Journal of Inclusive and Innovative Education https://so01.tci-thaijo.org/index.php/cmujedu <p><strong> Journal of Inclusive and Innovative Education</strong> ISSN online: 2985-0266 <em>(โดยมีชื่อเดิมคือ ศึกษาศาสตร์สาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือ CMU Journal of Education Print ISSN เดิม : 2586-9043 Online ISSNเดิม : 2586-825X)</em> เป็นวารสารวิชาการระดับชาติ ของคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดพิมพ์เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เผยแพร่ผลงานวิจัย นวัตกรรม และองค์ความรู้ใหม่อันเป็นความก้าวหน้าทางวิชาการด้านศึกษาศาสตร์/ครุศาสตร์ในยุคสมัยแห่งการปฏิรูปการเรียนรู้ของนักวิชาการ อาจารย์ และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา โดยรับพิจารณาตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิจัย และบทความวิชาการ โดยเปิดรับบทความเฉพาะภาษาไทย และมีสาระเกี่ยวกับการศึกษา ปรัชญาการศึกษา การบริหารการศึกษา หลักสูตรและการเรียนการสอน จิตวิทยาการศึกษาและแนะแนว นวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา การวัดและการประเมินผลทางการศึกษา วิจัยและสถิติการศึกษา การประกันคุณภาพการศึกษา การศึกษาพิเศษ การพัฒนาวิชาชีพครู พหุวัฒนธรรมศึกษา แหล่งวิทยาการการเรียนรู้และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา บทความทุกบทความของ <strong>Journal of Inclusive and Innovative Education</strong> จะต้องผ่านพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญอย่างน้อย 3 ท่าน เพื่ออ่านประเมินคุณภาพบทความต้นฉบับดังกล่าว ในรูปแบบที่ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งบทความต้นฉบับ ไม่ทราบชื่อกันและกัน (Double-blinded Review) โดยตีพิมพ์เผยแพร่ 3 ฉบับต่อปี ดังนี้ ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-เมษายน, ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม และ ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน-ธันวาคม </p> <p> <strong> Online ISSN : 2985-0266</strong></p> Faculty of Education, Chiang Mai University th-TH Journal of Inclusive and Innovative Education 2985-0266 <p> หากผู้เสนอบทความมีความจำเป็นเร่งด่วนในการตีพิมพ์โปรดส่งลงตีพิมพ์ในวารสารฉบับอื่นแทน โดยกองบรรณาธิการจะไม่รับบทความหากผู้เสนอบทความไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขและขั้นตอนที่กำหนดอย่างเคร่งครัด ข้อมูลของเนื้อหาในบทความถือเป็นลิขสิทธิ์ของ Journal of Inclusive and Innovative Education คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</p> การพัฒนาคลังข้อคำถามสมรรถนะการจัดการและความรับผิดชอบของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/cmujedu/article/view/282937 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้างของโมเดลการวัดสมรรถนะและหาคุณภาพคลังข้อคำถามสำหรับประเมินสมรรถนะด้านการจัดการและความรับผิดชอบของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย รวมถึงการกำหนดจุดตัดสมรรถนะเพื่อการจำแนกระดับสมรรถนะอย่างแม่นยำ คลังข้อคำถามมีลักษณะเป็นที่ใช้เป็นแบบวัดเชิงสถานการณ์ ที่มีตัวเลือกคำตอบ 4 ระดับ ตรวจให้คะแนนมากกว่า 2 ค่า พัฒนาตามกรอบแนวคิดด้านจิตพิสัยของ Krathwohl เพื่อสะท้อนพฤติกรรมในสถานการณ์จริง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ (Item Response Theory: IRT) โมเดล Graded Response Model (GRM) กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 832 คน ผลการวิจัย พบว่า 1) โมเดลการวัดประกอบด้วยสมรรถนะย่อย 4 ด้าน รวม 14 พฤติกรรมบ่งชี้ ได้แก่ (1) ความเชื่อมั่นในตนเอง (5 พฤติกรรมบ่งชี้) (2) การจัดการความเครียดและความไม่แน่นอน (3 พฤติกรรมบ่งชี้) (3) การวางแผนและการจัดการองค์กร (3 พฤติกรรมบ่งชี้) และ (4) ความรับผิดชอบ (3 พฤติกรรมบ่งชี้) รวม 84 ข้อ ผลการตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้างพบว่าโมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ² = 73.874, df = 57, p-value = 0.0661, RMSEA = 0.019, SRMR = 0.016, CFI = 0.997, TLI = 0.994) ข้อคำถามทุกข้อผ่านเกณฑ์พารามิเตอร์ความจำแนก (α) มีค่าเฉลี่ย 0.904 (0.516–1.891) และพารามิเตอร์เกณฑ์ (β) มีค่าเฉลี่ยที่ β₁ = -0.281, β₂ = 0.906, β₃ = 2.122 ค่าความเชื่อมั่นรวมของแบบวัดทั้งฉบับ (Cronbach's alpha) เท่ากับ 0.925 กราฟฟังก์ชันสารสนเทศมีความแม่นยำสูงในช่วง θ ≈ –1.0 ถึง +3 เหมาะสำหรับนักเรียนที่มีสมรรถนะระดับปานกลางถึงสูง กำหนดจุดตัดสมรรถนะโดยใช้ค่าเฉลี่ยพารามิเตอร์ threshold และ Wright Map แบ่งเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ระดับ 1 θ ≤ –0.28 (มีสมรรถนะไม่เพียงพอ) ระดับ 2 –0.28 &lt; θ ≤ 0.91 (เริ่มมีสมรรถนะ) ระดับ 3 0.91 &lt; θ ≤ 2.12 (มีสมรรถนะ) และ ระดับ 4 θ &gt; 2.12 (มีสมรรถนะสูง) คลังข้อคำถามนี้เหมาะสมต่อการเข้าสู่ระบบการทดสอบแบบปรับเหมาะด้วยคอมพิวเตอร์ (Computerized Adaptive Testing: CAT) ในอนาคต</p> โสรญา แสนเมือง ประกฤติยา ทักษิโณ กรชวัล ชายผา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Inclusive and Innovative Education https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-26 2025-12-26 9 3 1 19 การพัฒนาไมโครเลิร์นนิงแบบฝึกปฏิบัติเป็นฐาน เพื่อเสริมสร้างทักษะด้านอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง https://so01.tci-thaijo.org/index.php/cmujedu/article/view/283215 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาไมโครเลิร์นนิงแบบฝึกปฏิบัติเป็นฐานเพื่อเสริมสร้างทักษะด้านอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง 2) ศึกษาผลการเสริมสร้างทักษะด้านอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง 3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการเรียนรู้ไมโครเลิร์นนิงแบบฝึกปฏิบัติเป็นฐาน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาปัญญาประดิษฐ์ประยุกต์และเทคโนโลยีอัจฉริยะ คณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตบางแสน ที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชาอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง จำนวนนักศึกษา 30 คน โดยเลือกแบบเจาะจง มีวิธีดำเนินการวิจัย ได้แก่ ระยะที่ 1 การพัฒนาไมโครเลิร์นนิงแบบฝึกปฏิบัติเป็นฐานเพื่อเสริมสร้างทักษะด้านอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง และระยะที่ 2 การศึกษาผลการเสริมสร้างทักษะด้านอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ ไมโครเลิร์นนิง<br />แบบฝึกปฏิบัติเป็นฐาน เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูล ได้แก่ แบบประเมินกิจกรรมการฝึกปฏิบัติ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการพัฒนาไมโครเลิร์นนิงแบบฝึกปฏิบัติเป็นฐานเพื่อเสริมสร้างทักษะด้านอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง คุณภาพด้านเนื้อหามีค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 4.63 คุณภาพด้านแผนกิจกรรมการฝึกปฏิบัติมีค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 4.72 และคุณภาพด้านสื่อไมโครเลิร์นนิงมีค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 4.55 ทุกด้านมีคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก 2) ผลการเสริมสร้างทักษะด้านอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง พบว่า ผู้เรียนมีคะแนนการฝึกปฏิบัติเฉลี่ยผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 แสดงถึงการเสริมสร้างทักษะด้านอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่งได้อย่างมีประสิทธิผล 3) ความพึงพอใจของผู้เรียน ด้านเนื้อหา ด้านสื่อดิจิทัล