https://so01.tci-thaijo.org/index.php/crrugds_ejournal/issue/feed วารสารบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย 2026-06-15T00:00:00+07:00 ผศ.ดร.ประภาพรรณ ไชยานนท์ prapaphun_chaiyanont@yahoo.com Open Journal Systems <p><strong>"วารสารบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย"</strong> <strong>"Graduate School Journal Chiang Rai Rajabhat University"</strong> จัดทำขึ้นเพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่บทความวิชาการ และบทความวิจัย ทางด้านสาขาครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ จิตวิทยา สังคมวิทยา ศิลปศาสตร์ และสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง<strong> มีวาระการออกเป็นราย 6 เดือน</strong> โดยออกปีละ 2 ฉบับ ได้แก่ ฉบับที่ 1 (ประจำเดือนมกราคม-มิถุนายน) และฉบับที่ 2 (ประจำเดือนกรกฎาคม-ธันวาคม) ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงวาระการออก และจัดทำเฉพาะรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่วารสารฯ ปีที่ 17 ฉบับที่ 1 (ประจำเดือนมกราคม-มิถุนายน 2567) เป็นต้นไป ทั้งนี้ บทความที่ตีพิมพ์ใน<strong><em>วารสารฉบับนี้ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) จำนวน 3 ท่านแล้ว</em></strong> โดยผู้เขียนบทความและผู้ทรงคุณวุฒิจะไม่ถูกเปิดเผย (Double-blind Peer review) ทัศนะและข้อคิดเห็นของบทความที่ปรากฎในวารสารฉบับนี้เป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน ไม่ถือว่าเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ</p> <p> </p> <p><strong>ISSN 3027-7884 (Online)</strong></p> <p> </p> <p><strong>ภาษาที่พิมพ์ : ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน</strong></p> <p><strong>กำหนดออกปีละ 2 ฉบับ (มกราคม-มิถุนายน และกรกฎาคม-ธันวาคม)</strong></p> https://so01.tci-thaijo.org/index.php/crrugds_ejournal/article/view/280390 ผลการจัดกิจกรรมประกอบอาหารโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ที่มีต่อความฉลาดรู้ด้านอาหารของเด็กปฐมวัย 2025-04-15T10:54:14+07:00 อัจฉรา รักสนิท atchara.rak@ku.th ชลาธิป สมาหิโต 111@gmail.com อรพรรณ บุตรกตัญญู 111@gmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการจัดกิจกรรมประกอบอาหารโดยใช้ปัญหาเป็นฐานที่มีต่อความฉลาดรู้ด้านอาหารของเด็กปฐมวัย กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เด็กชาย – หญิง อายุระหว่าง 4 - 5 ปี จำนวน 21 คน กําลังศึกษาชั้นอนุบาลปีที่ 2/4 ที่โรงเรียนเทพวิทยา สำนักงานเขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ได้มาโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster sampling) เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดกิจกรรมประกอบอาหารโดยใช้ปัญหาเป็นฐานที่มีต่อความฉลาดรู้ด้านอาหารของเด็กปฐมวัย 24 แผน แบบประเมินความฉลาดรู้ด้านอาหาร แบบบันทึกพฤติกรรมความฉลาดรู้ด้านอาหารของเด็กปฐมวัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย <br />ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมประกอบอาหารโดยใช้ปัญหาเป็นฐานมีคะแนนความฉลาดรู้ด้านอาหารเพิ่มขึ้น เด็กสามารถเลือกอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพได้ดีขึ้น สามารถสังเกตฉลากบรรจุภัณฑ์ และให้เหตุผลในการเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น เด็กรู้จักการใช้วัสดุอุปกรณ์ครัว และมีทักษะในการเลือกวัสดุดิบได้อย่างเหมาะสมกับหลักโภชนาการมากขึ้น เด็กมีพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่เหมาะสมมากขึ้น เด็กมีความสนใจในโภชนาการมากขึ้น และรับประทานผักและผลไม้มากขึ้น อีกทั้งยังสามารถถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับไปยังผู้ปกครองและเพื่อนร่วมชั้นเรียนได้</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/crrugds_ejournal/article/view/283104 รูปแบบการเสริมสร้างภาพลักษณ์อาชีวะยุคใหม่ วิทยาลัยเทคนิคเวียงป่าเป้า 2025-08-25T09:02:58+07:00 เรวัตร แก้วทองมูล pumpui_020@hotmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและแนวทางการเสริมสร้างภาพลักษณ์อาชีวะยุคใหม่ และสร้างรูปแบบการเสริมสร้างภาพลักษณ์อาชีวะยุคใหม่ ในวิทยาลัยเทคนิคเวียงป่าเป้า ประชากรประกอบด้วย 1) ครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 46 คน 2) ผู้เรียน จำนวน 580 คน <br />3) ผู้ปกครอง จำนวน 580 คน 4) ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 16 คน และ 5 ) ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 20 คน โดยใช้แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ การประชุมเชิงปฏิบัติการ และแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ เป็นเครื่องมือวิจัย ผลการศึกษาพบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีวิสัยทัศน์ “ร่วมสร้างภาพลักษณ์อาชีวะยุคใหม่ ด้วยทีมคุณภาพ ผู้นำมีวิสัยทัศน์ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ตั้งอยู่บนหลักการ 4 ประการ ได้แก่ การมีส่วนร่วมภาครัฐและเอกชน การพัฒนาหลักสูตรทันสมัย การยกระดับคุณภาพผู้เรียนและบุคลากร และการประชาสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ โดยมีโครงสร้างหลัก 2 ส่วน คือ ระบบ 4P และกระบวนการ 6C ภายใต้วงจร SDCA เพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผลการประเมินพบว่า<br />ทุกองค์ประกอบอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะด้านความถูกต้อง ความเป็นไปได้ และความเหมาะสม ปัจจัยความสำเร็จ ได้แก่ การมีส่วนร่วมหลายฝ่าย การวางแผนอย่างเป็นระบบ ทรัพยากรเพียงพอ การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ภาวะผู้นำ และวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง</p> 2026-07-04T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/crrugds_ejournal/article/view/279035 ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อทักษะผู้เรียน ในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 1 2025-02-13T17:23:26+07:00 ปริมประภา พรมแก้วงาม primprapa011@gmail.com วรรณากร พรประเสริฐ wannakorn.ph@up.ac.th <p> การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับทักษะผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำ<br />ทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อทักษะผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 และ 4) สร้างสมการ<br />พยากรณ์ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อทักษะผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 <br />กลุ่มตัวอย่างคือข้าราชการครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 1 จำนวน 242 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้<br />เป็นแบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใชวิเคราะห์ข้อมูลได้แก ค่าร้อยละ คาเฉลี่ย <br />สวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธของเพียรสัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณด้วยวิธีการแบบขั้นตอน </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นําทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ระดับทักษะผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 โดยรวมในระดับมาก 3) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์กันในทิศทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ต่อทักษะผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ทุกด้าน และ 4) ภาวะผู้นําทางวิชาการที่สงผลต่อทักษะผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 มีจำนวน 2 ด้าน ได้แก่ ด้านการนิเทศ และด้านการกำหนดวิสัยทัศนเป้าหมายและพันธกิจของโรงเรียน สามารถพยากรณ์ทักษะผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ได้ร้อยละ 34.10 ดังสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ คือ <em>= </em> 1.741+0.369(X<sub>2</sub>) +0.195(X<sub>4</sub>) และสมการพยากรณ์ในรูปแบบคะแนนมาตรฐาน คือ<em> = </em>0.407(Z<sub>X2</sub>) +0.233(Z<sub>X4</sub>)</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/crrugds_ejournal/article/view/279175 การพัฒนาการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้นิทานภาพชาติพันธุ์ร่วมกับการแสดง บทบาทสมมติเพื่อเสริมสร้างทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 3 2025-02-19T14:44:33+07:00 มินญาดา พันธ์วงศ์ junemoonois@gmail.com วิไลภรณ์ วิชญาวัฒน์ 111@gmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้นิทานชาติพันธุ์ร่วมกับการแสดงบทบาทสมมติของเด็กปฐมวัยเพื่อเสริมสร้างทักษะการฟังและการพูดของ<br />เด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 3 และ 2) เปรียบเทียบทักษะการฟังและพูดของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 3 ก่อนและหลัง โดยใช้นิทานชาติพันธุ์ร่วมกับการแสดงบทบาทสมมติ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนบ้านปางงุ้น ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ โดยใช้นิทานภาพชาติพันธุ์ร่วมกับการแสดงบทบาทสมมติเพื่อเสริมสร้างทักษะการฟังและการพูด 2) แบบสังเกตพฤติกรรมทางภาษาของนักเรียนในระหว่างการจัดประสบการณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า หลังการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้นิทานชาติพันธุ์ร่วมกับการแสดงบทบาทสมมติ เพื่อเสริมสร้างทักษะการฟังและการพูดของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 3 เด็กมีทักษะด้านการพูดและการฟังสูงกว่าก่อนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยก่อนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เด็กมีทักษะการฟังและการพูดอยู่ในระดับปานกลางส่วนหลังการจัดประสบการณ์เด็กมีทักษะการฟังและการพูดในระดับดี</p> 2026-08-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/crrugds_ejournal/article/view/279686 การพัฒนาทักษะการสนทนาและผลสัมฤทธิ์ภาษามลายู โดยใช้วิธีการจัดการเรียนรู้ แบบเพื่อนช่วยเพื่อน ร่วมกับการแสดงบทบาทสมมติ รายวิชาภาษามลายู ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 2025-03-15T16:44:11+07:00 อภิศักดิ์ ยีเกษม hanifaphisakyeekasem@gmail.com ชุติมา ทัศโร 111@gmail.com เก็ตถวา บุญปราการ 111@gmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบทักษะด้านการสนทนาภาษามลายูของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อนร่วมกับการแสดงบทบาทสมมติกับการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษามลายูของนักเรียน<br />หลังการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อนร่วมกับการแสดงบทบาทสมมติกับนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อนร่วมกับการแสดงบทบาทสมมติในรายวิชาภาษามลายู กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม ด้วยวิธีจับฉลาก ห้องมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 เป็นกลุ่มควบคุม จำนวน 33 คน และห้องมัธยมศึกษาปีที่ 5/2 เป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 33 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน ร่วมกับการแสดงบทบาทสมมติ <br />และแผนการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน 2) แบบประเมินทักษะการสนทนาภาษามลายู <br />3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษามลายู 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อนร่วมกับการแสดงบทบาทสมมติ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t-test Independent ผลวิจัยพบว่า 1) ทักษะการสนทนาของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อนร่วมกับการแสดงบทบาทสมมติสูงกว่านักเรียนที่ใช้การจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อนร่วมกับการแสดงบทบาทสมมติสูงกว่านักเรียนที่ใช้การจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความพึงพอใจของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้แบบเพื่อนช่วยเพื่อนร่วมกับการแสดงบทบาทสมมติอยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย