นเครื่องมือประเมินและพัฒนานวัตกรในศตวรรษที่ 21</p> 2026-04-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Inclusive and Innovative Education https://so01.tci-thaijo.org/index.php/cmujedu/article/view/284291 การพัฒนาทักษะความเป็นนวัตกรของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้แบบผสมผสานผ่านบทเรียนการ์ตูนออนไลน์ และกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม 2025-11-13T10:03:32+07:00 สุกัญญา ทิพย์รักษ์ kuskps@ku.ac.th รุจิราพร รามศิริ fedurjr@ku.ac.th พรนภัส สะมานะ pornnapat.sam@ku.th นันทรัตน์ เครืออินทร์ nantarat.p@ku.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมเรียนรู้แบบผสมผสานโดยใช้บทเรียนการ์ตูนออนไลน์ร่วมกับกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม 2) ประเมินทักษะความเป็นนวัตกรของนักเรียน และ 3) ศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนต่อกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 39 คน ซึ่งคัดเลือกตามความสะดวกจากห้องเรียนที่ผู้วิจัยสอน การวิจัยใช้รูปแบบกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดผลหลังการทดลอง เครื่องมือที่ใช้วิจัยประกอบด้วย (1) แผนกิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน โดยใช้บทเรียนการ์ตูนออนไลน์เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเรียนและจัดกิจกรรมในชั้นเรียนตามกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม (2) แบบประเมินชิ้นงานสะท้อนทักษะความเป็นนวัตกรและพฤติกรรมการเรียนรู้ (3) แบบทดสอบทักษะความเป็นนวัตกร และ (4) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน เครื่องมือทุกฉบับผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t แบบตัวอย่างเดียว ผลการวิจัยพบว่า กิจกรรมการเรียนรู้สามารถพัฒนาทักษะความเป็นนวัตกรของนักเรียนได้ โดยนักเรียนมีทักษะความเป็นนวัตกรในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ครอบคลุมทั้ง 7 ด้าน มีค่าเฉลี่ยรวม 4.06 (S.D. = 0.73) และมีคะแนนจากการทดสอบสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้นักเรียนมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.31, S.D. = 0.72)</p> 2026-04-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Inclusive and Innovative Education https://so01.tci-thaijo.org/index.php/cmujedu/article/view/284492 ผลการจัดกิจกรรมงานบ้านผสานกิจกรรมประจำวันเพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดเชิงบริหารด้านการกำกับตนเองของเด็กวัยอนุบาล 2025-12-02T10:18:09+07:00 อัญกาญจน์ มั่นสุข 64920615@go.buu.ac.th ศิรประภา พฤทธิกุล siraprapa@go.buu.ac.th เชวง ซ้อนบุญ chawengsak@go.buu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมงานบ้านผสานกิจกรรมประจำวัน (2) เปรียบเทียบทักษะการคิดเชิงบริหารด้านการกำกับตนเองของเด็กวัยอนุบาลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กวัยอนุบาล อายุ 4-5 ปี จำนวน 30 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม การทดลองบูรณาการในกิจกรรมประจำวันติดต่อกันสัปดาห์ละ 5 วัน รวม 6 สัปดาห์ ขั้นตอนการจัดกิจกรรมมี 3 ขั้นตอน ได้แก่ วางแผนเตรียมการ ดำเนินการปฏิบัติ และประเมินผล การจัดกิจกรรมจำแนกตามความก้าวหน้าได้ 4 ระยะ คือ (1) สาธิต (2) ปฏิบัติโดยครูช่วยเหลือ (3) ปฏิบัติโดยครูเสริมต่อชี้แนะ และ (4) ปฏิบัติด้วยตนเอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมงานบ้านผสานกิจกรรมประจำวัน