ธรรมธารา
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/dhammadhara
<p><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขต</strong><br /> วารสารธรรมธารา (Dhammadhara Journal of Buddhist Studies, DJBS) ISSN 2651-2262 (Online) เป็นวารสารวิชาการทางพระพุทธศาสนาของมูลนิธิสถาบันธรรมชัย อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อยู่ภายใต้การดำเนินงานของศูนย์พุทธศาสตร์ศึกษา DCI มีวัตถุประสงค์เพื่อการส่งเสริม สนับสนุน และเป็นแหล่งข้อมูลในการเผยแพร่ผลงานวิจัยและบทความวิชาการให้กับคณาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย และผู้สนใจ โดยมีเนื้อหาทางพระพุทธศาสนา 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 พระพุทธศาสนาเชิงคัมภีร์ คือ มีการศึกษาวิจัยเนื้อหาในพระไตรปิฎกในภาษาต่าง ๆ เช่น ภาษาบาลี ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาทิเบต ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น เป็นต้น กลุ่มที่ 2 พระพุทธศาสนาเชิงประยุกต์ คือ การนำหลักธรรมในพระพุทธศาสนาไปประยุกต์เข้ากับศาสตร์สมัยใหม่ เช่น งานวิจัยนวัตกรรมเชิงพุทธด้านมนุษยศาสตร์และด้านสังคมศาสตร์ ทั้งนี้ผู้เขียนสามารถแยกประเภทของบทความตามเนื้อหาหลักได้ดังนี้ กลุ่มที่ 1 พระพุทธศาสนาเชิงคัมภีร์ ประกอบด้วย คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาสายจารีตต่างๆ ประวัติศาสตร์ทางพระพุทธศาสนา และกลุ่มที่ 2 พระพุทธศาสนาเชิงประยุกต์ ประกอบด้วย งานวิจัยนวัตกรรมเชิงพุทธบูรณาการ ด้านปรัชญา ด้านประเพณีและวัฒนธรรม ด้านจิตวิทยา ด้านการศึกษา ด้านศิลปกรรม ด้านเทคโนโลยี ด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้น<br /><br /><strong>ประเภทบทความที่รับพิจารณาตีพิมพ์ <br /></strong>วารสารธรรมธาราเปิดรับบทความ 4 ประเภท คือ<br /> 1) <strong>บทความวิจัย</strong>:- 1) บทนำ 2) วัตถุประสงค์ 3) นิยามศัพท์เฉพาะ 4) วิธีดำเนินการวิจัย 5) ผลการวิจัย 6) อภิปรายผล 7) องค์ความรู้ใหม่ 8) บทสรุปและข้อเสนอแนะ<br /> 2) <strong>บทความวิชาการ</strong>:- 1) บทนำ 2) เนื้อหา 3) ความรู้ใหม่ที่ได้จากการศึกษา 4) บทสรุป<br /> 3) <strong>บทความแปล </strong>จากภาษาต่างประเทศ เป็นการนำงานวิจัย งานวิชาการ หนังสือ ที่เขียนเป็นภาษาต่างประเทศ แปลนำเสนอเป็นบทความเพื่อนำความรู้มาแลกเปลี่ยน เปิดมุมมองใหม่จากทัศนะของนักวิชาการต่างประเทศ ทั้งภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาอังกฤษ ภาษาเยอรมัน เป็นต้น ทั้งนี้ต้องได้รับการยินยอมจากเจ้าของผลงานและสำนักพิมพ์ รวมทั้งผู้เขียนต้องนำเสนอมุมมองของตนเองต่องานชิ้นนั้นด้วย<br /> 4) <strong>บทความพิเศษ </strong>จากผู้เชี่ยวชาญ เป็นผลงานเขียนจากนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิระดับสูงทั้งในและต่างประเทศ ที่ได้รับการกลั่นกรองและอนุมัติจากบรรณาธิการและกองบรรณาธิการวารสารฯเรียบร้อยแล้ว เพื่อนำเสนองานเขียนให้ผู้อ่านได้รับประโยชน์สูงสุด<br /> ทั้งนี้บทความทุกประเภทจำนวนคำเฉลี่ยไม่ควรเกิน 9,000 คำ และขอแนะนำให้มีรูปภาพ ตาราง และแผนภูมิ จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจบทความได้ดีมากขึ้น<br /><br /><strong>วารสารธรรมธารา ตีพิมพ์ปีละ 2 ฉบับ<br /></strong>ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน <br />ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม</p> <p><strong>คำแนะนำสำหรับผู้เขียน </strong><a href="https://www.dhammadhara.org/wp-content/uploads/2019/02/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%89%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2.pdf"><br /></a>หลักเกณฑ์การอ้างอิงของวารสารธรรมธารา <a href="https://drive.google.com/file/d/1WeroaaRW2M0MaeSCGT6Bj-AUBjjCB_w2/view">คลิกเพื่ออ่าน</a><br />ตัวอย่างแบบฟอร์มการจัดหน้าบทความ [<a href="https://docs.google.com/file/d/1ijCebBaJ872x9UTYq1Kfg8weWH5N_BAE/view">.word</a>] [<a href="https://drive.google.com/file/d/1ew8WI06jszY8upUG1YsyNe0-U8qBN3D5/view">.pdf</a>]<br />ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม [<a href="https://docs.google.com/file/d/119hFkOZHUzJJLyQuu7OtpEbmsDvyCIhv/view">download</a>]</p> <p><strong>ISSN 2651-2262 (Online)</strong></p>
มูลนิธิสถาบันธรรมชัย ศูนย์พุทธศาสตร์ศึกษา DCI
th-TH
ธรรมธารา
2408-1892
<p>ลิขสิทธิ์ มูลนิธิสถาบันธรรมชัย ศูนย์พุทธศาสตร์ศึกษา DCI</p>
-
แนวคิดอทวิลักษณ์ของเซน ในวิถีชีวิตแบบญี่ปุ่น
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/dhammadhara/article/view/285934
