https://so01.tci-thaijo.org/index.php/crrugds_ejournal/issue/feed วารสารบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย 2025-12-24T15:29:02+07:00 ผศ.ดร.ประภาพรรณ ไชยานนท์ prapaphun_chaiyanont@yahoo.com Open Journal Systems <p><strong>"วารสารบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย"</strong> <strong>"Graduate School Journal Chiang Rai Rajabhat University"</strong> จัดทำขึ้นเพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่บทความวิชาการ และบทความวิจัย ทางด้านสาขาครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ จิตวิทยา สังคมวิทยา ศิลปศาสตร์ และสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง<strong> มีวาระการออกเป็นราย 6 เดือน</strong> โดยออกปีละ 2 ฉบับ ได้แก่ ฉบับที่ 1 (ประจำเดือนมกราคม-มิถุนายน) และฉบับที่ 2 (ประจำเดือนกรกฎาคม-ธันวาคม) ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงวาระการออก และจัดทำเฉพาะรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่วารสารฯ ปีที่ 17 ฉบับที่ 1 (ประจำเดือนมกราคม-มิถุนายน 2567) เป็นต้นไป ทั้งนี้ บทความที่ตีพิมพ์ใน<strong><em>วารสารฉบับนี้ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) จำนวน 3 ท่านแล้ว</em></strong> โดยผู้เขียนบทความและผู้ทรงคุณวุฒิจะไม่ถูกเปิดเผย (Double-blind Peer review) ทัศนะและข้อคิดเห็นของบทความที่ปรากฎในวารสารฉบับนี้เป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน ไม่ถือว่าเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ</p> <p> </p> <p><strong>ISSN 3027-7884 (Online)</strong></p> <p> </p> <p><strong>ภาษาที่พิมพ์ : ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน</strong></p> <p><strong>กำหนดออกปีละ 2 ฉบับ (มกราคม-มิถุนายน และกรกฎาคม-ธันวาคม)</strong></p> https://so01.tci-thaijo.org/index.php/crrugds_ejournal/article/view/281282 การพัฒนาโปรแกรมการเล่นสร้าง คิดสมมติ เพื่อส่งเสริมการกำกับตนเองของเด็กปฐมวัย 2025-05-23T15:31:02+07:00 นฤมล มหิกุล naruemon.mahikul@hotmail.com ปิยะนันท์ หิรัณย์ชโลทร 111@gmail.com เพ็ญศรี แสวงเจริญ 111@gmail.com <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาโปรแกรมการเล่นสร้าง คิดสมมติเพื่อส่งเสริม<br />การกำกับตนเองของเด็กปฐมวัย 2) ศึกษาผลของการใช้โปรแกรมการเล่นสร้าง คิดสมมติเพื่อส่งเสริมการกำกับตนเองของเด็กปฐมวัย กลุ่มเป้าหมาย คือ เด็กปฐมวัยอายุ 3–4 ปี เพลย์คิดส์เซ็นเตอร์ จังหวัดสระบุรี จำนวน 16 คน การวิจัยแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การสร้างและพัฒนาโปรแกรมฯ ระยะที่ 2 การทดลองใช้และการประเมินผลโปรแกรมฯ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือโปรแกรม<br />การเล่นสร้าง คิดสมมติเพื่อส่งเสริมการกำกับตนเองของเด็กปฐมวัย และแบบประเมินการกำกับตนเองของเด็กปฐมวัย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) โปรแกรมฯ มีลักษณะสำคัญ 3 ประการ คือประการแรก ด้านเนื้อหาความรู้ที่ช่วยให้ครูผู้ใช้โปรแกรมฯ เข้าใจหลักการ แนวคิด ทฤษฎี วัตถุประสงค์ ขอบเขต และเนื้อหาของโปรแกรมฯ เพื่อส่งเสริมการกำกับตนเองของเด็กปฐมวัย ผ่านการเล่นผสมผสานกันระหว่างการเล่นเชิงสัญลักษณ์และการเล่นสร้าง ประการที่สองด้านการดำเนินงาน ประกอบด้วยการเตรียมความพร้อม และการสร้างความเข้าใจให้กับครูผู้ใช้โปรแกรมฯ ครูนำไปปฏิบัติทำกิจกรรมร่วมกับเด็ก กิจกรรมประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลอุปสรรคในการทำกิจกรรม และประชุมสรุปกิจกรรมหลังใช้โปรแกรมฯ ประการที่สาม สื่อของโปรแกรมฯ ประกอบด้วยคู่มือโปรแกรม และสื่อชุดกิจกรรม จำนวน 4 หัวเรื่อง 30 กิจกรรม 2) ผลการทดลองใช้โปรแกรมฯ พบว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมตามโปรแกรมการเล่นสร้าง คิดสมมติมีคะแนนเฉลี่ยการกำกับตนเองสูงกว่าก่อนการทดลองด้านที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงที่สุด คือด้านการกำกับพฤติกรรม รองลงมาคือด้านการกำกับอารมณ์ และด้านการกำกับการรู้คิด ตามลำดับ</p> 2026-05-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/crrugds_ejournal/article/view/282562 อิทธิพลของทัศนคติต่อสิ่งแวดล้อมในฐานะตัวแปรกำกับต่อความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัย ส่วนประสมการตลาดแนวใหม่ 4C’s กับความตั้งใจซื้อสินค้า Plant-based Food 