และแบบประเมินมาตรประมาณค่าแบบบรรยายทักษะการคิดเชิงบริหารด้านการกำกับตนเองของเด็กวัยอนุบาล วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีประสิทธิผล และการทดสอบค่าที ผลการวิจัย พบว่า (1) ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดกิจกรรมงานบ้านผสานกิจกรรมประจำวันมีค่าเท่ากับ 0.8289 แสดงว่าเด็กวัยอนุบาลมีการพัฒนาการทักษะการคิดเชิงบริหารด้านการกำกับตนเอง 0.8289 หรือคิดเป็นร้อยละ 82.89 และ (2) เด็กวัยอนุบาลมีทักษะการคิดเชิงบริหารด้านการกำกับตนเองหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่าการจัดกิจกรรมงานบ้านผสานกิจกรรมประจำวันสามารถนำไปใช้เสริมสร้างทักษะการคิดเชิงบริหารด้านการกำกับตนเองสำหรับเด็กวัยอนุบาลได้</p> 2026-04-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Inclusive and Innovative Education https://so01.tci-thaijo.org/index.php/cmujedu/article/view/284381 ผลการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกับการใช้ชุดทดลองทางวิทยาศาสตร์แบบย่อส่วน ที่มีต่อกรอบความคิดแบบเติบโตในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น 2025-12-26T11:30:22+07:00 รชต อภิรักษ์นันท์ชัย ratchata.api@gmail.com พัชรี ร่มพยอม วิชัยดิษฐ patchareerompayom.w@chula.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลการจัดการเรียนรู้แบบสืบสอบร่วมกับการใช้ชุดทดลองทางวิทยาศาสตร์แบบย่อส่วนที่มีต่อกรอบความคิดแบบเติบโตในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของนักเรียนด้อยเปรียบระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนจากโรงเรียนขยายโอกาสในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานนทบุรี เขต 2 จำนวน 22 คน (ชาย 7 คน หญิง 15 คน อายุเฉลี่ย 14 ปี) ใช้รูปแบบการวิจัยแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 7 แผน รวม 21 คาบ 2) แบบสอบถามกรอบความคิดแบบเติบโตในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เป็นแบบมาตรประมาณค่า 6 ระดับ (ค่าความเที่ยงเท่ากับ .946) และ 3) แบบสะท้อนคิดกรอบความคิดแบบเติบโตในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เป็นคำถามปลายเปิดจำนวน 12 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยาย และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยภาพรวมกรอบความคิดแบบเติบโตหลังเรียน (<em>M</em> = 4.455, <em>SD</em> = .932) สูงกว่าก่อนเรียน (<em>M</em> = 4.011 <em>SD</em> = .806) องค์ประกอบที่มีจำนวนนักเรียนเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกมากที่สุด คือ ความเชื่อเกี่ยวกับความฉลาดทางวิทยาศาสตร์ของตนเอง สอดคล้องกับข้อมูลเชิงคุณภาพที่นักเรียนเปลี่ยนความเชื่อจาก "ความฉลาดพัฒนาไม่ได้" เป็น "ความฉลาดพัฒนาได้" ในขณะที่องค์ประกอบที่มีจำนวนนักเรียนเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกน้อยที่สุด คือ มุมมองต่อคำวิจารณ์ในชั้นเรียนวิทยาศาสตร์ การจัดการเรียนรู้ดังกล่าวส่งเสริมกรอบความคิดแบบเติบโตผ่านการเปิดโอกาสให้ลงมือปฏิบัติจริงด้วยชุดทดลองที่เข้าถึงง่าย และสร้างประสบการณ์ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม</p> 2026-04-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Inclusive and Innovative Education https://so01.tci-thaijo.org/index.php/cmujedu/article/view/284643 โมเดลเชิงสาเหตุสุขภาวะทางจิตของครูผู้ดูแลนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษโดยมีความต้องการพื้นฐานทางจิตวิทยาเป็นตัวแปรส่งผ่าน 2025-12-09T14:31:53+07:00 สิทธิพงศ์ วัฒนานนท์สกุล sittipongw@g.swu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของทุนทางจิตวิทยาที่มีต่อสุขภาวะทางจิตของครูผู้ดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษ โดยมีความต้องการพื้นฐานทางจิตวิทยาเป็นตัวแปรส่งผ่าน ประชากรที่ศึกษาเป็นครูผู้สอนในโรงเรียนแบบเรียนรวมในเขตกรุงเทพมหานคร ผู้เข้าร่วมการวิจัยได้รับการคัดเลือกโดยวิธีการสุ่มแบบสะดวกร่วมกับการเข้าร่วมโดยสมัครใจ และมีผู้ให้ข้อมูลครบถ้วนจำนวน 250 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามข้อมูลทั่วไปแบบวัดสุขภาวะทางจิต แบบวัดทุนทางจิตวิทยา และแบบวัดความต้องการพื้นฐานทางจิตวิทยา ผลการวิเคราะห์สมการโครงสร้างเชิงเส้นพบว่าโมเดลแบบจำลองมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับที่เหมาะสม ผลการวิเคราะห์ค่าอิทธิพลพบว่าทุนทางจิตวิทยามีอิทธิพลทางตรงต่อความต้องการพื้นฐานทางจิตวิทยา และมีอิทธิพลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อสุขภาวะทางจิตผ่านบทบาทของความต้องการพื้นฐานทางจิตวิทยา สอดคล้องกับกรอบทฤษฎีทุนทางจิตวิทยา และทฤษฎีการกำหนดตนเอง โดยพบว่าครูที่มีทุนทางจิตวิทยาสูง ได้แก่ ความหวัง ความเชื่อมั่นในตนเอง ความยืดหยุ่นทางกระบวนการคิด และการมองโลกในแง่ดี มีแนวโน้มรับรู้ว่าความต้องการด้านความเป็นอิสระ การรับรู้ความสามารถ และสัมพันธภาพได้รับการตอบสนองในระดับที่สูงขึ้น ส่งผลให้เกิดความมั่นคงทางอารมณ์ พลังภายใน และสุขภาวะทางจิตที่ดีต่อการปฏิบัติงานกับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ผลการศึกษาเน้นความสำคัญของการส่งเสริมทุนทางจิตวิทยาและการตอบสนองความต้องการพื้นฐานทางจิตวิทยาในฐานะกลไกสำคัญที่ช่วยยกระดับสุขภาวะทางจิตวิทยาของครูในบริบทโรงเรียนแบบเรียนรวม</p> 2026-04-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Inclusive and Innovative Education https://so01.tci-thaijo.org/index.php/cmujedu/article/view/284759 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษโดยวิธีการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่บูรณาการบริบททางทหารเพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนนายร้อย 2025-12-15T15:34:03+07:00 วสันต์ เต็งกวน wasan.te@crma.ac.th มัทวัน ชุมทอง metawan.ch@crma.ac.th เบญจภรณ์ พันธุ์นิล benjaporn.pn@crma.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ (1) เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐาน ปัญหา ความต้องการและแนวทางการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ (2) เพื่อสร้างและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษโดยวิธีการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่บูรณาการบริบททางทหารเพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ (3) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษโดยวิธีการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่บูรณาการบริบททางทหารเพื่อพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ประกอบด้วย 3.1) ศึกษาทักษะภาษาอังกฤษของนักเรียนนายร้อย และ 3.2) ศึกษาความพึงพอใจต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ ประชากรคือนักเรียนนายร้อยชั้นปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 241 นาย เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก คู่มือการใช้รูปแบบ เครื่องมือประเมินประสิทธิผลของรูปแบบ ได้แก่ แบบทดสอบวัดทักษะภาษาอังกฤษ และ แบบประเมินความพึงพอใจต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุก สถิติที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และ t-test แบบ dependent และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า (1) ทักษะการพูดและการเขียนเป็นทักษะที่ต้องการได้รับการพัฒนามากที่สุด โดยเน้นการสอนภาษาอังกฤษตามวัตถุประสงค์เฉพาะและการบูรณาการเนื้อหาเข้ากับภาษา (2) รูปแบบที่พัฒนามี 8 องค์ประกอบ โดยมีขั้นตอนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอนได้แก่ ขั้นทดสอบความรู้เดิม (Brain Boost Stage) ขั้นกระตุ้นความคิด (Experience Lab Stage) ขั้นลงมือปฏิบัติ (Create Quest Stage) ขั้นตรวจสอบและสะท้อนคิด (Reflect Check Stage) และขั้นต่อยอดความรู้ (Continuous Learning Stage) (3) ประสิทธิผลของการใช้รูปแบบที่สร้างขึ้นพบว่า 3.1) ทักษะทางภาษาอังกฤษของนักเรียนนายร้อยชั้นปีที่ 1 หลังการใช้รูปแบบสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 และมีขนาดอิทธิพล (effect size) อยู่ในระดับสูงมาก (Cohen’s d = 0.95) 3.2) นักเรียนนายร้อยชั้นปีที่ 1 มีความพึงพอใจต่อรูปแบบในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ =4.79 S.D.=0.50) ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าการบูรณาการแนวคิดการสอนโดยวิธีการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เข้ากับบริบททางทหาร (Military Context) ช่วยส่งเสริมทักษะภาษาอังกฤษเพื่อนำไปใช้งานได้ในชีวิตจริงอย่างมีประสิทธิภาพ องค์ความรู้ที่ได้รับสามารถนำไปสู่แนวทางการออกแบบการจัดการเรียนภาษาอังกฤษแบบเฉพาะทาง (ESP) ที่มุ่งเน้นสมรรถนะและการใช้ภาษาในการปฏิบัติภารกิจ นอกจากนี้ยังช่วยยกระดับทั้งทักษะทางภาษาและเจตคติของผู้เรียนได้อย่างยั่งยืน</p> 2026-04-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Inclusive and Innovative Education https://so01.tci-thaijo.org/index.php/cmujedu/article/view/284855 การศึกษาความเข้าใจเชิงมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ เรื่อง ลิมิตของฟังก์ชันในรูปแบบไม่กำหนด ตามกรอบทฤษฎี APOS ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ 2025-12-17T15:03:56+07:00 นนทกร ประชุมกาเยาะมาต nonttakorn.p@pnu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความเข้าใจเชิงมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ เรื่อง ลิมิตของฟังก์ชันในรูปแบบไม่กำหนด และวิเคราะห์ลักษณะของความเข้าใจเชิงมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ด้านเนื้อหา ด้านการดำเนินการ และด้านความสัมพันธ์ ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ โดยใช้กรอบทฤษฎี APOS ของ Dubinsky (1991) และแนวคิดของ Kilpatrick et al. (2001) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบทดสอบวัดระดับความเข้าใจเชิงมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ จำนวน 30 ข้อ และงานปฏิบัติ จำนวน 5 ข้อ ร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึกโดยใช้งานปฏิบัติเป็นฐาน นักศึกษาที่เข้าร่วมการวิจัยเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 และ 2 จำนวน 40 คน ซึ่งได้จากการเลือกแบบเจาะจง และคัดเลือกนักศึกษากลุ่มเป้าหมาย จำนวน 6 คน จากกลุ่มเก่ง กลุ่มปานกลาง และกลุ่มอ่อน เพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกจากการทำงานปฏิบัติและการสัมภาษณ์ ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษามีคะแนนเฉลี่ยรวมเท่ากับ 19.50 จากคะแนนเต็ม 30 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 65.00 ซึ่งอยู่ในระดับดี เมื่อพิจารณาระดับความเข้าใจเชิงมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ตามกรอบทฤษฎี