และด้านกิจกรรมฝึกปฏิบัติ พบว่าอยู่ในระดับดีมากทุกด้าน ชี้ให้เห็นว่า การเรียนรู้ไมโครเลิร์นนิงแบบฝึกปฏิบัติเป็นฐาน สามารถสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านความเข้าใจ ความสนใจ และการพัฒนาทักษะ</p> ปรินทร์ณภัทร พูลเกตุ ภาวพรรณ ขําทับ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Inclusive and Innovative Education https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-26 2025-12-26 9 3 20 39 การพัฒนารูปแบบฝึกอบรมแบบผสมผสานโดยใช้เกมมิฟิเคชั่นเพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถของครูปฐมวัยในการจัดประสบการณ์ภาษาอังกฤษสำหรับเด็กปฐมวัย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/cmujedu/article/view/282826 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลการใช้รูปแบบฝึกอบรมแบบผสมผสานโดยใช้เกมมิฟิเคชัน เพื่อเสริมสร้างความรู้และความสามารถของครูปฐมวัยในการจัดประสบการณ์ภาษาอังกฤษสำหรับเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่างคือครูปฐมวัยที่สอนในระดับอนุบาลปีที่ 1–3 โรงเรียนในจังหวัดปทุมธานี จำนวน 30 คน จาก 3 สังกัด ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ได้มาด้วยวิธีการจากการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ (1) แบบประเมินความรู้และความสามารถในการจัดประสบการณ์ภาษาอังกฤษ และ (2) แบบสอบถามความพึงพอใจของครูปฐมวัยที่มีต่อรูปแบบฝึกอบรม ข้อมูลที่ได้วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา (ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และสถิติทดสอบค่าที (t-test) ที่ระดับนัยสำคัญ .01 ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบฝึกอบรมที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ (1) ขั้นเรียนรู้ผ่านออนไลน์ เพื่อศึกษาบทเรียนและวิเคราะห์กลุ่มเด็กเป้าหมาย (2) ขั้นออกแบบและพัฒนา โดยวางแผนการสอนและสร้างกิจกรรมเกม และ (3) ขั้นนำไปใช้ ผ่านการทดลองสอน บันทึกวิดีโอ และสะท้อนผลกับวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ หลังการอบรม ครูปฐมวัยมีคะแนนความรู้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก (M=6.52, SD=3.24) เป็น (M=13.27, SD=2.89) และคะแนนความสามารถเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก (M=10.70, SD=0.62) เป็น (M=11.91, SD=0.55) โดยผลต่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า รูปแบบฝึกอบรมแบบผสมผสานโดยใช้เกมมิฟิเคชันสามารถส่งเสริมความรู้และความสามารถของครูปฐมวัยในการจัดประสบการณ์ภาษาอังกฤษสำหรับเด็กปฐมวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> วณิชชา สิทธิพล ประดิษฐา ภาษาประเทศ ณิชาภัทร โทนรัตน์ ชนาสร นิ่มนวล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Inclusive and Innovative Education https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-26 2025-12-26 9 3 40 58 ผลของการจัดโปรแกรมพลศึกษาด้วยการฝึกบันไดร่วมกับการใช้หลักการเอสเอคิวที่มีต่อความเร็ว ความคล่องแคล่วว่องไว และทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอล สำหรับนักเรียนประถมศึกษา https://so01.tci-thaijo.org/index.php/cmujedu/article/view/283184 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบความเร็ว ความคล่องแคล่วว่องไว และทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอล ก่อนและหลังการทดลองของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม และ 2) เพื่อเปรียบเทียบความเร็ว ความคล่องแคล่วว่องไว และทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอล หลังการทดลองกระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนประถมศึกษาที่เป็นนักกีฬาฟุตบอล เพศชาย อายุ 10–12 ปี จำนวน 50 คน โดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย แบ่งเป็นกลุ่มทดลองที่เข้าร่วมการจัดโปรแกรมพลศึกษาด้วยการฝึกบันไดร่วมกับการใช้หลักการเอสเอคิว จำนวน 25 คน และกลุ่มควบคุมที่ฝึกซ้อมตามปกติ จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) โปรแกรมพลศึกษาด้วยการฝึกบันไดร่วมกับการใช้หลักการเอสเอคิว 2) แบบทดสอบวิ่งเร็ว 50 เมตร 3) แบบทดสอบความคล่องแคล่วว่องไวแบบที และ 4) แบบทดสอบ Loughborough Soccer Dribbling Testระยะเวลาดำเนินการทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 60 นาที วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า 1) หลังการทดลองค่าเฉลี่ยของความเร็ว ความคล่องแคล่วว่องไว และทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอล ของกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยก่อนการทดลองมีค่าเฉลี่ยความเร็ว (M = 10.882, SD = 1.048) ความคล่องแคล่วว่องไว (M = 16.812, SD = 1.960) และทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอล (M = 17.417, SD = 1.086) และหลังการทดลองมีค่าเฉลี่ยความเร็ว (M = 7.026, SD = 0.609) ความคล่องแคล่วว่องไว (M = 11.172, SD = 1.420) และทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอล (M = 14.078, SD = 1.016) และ 2) หลังการทดลองค่าเฉลี่ยของความเร็ว ความคล่องแคล่วว่องไว และทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอล ของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความเร็ว (M = 7.026, SD = 0.609) ความคล่องแคล่วว่องไว (M = 11.172, SD = 1.420) และทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอล (M = 14.078, SD = 1.016) ส่วนกลุ่มควบคุมมีค่าเฉลี่ยความเร็ว (M = 10.061, SD = 0.976) ความคล่องแคล่วว่องไว (M = 15.838, SD = 1.221) และทักษะการเลี้ยงลูกฟุตบอล (M = 16.600, SD = 1.481)</p> ศักดา สวัสดิ์วร กิตติพงศ์ มาตสาร ณัฐวุฒิ ฉิมมา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Inclusive and Innovative Education https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-26 2025-12-26 9 3 59 72 การพัฒนาแบบวัดและจุดตัดพฤติกรรมการรู้ทางสังคมของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายโดยการวิเคราะห์กลุ่มแฝง https://so01.tci-thaijo.org/index.php/cmujedu/article/view/283320 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของแบบวัดการรู้ทางสังคมสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และกำหนดเกณฑ์คะแนนจุดตัดจากการจำแนกกลุ่มแฝงของนักเรียนตามพฤติกรรมการรู้ทางสังคม โดยมีกลุ่มตัวอย่างนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในประเทศไทย จำนวน 1,290 คน ใช้วิธีการสุ่มหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบวัดการรู้ทางสังคม แบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 20 ข้อ ผลการวิจัย พบว่า องค์ประกอบการรู้ทางสังคม แบ่งเป็น 3 องค์ประกอบ 9 ตัวบ่งชี้ ประกอบด้วย 1) ทักษะทางสังคม 2) ทักษะความร่วมมือ และ 3) ทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์และความเห็นอกเห็นใจ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับที่สอง โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ2 = 15.096, df = 8, p = 0.0573, RMSEA = 0.026, SRMR = 0.007, CFI = 0.999, TLI = 0.995) ผลการวิเคราะห์กลุ่มแฝง (Latent Class Analysis) สามารถจำแนกนักเรียนออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ต้องการพัฒนา (13.41%), กลุ่มระดับปานกลางค่อนข้างต่ำ (10.00%), กลุ่มระดับปานกลางค่อนข้างสูง (36.20%), และกลุ่มระดับสูงมาก (40.39%) การวิจัยได้กำหนดเกณฑ์คะแนนจุดตัดเพื่อการแปลผลพฤติกรรม โดยกลุ่มที่ต้องการพัฒนาอยู่ในช่วงคะแนน 20-52 คะแนน, กลุ่มระดับปานกลาง 53-65 คะแนน, กลุ่มระดับสูง 66-81 คะแนน, และกลุ่มระดับสูงมาก 82-100 คะแนน ผลการวิจัยนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้และสร้างนวัตกรรมทางการศึกษาที่เหมาะสมกับพฤติกรรมการรู้ทางสังคมของนักเรียนในแต่ละกลุ่ม</p> พัชรีภรณ์ อรัญมาลา ประกฤติยา ทักษิโณ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Inclusive and Innovative Education https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-26 2025-12-26 9 3 89 110 การศึกษาความคาดหวังในการเรียนรู้แบบผสมผสานในศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษาระดับอุดมศึกษา และอิทธิพลของบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/cmujedu/article/view/283389 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความคาดหวังในการเรียนรู้แบบผสมผสานของนักศึกษาระดับอุดมศึกษา 2) ศึกษาความคาดหวังในการเรียนรู้แบบผสมผสานของนักศึกษาระดับอุดมศึกษาจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลและลักษณะบุคลิกภาพห้าองค์ประกอบ โดยใช้นักศึกษาระดับอุดมศึกษามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ที่ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบ Multi-stage sampling จำนวน 650 คนเป็นกลุ่มตัวอย่าง มีการใช้แบบวัดความคาดหวังต่อการเรียนรู้แบบผสมผสานในศตวรรษที่ 21 สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี และ Big Five Inventory-2-extra short form (BFI-2-XS) ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพด้านความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ใช้ค่าสถิติไคสแควร์และค่าคลาดเคลื่อนมาตรฐานของความถี่ที่ได้จากการสังเกตและความถี่ที่คาดหวังในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้เรียนส่วนใหญ่คาดหวังการจัดการเรียนรู้แบบ Rotation model โดยมีกระบวนการวัดและประเมินผลเป็นเครื่องมือสนับสนุนและพัฒนาการเรียนรู้ 3-5 ครั้งต่อภาคการศึกษา มีการให้ข้อมูลย้อนกลับผ่านช่องทาง Cohort feedback หรือ Individual feedback โดยมีการให้รายละเอียดข้อมูลย้อนกลับแบบ General and facilitative elaborated feedback เมื่อสิ้นสุดการจัดการเรียนรู้แล้วคาดหวังว่าจะได้รับการตัดสินผลการเรียนรู้แบบอิงเกณฑ์ 2) ผู้เรียนที่มีปัจจัยส่วนบุคคลและลักษณะบุคลิกภาพที่แตกต่างกันมีความคาดหวังรูปแบบการเรียนรู้แบบผสมผสานที่แตกต่างกันในบางประการ</p> นุรซีตา เพอแสละ ณัฏฐภรณ์ หลาวทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Inclusive and Innovative Education https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-26 2025-12-26 9 3 111 128 การพัฒนาระบบตรวจให้คะแนนอัตโนมัติสำหรับแบบสอบเขียนตอบ วิชาภาษาไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น https://so01.tci-thaijo.org/index.php/cmujedu/article/view/283658 <p>การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมาย คือ 1) เพื่อพัฒนาแบบสอบเขียนตอบ วิชาภาษาไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 2) เพื่อพัฒนาระบบตรวจให้คะแนนอัตโนมัติสำหรับแบบสอบเขียนตอบ วิชาภาษาไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และ3) เพื่อเปรียบเทียบคุณภาพของการตรวจระหว่างผลที่ได้จากคนตรวจและผลที่ได้จากระบบตรวจให้คะแนน กลุ่มตัวอย่าง ในการวิจัย คือ นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 300 คน ครูผู้สอนในวิชาภาษาไทย จำนวน 5 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน และผู้ตรวจที่มีวุฒิการศึกษาด้านการสอนวิชาภาษาไทย จำนวน 3 คน ใช้วิธีการเลือก แบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบเขียนตอบ วิชาภาษาไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เรื่อง การจับใจความ สรุปความ และย่อความ วิชาภาษาไทย และระบบตรวจให้คะแนนอัตโนมัติ ผลการวิจัยพบว่า 1) แบบสอบเขียนตอบ วิชาภาษาไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น มีจำนวน 6 ข้อ จาก 4 สถานการณ์ และมีคะแนนเต็ม 140 คะแนน ผลการตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบพบว่าข้อสอบมีความยากอยู่ในเกณฑ์นำไปใช้ได้ (p = 0.43 – 0.70) อำนาจจำแนกเหมาะสม (r = 0.20 – 0.34) มีความตรงเชิงเนื้อหามีความเหมาะสมทุกข้อ (IOC = 1.00) และเกณฑ์การให้คะแนนของแบบสอบเป็นแบบพิจารณารายละเอียด (Analytic Rubrics) มีความตรงเชิงเนื้อหาทุกข้อ (IOC = 1.00) โดยทั้งข้อสอบและเกณฑ์มีความเที่ยงเหมาะสม<strong> (</strong><strong>α</strong> = 0.731) 2) ระบบตรวจให้คะแนนอัตโนมัติเป็นระบบออนไลน์ชื่อ ASSWT (Automated Scoring System for Writing Test) ที่เป็นระบบการสอบพร้อมตรวจให้คะแนน ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ การใช้งานสำหรับครู การใช้งานสำหรับผู้เข้าสอบ และการปฏิบัติงานของระบบ และ 3) ผลการเปรียบเทียบคุณภาพของการตรวจระหว่างคนและระบบตรวจให้คะแนนอัตโนมัติ พบว่า ระบบตรวจให้คะแนนอัตโนมัติสามารถให้คะแนนได้อย่างสม่ำเสมอกว่าคนตรวจ รวมถึงมีอำนาจจำแนกสูงกว่าในบางกรณี เมื่อวิเคราะห์ความเที่ยงระหว่างผู้ตรวจพบว่าค่าสัมประสิทธิ์อยู่ในระดับปานกลางถึงสูงมาก (r = 0.496 – 0.819) และมีนัยสำคัญทางสถิติทุกข้อ (p &lt; 0.001) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ภายในชั้นอยู่ระดับดีถึงดีเยี่ยม (ICC = 0.815 – 0.945) เมื่อรวมกับระบบตรวจให้คะแนนอัตโนมัติแล้ว ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ภายในชั้นยังคงอยู่ในระดับสูง และเมื่อวิเคราะห์ด้วยทฤษฎี G-Theory (P × i × r) พบว่า การใช้ระบบอัตโนมัติร่วมกับผู้ตรวจทำให้ค่าสัมประสิทธิ์การสรุปอ้างอิงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยค่าสัมประสิทธิ์การสรุปอ้างอิงสำหรับการตัดสินใจสัมพัทธ์ (<span style="font-size: 0.875rem;">ρ2δ</span>) เพิ่มจาก 0.26 เป็น 0.62 และสำหรับการตัดสินใจสัมบูรณ์ (<span style="font-size: 0.875rem;">ρ</span><span style="font-size: 0.875rem;">2Abs</span><strong style="font-size: 0.875rem;">)</strong><span style="font-size: 0.875rem;"> เพิ่มจาก 0.17 เป็น 0.51 แสดงให้เห็นว่าการนำระบบตรวจให้คะแนนอัตโนมัติมาตรวจจะช่วยลดแหล่งความแปรปรวนที่ไม่พึงประสงค์และเพิ่มความน่าเชื่อถือของการให้คะแนนอย่างมีนัยสำคัญ</span></p> <div data-subtree="aimfl,mfl" data-processed="true"><!--Sv6Kpe[]--></div> จิราพร ก้อนดินจี่ ประกฤติยา ทักษิโณ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Inclusive and Innovative Education https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-26 2025-12-26 9 3 129 148 การศึกษาองค์ประกอบตัวบ่งชี้สมรรถนะการเป็นส่วนงานเสมือนจริง เพื่อการวิจัยและนวัตกรรมในสถาบันอุดมศึกษา https://so01.tci-thaijo.org/index.php/cmujedu/article/view/284200 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อศึกษาองค์ประกอบตัวบ่งชี้สมรรถนะการเป็นส่วนงานเสมือนจริงเพื่อการวิจัยและนวัตกรรมในสถาบันอุดมศึกษา โดยมีขั้นตอนการวิจัยทั้งหมด 2 ขั้นตอน ประกอบด้วย การสังเคราะห์แนวปฏิบัติที่ดีของการเป็นส่วนงานเสมือนจริงฯ จาก 2 มหาวิทยาลัยที่มีการใช้ส่วนงานเสมือนจริง และพัฒนาตัวบ่งชี้สมรรถนะการเป็นส่วนงานเสมือนจริงฯ โดยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) ผลการวิจัย พบว่า แนวปฏิบัติที่ดีของการเป็นส่วนงานเสมือนจริงเพื่อการวิจัยและนวัตกรรมในสถาบันอุดมศึกษา ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ โครงสร้างการบริหารเชิงโมดูลาร์ การทำงานร่วมกันแบบเสมือนจริง ระบบพัฒนานักวิจัยและพี่เลี้ยงเชิงบุคคล ระบบรวมทรัพยากรแบบครบวงจร ระบบเครือข่ายเชิงพลวัต และระบบติดตามและประเมินผลแบบเรียลไทม์ และผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันทั้ง 6 องค์ประกอบ จำนวน 38 ตัวบ่งชี้ สะท้อนความสอดคล้องของโมเดลในระดับดี (χ²/df = 2.25; SRMR = 0.076; CFI = 0.968; TLI = 0.965) และค่าน้ำหนักองค์ประกอบมาตรฐานอยู่ในช่วง .692–.990 แปลผลได้ว่า ข้อค้นพบนี้ขยายผลจากแนวคิดองค์กรเสมือนจริงแบบทั่วไปที่อยู่ในแวดวงธุรกิจ มาเป็นบูรณาการองค์ประกอบเฉพาะทางของสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งกรอบแนวคิดนี้ผ่านการตรวจสอบความตรง และสามารถใช้เป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับสถาบันอุดมศึกษาในการเพิ่มขีดความสามารถด้านการวิจัยและนวัตกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> ไชยรัตน์ นิติกาญจนโภคิน จตุพล ยงศร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Inclusive and Innovative Education https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-26 2025-12-26 9 3 149 164 ความสัมพันธ์ระหว่างกิจกรรมทางกายกับความฉลาดทางอารมณ์ ในกลุ่มนักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต https://so01.tci-thaijo.org/index.php/cmujedu/article/view/284388 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์เชิงพยากรณ์ของกิจกรรมทางกาย (PA) ที่มีต่อความฉลาดทางอารมณ์ (EI) โดยควบคุมอิทธิพลของตัวแปรร่วม (เพศ อายุ รายได้ เกรดเฉลี่ยสะสม และประสบการณ์การทำงานนอกเวลาเรียน) และเพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของ EI จำแนกตามระดับ PA (ต่ำ ปานกลาง และสูง) โดยควบคุมอิทธิพลของตัวแปรร่วม (อายุ รายได้ และเกรดเฉลี่ยสะสม) กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต จำนวน 327 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้วยแบบสอบถาม PA นานาชาติ แบบสั้น ฉบับภาษาไทย และแบบทดสอบ EI ฉบับมาตรฐาน สถิติเชิงอนุมานที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณแบบลำดับขั้น และการวิเคราะห์ความแปรปรวนร่วม ผลการวิจัยพบว่า PA มีความสัมพันธ์เชิงพยากรณ์ต่อ EI หลังจากควบคุมอิทธิพลของตัวแปรร่วมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นอกจากนี้เมื่อควบคุมอิทธิพลของตัวแปรร่วม ระดับ PA ที่แตกต่างกันมี EI ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดย EI ของ PA ระดับสูง &gt; EI ของ PA ระดับปานกลาง &gt; EI ของ PA ระดับต่ำ</p> ณัฐวุฒิ สิทธิชัย ณิชาภา พาราศิลป์ วารุณี ลัภณโชคดี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Inclusive and Innovative Education https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-26 2025-12-26 9 3 165 180 ปัญญาประดิษฐ์กับการเรียนการสอนภาษาไทยในโลกยุคใหม่ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/cmujedu/article/view/283105 <p>นวัตกรรมและเทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินชีวิตและการเรียนรู้ในโลกยุคใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ที่ได้เข้ามามีบทบาทในด้านการเรียนการสอนมากขึ้น บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และนำเสนอเกี่ยวกับการนำ AI มาใช้ในการเรียนการสอนภาษาไทย โอกาสและความท้าทาย ในการใช้ AI อย่างไรก็ตาม การบูรณาการสมรรถนะ AI ในชั้นเรียนภาษาไทยยังมีประเด็นการพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งด้านธรรมชาติของภาษาไทยที่มีความซับซ้อน การพัฒนาทักษะทางภาษา ความฉลาดรู้ทางปัญญาประดิษฐ์ ทักษะมนุษย์ ข้อมูลเท็จ จริยธรรม การวัดประเมิน และการเข้าถึงของผู้เรียน เพื่อเป็นแนวทางสำหรับครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาในการบูรณาการ AI เพื่อขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยอย่างมีคุณภาพ อีกทั้งพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้ในโลกยุคใหม่ โดยยังคงไว้ซึ่งศักยภาพของมนุษย์ในฐานะผู้สร้างและพัฒนาความรู้อย่างยั่งยืน</p> ปนิตา ไร่สูงเนิน เชรษฐรัฐ กองรัตน์ วรพงศ์ คุยบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Journal of Inclusive and Innovative Education https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-26 2025-12-26 9 3 73 88