Journal of Inclusive and Innovative Education
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/cmujedu
<p><strong> Journal of Inclusive and Innovative Education</strong> ISSN online: 2985-0266 <em>(โดยมีชื่อเดิมคือ ศึกษาศาสตร์สาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือ CMU Journal of Education Print ISSN เดิม : 2586-9043 Online ISSNเดิม : 2586-825X)</em> เป็นวารสารวิชาการระดับชาติ ของคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดพิมพ์เพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เผยแพร่ผลงานวิจัย นวัตกรรม และองค์ความรู้ใหม่อันเป็นความก้าวหน้าทางวิชาการด้านศึกษาศาสตร์/ครุศาสตร์ในยุคสมัยแห่งการปฏิรูปการเรียนรู้ของนักวิชาการ อาจารย์ และนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา โดยรับพิจารณาตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิจัย และบทความวิชาการ โดยเปิดรับบทความเฉพาะภาษาไทย และมีสาระเกี่ยวกับการศึกษา ปรัชญาการศึกษา การบริหารการศึกษา หลักสูตรและการเรียนการสอน จิตวิทยาการศึกษาและแนะแนว นวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา การวัดและการประเมินผลทางการศึกษา วิจัยและสถิติการศึกษา การประกันคุณภาพการศึกษา การศึกษาพิเศษ การพัฒนาวิชาชีพครู พหุวัฒนธรรมศึกษา แหล่งวิทยาการการเรียนรู้และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา บทความทุกบทความของ <strong>Journal of Inclusive and Innovative Education</strong> จะต้องผ่านพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญอย่างน้อย 3 ท่าน เพื่ออ่านประเมินคุณภาพบทความต้นฉบับดังกล่าว ในรูปแบบที่ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งบทความต้นฉบับ ไม่ทราบชื่อกันและกัน (Double-blinded Review) โดยตีพิมพ์เผยแพร่ 3 ฉบับต่อปี ดังนี้ ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-เมษายน, ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม และ ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน-ธันวาคม </p> <p> <strong> Online ISSN : 2985-0266</strong></p>
Faculty of Education, Chiang Mai University
th-TH
Journal of Inclusive and Innovative Education
2985-0266
<p> หากผู้เสนอบทความมีความจำเป็นเร่งด่วนในการตีพิมพ์โปรดส่งลงตีพิมพ์ในวารสารฉบับอื่นแทน โดยกองบรรณาธิการจะไม่รับบทความหากผู้เสนอบทความไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขและขั้นตอนที่กำหนดอย่างเคร่งครัด ข้อมูลของเนื้อหาในบทความถือเป็นลิขสิทธิ์ของ Journal of Inclusive and Innovative Education คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</p>
-
คุณลักษณะและแนวทางการพัฒนาวิชาชีพครูปฐมวัยด้านสะเต็มศึกษาที่มีประสิทธิภาพ
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/cmujedu/article/view/287704
<p>การจัดการเรียนรู้สะเต็มศึกษาช่วยเสริมสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 และส่งเสริมพัฒนาการของเด็กปฐมวัยอย่างรอบด้าน งานวิจัยสะท้อนว่าครูปฐมวัยยังมีข้อจำกัดด้านความรู้ ความเข้าใจ ทักษะการปฏิบัติ และความมั่นใจในการจัดการเรียนรู้สะเต็มศึกษา ส่งผลให้การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ดังนั้น การพัฒนาวิชาชีพครูจึงเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษา บทความนี้มุ่งนำเสนอคุณลักษณะ 10 ประการ และแนวทาง 5 ประการในการพัฒนาวิชาชีพครูปฐมวัยด้านสะเต็มศึกษา โดยการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า คุณลักษณะสำคัญ ได้แก่ ความสอดคล้องกับบริบทและความต้องการจำเป็น