APOS พบว่า ผู้เรียนส่วนใหญ่อยู่ในระดับการกระทำและระดับกระบวนการ สะท้อนว่าผู้เรียนมักอาศัยการแทนค่าและการดำเนินการตามขั้นตอนมากกว่าการพิจารณาโครงสร้างของนิพจน์ จากการวิเคราะห์งานปฏิบัติและการสัมภาษณ์เชิงลึก พบว่า ผู้เรียนในระดับการกระทำและระดับกระบวนการแสดงความเข้าใจเชิงมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ด้านเนื้อหา การดำเนินการ และความสัมพันธ์ผ่านการแทนค่า การใช้สูตร หรือการทำตามวิธีที่คุ้นเคยเป็นหลัก ในขณะที่ผู้เรียนในระดับสิ่งที่เรียนรู้และระดับโครงสร้างความคิดสามารถวิเคราะห์โครงสร้างของนิพจน์ อธิบายเหตุผลของวิธีการ และเชื่อมโยงแนวคิดลิมิต ความต่อเนื่อง และอนุพันธ์ได้สอดคล้องกับโครงสร้างของแนวคิด ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การใช้กรอบทฤษฎี APOS ร่วมกับองค์ประกอบของความเข้าใจเชิงมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ ช่วยอธิบายลักษณะการคิดและการให้เหตุผลของผู้เรียนเกี่ยวกับลิมิตของฟังก์ชันในรูปแบบไม่กำหนดได้อย่างเป็นระบบ</p> 2026-04-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Inclusive and Innovative Education https://so01.tci-thaijo.org/index.php/cmujedu/article/view/284518 การพัฒนาทักษะการคิดและทักษะที่จำเป็นของนักเรียนในบริบทชั้นเรียนคณิตศาสตร์แนวใหม่โดยนักศึกษาครูใช้หนังสือเรียนคณิตศาสตร์ฉบับแปลจากหนังสือเรียนคณิตศาสตร์ญี่ปุ่นเป็นเครื่องมือในการออกแบบสถานการณ์ปัญหา 2025-12-02T11:33:08+07:00 อาริยา สุริยนต์ ariya_su@npu.ac.th <p>การเรียนรู้คณิตศาสตร์มีบทบาทที่ช่วยส่งเสริมการพัฒนาทักษะการคิดของนักเรียนในระดับลึกและหนังสือเรียนถือเป็น</p> <p>เครื่องมือพื้นฐานในการวางแผนการจัดการเรียนรู้ของครู การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพัฒนาทักษะการคิด ได้แก่ การแก้ปัญหา การคิดวิเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม และทักษะที่จำเป็นของนักเรียน ได้แก่ การสื่อสารและการทำงานร่วมกับผู้อื่น โดยนักศึกษาครูใช้หนังสือเรียนคณิตศาสตร์ฉบับแปลจากหนังสือเรียนคณิตศาสตร์ญี่ปุ่นเป็นเครื่องมือในการออกแบบสถานการณ์ปัญหา ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ เน้นการปฏิบัติในชั้นเรียนตามกรอบแนวคิดการศึกษาชั้นเรียนด้วยวิธีการแบบเปิด (TLSOA) (Inprasitha, 2011; 2022) การพัฒนาทักษะการคิดและทักษะที่จำเป็นของนักเรียนในการวิจัยนี้ เป็นการเปลี่ยนแปลงบริบทชั้นเรียน ได้แก่ วัฒนธรรมการทำงานของครู การใช้หนังสือเรียนและวิธีการสอน ตามกระบวนการ TLSOA โดยทีมการศึกษาชั้นเรียนที่เข้าร่วมวิจัยระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 ชั้นละ 1 ทีม ทีมละ 3 คน ได้แก่ ครูพี่เลี้ยง 1 คน นักศึกษาปฏิบัติการสอน 2 คน รวมผู้เข้าร่วมวิจัย 18 คน นักวิจัย 1 คน รวมทั้งสิ้น 19 คน กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 - 6 จำนวน 120 คน ที่กำลังศึกษาในโรงเรียนร่วมผลิตครูโดยใช้นวัตกรรม TLSOA จำนวน 4 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ ชั้นละ 3 คาบเรียน รวม 18 คาบเรียน แบบบันทึกการสังเกตชั้นเรียน ใบกิจกรรม บันทึกวีดิทัศน์ ภาพนิ่ง ผู้วิจัยใช้วิธีวิเคราะห์แก่นสาระ (Thematic analysis) (Braun &amp; Clarke, 2006) โดยจัดกลุ่มเป็นหัวข้อหลักและหัวข้อย่อยประกอบหลักฐาน จากนั้นสรุปข้อบ่งชี้เกี่ยวกับทักษะที่เกิดขึ้น ผลการวิจัย พบว่า ทีมการศึกษาชั้นเรียนเปลี่ยนแปลงบริบทชั้นเรียนโดยทำงานร่วมกันในรายสัปดาห์ตามกระบวนการ TLSOA ดังนี้ <em>ขั้นการสร้างแผนการจัดการเรียนร่วมกัน</em> ทีมใช้หนังสือเรียนฉบับแปลจากหนังสือเรียนคณิตศาสตร์ญี่ปุ่นเป็นเครื่องมือในการออกแบบสถานการณ์ปัญหาและสื่อ สัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง การออกแบบสถานการณ์ปัญหา มี 2 องค์ประกอบ ได้แก่ <em>1) บริบท</em> ประกอบด้วย 1.1) บริบทจากหนังสือเรียน ทีมทำความเข้าใจเป้าหมายของหนังสือเรียนโดยใช้เนื้อหา ลำดับกิจกรรม แนวคิดของนักเรียนและสื่อเป็นแนวทางในการออกแบบ 1.2) บริบทในโลกชีวิตจริง ที่ซ้อนทับกับประสบการณ์และช่วงวัยของนักเรียนในระดับชั้นนั้น <em>2) คำสั่ง</em> ใช้คำที่สั้น กระชับ เข้าใจง่าย <em>ขั้นการสังเกตชั้นเรียนร่วมกัน</em> ครูนำแผนไปใช้ในชั้นเรียนโดยสอนด้วยวิธีการแบบเปิด ให้โอกาสนักเรียนคิดด้วยตนเองอย่างอิสระ เปิดใจยอมรับแนวคิดที่แตกต่าง ทีมร่วมสังเกตตามตารางสอนและบันทึกหลักฐาน <em>ขั้นการสะท้อนผลหลังการจัดการเรียนรู้ร่วมกัน</em> ทีมสะท้อนผล สัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง โดยใช้ข้อมูลจากการสังเกตระบุตำแหน่งในการพัฒนาทักษะการคิดและทักษะที่จำเป็นของนักเรียนเพื่อปรับปรุงแผนต่อไป การเปลี่ยนแปลงบริบทชั้นเรียนที่แตกต่างจากแนวปฏิบัติเดิม ทำให้เกิดวงจรการพัฒนาทักษะจากธรรมชาติการคิดของนักเรียนผ่านการปฏิบัติและปรากฏหลักฐานข้อบ่งชี้ที่แสดงทักษะการคิดและทักษะที่จำเป็นของนักเรียนในบริบท TLSOA</p> 2026-04-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Inclusive and Innovative Education https://so01.tci-thaijo.org/index.php/cmujedu/article/view/285593 ความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมทางกายกับการฟื้นพลังทางจิตใจในกลุ่มครูพี่เลี้ยงสังกัดโรงเรียนเครือข่ายฝึกประสบการณ์วิชาชีพของคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต 2026-02-04T14:10:56+07:00 ณัฐวุฒิ สิทธิชัย nuttawut.s@pkru.ac.th สมเกียรติ สัจจารักษ์ toldrak@hotmail.com วารุณี ลัภณโชคดี feduwnl@ku.ac.th ณิชาภา พาราศิลป์ nichapa.pa@up.ac.th ประพัฒน์ ลักษณพิสุทธิ์ prapat.l@yahoo.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์เชิงพยากรณ์ของกิจกรรมทางกาย (PA) ที่มีต่อการฟื้นพลังทางจิตใจ (PR) โดยควบคุมอิทธิพลของตัวแปรร่วม (เพศ อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ในการสอน และระดับชั้นที่สอน) และเพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของ PR จำแนกตามระดับ PA (ต่ำ ปานกลาง และสูง) โดยควบคุมอิทธิพลของตัวแปรร่วม (อายุ และประสบการณ์ในการสอน) กลุ่มตัวอย่าง คือ ครูพี่เลี้ยงสังกัดโรงเรียนเครือข่ายฝึกประสบการณ์วิชาชีพของคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต จำนวน 178 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยแบบสอบถาม PA นานาชาติ แบบสั้น ฉบับภาษาไทย และแบบประเมินพลังสุขภาพจิต ฉบับมาตรฐาน สถิติเชิงอนุมานที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณแบบลำดับขั้น และการวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม ผลการวิจัยพบว่า หลังจากควบคุมอิทธิพลของตัวแปรร่วม PA เป็นตัวพยากรณ์เชิงบวกของ PR อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (b = .004, β = .472) โดยมีอำนาจการพยากรณ์ร้อยละ 21 (Adjusted R<sup>2 </sup>= .210, F = 6.879) นอกจากนี้หลังจากควบคุมอิทธิพลของตัวแปรร่วม PR ของ PA ทุกระดับแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดย PA ระดับสูง มี PR สูงที่สุด รองลงมาคือ PA ระดับปานกลาง และ PA ระดับต่ำ ตามลำดับ</p> 2026-04-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Inclusive and Innovative Education