2025-10-31T17:01:34+07:00 พรทิพย์ ตันติวิเศษศักดิ์ pornthip.tan@dpu.ac.th เพียรใจ โพธิ์ถาวร pienjai.pho@dpu.ac.th <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของทัศนคติต่อสิ่งแวดล้อมในฐานะตัวแปรกำกับต่อความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนประสมการตลาดแนวใหม่ 4C’s กับความตั้งใจซื้อสินค้า Plant-Based Food (PBF) โดยการวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคัดเลือกจากผู้เคยบริโภค รู้จัก และสนใจอาหารที่ทำจากวัตถุดิบจากพืชในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 470 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุ ผลการศึกษา พบว่า 1) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดสมัยใหม่ 4C’s มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจซื้อสินค้า PBF ของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลโดยพยากรณ์ได้ ร้อยละ 73.30 และเมื่อวิเคราะห์แยกเป็นแต่ละด้าน ได้แก่ ด้านลูกค้า ต้นทุน ความสะดวกสบายและการสื่อสาร ปัจจัยทุกด้านก็ยังคงมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความตั้งใจซื้อสินค้า PBF เช่นกัน 2) ทัศนคติด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ได้เป็นตัวแปรกำกับของความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดสมัยใหม่ 4C’s กับความตั้งใจซื้อสินค้า PBF ของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงเมื่อศึกษาเป็นรายปัจจัย แต่ละด้าน ทัศนคติด้านสิ่งแวดล้อมก็ไม่ได้มีอิทธิพลในฐานะเป็นตัวแปรกำกับจนเป็นที่ประจักษ์เช่นกัน</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/crrugds_ejournal/article/view/278872 การพัฒนารูปแบบการส่งเสริม กำกับติดตาม การนำหลักธรรมาภิบาลมาใช้ในการบริหารงบประมาณ โครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของโรงเรียนขนาดเล็กในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1 2025-03-18T22:15:53+07:00 อภิญญา พิศไพร่ 668914011@crru.ac.th สุวดี อุปปินใจ suwadee123@gmail.com ไพโรจน์ ด้วงนคร pairoj.dua@crru.ac.th <p> การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริม กำกับติดตาม การนำหลัก<br />ธรรมาภิบาลมาใช้ในการบริหารงบประมาณโครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนขนาดเล็กในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1 ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ดำเนินการ 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ศึกษาแนวทางการส่งเสริม กำกับติดตาม โดยการสังเคราะห์เอกสารและการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างโดยการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 7 คน 2) ศึกษาสภาพที่เป็นจริง สภาพที่ควรจะเป็น และความต้องการจำเป็นในการส่งเสริม กำกับติดตามของโรงเรียนขนาดเล็กในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1 จำนวน 49 โรงเรียน ผู้วิจัยเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ได้แก่ ผู้อำนวยการหน่วยตรวจสอบภายใน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1 จำนวน 1 คน ผู้อำนวยการหรือรักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการ จำนวน 49 คน และ ครูผู้ปฏิบัติงานด้านงบประมาณ จำนวน 49 คน รวมกลุ่มตัวอย่าง 99 คนเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ จำนวน 99 ฉบับ แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่น (Reliability) เท่ากับ 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลจากค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา 3) เพื่อสร้างและประเมินรูปแบบโดยผู้วิจัยเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) กำหนดเกณฑ์คุณสมบัติผู้เชี่ยวชาญที่มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอกขึ้นไปหรือมีวิทยฐานะระดับเชี่ยวชาญ มีความรู้และประสบการณ์ด้านงบประมาณหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จำนวน 5 คน โดยใช้แบบประเมินความถูกต้องและความเป็นไปได้ วิเคราะห์ข้อมูลจากค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบการส่งเสริม กำกับติดตาม การนำหลักธรรมาภิบาลมาใช้ในการบริหารงบประมาณโครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาลจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนขนาดเล็กในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1 ประกอบด้วย 