การมุ่งเน้นเนื้อหาสาระ การเรียนรู้เชิงรุก การใช้แบบอย่าง <br />การมุ่งเน้นการปฏิบัติในชั้นเรียน การสะท้อนคิดและให้ข้อมูลป้อนกลับ การทำงานร่วมกัน การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การผสานการเรียนรู้เข้ากับการปฏิบัติงาน และการชี้แนะจากผู้เชี่ยวชาญ แนวทางสำคัญ ได้แก่ การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนการพัฒนาเนื้อหาที่มุ่งเน้นสาระสำคัญ การเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริง การสนับสนุนทรัพยากร และการดำเนินการอย่างต่อเนื่องร่วมกับการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องในหลายระดับ ผลการศึกษาสามารถใช้เป็นกรอบคิดในการออกแบบและดำเนินการโปรแกรม หรือหลักสูตรการพัฒนาวิชาชีพครู และเลือกแนวทางพัฒนาวิชาชีพที่เหมาะสม เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้สะเต็มศึกษาของครูปฐมวัย และยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยในระยะยาว</p>
แคทลียา จักขุจันทร์
วรวรรณ เหมชะญาติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Inclusive and Innovative Education
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-27
2026-08-27
10 2
147
166
-
ผลของการพัฒนาแกนนำเยาวชนเพื่อเสริมสร้างพลังครอบครัววิถีใหม่ในนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/cmujedu/article/view/285554
<p>ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงวิถีใหม่ ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวยังคงเป็นวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตเยาวชน การวิจัยแบบผสมผสานที่เน้นการวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในการเสริมสร้างพลังครอบครัววิถีใหม่ ทัศนคติทางบวกในการเสริมสร้างพลังครอบครัววิถีใหม่ พฤติกรรมการเสริมสร้างพลังครอบครัววิถีใหม่ และความสามารถในการใช้โปรแกรมบ่มเพาะจิตลักษณะและทักษะเพื่อการเสริมสร้างพฤติกรรมครอบครัววิถีใหม่ของแกนนำเยาวชน 2) ศึกษาประสิทธิผลของแกนนำเยาวชนในการใช้โปรแกรมบ่มเพาะฯ เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในการเสริมสร้างพลังครอบครัววิถีใหม่ ทัศนคติทางบวกในการเสริมสร้างพลังครอบครัววิถีใหม่ และพฤติกรรมการเสริมสร้างพลังครอบครัววิถีใหม่ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย การดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การพัฒนาแกนนำเยาวชน ระยะที่ 2 การทดลอง และระยะที่ 3 การติดตามผล กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย แกนนำเยาวชน (นักศึกษาระดับปริญญาตรี) จำนวน 43 คน และนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 400 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 200 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Repeated Measures ANOVA และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) กระบวนการพัฒนาแกนนำเยาวชนประสบความสำเร็จอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001) โดยแกนนำเยาวชนมีคะแนนเฉลี่ยด้านแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในการเสริมสร้างพลังครอบครัววิถีใหม่ ทัศนคติทางบวกในการเสริมสร้างพลังครอบครัววิถีใหม่ และพฤติกรรมการเสริมสร้างพลังครอบครัววิถีใหม่เพิ่มขึ้น รวมถึงมีความสามารถในการถ่ายทอดกระบวนการได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2) สำหรับผลในกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำพบอิทธิพลปฏิสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลากับกลุ่มการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ในทุกตัวแปร โดยกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยด้านแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในการเสริมสร้างพลังครอบครัววิถีใหม่ ทัศนคติทางบวกในการเสริมสร้างพลังครอบครัววิถีใหม่ และพฤติกรรมการเสริมสร้างพลังครอบครัววิถีใหม่ สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .05) ทั้งในระยะหลังการทดลองทันทีและระยะติดตามผล 2 เดือน ข้อมูลเชิงคุณภาพยืนยันว่านักเรียนมีการปรับเปลี่ยนมุมมองและพฤติกรรมในการลดความขัดแย้งในครอบครัวได้จริง การวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าการใช้แกนนำเยาวชนเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพในการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมเพื่อยุติความรุนแรงในครอบครัว</p>
ณฐวัฒน์ ล่องทอง
สุวลักษณ์ อ้วนสอาด
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Inclusive and Innovative Education
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-27
2026-08-27
10 2
1
21
-
การจำแนกกลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายตามแรงจูงใจในการเรียนคณิตศาสตร์: การวิเคราะห์องค์ประกอบและการวิเคราะห์โปรไฟล์แฝง
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/cmujedu/article/view/286518
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบของแรงจูงใจในการเรียนคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และเพื่อจำแนกกลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายตามลักษณะของแรงจูงใจในการเรียนคณิตศาสตร์ด้วยการวิเคราะห์โปรไฟล์แฝง ตัวอย่างแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 สำหรับการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (EFA) จำนวน 367 คน และระยะที่ 2 สำหรับการวิเคราะห์โปรไฟล์แฝง (LPA) จำนวน 1,085 คน ได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอนจากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 - 6 ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบวัดแรงจูงใจในการเรียนคณิตศาสตร์ 26 ข้อ ที่มีลักษณะเป็นมาตราประมาณค่า 5 ระดับ ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพด้วยค่า IOC ตั้งแต่ 0.60 - 1.00 และค่าความเชื่อมั่น () เท่ากับ 0.933 ผลการวิจัยพบว่า (1) องค์ประกอบของแรงจูงใจในการเรียนคณิตศาสตร์ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ ความเชื่อมั่นในตนเอง การมีส่วนร่วม และความวิตกกังวลทางคณิตศาสตร์ สามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 59.75 และ (2) ผลการวิเคราะห์โปรไฟล์แฝงพบว่า โมเดล 5 กลุ่มมีความเหมาะสมกับข้อมูลมากที่สุด (E<sub>k</sub> = 0.822, AIC = 7155.65, BIC = 7280.39) ประกอบด้วย กลุ่มเมินเฉย (ร้อยละ 2.49) กลุ่มขยันหมั่นเพียร (ร้อยละ 58.71) กลุ่มวิตกกังวล (ร้อยละ 17.42) กลุ่มเชื่อมั่นและใฝ่เรียนรู้เชิงบวก (ร้อยละ 16.96) และกลุ่มขับเคลื่อนด้วยความกังวล (ร้อยละ 4.42) นอกจากนี้ยังพบว่า เพศ ระดับชั้น และแผนการเรียนมีความสัมพันธ์กับโปรไฟล์แรงจูงใจอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < .001)</p>
ปิยะณัฐ กันทา
น้ำผึ้ง อินทะเนตร
นนทกาล กันทา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Inclusive and Innovative Education
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-27
2026-08-27
10 2
22
38
-
การพัฒนาเครื่องมือวัดความไวทางวัฒนธรรมของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาในยุคดิจิทัล
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/cmujedu/article/view/286517
<p>ความหลากหลายทางวัฒนธรรมในยุคดิจิทัลที่ผู้เรียนจะต้องเผชิญมากขึ้น ส่งผลให้การพัฒนาความไวทางวัฒนธรรมของนักเรียนเป็นประเด็นสำคัญที่ควรได้รับการส่งเสริมและพัฒนาอย่างเป็นระบบในบริบทการศึกษา การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือวัดความไวทางวัฒนธรรมของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาในยุคดิจิทัล 2 รูปแบบ คือ 1) แบบมาตรประมาณค่า และ 2) แบบสถานการณ์ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบวัดที่พัฒนาขึ้นจากนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 261 คน โดยการสุ่มตัวอย่างหลายขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1) แบบวัดประกอบด้วย 4 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรม การยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรม การเคารพและการเอาใจใส่และการปรับตัวให้เหมาะสมกับผู้อื่น 2) แบบวัดทั้งสองรูปแบบผ่านการประเมินความตรงเชิงเนื้อหา (I-CVI = .90–.92) และมีค่าอำนาจจำแนกของข้อคำถามในแบบวัดฉบับที่ 1 มีค่าอยู่ระหว่าง .429 - .763 ซึ่งมีค่ามากกว่า .40 ถือว่าอยู่ในระดับที่ดีมาก และฉบับที่ 2 มีค่าอยู่ระหว่าง .316 - .957 ซึ่ง .316 อยู่ในระดับดี และ .957 อยู่ในระดับดีมาก ดังนั้นภาพรวมอยู่ในระดับดีถึงดีมาก และมีค่าความเที่ยงอยู่ในระดับดีมาก โดยแบบวัดฉบับที่ 1 มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค = .918 และค่าสัมประสิทธิ์โอเมกา = .927 และฉบับที่ 2 มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค = .937 และ ค่าสัมประสิทธิ์โอเมกา= .937 3) ผลการตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้างพบว่าโมเดลสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในเกณฑ์ยอมรับได้โดยแบบวัดฉบับที่ 1 มีค่า CFI = .933, TLI = .918, RMSEA = .076, SRMR = .076 และ <em>X</em><sup>2</sup>/<em>df</em> = 2.52 และแบบวัดฉบับที่ 2 มีค่า CFI = .955, TLI = .946, RMSEA = .088, SRMR = .057 และ <em>X</em><sup>2</sup>/<em>df </em>= 1.85</p> <p><strong> </strong></p>
ปิยะ ทองมา
วรรณี แกมเกตุ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Inclusive and Innovative Education
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-27
2026-08-27
10 2
39
58
-
การศึกษากระบวนการให้และรับข้อมูลป้อนกลับระหว่างคู่ครูและนักเรียนตามแนวคิดความฉลาดรู้ด้านข้อมูลป้อนกลับด้วยการสัมภาษณ์เชิงกลุ่มสัมพันธ์
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/cmujedu/article/view/287488
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์กระบวนการให้และรับข้อมูลป้อนกลับของครูและนักเรียน โดยประยุกต์ใช้กรอบแนวคิดความฉลาดรู้ด้านข้อมูลป้อนกลับ กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ครู 8 คน และนักเรียน 16 คน จากโรงเรียนสาธิตในกำกับของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี รวมทั้งสิ้น 16 คู่ ใช้การคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงกลุ่มสัมพันธ์แบบแยกส่วน และใช้การวิเคราะห์เนื้อหาแบบกลุ่มสัมพันธ์เพื่อระบุความสอดคล้อง ความแตกต่าง และความสัมพันธ์เชิงเสริมกันระหว่างมุมมองของครูและนักเรียน ผลการวิจัยพบว่ากระบวนการให้และรับข้อมูลป้อนกลับของครูและนักเรียนแบ่งเป็น 3 มิติ คือ 1) ด้านการเข้าใจจุดมุ่งหมายของการให้และรับข้อมูลป้อนกลับพบว่าครูและนักเรียนจะมีความเห็นพ้องกันอย่างชัดเจนโดยทั้งสองกลุ่มมองว่าการสะท้อนกลับเป็นกลไกสำคัญเพื่อการเรียนรู้และการพัฒนามากกว่าเครื่องมือในการตัดสินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน นอกจากนี้ครูและนักเรียนส่วนใหญ่พึงพอใจกับการมีปฏิสัมพันธ์โดยตรงผ่านการสนทนาและเอกสารรูปแบบกระดาษมากกว่าระบบดิจิทัล อย่างไรก็ตามพบมุมมองที่แตกต่างกันในประเด็นข้อจำกัดทางเทคนิคของแพลตฟอร์มออนไลน์รวมถึงช่องว่างในการตีความเจตนา โดยครูมักออกแบบกิจกรรมที่ท้าทายแต่อาจไม่สอดคล้องกับการประเมินความสามารถตนเองของนักเรียน 2) ด้านการดำเนินการกับการให้และรับข้อมูลป้อนกลับพบว่า ครูและนักเรียนมีความเห็นตรงกันถึงข้อจำกัดด้านเวลาที่ส่งผลให้เกิดการให้ข้อมูลป้อนกลับทันทีแบบรายบุคคล ซึ่งช่วยลดความกังวลเชิงสังคมของนักเรียนได้ดีและเอื้อต่อการปรับการสอนเชิงรุก รวมถึงการใช้เพื่อนช่วยประเมินที่ส่งผลทางบวก อย่างไรก็ตามพบภาวะวงจรข้อมูลป้อนกลับที่ยังไม่ครบถ้วนโดยนักเรียนบางส่วนตระหนักถึงข้อมูลป้อนกลับในลักษณะของการรับทราบข้อบกพร่องของตนเองแต่ยังไม่นำไปสู่การแก้ไขหรือพัฒนาผลงานอย่างเป็นรูปธรรม และ 3) ด้านการจัดการเชิงอารมณ์และสังคมจากการให้และรับข้อมูลป้อนกลับพบความสอดคล้องในความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกันระหว่างครูและนักเรียนช่วยสร้างพื้นที่แห่งความปลอดภัยทางจิตวิทยา แต่อาจมีการตีความอวัจนภาษาที่แตกต่างกัน เช่น น้ำเสียงและภาษากาย ซึ่งบางครั้งก่อให้เกิดความวิตกกังวลแก่นักเรียน และนำไปสู่การเพิกเฉยแทนการมีส่วนร่วมอย่างเปิดเผย ข้อค้นพบจากการวิจัยครั้งนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษาในการออกแบบวงจรข้อมูลป้อนกลับที่มีประสิทธิภาพที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนและระบบการประเมินผลที่นำไปใช้ได้จริง</p>
สุริชา ฐานวิสัย
ชยุตม์ ภิรมย์สมบัติ
ดวงกมล ไตรวิจิตรคุณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Inclusive and Innovative Education
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-27
2026-08-27
10 2
59
78
-
การศึกษาผลของโปรแกรมการให้คำปรึกษาโดยใช้แนวคิดดีไออาร์ฟลอร์ไทม์เป็นฐานที่ส่งผลต่อการกำกับอารมณ์ตนเองของวัยรุ่นที่มีอาการสมาธิสั้น
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/cmujedu/article/view/286840
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการให้คำปรึกษาโดยใช้แนวคิดดีไออาร์ฟลอร์ไทม์เป็นฐานต่อการกำกับอารมณ์ของวัยรุ่นที่มีอาการสมาธิสั้นที่ศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เป็นแบบการทดลองรายบุคคล แบบวัดซ้ำ ผู้เข้าร่วมวิจัยเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นที่มีอาการสมาธิสั้นจำนวน 5 ราย จากโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) โปรแกรมการให้คำปรึกษาโดยใช้แนวคิดดีไออาร์ฟลอร์ไทม์เป็นฐาน 2) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลวัยรุ่นที่มีอาการสมาธิสั้น และ 3) แบบประเมินการกำกับอารมณ์ในวัยรุ่นที่มีอาการสมาธิสั้น (ERQ-CA) โดยผู้เข้าร่วมวิจัยได้รับการให้คำปรึกษาโดยใช้แนวคิดดีไออาร์ฟลอร์ไทม์เป็นฐาน ครั้งละ 45 นาที ความถี่ 1 ครั้งต่อสัปดาห์ รวมทั้งหมด 8 ครั้ง และได้รับการประเมินโดยใช้แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลวัยรุ่นที่มีอาการสมาธิสั้นและแบบประเมินการกำกับอารมณ์ในวัยรุ่นก่อน ระหว่าง และหลังได้รับการให้คำปรึกษา รวมทั้งระยะติดตามอาการหนึ่งเดือน รวมทั้งหมด 6 ครั้ง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้คะแนนจากแบบประเมิน ERQ-CA ผลการวิจัยพบว่า วัยรุ่นที่มีอาการสมาธิสั้นหลังได้รับโปรแกรมการให้คำปรึกษาโดยใช้แนวคิดดีไออาร์ฟลอร์ไทม์เป็นฐาน มีคะแนนการกำกับอารมณ์สูงกว่าก่อนการได้รับโปรแกรมฯ และยังคงมีผลเชิงบวกในระยะติดตามอาการหนึ่งเดือน การให้คำปรึกษาโดยใช้แนวคิดดีไออาร์ฟลอร์ไทม์เป็นฐาน ส่งเสริมให้วัยรุ่นที่มีอาการสมาธิสั้นเลือกใช้การกำกับอารมณ์ที่เหมาะสมมากขึ้น</p>
ณิชชา หิรัญกาญจนกุล
แสงเดือน ยอดอัญมณีวงศ์
ดรณี จันทร์หล้า
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Inclusive and Innovative Education
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-27
2026-08-27
10 2
79
103
-
มุมมองของครูต่อกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านสถิติ ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/cmujedu/article/view/287546
<p>การสร้างต้นแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่อิงกับบริบทการใช้งานให้สามารถนำไปใช้ได้อย่างเหมาะสม จำเป็นต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจมุมมองของครูในฐานะผู้ที่จะนำต้นแบบกิจกรรมไปปรับใช้ในชั้นเรียน เนื่องจากมุมมองดังกล่าวช่วยสะท้อนความเป็นไปได้ เงื่อนไข และข้อจำกัดของการจัดการเรียนรู้ในสถานการณ์จริง งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามุมมองของครูเกี่ยวกับ (1) ลักษณะกิจกรรมการเรียนรู้ที่ต้องการ และ (2) ปัญหาและอุปสรรคในการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านสถิติของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ครูผู้สอนสถิติชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 4 คน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 ของโรงเรียนราชินีบูรณะ จังหวัดนครปฐม ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ประเด็นสนทนากลุ่ม ที่มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา เท่ากับ 1.00 และแบบบันทึกภาคสนาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์แก่นสำคัญโดยอาศัยกรอบแนวคิดเป็นฐาน ผลการวิจัยพบว่า (1) กิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านสถิติ ควรออกแบบให้เชื่อมโยงกับสถานการณ์จริง และเปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมกับข้อมูลผ่านการตั้งคำถาม การใช้เหตุผล การตีความ และการสื่อสารจากหลักฐานทางสถิติ โดยมุ่งพัฒนาความเข้าใจเชิงแนวคิดควบคู่กับการอภิปรายและการแสดงจุดยืน พร้อมกับส่งเสริมความเชื่อมั่นและเจตคติที่ดีต่อการใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจในชีวิตจริง และ (2) ปัญหาและอุปสรรคในการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมความฉลาดรู้ด้านสถิติมีความซับซ้อน ครอบคลุมทั้งข้อจำกัดเชิงโครงสร้างระบบการจัดการเรียนรู้ พื้นฐานความรู้และทักษะของนักเรียน ตลอดจนระบบความคิดและบรรยากาศในชั้นเรียน ส่งผลให้การเรียนการสอนเน้นการคำนวณมากกว่าการตีความ การสื่อสารเหตุผล และการใช้หลักฐานทางสถิติในการตัดสินใจ</p>
เมธาสิทธิ์ ธัญรัตนศรีสกุล
ชนิศวรา เลิศอมรพงษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Inclusive and Innovative Education
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-27
2026-08-27
10 2
104
126
-
จากความเงียบสู่เสียงของผู้เรียน: การพัฒนาความเต็มใจที่จะสื่อสารภาษาอังกฤษ ของนักเรียนมัธยมศึกษาผ่านการสอนแบบสานเสวนา
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/cmujedu/article/view/287953
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบความเต็มใจที่จะสื่อสารของนักเรียนก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษตามแนวคิดการสอนแบบสานเสวนา และ 2) เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมความเต็มใจที่จะสื่อสารของนักเรียน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) แบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 25 คน จากโรงเรียนขนาดกลางสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาหนองคาย ได้มาโดยการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 6 ชุด แบบสอบถามความเต็มใจที่จะสื่อสาร และแบบสังเกตพฤติกรรมร่วมกับแบบบันทึกการเรียนรู้ ดำเนินการ 6 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 คาบ คาบละ 50 นาที วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การเข้ารหัสแบบนิรนัย โดยผู้สังเกต 3 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) คะแนนเฉลี่ยความเต็มใจที่จะสื่อสารหลังใช้ชุดกิจกรรม (M = 2.73, SD = 0.82) สูงกว่าก่อนใช้ (M = 1.96, SD = 0.38) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t(24) = 6.44, <em>p</em> < .001, Cohen's d = 1.288) ทุกองค์ประกอบ และ 2) สัดส่วนพฤติกรรมที่เกิดขึ้นโดยสมัครใจเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 23 เป็นร้อยละ 82 สะท้อนการเปลี่ยนแปลงจากการสื่อสารตามการกระตุ้นไปสู่การสื่อสารที่มาจากแรงขับภายใน ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าชุดกิจกรรมดังกล่าวสามารถส่งเสริมความเต็มใจที่จะสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ</p>
ชลธร จินดา
ฤดีรัตน์ ชุษณะโชติ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Inclusive and Innovative Education
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-27
2026-08-27
10 2
127
146
-
กลยุทธ์การพัฒนาการสื่อสารอย่างร่วมรู้สึกของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษามหาสารคาม
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/cmujedu/article/view/288739
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบและตัวบ่งชี้การสื่อสารอย่างร่วมรู้สึกของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษามหาสารคาม 2) ตรวจสอบความสอดคล้องกลมกลืนของโมเดลองค์ประกอบและตัวบ่งชี้การสื่อสารอย่างร่วมรู้สึกกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และ 3) สร้างและประเมินกลยุทธ์การพัฒนาการสื่อสารอย่างร่วมรู้สึกของผู้บริหารสถานศึกษา โดยใช้รูปแบบการวิจัยผสมวิธีเชิงประเมิน แบ่งการดำเนินการเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาเชิงคุณภาพเพื่อสังเคราะห์องค์ประกอบและตัวบ่งชี้ และตรวจสอบความเหมาะสมโดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ระยะที่ 2 วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องกลมกลืนของโมเดลกับข้อมูลเชิงประจักษ์ด้วยโปรแกรม Mplus กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 360 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.60-1.00 มีค่าความเที่ยงทั้งฉบับเท่ากับ 0.931 และ ระยะที่ 3 การสร้างและประเมินกลยุทธ์โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา และแบบประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยดังนี้ 1. องค์ประกอบและตัวบ่งชี้การสื่อสารอย่างร่วมรู้สึกของผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก 13 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ 1) การฟังอย่างตั้งใจ (4 ตัวบ่งชี้) 2) การทำความเข้าใจสารจากมุมมองของผู้อื่น (2 ตัวบ่งชี้) 3) การตระหนักรู้ในอารมณ์และความรู้สึก (3 ตัวบ่งชี้) 4) การสร้างบรรยากาศที่ปลอดภัยในการสื่อสาร (2 ตัวบ่งชี้) และ 5) การมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันบนพื้นฐานแห่งความเข้าใจ (2 ตัวบ่งชี้) โดยผู้เชี่ยวชาญประเมินว่ามีความเหมาะสมในทุกองค์ประกอบ 2. โมเดลตัวบ่งชี้การสื่อสารอย่างร่วมรู้สึกมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับดีมาก (χ<sup>2</sup> = 69.474, <em>df</em><strong> = </strong>60, p-value = 0.1885, χ<sup>2</sup>/<em>df</em> = 1.158, RMSEA = 0.021, SRMR = 0.016, CFI = 0.998, TLI = 0.997) โดยมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบมาตรฐานอยู่ระหว่าง 0.746 ถึง 0.928 ซึ่งมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ทุกตัวบ่งชี้ 3. กลยุทธ์การพัฒนาการสื่อสารอย่างร่วมรู้สึกของผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย 5 กลยุทธ์ ซึ่งแต่ละกลยุทธ์ประกอบด้วย 4 ส่วนสำคัญ ได้แก่ ชื่อกลยุทธ์ วัตถุประสงค์ เป้าหมายความสำเร็จ และเทคนิควิธีการสู่ความสำเร็จ ผลการประเมินกลยุทธ์โดยผู้เชี่ยวชาญพบว่า มีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน</p>
ธนวัฒน์ สิทธิจันทร์เสน
ดาวรุวรรณ ถวิลการ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Inclusive and Innovative Education
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-27
2026-08-27
10 2
167
189
-
การคิดเชิงพีชคณิตของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ในชั้นเรียนคณิตศาสตร์ที่ใช้วิธีการแบบเปิด
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/cmujedu/article/view/289206
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะการคิดเชิงพีชคณิตของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ในชั้นเรียนคณิตศาสตร์ที่ใช้วิธีการแบบเปิด การวิจัยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพตามแนวทางชาติพันธุ์วรรณนาในชั้นเรียน กลุ่มเป้าหมายคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 6 คน ซึ่งคัดเลือกแบบเจาะจงให้ครอบคลุมระดับความสามารถสูง ปานกลางและต่ำ ระดับละ 2 คน จากชั้นเรียนในโรงเรียนที่เข้าร่วมการศึกษาชั้นเรียนด้วยวิธีการแบบเปิดหรือ TLSOA เก็บรวบรวมข้อมูลจำนวน 4 คาบเรียน จากชิ้นงานนักเรียน โปรโตคอลชั้นเรียน ภาพถ่ายกระดาน การสังเกตชั้นเรียนและโปรโตคอลการคิดออกเสียง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้กรอบกิจกรรมทางพีชคณิต 3 ประเภทของ Kieran (2004) ซึ่งในการวิจัยนี้เรียกโดยย่อว่าโมเดล GTG ร่วมกับหลักฐานที่ปรากฏในกระบวนการวิธีการแบบเปิด ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือด้วยดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ ซึ่งมีค่าอยู่ระหว่าง 0.67-1.00 และตรวจสอบความเชื่อมั่นระหว่างผู้สังเกตด้วยค่าสัมประสิทธิ์แคปปาของโคเฮนได้ค่า 0.78 รวมทั้งตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยการตรวจสอบสามเส้า การตรวจสอบข้อมูลกับผู้มีส่วนร่วมและการอภิปรายกับเพื่อนนักวิจัย ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนแสดงการคิดเชิงพีชคณิตครบทั้ง 3 แกนของโมเดล GTG รวม 11 รูปแบบย่อย ได้แก่ กิจกรรมการสร้างความสัมพันธ์ทางพีชคณิต 4 รูปแบบ กิจกรรมการดำเนินการกับสัญลักษณ์หรือสมการ 4 รูปแบบและกิจกรรมระดับอภิมโนทัศน์ 3 รูปแบบ ข้อค้นพบสำคัญคือ สัญลักษณ์ □ พัฒนาจากช่องว่างท้ายสมการสำหรับเติมผลลัพธ์ไปสู่สัญลักษณ์แทนปริมาณที่ไม่ทราบค่าในตำแหน่งต่าง ๆ ของสมการโดยมีแบบจำลองแถบและการอภิปรายร่วมกันทั้งชั้นเรียนเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้นักเรียนเชื่อมโยงสถานการณ์ปัญหา ประโยคสัญลักษณ์และการให้เหตุผลเชิงโครงสร้าง ผลการวิจัยสะท้อนว่านักเรียนประถมศึกษาตอนต้นสามารถเรียนรู้แนวคิดพีชคณิตระยะแรกผ่านเนื้อหาเลขคณิตปกติได้เมื่อมีการออกแบบปัญหาปลายเปิด สื่อแทนความสัมพันธ์และการอภิปรายทางคณิตศาสตร์อย่างเป็นระบบ</p>
เกษม เปรมประยูร
สุวรรณี เปลี่ยนรัมย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Inclusive and Innovative Education
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-08-27
2026-08-27
10 2
190
205