<p>บทความวิจัยเรื่อง แนวคิดอทวิลักษณ์แบบเซนในวิถีชีวิตแบบญี่ปุ่น มีวัตถุประสงค์เพื่อ<br />1) ศึกษาจริยศาสตร์แบบเซน 2) ศึกษาสุนทรียศาสตร์แบบเซน และ 3) วิเคราะห์ปรัชญาเซนในวิถีชีวิตแบบญี่ปุ่น โดยงานวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงเอกสาร และนำเสนอผ่านการพรรณนาเชิงวิเคราะห์<br />ผลการวิจัยพบว่า จริยศาสตร์แบบเซนมองชีวิตว่ามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามเหตุปัจจัย ความสัมพันธ์กับสิ่งต่าง ๆ ควรมองบนความจริงที่เปลี่ยนแปลง ไม่ยึดมั่นถือมั่นกับคุณค่าใดคุณค่าหนึ่งแบบถาวร ส่วนสุนทรียศาสตร์แบบเซนมองว่าความงามปรากฏขึ้นทุกขณะและดับไป ไม่มีความงามใดถาวร ทั้งนี้เซนมองว่าความไม่งามเป็นส่วนหนึ่งของการมองเห็นความงามซึ่งเป็นคุณค่าในขั้วตรงข้าม จึงกล่าวได้ว่าทั้งจริยศาสตร์และสุนทรียศาสตร์แบบเซนอยู่บนแนวคิดอทวิลักษณ์ จากการวิเคราะห์วิถีชีวิตแบบญี่ปุ่นทั้ง 4 ประการ พบว่า 1) แนวคิดเชิงจริยศาสตร์แบบเซนผ่าน อิคิไก (生き甲斐)มองสิ่งต่าง ๆ ว่ามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา มุ่งใช้ชีวิตโดยมองเห็นความสัมพันธ์กับสิ่งเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน โดยเป้าหมายจะเปลี่ยนแปลงไปในทุก ๆ ช่วงของชีวิตตามเหตุปัจจัย มองชีวิตอย่างตรงไปตรงมา เอาใจใส่และทุ่มเทในการใช้ชีวิตแต่ละช่วงวัยอย่างเต็มที่ 2) แนวคิดเชิงจริยศาสตร์แบบเซนผ่าน อิจิโกะ-อิจิเอะ (一期一会) มุ่งให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์ของผู้คน สถานที่ และมีชาหรือเครื่องดื่มเป็นสื่อกลาง ทุกปัจจัยมีผลต่อความหมายของชีวิต ณ ช่วงเวลานั้น เพราะมองว่าไม่สามารถหวนกลับมาเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีกและไม่เป็นนิรันดร์ <br />ดังนั้นสถานการณ์ที่ปรากฏตรงหน้าคือช่วงเวลาที่จะไม่เกิดขึ้นอีก 3) แนวคิดเชิงสุนทรียศาสตร์<br />แบบเซนผ่าน คินสึงิ (金継ぎ) มองว่าสรรพสิ่งล้วนมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ดังนั้น<br />ร่องรอยที่ปรากฏถึงความเสื่อมเหล่านี้คือ ความจริงที่แสดงออกได้โดยไม่ต้องปกปิด ทั้งความใหม่หรือเสื่อมไปล้วนงามเพราะคือ ความจริงของสิ่งนั้น และ 4) แนวคิดเชิงสุนทรียศาสตร์แบบเซนผ่าน วะบิ-ซะบิ (侘寂) มุ่งให้มองเห็นความงามของกระบวนการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของสรรพสิ่ง ทุกการเปลี่ยนแปลงล้วนงามโดยกระบวนการที่ไม่ได้ปรุงแต่ง แต่มองเห็นถึงความสัมพันธ์กับสิ่งอื่น ๆ ดังนั้นทวิลักษณ์ทั้งหลายจึงไม่ใช่ความจริงที่ถาวรแต่เป็นการปรากฏขึ้นของความจริงในชีวิตประจำวัน ณ ขณะนั้นและเปลี่ยนแปลงเสมอ <br />ดังนั้นวิถีชีวิตแบบญี่ปุ่นจึงเน้นที่การมองเห็นคุณค่าของการเปลี่ยนแปลงทุก ๆ ขณะของชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นหนทางที่ไม่ทำให้ชีวิตเป็นทุกข์อันเนื่องมาจากความยึดมั่นในคุณค่าที่ถูกกำหนดเป็นสองขั้วตรงข้าม มองว่าความดีและความงามสัมพันธ์กับความจริงบนหลักการ<br />แบบเซน </p>
ปิยะมาศ ใจไฝ่
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ธรรมธารา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-sa/4.0
2026-07-29
2026-07-29
12 2
334
355
-
ความย้อนแย้งแห่งสัมพัทธภาพในกระบวนการแห่งการแปรเปลี่ยน: การจำแนก มโนทัศน์ความสัมพันธ์ สัมพัทธนิยม และสัมพัทธภาพในวรรณกรรม พุทธปรัชญา-วิทยาศาสตร์
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/dhammadhara/article/view/286416
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ต่อมโนทัศน์ที่มักสร้างความสับสนในวรรณกรรมที่เชื่อมโยงพุทธปรัชญาเข้ากับวิทยาศาสตร์ร่วมสมัย โดยพบว่ามีการนำหลัก<br />อิทัปปัจจยตาไปผูกโยงกับทฤษฎีสัมพัทธภาพ แต่กลับนำไปสู่ความเข้าใจแบบสัมพัทธนิยมที่ด่วนสรุปว่า ความจริงสัมบูรณ์ไม่มีอยู่ และสรรพสิ่งล้วนเป็นเพียงความสัมพันธ์ของกระบวนการ<br />แปรเปลี่ยน<br />ผลการศึกษาพบความย้อนแย้งเชิงมโนทัศน์ที่สำคัญหลายประการ อันมีสาเหตุมาจากการจัดประเภทผิดพลาดที่นำมิติทางญาณวิทยาไปปะปนกับมิติทางภววิทยา ประกอบกับอิทธิพลจากการบัญญัติชื่อทฤษฎีของ แมกซ์ พลังค์ ที่มุ่งเน้นสัจพจน์ข้อที่ 1 (ความแปรผันตามกรอบอ้างอิง) ซึ่งต่อมาได้นำไปสู่การตีความที่ละเลยสัจพจน์ข้อที่ 2 อันว่าด้วยค่าคงที่ไม่แปรเปลี่ยน ซึ่งขัดแย้งกับเจตนารมณ์ดั้งเดิมของไอน์สไตน์ที่ต้องการใช้ชื่อทฤษฎีแห่งความไม่แปรเปลี่ยน ยิ่งไปกว่านั้นยังพบความย้อนแย้งในการนำทฤษฎีสัมพัทธภาพซึ่งมีจุดยืนแบบสัจนิยม ไปผนวกรวมกับกลศาสตร์<br />ควอนตัมที่เป็นอสัจนิยม ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเหล่านี้ถูกเชื่อมโยงกับพุทธปรัชญาแล้วตีความผ่านมโนทัศน์แบบอสารัตถนิยม ส่งผลให้พุทธปรัชญาถูกตีความเพียงมิติสิ่งที่แปรเปลี่ยนเพียงด้านเดียว แล้วปฏิเสธสิ่งที่ไม่แปรเปลี่ยน ทั้งที่พุทธปรัชญาระบุถึงทั้ง 2 ด้าน คือ สังขตธาตุและอสังขตธาตุ และยังระบุว่า อสังขตธาตุเป็นเงื่อนไขจำเป็นต่อการสลัดออกจากสังขตธาตุ<br />นอกจากชี้ให้เห็นถึงที่มาของปัญหาความย้อนแย้งที่เกิดจากความคลาดเคลื่อนทาง<br />มโนทัศน์แล้ว บทความนี้ยังได้นำเสนอองค์ความรู้ใหม่ด้วยการนำสัจพจน์ข้อที่ 2 ของทฤษฎี<br />สัมพัทธภาพ อันว่าด้วยค่าคงที่ไม่แปรเปลี่ยนมาเชื่อมโยงกับอสังขตธาตุในพุทธปรัชญา ซึ่งวรรณกรรมเดิมมักเชื่อมโยงพุทธปรัชญาไว้กับสิ่งแปรเปลี่ยนในสัจพจน์ข้อที่ 1 เพียงด้านเดียว พร้อมกันนี้ผู้เขียนยังได้นำเสนอมโนทัศน์เรื่อง กรอบอ้างอิงแห่งสังขตธาตุและกรอบอ้างอิงแห่งอสังขตธาตุไว้ในเบื้องต้น เพื่อชี้ให้เห็นว่าการรับรู้สิ่งแปรเปลี่ยนจำเป็นต้องอาศัยการอ้างอิงสัมพัทธ์กับสิ่งที่ไม่แปรเปลี่ยนเสมอ บทความนี้จึงยืนยันว่าทั้งทฤษฎีสัมพัทธภาพและพุทธปรัชญาต่างก็มีมิติของสิ่งคงที่ไม่แปรเปลี่ยนอยู่ในสมการด้วย มิได้มีเพียงด้านที่แปรเปลี่ยนเพียงด้านเดียว</p>
ณัฏฐวัฒน์ วัฒนจึงโรจน์
ธเนศ ปานหัวไผ่
เทพทวี โชควศิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ธรรมธารา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-sa/4.0
2026-07-29
2026-07-29
12 2
21
45
-
พลวัตการพัฒนาองค์ความรู้ และยุทธวิธีปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน แบบพองหนอ-ยุบหนอ: การสังเคราะห์รูปแบบ จากศูนย์ปฏิบัติธรรมตาณัง เลณัง เฉลิมราช 60 ปี จังหวัดเชียงใหม่
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/dhammadhara/article/view/286612
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ข้อ คือ 1) วิเคราะห์โครงสร้างองค์ความรู้และกลไกเชิงพุทธธรรมในการปฏิบัติกรรมฐานแบบพองหนอ-ยุบหนอ 2) วิเคราะห์กระบวนการถ่ายทอดและเปลี่ยนรูปองค์ความรู้ผ่านกลไกปฏิสัมพันธ์ระหว่างพระวิปัสสนาจารย์และผู้ปฏิบัติธรรม และ<br />3) สังเคราะห์รูปแบบการพัฒนาองค์ความรู้เชิงประสบการณ์ ที่บูรณาการแนวคิดพุทธศาสตร์ร่วมกับทฤษฎีการเรียนรู้สมัยใหม่ ดำเนินการตามระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบกรณีศึกษา<br />โดยเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 15 รูป/คน ประกอบด้วยพระวิปัสสนาจารย์ ธรรมบริกร และผู้ปฏิบัติธรรม คัดเลือกโดยการสุ่มแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง และแบบสังเกตแบบมีส่วนร่วม วิเคราะห์ข้อมูลด้วย<br />วิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และการวิเคราะห์เชิงอุปนัย ร่วมกับการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า <br />เพื่อสังเคราะห์สู่รูปแบบการพัฒนาองค์ความรู้ในลักษณะเชิงระบบ<br />ผลการวิจัยพบว่า<br />1) โครงสร้างองค์ความรู้และกลไกเชิงพุทธธรรม มีการวางระบบเชิงบูรณาการที่สอดประสานระหว่างรากฐานทางทฤษฎีเชิงปริยัติเข้ากับพลวัตยุทธวิธีเชิงปฏิบัติ โดยขับเคลื่อนผ่านชุดแนวคิดสำคัญ 3 มิติ คือ (1) มิติองค์ธรรม (หลักสติปัฏฐาน 4) (2) มิติสภาวธรรม (การกำหนดรู้อารมณ์กรรมฐาน) และ (3) มิติมาตรฐานธรรม (ดัชนีชี้วัดผลสัมฤทธิ์) โดยมี “ขณิกสมาธิ” เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนตามแนวทางวิปัสสนายานิก กระบวนการนี้ทำงานผ่านกลยุทธ์การจัดการสภาวธรรมตามหลักสติปัฏฐาน 4 เพื่อเปลี่ยนรูปความรู้จากระดับทฤษฎีสู่ความรู้เชิงประจักษ์อย่างเป็นระบบ <br />2) กระบวนการถ่ายทอดและเปลี่ยนรูปองค์ความรู้ ดำเนินไปในลักษณะการเปลี่ยนรูปความรู้ฝังลึกจากประสบการณ์เฉพาะบุคคลให้เป็นความรู้เชิงประจักษ์ผ่านกระบวนการส่งและสอบอารมณ์ โดยมีพระวิปัสสนาจารย์ทำหน้าที่เป็นผู้ประคับประคองทางปัญญาในการวินิจฉัยพื้นที่<br />รอยต่อแห่งพัฒนาการ และจัดวางนั่งร้านทางปัญญาให้สอดรับกับจริตและระดับอินทรีย์รายบุคคล เพื่อเปลี่ยนสภาวะความรู้ที่พร่ามัวให้เกิดความชัดแจ้งทางปัญญา<br />3) รูปแบบการพัฒนาองค์ความรู้เชิงประสบการณ์ ผู้วิจัยได้สังเคราะห์สู่ “ตัวแบบ <br />TL-KDM” (Tanang Lenang Knowledge Development Model) ซึ่งเป็นนวัตกรรมการเรียนรู้ที่บูรณาการพุทธธรรมเข้ากับทฤษฎีการเรียนรู้จากประสบการณ์ ครอบคลุมตั้งแต่วงจรปฏิสัมพันธ์เชิงปัญญา ยุทธวิธีจัดการสภาวธรรมที่มีความฉลาดทางกลยุทธ์ ไปจนถึงระยะผลผลิตที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ระดับรากฐาน ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนกรอบแนวคิดและยกระดับสู่ปัญญาแจ้งประจักษ์ใน<br />สภาวธรรมที่สามารถผนึกสติเข้าสู่ตัวตน และสร้างสุขภาวะทางปัญญาในวิถีชีวิตได้อย่างยั่งยืน</p> <p> </p>
ดิเรก สีหะ
ฉลอง พันธ์จันทร์
ธีระพงษ์ มีไธสง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ธรรมธารา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-sa/4.0
2026-07-29
2026-07-29
12 2
46
68
-
การศึกษาแสงสว่างแบบอาโลกะในการปฏิบัติสมาธิ ตามคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/dhammadhara/article/view/284324
<p>บทความวิจัยนี้มุ่งศึกษาลักษณะและบทบาทของแสงสว่างในบริบทของ “อาโลกะ” ตามคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงเอกสาร ผลการวิจัยพบว่า “อาโลกะ” หมายถึง ความสว่าง ความงดงาม การหยั่งรู้ที่เกิดขึ้นในใจ และการมองเห็น ในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท คำว่า “อาโลกะ” ปรากฏทั้งในรูปศัพท์เดี่ยว (ได้แก่ อาโลโก ในข้อความบาลี) และคำสมาส เช่น อาโลกสัญญา อาโลกผรณตา และอาโลกกสิณ ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของแสงสว่างที่ใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการปฏิบัติสมาธิ ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นว่า ประเภทและบทบาทของแสงสว่างในการนำไปปฏิบัติสมาธิ แบ่งได้ 3 ระดับ คือ ระดับที่ 1 แสงสว่างของวัตถุภายนอก (L1) ได้แก่ แสงสว่างที่ช่วยกำจัดถีนมิทธะ ระดับที่ 2 แสงสว่างภายในขั้นที่ยังไม่สิ้นอาสวกิเลส (L2) ได้แก่ แสงสว่างของจิตที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นจากนิวรณ์ทั้ง 5 ประการ และนำไปสู่การเข้าถึงญาณทัสสนะหรือทิพพจักขุ รวมถึงแสงสว่างที่เกิดขึ้นพร้อมกับวิชชาที่ 1 ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ และวิชชาที่ 2 จุตูปปาตญาณ และระดับที่ 3 แสงสว่างภายในขั้นสิ้นอาสวกิเลส (L3) ได้แก่ แสงสว่างที่เกิดจากการเห็นหมดจดดีแล้วในอริยสัจ 4 พร้อมกับการบรรลุวิชชาที่ 3 คือ อาสวักขยญาณ ซึ่งเป็นการบรรลุ<br />อรหัตตมรรคญาณ ทั้งนี้ แม้แสงสว่างอาจถูกจัดเป็นวิปัสสนูปกิเลสหากผู้ปฏิบัติหลงยึดติด แต่โดยพื้นฐานแล้วถือเป็นปัจจัยเกื้อกูลที่แสดงถึงความก้าวหน้าในการปฏิบัติสมาธิและเอื้อต่อการบรรลุธรรมขั้นสูงสุด</p>
ไตรภพ มฺมารกฺขิโต (รอดจันทร์)
ประภากร พนัสดิษฐ์
ชาคริต แหลมม่วง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ธรรมธารา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-sa/4.0
2026-07-29
2026-07-29
12 2
69
93
-
นวัตกรรมการพัฒนาสติและอุเบกขา เพื่อลดละกิเลสในชีวิตประจำวัน ตามแนวทางมหาสติปัฏฐานสูตร
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/dhammadhara/article/view/286748
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ (1) พัฒนาแบบประเมินการรู้เท่าทันและการลดละกิเลสโดยใช้สติและอุเบกขา (2) ออกแบบและพัฒนาพุทธนวัตกรรมฐานสติและอุเบกขา ในรูปแบบสื่อสถานการณ์สมมุติและกระบวนการฝึก และ (3) ทดลองใช้ ประเมินผล และจัดทำคู่มือการใช้สติและอุเบกขาในชีวิตประจำวัน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (R&D) แบบผสานวิธี (Mixed Methods) แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ R1 การศึกษาและพัฒนาเครื่องมือเบื้องต้น D1 การพัฒนาและปรับปรุงนวัตกรรม และ R2–D2 การทดลองใช้และประเมินผล กลุ่มตัวอย่างระยะทดลองประกอบด้วยพระวิปัสสนาจารย์และผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน รวม 35 รูป/คน เก็บข้อมูลด้วยแบบประเมินก่อนและหลังการทดลอง การสัมภาษณ์ และบันทึกสะท้อนตน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบค่าที และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา<br />ผลการวิจัยพบว่า<br />1. สามารถพัฒนาแบบประเมินโดยอิงโครงสร้างมหาสติปัฏฐานสูตร 4 ด้าน ได้แก่ กาย เวทนา จิต และธรรม ควบคู่ตัวชี้วัดโลภะ โทสะ และโมหะ ได้แบบประเมิน 3 ชุด ได้แก่ แบบประเมินสติ แบบประเมินอุเบกขา และแบบประเมินการรู้เท่าทันกิเลส ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและความเชื่อมั่นในระดับเหมาะสมสำหรับใช้ในการวิจัย IOC มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0.90 <br />2. พุทธนวัตกรรมฐานสติ–อุเบกขา ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วน ได้แก่ 1) คลิปสื่อสถานการณ์สมมติ 2) โปรแกรมฝึกสติ–อุเบกขา 8 สัปดาห์ และ 3) เครื่องมือประเมินการรู้เท่าทันกิเลส โดยองค์ประกอบทั้งหมดเชื่อมโยงกับกลไก “เวทนา–สติ–อุเบกขา–การยับยั้งกิเลส” ตามหลักปฏิจจสมุปบาทและสติปัฏฐาน 4 นวัตกรรมผ่านการรับรองจากผู้ทรงคุณวุฒิพบว่า มีความสอดคล้องเชิงหลักธรรมในระดับสูงมาก ที่ร้อยละ 95<br />3. ผลจากการทดลองใช้ 8 สัปดาห์ กลุ่มตัวอย่างมีคะแนนการรู้เท่าทันและการลดละกิเลสสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และสะท้อนพัฒนาการเชิงคุณภาพ ได้แก่ ความสามารถหยุดวงจรเวทนา–ตัณหาได้รวดเร็วขึ้น ลดความรุนแรงของอารมณ์ และรักษาความเป็นกลางของจิตในสถานการณ์กระทบใจ พร้อมจัดทำคู่มือการฝึกเพื่อขยายผล<br />องค์ความรู้ที่ได้คือ “MEDITATE Model” ซึ่งอธิบายกลไกพัฒนาจิตผ่าน 8 ขั้น ได้แก่ Mindfulness, Equanimity, Defilement Inhibition, Insight, Transformation, Awareness Integration, Training Continuity และ Evaluation อันเป็นการยกระดับมหาสติปัฏฐานสูตรสู่พุทธนวัตกรรมเชิงประจักษ์ที่ตรวจสอบและขยายผลได้ในสังคมร่วมสมัย</p>
กรณ์รวรรณ อุทัยวรรณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ธรรมธารา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-sa/4.0
2026-07-29
2026-07-29
12 2
94
116
-
การมีสติตื่นรู้และการยึดแนวทางการแพทย์ กับการกำกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ ของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/dhammadhara/article/view/287210
<p>โรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นปัญหาสุขภาพที่ผู้ป่วยต้องกำกับพฤติกรรมของตนควบคู่กับการรักษาตามแนวทางการแพทย์เพื่อควบคุมโรคและลดภาวะแทรกซ้อน การวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์ 2 ข้อ คือ (1) เพื่อศึกษาวิธีการรักษาแบบการแพทย์สมัยใหม่และความเชื่อมั่นต่อการรักษาที่สัมพันธ์กับการดูแลสุขภาพตนเองของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง และ (2) เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการมีสติตื่นรู้และการคิดเชิงปัญญาตามหลักโยนิโสมนสิการกับการกำกับพฤติกรรมด้านการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยกลุ่มโรคนี้ เป็นการวิจัยเอกสาร ทำการสังเคราะห์ข้อมูลจากพระไตรปิฎก อรรถกถา บทความวิจัย และเอกสารที่เกี่ยวข้อง จากนั้นวิเคราะห์และเรียบเรียงเนื้อหาตามวัตถุประสงค์การวิจัย<br />ผลการศึกษาพบว่า แนวทางการรักษาตามหลักการแพทย์สมัยใหม่ที่เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ มีส่วนสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับจากผู้ป่วย นอกจากนี้แนวทางดังกล่าวยังช่วยเสริมสร้างให้ผู้ป่วยมีสุขภาพจิตดี เพราะการสนับสนุนให้ผู้ป่วยร่วมมือในการกำกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองมีผลทำให้สามารถควบคุมตนทั้งความคิด อารมณ์ และการตระหนักรู้จากภายในได้ ซึ่งนำไปสู่การดูแลตนเองในด้านอาหาร การใช้ยา การพักผ่อน และการออกกำลังกาย ที่น่าสนใจ การมีสติตื่นรู้และการคิดเชิงปัญญาตามหลักโยนิโสมนสิการมีเนื้อหาสัมพันธ์กับการกำกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของผู้ป่วย กล่าวคือ การมีสติตื่นรู้เป็นกลไกพื้นฐานในการรู้เท่าทันกาย ใจ และอารมณ์ ซึ่งมีส่วนช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวล ขณะที่การคิดเชิงปัญญาที่เป็นกระบวนการคิดไตร่ตรองอย่างมีเหตุผล จะส่งผลต่อความสามารถในการกำกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของตน ดังนั้น การส่งเสริมให้มีการประยุกต์ใช้แนวคิดเรื่องการมีสติตื่นรู้และการคิดเชิงปัญญาร่วมกับแนวทางการแพทย์สมัยใหม่ ที่เป็นการบูรณาการองค์ความรู้ด้านการแพทย์ ด้านจิตวิทยา และด้านพระพุทธศาสนาเข้าด้วยกันจึงมีความจำเป็น เพราะเป็นองค์ประกอบที่สนับสนุนให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการรักษา ซึ่งส่งผลให้ผู้ป่วยสามารถกำกับพฤติกรรมด้านการดูแลสุขภาพของตนได้อย่างเหมาะสม โดยข้อค้นพบจากการวิจัยจะเป็นประโยชน์กับหน่วยบริการสุขภาพ บุคลากรด้านสาธารณสุข นักจิตวิทยา ผู้กำหนดนโยบาย ตลอดจนผู้ป่วยและครอบครัว เพราะเป็นแนวทางที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้ป่วยกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังสามารถดูแลสุขภาพตนเองได้อย่างเหมาะสม</p>
ธันยมน อินทร์ทองน้อย
กรรณิการ์ ขาวเงิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ธรรมธารา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-sa/4.0
2026-07-29
2026-07-29
12 2
117
148
-
การพัฒนารูปแบบกิจกรรมการเตรียมจิตก่อนตาย เชิงพุทธบูรณาการในผู้สูงอายุ
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/dhammadhara/article/view/286686
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ (1) เพื่อออกแบบและพัฒนารูปแบบกิจกรรมการเตรียมจิตก่อนตายเชิงพุทธบูรณาการในผู้สูงอายุ (2) เพื่อทดลองใช้รูปแบบกิจกรรมฯในกลุ่มผู้สูงอายุ และ (3) เพื่อประเมินผลการใช้รูปแบบกิจกรรมฯต่อภาวะจิตของผู้สูงอายุ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (R&D) และการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods) แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ R1 การศึกษาและสังเคราะห์องค์ความรู้จากคัมภีร์พระพุทธศาสนา งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ D1 การพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพรูปแบบ และ R2-D2 การทดลองใช้และประเมินผล โดยใช้แบบแผน One-Group Pretest–Posttest Design ควบคู่การวิเคราะห์เชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) และปรับปรุงเป็นรูปแบบฉบับสมบูรณ์<br />ผลการวิจัยพบว่า หลักธรรมที่เหมาะสมต่อการพัฒนาโปรแกรม ได้แก่ ไตรลักษณ์ หลักกรรม สติปัฏฐาน 4 มรณานุสสติ และไตรสิกขา ซึ่งสามารถจัดวางเป็นโครงสร้างเชิงเหตุ-ปัจจัย โดยมีไตรสิกขาเป็นแกนกลาง นำไปสู่การพัฒนา BUDDHA-END Model ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดรูปแบบกิจกรรมเชิงพุทธบูรณาการที่เชื่อมโยงพระพุทธศาสนากับศาสตร์สมัยใหม่ทางการแพทย์และทางจิตวิทยา โดยมีรูปแบบกิจกรรม 5 ขั้นตอน คือ (1) เจริญสติรู้กายรู้ใจตามหลักสติปัฏฐาน 4 (2) สนทนาธรรม “ความตายเป็นเรื่องธรรมดา” และนำเจริญมรณานุสสติ (3) การเตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมกิจ “ก่อนวาระสุดท้ายมาถึง” ทางการแพทย์และจิตวิทยา (4) เขียนจดหมายขอขมา ให้อภัย หรืออำลาก่อนลาจาก และ (5) การทดลองตายก่อนตาย <br />ผลจากการทดลองใช้กับผู้สูงอายุ 32 คน พบว่า คะแนนความสงบทางจิตใจ การยอมรับความตาย และการปล่อยวางเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สอดคล้องกับข้อมูลเชิงคุณภาพที่ผู้เข้าร่วมสะท้อนประสบการณ์ “ใจเบา” ตามกลไกการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยเริ่มจากสติเห็นตามความเป็นจริง ส่งผลให้เห็นความไม่เที่ยง ทำให้คลายอุปาทาน นำไปสู่การยอมรับและปล่อยวาง สะท้อนให้เห็นถึงข้อค้นพบที่สำคัญที่สุดในมิติทางด้านจิต คือ รูปแบบกิจกรรมตามกรอบแนวคิด BUDDHA–END Model ก่อให้เกิดกระบวนการพัฒนาจิต ทำให้ผู้สูงอายุสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเตรียมกาย เตรียมจิต และเตรียมกิจ เพื่อความพร้อมก่อนตาย ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการดูแลแบบองค์รวม (Holistic Care) ที่เน้นทั้งมิติร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ</p>
เฉลิมพันธุ์ ศรีชนะชัยโชค
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ธรรมธารา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-sa/4.0
2026-07-29
2026-07-29
12 2
149
174
-
การถอดบทเรียนผลของปาณาติบาต ตามหลักกฎแห่งกรรม ในมุมมองคำสอนพระพุทธศาสนา
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/dhammadhara/article/view/283629
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สังเคราะห์สื่อสะท้อนกฎแห่งกรรมเรื่องปาณาติบาตตามคำสอนในพระพุทธศาสนา 2) พัฒนาสื่อสะท้อนกฎแห่งกรรมเรื่องปาณาติบาตตามคำสอนในพระพุทธศาสนา และ 3) เพื่อประยุกต์ใช้ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมมนุษย์สะท้อนกฎแห่งกรรมเรื่องปาณาติบาตตามคำสอนในพระพุทธศาสนา วิธีดำเนินการวิจัยใช้แนวทางเชิงคุณภาพร่วมกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยบูรณาการ 3 มิติ ได้แก่ (1) การศึกษาหลักธรรมในพระไตรปิฎกและคัมภีร์อรรถกถา (2) การเก็บข้อมูลภาคสนามผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการสังเกตแบบมีส่วนร่วมกับเยาวชน นักวิชาการ และพระสงฆ์ และ (3) การออกแบบสื่อเชิงละคร โดยใช้เทคนิคสตอรี่บอร์ด แสง เงา และสัญลักษณ์ทางศิลป์<br />ผลการวิจัยพบว่า ประการแรก เจตนาเป็นแกนกลางของการตีความกรรม โดยการกระทำทั้งเล็กน้อยและร้ายแรงล้วนมีผลต่อปัจเจกบุคคลและสังคม โดยเฉพาะอนันตริยกรรมซึ่งทำลายรากฐานคุณค่าทางศีลธรรม ประการที่ 2 การพัฒนาสื่อในรูปแบบละครสั้น เงากรรม และ มาตุฆาต<br />สามารถถ่ายทอดหลักธรรมในเชิงรูปธรรม โดยใช้โครงสร้างเรื่องเล่า 3 ชั้น (หลักการ เรื่องเล่า การสะท้อนคิด) เพื่อให้เข้าถึงผู้ชมทั้งด้านสติปัญญาและอารมณ์ ประการที่ 3 การนำสื่อไปใช้จริงก่อให้เกิดผลในเชิงอารมณ์ ความคิด และพฤติกรรมอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในโรงเรียน วัด ชุมชน และสื่อออนไลน์ โดยผู้เรียนเกิดการตระหนักรู้ เกรงกลัวบาป เคารพศักดิ์ศรีชีวิต และตั้งใจปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตจริง<br />จากการบูรณาการพระพุทธศาสนา กระบวนการวิจัยเชิงสังคม และศาสตร์การสื่อสาร/ละคร งานวิจัยนี้ได้สังเคราะห์องค์ความรู้ใหม่ในชื่อ “PĀNA Model” ซึ่งถอดรหัสจากคำว่า<br />Pānātipātā (ปาณาติบาต) ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนคือ P = Principle of Dhamma (หลักธรรม), Ā = Analytical Synthesis (การสังเคราะห์วิเคราะห์), N = Narrative Media (การสร้างสื่อเล่าเรื่อง), และ A = Awareness & Action (การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม) โมเดลดังกล่าวสามารถใช้เป็น<br />กรอบอธิบายกระบวนการสร้างสื่อเชิงพุทธที่มีรากฐานจากพระไตรปิฎก เชื่อมโยงกับปัญหาสังคมร่วมสมัย และนำไปสู่การสร้างการเรียนรู้เชิงคุณธรรมและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในระดับบุคคลและสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม </p>
นพขวัญ นาคนวน
ศุภวัฒน์ ฐานวุฑฺโฒ
โยตะ Yota
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ธรรมธารา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-sa/4.0
2026-07-29
2026-07-29
12 2
175
194
-
รูปแบบการพัฒนาเยาวชนคุณธรรม ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ด้วยกระบวนการสร้างจริยธรรมแบบ Active Learning
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/dhammadhara/article/view/285260
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างรูปแบบการพัฒนาเยาวชนคุณธรรมระดับมัธยมศึกษาตอนปลายด้วยกระบวนการสร้างจริยธรรมแบบ Active Learning และ 2) ประเมินความเหมาะสมของรูปแบบการพัฒนาเยาวชนคุณธรรมฯ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (mixed-methods) คือ การวิจัยเชิงคุณภาพและการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการสอนด้านจริยธรรมในสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จากโรงเรียนมัธยมศึกษาทั่วประเทศ 30 แห่ง จำนวน 43 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบประเมินความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับความเหมาะสมของรูปแบบการพัฒนาเยาวชนคุณธรรมฯ ซึ่งผ่านการวิเคราะห์และสังเคราะห์เป็นแบบฟอร์มโดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 คน การดำเนินการวิจัยมี 3 ระยะ คือ 1) ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ทำการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล 2) สร้างรูปแบบการพัฒนาเยาวชนคุณธรรมระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ด้วยกระบวนการสร้างจริยธรรมแบบ Active Learning และ 3) ประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการพัฒนาเยาวชนคุณธรรมระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ด้วยกระบวนการสร้างจริยธรรมแบบ Active Learning ที่ได้ ประกอบด้วย 4 กระบวนการ คือ (1) กระบวนการจัดตั้งคณะทำงาน (2) กระบวนการจัดทำโครงการพัฒนาเยาวชนคุณธรรม (3) กระบวนการพัฒนาเยาวชนคุณธรรม และ (4) กระบวนการประเมินผลโครงการพัฒนาเยาวชนคุณธรรม 2) ผลการประเมินความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของรูปแบบพัฒนาเยาวชนคุณธรรมฯ พบว่า ในภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.60) จึงสรุปได้ว่า รูปแบบการพัฒนาเยาวชนคุณธรรมระดับมัธยมศึกษาตอนปลายด้วยกระบวนการสร้างจริยธรรมแบบ Active Learning ที่คณะผู้วิจัยสร้างขึ้นมีความเหมาะสม สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาเยาวชนคุณธรรมระดับมัธยมศึกษาตอนปลายได้ จะเห็นได้ว่ากระบวนการพัฒนาเยาวชนคุณธรรมที่ได้สังเคราะห์ขึ้นนี้มีความสมบูรณ์ในตน เป็นระบบที่มีพลวัต สามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ทั้งยังมีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมยุคใหม่ มิได้ตกอยู่ภายใต้กรอบเดิมที่ตายตัว เปิดพื้นที่ให้การพัฒนาเยาวชนเป็นไปอย่างมีชีวิตและมีความหมาย นำไปสู่การสร้างเยาวชนคุณธรรมที่งอกงามทั้งในด้านความคิด จิตใจ และพฤติกรรม อันเป็นรากฐานของสังคมที่ดีงามในระยะยาว </p>
บารมี อริยะเลิศเมตตา
วิไลพร สุจริตธรรมกุล
ประภากร พนัสดิษฐ์
นาตยา แก้วใส
อัชฌา หลิ่วเจริญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ธรรมธารา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-sa/4.0
2026-07-29
2026-07-29
12 2
195
218
-
ข้าวยาคูในพระไตรปิฎก: สาระสำคัญและบทบัญญัติทางพระวินัย
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/dhammadhara/article/view/284272
<p>บทความนี้ผู้เขียนมุ่งศึกษาข้าวยาคูในพระไตรปิฎกทั้งในด้านความหมาย สาระสำคัญ และความเป็นมาที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนา ตลอดจนข้อบัญญัติทางพระวินัยที่เกี่ยวข้องกับภิกษุและภิกษุณี ปัญหาที่เป็นที่มาของการศึกษาคือ ยาคูมักถูกเข้าใจในฐานะอาหารพื้นบ้านจากข้าวหรือเครื่องดื่มที่จัดทำขึ้นเพื่อถวายพระสงฆ์ โดยยังขาดการวิเคราะห์สถานะในพระวินัยและนัยสำคัญทางพระพุทธศาสนา วัตถุประสงค์ของบทความนี้คือ (1) อธิบายความหมาย สาระสำคัญ ความเป็นมา และคุณค่าทางโภชนาการของข้าวยาคู (2) วิเคราะห์อานิสงส์การถวายข้าวยาคูตามที่ปรากฏในพระไตรปิฎก (3) พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างข้าวยาคูกับข้อบัญญัติพระวินัย และ (4) เทียบเคียงข้าวยาคูในสมัยพุทธกาลกับน้ำนมข้าวยาคูในสังคมไทยปัจจุบัน โดยใช้การศึกษาทางเอกสาร ทั้งพระไตรปิฎก อรรถกถา และเอกสารร่วมสมัยที่เกี่ยวข้อง<br />ผลการศึกษาพบว่า ข้าวยาคูมีสถานะเป็นโภชนะที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ฉันก่อนบิณฑบาต จัดอยู่ในหมวดน้ำปานะ และเป็นเหตุให้เกิดข้อบัญญัติหลายประการในพระวินัย เช่น การตั้งสลากข้าวยาคู การจำแนกว่ายาคูชนิดใดเป็นภัตหรือไม่เป็นภัต และการวินิจฉัยกรณีเฉพาะในหมู่สงฆ์ ข้าวยาคูยังปรากฏในพระไตรปิฎกว่าเป็นบุญกิริยาวัตถุที่ให้ผลทั้งในระดับโลกิยะและโลกุตตร การเทียบเคียงกับน้ำนมข้าวยาคูในสังคมไทยปัจจุบันชี้ให้เห็นว่า แม้กรรมวิธีการผลิตและบริบททางเศรษฐกิจแตกต่างจากสมัยพุทธกาล แต่หลักการด้านโภชนาการที่เน้นความเบา ย่อยง่าย และเกื้อกูลต่อการดำรงชีวิตอย่างมีวินัยยังมีจุดร่วม อย่างไรก็ตาม การพิจารณาความสอดคล้องกับข้อบัญญัติพระวินัยต้องอาศัยลักษณะจริงของผลิตภัณฑ์เป็นเกณฑ์ การศึกษานี้จึงทำให้เห็นข้าวยาคูในฐานะโภชนะที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับข้อบัญญัติพระวินัย การดำรงชีวิตของพระสงฆ์ และบทบาทของคฤหัสถ์ผู้ถวาย พร้อมทั้งแสดงความต่อเนื่องและความเปลี่ยนแปลงของความเข้าใจเกี่ยวกับข้าวยาคูจากบริบทสมัยพุทธกาลสู่สังคมไทยปัจจุบันอย่างชัดเจน</p>
อุดม จันทิมา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ธรรมธารา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-sa/4.0
2026-07-29
2026-07-29
12 2
219
249
-
งานอรรถาธิบายในวรรณคดีบาลี: พัฒนาการและความสำคัญ
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/dhammadhara/article/view/286608
<p>บทความนี้ได้ศึกษาความสำคัญและพัฒนาการของงานอรรถาธิบายในวรรณคดีบาลี ซึ่งมีบทบาทหลักในการรักษาและอธิบายพุทธพจน์ให้กระจ่างชัด การศึกษาพบว่า ลักษณะการอธิบายเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ในพระไตรปิฎก เช่น คัมภีร์วิภังค์และนิทเทส ก่อนจะพัฒนาสู่รูปแบบที่มีโครงสร้างของวรรณกรรมชัดเจนและเป็นระบบมากขึ้นในยุคอรรถกถา โดยได้รับอิทธิพลมาจากวิธีการในคัมภีร์เนตติปกรณ์ งานอรรถาธิบายแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ สายพระไตรปิฎก (อรรถกถา ฎีกา) และนอกสายพระไตรปิฎก (ปกรณ์วิเสส) วรรณคดีเหล่านี้มีโครงสร้างสำคัญประกอบด้วย บทอุทเทสและนิทเทส พร้อมด้วยองค์ประกอบหลัก 4 ส่วน คือ <br />คันถารัมภกถา นิทาน วรรณนา และนิคมนกถา งานอรรถาธิบายมีความสำคัญอย่างยิ่งในแง่ของประเด็นหลัก 3 ประการ ได้แก่ 1) ช่วยให้เนื้อหาของเทศนามีความกระจ่างชัดผ่านการนิยามศัพท์และการตีความที่ถูกต้องตรงตามวัตถุประสงค์ 2) ทำหน้าที่เป็นคู่มือการแปลที่ช่วยวินิจฉัยความซับซ้อนทางไวยากรณ์และรูปศัพท์บาลีที่ยากต่อการทำความเข้าใจ และ 3) เป็นแหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญซึ่งเกี่ยวข้องกับบุคคลและเหตุการณ์ในอดีต เช่น เรื่องราวของพระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งช่วยให้เข้าใจบริบทของพุทธศาสนาในยุคต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น งานเหล่านี้สะท้อนถึงวิวัฒนาการของภาษาบาลีและทักษะอันเชี่ยวชาญของพระคันถรจนาจารย์ในการสืบทอดพระธรรมวินัยอย่างไม่ขาดสาย ส่งผลให้งานอรรถาธิบายเป็นกุญแจสำคัญที่เชื่อมโยงผู้ศึกษาให้เข้าถึงแก่นแท้ของคำสอนผ่านโครงสร้างภาษาที่มีแบบแผนและทรงคุณค่าทางวิชาการและวรรณศิลป์อย่างยิ่ง</p>
อนุกูล เงางาม
อุทัย ปัดถาพิมพ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ธรรมธารา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-sa/4.0
2026-07-29
2026-07-29
12 2
250
276
-
การศึกษาต้นฉบับใบลานเรื่อง “มหากัปปินวัณณนา” วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/dhammadhara/article/view/285869
<p>มหากัปปินวัณณนา เป็นวรรณกรรมบาลีประเภทปกรณ์พิเศษฝ่ายพระสูตร หรือที่รู้จักกันว่า “พระสูตรนอกนิบาต” มีเนื้อหาเกี่ยวกับการพรรณนาพระคุณของพระพุทธองค์ด้านความเป็นผู้ทรงพระปรีชาในการฝึกบุรุษ โดยยกเรื่องของพระเจ้ามหากัปปินะ กษัตริย์เมืองสิริมดีที่พระพุทธองค์ต้องทรงจำแลงพระวรกายเป็นพระเจ้าจักรพรรดิเพื่อทรมานให้หมดทิฏฐิมานะเป็นอุทาหรณ์ ได้รับการกล่าวถึงว่ามีเนื้อหาคล้ายมหาชมพูบดีสูตร ปัจจุบันพบต้นฉบับใบลานในประเทศไทย 18 ฉบับ ในบทความนี้ ผู้เขียนเลือกใช้ฉบับรักทึบ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร เป็นฉบับหลักในการศึกษา เพื่อการเปรียบเทียบเนื้อหาและกำหนดอายุของตัววรรณกรรม<br />ผลการศึกษาพบว่า ต้นฉบับใบลานฉบับนี้ มีรูปอักษร ทั้งพยัญชนะ และสระ ของตัวอักษรขอมบรรจงและตัวเกษียณที่สามารถกำหนดอายุได้ราวครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ 22 ไปจนถึงพุทธศตวรรษที่ 23 ซึ่งเป็นต้นฉบับใบลานของมหากัปปินวัณณนาที่มีอายุเก่าที่สุดในขณะนี้ โดยรูปพยัญชนะ รูปสระที่มีการสะกดแตกต่างไปจากภาษาบาลีแบบแผนในปัจจุบัน นอกจากนี้ภายในเนื้อหายังมีการใช้สมาสที่ยาวถึง 12 คำ การประกอบคำกิริยาขึ้นใหม่โดยเลียนแบบเสียงหรือคำศัพท์จากภาษาไทย รูปประโยคที่แตกต่างภาษาบาลีแบบแผน การใช้ฉันทลักษณ์ที่หลากหลาย และศัพท์สำนวนที่คล้ายคลึงกับจามเทวีวงศ์ เมื่อเปรียบเทียบเนื้อหาของวรรณกรรมบาลีเรื่องนี้ กับมหากัปปินวัตถุ ในธัมมปทัฏฐกถา กัปผิณาวทาน ในอวทาน-ศตกะ เรื่องมหากัปปินะ ในทมมูกนิทาน และมหาชมพูบดีสูตร พบว่าวรรณกรรมบาลีเรื่องนี้ได้รับอิทธิพลจากอวทาน-ศตกะ อาจแต่งขึ้นในอาณาจักรล้านนาราวพุทธศตวรรษที่ 20-21 ซึ่งเป็นยุคทองของวรรณกรรมบาลี ก่อนส่งอิทธิพลให้มหาชมพูบดีสูตรในภายหลัง</p>
ภาสกร ชาลาธราวัฒน์
กังวล คัชชิมา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ธรรมธารา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-sa/4.0
2026-07-29
2026-07-29
12 2
277
304
-
พัฒนาการและอิทธิพลของคำสอนพระพุทธศาสนา ที่ปรากฏในจารึกและใบเสมาทวารวดีภาคอีสาน
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/dhammadhara/article/view/284686
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาประวัติศาสตร์ภาคอีสานในยุคก่อนประวัติศาสตร์ (2) ศึกษาประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในภาคอีสานในยุคทวารวดี และ (3) ศึกษาอิทธิพลของคำสอนพระพุทธศาสนาที่ปรากฏในจารึกและใบเสมาทวารวดีภาคอีสาน งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาจากเอกสารและสำรวจภาคสนามในแหล่งโบราณคดีสำคัญ เช่น ภูพระบาท ฟ้าแดดสงยาง เมืองเสมา นครจำปาศรี เป็นต้น วิเคราะห์ด้วยวิธีการพรรณนาเชิงวิเคราะห์<br />ผลการศึกษาพบว่า พระพุทธศาสนาในภาคอีสานเกิดจากการสั่งสมทางวัฒนธรรมหลายชั้น ได้แก่ (1) ชั้นความเชื่อดั้งเดิมก่อนประวัติศาสตร์ เช่น ความเชื่อเรื่องผี การบูชาบรรพบุรุษ และการใช้หินตั้งหรือเพิงหินในพิธีกรรม ซึ่งเป็นพื้นฐานสัญลักษณ์ของชุมชนท้องถิ่น (2) ชั้นพระพุทธศาสนาทวารวดีที่แพร่จากภาคกลางเข้าสู่อีสาน โดยรูปแบบศิลปกรรม เช่น ใบเสมาและธรรมจักร ถูกปรับให้สอดคล้องกับคติพื้นถิ่นจนเกิดเป็นพุทธศิลป์เอกลักษณ์เฉพาะอีสาน (3) ชั้นคติคำสอนทางพระพุทธศาสนา พบว่า จารึกภาคกลางเน้นหลักธรรมแก่นแกน ได้แก่ อริยสัจ 4 ปฏิจจสมุปบาท และพุทธอุทาน ขณะที่จารึกอีสานเน้นความเชื่อเรื่องบุญ บารมี โลกหน้า พระเมตไตรย์พุทธเจ้า และคติมหายาน ตลอดจนการใช้ใบเสมาเป็นสื่อการสอนแบบภาพ และเกิดเป็นชั้นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์และภูมิทัศน์วัฒนธรรม เช่น ภูพระบาท ฟ้าแดดสงยาง นครจำปาศรี ซึ่งใช้ประกอบศาสนกิจต่อเนื่องมานับพันปี แสดงความเชื่อมต่อระหว่างความเชื่อก่อนประวัติศาสตร์ พระพุทธศาสนา และคติศาสนาในสมัยหลัง บทความนี้เสนอแบบจำลองใหม่ของปฏิสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม คือ “แบบจำลองพัฒนาการพระพุทธศาสนาอีสานแบบหลายชั้น” (Layered Cultural Model of Isan Buddhism) ที่อธิบายการพัฒนาพระพุทธศาสนาอีสานในเชิงระบบผ่านความสัมพันธ์ของสัญลักษณ์พื้นถิ่น การผสมผสานศิลปกรรมทวารวดี การเลือกคำสอนให้เหมาะกับสังคม และบทบาทของภูมิทัศน์ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์วัฒนธรรมลุ่มน้ำโขงอย่างชัดเจน และเป็นฐานความรู้สำคัญต่อการอนุรักษ์ใบเสมาและภูมิทัศน์ศักดิ์สิทธิ์ การตีความมรดกวัฒนธรรม และการศึกษาพุทธศาสนาเชิงพื้นที่ในลุ่มน้ำโขง </p>
ไกรฤกษ์ ศิลาคม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ธรรมธารา
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-sa/4.0
2026-07-29
2026-07-29
12 2
305
333