1) หลักการส่งเสริม กำกับติดตาม 2) วัตถุประสงค์การส่งเสริม กำกับติดตาม <br />3) วิธีดำเนินการส่งเสริม กำกับติดตาม 4) เงื่อนไขการนำการส่งเสริม กำกับติดตามไปใช้ รูปแบบมีความถูกต้องและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2026-05-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/crrugds_ejournal/article/view/282707 ผลกระทบของการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ คุณค่าตราสินค้ารักษ์โลกและจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตร กับสิ่งแวดล้อมในเขตกรุงเทพมหานคร 2025-08-01T10:34:07+07:00 กิจจา ฉลาดพจนพร kijja_cha@yahoo.com <p><strong> </strong>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ<br />ที่ส่งผลต่อคุณค่าตราสินค้ารักษ์โลก จิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมและการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็น<br />มิตรกับสิ่งแวดล้อม (2) เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของคุณค่าตราสินค้ารักษ์โลกที่ส่งผลต่อจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมและการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (3) เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ใช้สถิติ<br />เชิงพรรณนา ประกอบด้วย ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานด้วย<br />การวิเคราะห์สมการโครงสร้าง</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า (1) การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการมีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อทั้งคุณค่าตราสินค้ารักษ์โลกและการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ไม่มีอิทธิพลทางตรงต่อจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อม (2) คุณค่าตราสินค้ารักษ์โลกมีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมและการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (3) จิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อม<br />มีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ข้อค้นพบใหม่ พบว่า (1) การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการไม่มีอิทธิพลทางตรงต่อจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมแต่มีอิทธิพลทางอ้อมผ่านคุณค่าตราสินค้ารักษ์โลก (2) การสื่อสารถึงคุณค่าตราสินค้ารักษ์โลกที่ดีมีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อม และ (3) การสร้างจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ดีมีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม</p> 2026-02-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/crrugds_ejournal/article/view/278943 The Development of Integrated Learning Combining Task-Based Learning with Isan Traditional Songs to Enhance the English Speaking Ability of High Vocational Automotive Mechanic Students 2025-02-10T09:28:11+07:00 Atichat Uppaphong hugonarak18@gmail.com <p> Teaching English for vocational students in Thailand has been described as a challenging task, especially for teaching English speaking skills. Most of students are not interested in learning English because they intensively focus on their major subjects. Additionally, teaching approaches and methods are the significant factors that influence students’ interest. As a result, these factors would cause low students’ English proficiency score. Therefore, the objectives of this study were twofold: 1) to study and compare students’ English speaking ability before and after studying English speaking ability using integrated learning combining Task-based Learning with Isarn traditional songs and 2) to investigate the students’ attitude towards teaching English speaking ability using integrated learning combining Task-based learning with Isarn traditional songs. The sample consisted of 20 first-year high vocational certificate students in the second semester of the academic year 2024 at That Phanom College, Nakhon Phanom University. The instruments used were: 1) lesson plans for teaching English speaking using integrated learning combining Task-based learning with Isarn traditional songs; 2) an English reading speaking ability test; and 3) an attitude questionnaire towards teaching English speaking using integrated learning combining Task-based learning with Isarn traditional songs. The findings revealed that: 1) the students' pretest and posttest mean score in English speaking ability were 99.95, or 55.09 percent and 132.22, or 73.44 percent, illustrating that the students’ posttest mean score was higher than the set criterion of 70 percent, and that the students' English speaking ability was significantly higher than their pretest scores; and 2) the mean score of attitude toward integrated learning combining Task-based learning with Isarn traditional songs was at a positive level.</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/crrugds_ejournal/article/view/278952 การพัฒนารูปแบบการส่งเสริม กำกับติดตามการนำผลการประเมินคุณภาพภายนอก ไปใช้ในการบริหารคุณภาพสถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนทางไกล ผ่านดาวเทียม (DLTV) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาเชียงราย เขต 2 2025-03-19T16:58:36+07:00 โสภิชญา กาศโอสถ supishaya466@gmail.com วิชิต เทพประสิทธิ์ drwichit@crru.ac.th สุวดี อุปปินใจ suwadee123@gmail.com <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาสภาพที่เป็นจริง สภาพที่ควรจะเป็นของการส่งเสริม กำกับติดตามการนำผลการประเมินคุณภาพภายนอกไปใช้ในการบริหารคุณภาพสถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2 2) ศึกษาแนวทางการส่งเสริม กำกับติดตามการนำผลการประเมินคุณภาพภายนอกไปใช้ในการบริหารคุณภาพสถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2 3) สร้างและประเมินรูปแบบการส่งเสริม กำกับติดตามการนำผลการประเมินคุณภาพภายนอกไปใช้ในการบริหารคุณภาพสถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2 ดำเนินการวิจัย 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1) การศึกษาสภาพความเป็นจริงและสภาพที่ควรจะเป็น ทำการสอบถามผู้อำนวยการ รักษาการผู้อำนวยการ และครูผู้รับผิดชอบงานประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาที่ใช้รูปแบบการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม จำนวน 134 คน 2) การศึกษาแนวทางการส่งเสริม กำกับตามการนำผลการประเมินคุณภาพภายนอกไปใช้ในการบริหารคุณภาพสถานศึกษา ทำการสังเคราะห์เอกสาร และใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างกับผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 7 คน และ 3) การสร้างและพัฒนารูปแบบ ดำเนินการยกร่างรูปแบบ และนำร่างรูปแบบที่สร้างให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน ดำเนินการประเมินความถูกต้อง เหมาะสม และความเป็นไปได้ของรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการส่งเสริม กำกับติดตาม เพื่อการนำผลการประเมินคุณภาพภายนอกไปใช้ในการบริหารคุณภาพสถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2 ประกอบด้วย 1) หลักการส่งเสริมกำกับติดตาม 2) วัตถุประสงค์ของการส่งเสริมกำกับติดตาม 3) วิธีการดำเนินงานการส่งเสริมกำกับติดตาม 4) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการส่งเสริมกำกับติดตาม โดยรูปแบบมีความถูกต้องและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางการส่งเสริมและกำกับติดตามของสถานที่จัดการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียน คุณภาพการจัดการเรียนการสอน และคุณภาพการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับเป้าหมายและมาตรฐานที่กำหนดไว้ให้มีประสิทธิภาพ</p> 2026-05-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/crrugds_ejournal/article/view/280201 ยุทธศาสตร์การพัฒนาทายาทเกษตรกรแบบบูรณาการในพื้นที่จังหวัดเชียงราย 2025-04-22T19:38:46+07:00 วราดวง สมณาศักดิ์ waraduang.som@crru.ac.th จุมพล หนิมพานิช 111@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ได้แก่ 1) เพื่อวิเคราะห์เส้นทางความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่มีอิทธิพล<br />ต่อการพัฒนายุทธศาสตร์การพัฒนาทายาทเกษตรกรแบบบูรณาการในพื้นที่จังหวัดเชียงราย และ <br />2) เพื่อพัฒนายุทธศาสตร์เชิงนโยบายที่ส่งเสริมทายาทเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดเชียงราย โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มจำนวนทายาทเกษตรกร เพิ่มรายได้ และลดต้นทุนการผลิตอย่างเป็นรูปธรรม ประชากรที่ใช้<br />ในการศึกษานี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทายาทเกษตรกรจำนวน 100 คน และกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์จำนวน 17 คน การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมินยุทธศาสตร์ โดยผ่านการตรวจสอบความเชื่อมั่นและความตรงเชิงเนื้อหา การวิเคราะห์ข้อมูลใช้เทคนิคทางสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า 1) นโยบายภาครัฐและทรัพยากรทางการบริหารมีอิทธิพลโดยตรงต่อการบริหารเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะทรัพยากรทาง<br />การบริหารมีอิทธิพลในเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่ผลของนโยบายภาครัฐมีแนวโน้มในทางบวกแต่ยังไม่ถึงระดับนัยสำคัญ จำเป็นต้องศึกษาต่อยอดเพิ่มเติม และ 2) ยุทธศาสตร์ที่พัฒนาขึ้นได้รับการประเมินในระดับสูงในด้านความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ โดยแบ่งเป็น 3 ด้านหลัก ได้แก่ การเสริมสร้างการบริหารเชิงยุทธศาสตร์ การส่งเสริมนโยบายภาครัฐ และการพัฒนาทรัพยากรทางการบริหาร ซึ่งส่งผลต่อความยั่งยืนในการพัฒนาทายาทเกษตรกร<br />ในระยะยาว</p> 2026-01-20T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/crrugds_ejournal/article/view/280519 การประเมินระบบกรีดยาง ผลผลิตยางพารา และปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับนวัตกรรมพันธุ์ยาง ที่ให้ผลผลิตสูงขึ้นของเกษตรกรชาวสวนยางพารา 2025-09-05T17:19:17+07:00 ขนิษฐา พัฒนสิงห์ pkanitt652@gmail.com <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สำรวจและเปรียบเทียบปริมาณผลผลิตยางพารากับระบบกรีดยางพาราที่เกษตรกรเลือกใช้ ในพื้นที่อำเภอบ้านนาเดิม จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2) วิเคราะห์ปัจจัย<br />ที่ส่งผลต่อการยอมรับนวัตกรรมพันธุ์ยางให้ผลผลิตสูง RRIT 251 ของเกษตรชาวสวนยางพาราในพื้นที่อำเภอบ้านนาเดิม จังหวัดสุราษฎร์ธานี และ 3) เสนอแนะแนวทางในการส่งเสริมการปลูกพันธุ์ยาง<br />ให้ผลผลิตสูง RRIT 251 และการใช้ระบบกรีดที่เหมาะสมในการเพิ่มปริมาณผลผลิตน้ำยางพารา<br />ในพื้นที่อำเภอบ้านนาเดิม จังหวัดสุราษฎร์ธานี งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถาม<br />ในเก็บรวบรวมข้อมูลจากจากเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราพันธุ์ RRIT251 ในเขตพื้นที่อำเภอบ้านนาเดิม จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 215 ราย ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าสูงสุด ค่าต่ำสุด ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติเชิงอนุมาน ประกอบด้วย <br />t –test, ANOVA และการวิเคราะห์ถดถอยพหุ </p> <p><strong> </strong>ผลการศึกษา พบว่า 1) ระบบการกรีดยางพาราที่เกษตรกรเลือกใช้ในพื้นที่มีจำนวน 4 ระบบ โดยระบบกรีดที่เกษตรกรนิยมใช้มากที่สุด คือ หนึ่งในสามของลำต้น สองวันเว้นวัน (44.1%) รองลงมาคือ หนึ่งในสี่ของลำต้น สองวันเว้นวัน (26.3%) หนึ่งในสี่ของลำต้น วันเว้นวัน (19.7%) และหนึ่งในสามของลำต้น วันเว้นวัน (9.9%) ตามลำดับ โดยระบบการกรีดยางพาราที่แตกต่างกัน จะมีปริมาณผลผลิตยางพาราแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ทั้งนี้ระบบการกรีดแบบหนึ่งในสามของ<br />ลำต้น สองวันเว้นวัน ให้ผลผลิตสูงกว่าระบบการกรีดแบบอื่น ๆ 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับนวัตกรรมพันธุ์ยางให้ผลผลิตสูง RRIT 251 ได้แก่ คุณลักษณะส่วนบุคคล คุณลักษณะทางเศรษฐกิจ คุณลักษณะทางสังคม และการรับรู้คุณลักษณะของนวัตกรรม ในขณะที่ปัจจัยการรับข้อมูลจากแหล่งสารสนเทศ ไม่ส่งผลต่อการยอมรับนวัตกรรมพันธุ์ยางให้ผลผลิตสูง RRIT อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ<br />ที่ระดับ 0.05 และ 3) ประเด็นที่เกษตรกรในพื้นที่เสนอแนะในการส่งเสริมและสร้างการยอมรับพันธุ์ยางให้ผลผลิตสูง RRIT 251 แบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลัก โดยประเด็นที่ได้รับการเสนอแนะมากที่สุด คือ ควรประชาสัมพันธ์ข้อดีของพันธุ์ยาง (42.50%) รองลงมาคือ ควรปรับปรุงพันธุ์ยางและแก้ไขปัญหาก่อนส่งเสริมการปลูก (30.00%) และควรชี้แจงข้อควรระวังและให้คำแนะนำในการปลูกและกรีดยาง (27.50%) ตามลำดับ</p> 2026-02-08T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย