ธรรมธารา https://so01.tci-thaijo.org/index.php/dhammadhara <p><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขต</strong><br /> วารสารธรรมธารา (Dhammadhara Journal of Buddhist Studies, DJBS) ISSN 2651-2262 (Online) เป็นวารสารวิชาการทางพระพุทธศาสนาของมูลนิธิสถาบันธรรมชัย อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อยู่ภายใต้การดำเนินงานของศูนย์พุทธศาสตร์ศึกษา DCI มีวัตถุประสงค์เพื่อการส่งเสริม สนับสนุน และเป็นแหล่งข้อมูลในการเผยแพร่ผลงานวิจัยและบทความวิชาการให้กับคณาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย และผู้สนใจ โดยมีเนื้อหาทางพระพุทธศาสนา 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 พระพุทธศาสนาเชิงคัมภีร์ คือ มีการศึกษาวิจัยเนื้อหาในพระไตรปิฎกในภาษาต่าง ๆ เช่น ภาษาบาลี ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาทิเบต ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น เป็นต้น กลุ่มที่ 2 พระพุทธศาสนาเชิงประยุกต์ คือ การนำหลักธรรมในพระพุทธศาสนาไปประยุกต์เข้ากับศาสตร์สมัยใหม่ เช่น งานวิจัยนวัตกรรมเชิงพุทธด้านมนุษยศาสตร์และด้านสังคมศาสตร์ ทั้งนี้ผู้เขียนสามารถแยกประเภทของบทความตามเนื้อหาหลักได้ดังนี้ กลุ่มที่ 1 พระพุทธศาสนาเชิงคัมภีร์ ประกอบด้วย คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาสายจารีตต่างๆ ประวัติศาสตร์ทางพระพุทธศาสนา และกลุ่มที่ 2 พระพุทธศาสนาเชิงประยุกต์ ประกอบด้วย งานวิจัยนวัตกรรมเชิงพุทธบูรณาการ ด้านปรัชญา ด้านประเพณีและวัฒนธรรม ด้านจิตวิทยา ด้านการศึกษา ด้านศิลปกรรม ด้านเทคโนโลยี ด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้น<br /><br /><strong>ประเภทบทความที่รับพิจารณาตีพิมพ์ <br /></strong>วารสารธรรมธาราเปิดรับบทความ 4 ประเภท คือ<br /> 1) <strong>บทความวิจัย</strong>:- 1) บทนำ 2) วัตถุประสงค์ 3) นิยามศัพท์เฉพาะ 4) วิธีดำเนินการวิจัย 5) ผลการวิจัย 6) อภิปรายผล 7) องค์ความรู้ใหม่ 8) บทสรุปและข้อเสนอแนะ<br /> 2) <strong>บทความวิชาการ</strong>:- 1) บทนำ 2) เนื้อหา 3) ความรู้ใหม่ที่ได้จากการศึกษา 4) บทสรุป<br /> 3) <strong>บทความแปล </strong>จากภาษาต่างประเทศ เป็นการนำงานวิจัย งานวิชาการ หนังสือ ที่เขียนเป็นภาษาต่างประเทศ แปลนำเสนอเป็นบทความเพื่อนำความรู้มาแลกเปลี่ยน เปิดมุมมองใหม่จากทัศนะของนักวิชาการต่างประเทศ ทั้งภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ภาษาอังกฤษ ภาษาเยอรมัน เป็นต้น ทั้งนี้ต้องได้รับการยินยอมจากเจ้าของผลงานและสำนักพิมพ์ รวมทั้งผู้เขียนต้องนำเสนอมุมมองของตนเองต่องานชิ้นนั้นด้วย<br /> 4) <strong>บทความพิเศษ </strong>จากผู้เชี่ยวชาญ เป็นผลงานเขียนจากนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิระดับสูงทั้งในและต่างประเทศ ที่ได้รับการกลั่นกรองและอนุมัติจากบรรณาธิการและกองบรรณาธิการวารสารฯเรียบร้อยแล้ว เพื่อนำเสนองานเขียนให้ผู้อ่านได้รับประโยชน์สูงสุด<br /> ทั้งนี้บทความทุกประเภทจำนวนคำเฉลี่ยไม่ควรเกิน 9,000 คำ และขอแนะนำให้มีรูปภาพ ตาราง และแผนภูมิ จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจบทความได้ดีมากขึ้น<br /><br /><strong>วารสารธรรมธารา ตีพิมพ์ปีละ 2 ฉบับ<br /></strong>ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน <br />ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม</p> <p><strong>คำแนะนำสำหรับผู้เขียน </strong><a href="https://www.dhammadhara.org/wp-content/uploads/2019/02/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%89%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B3%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2.pdf"><br /></a>หลักเกณฑ์การอ้างอิงของวารสารธรรมธารา <a href="https://drive.google.com/file/d/1WeroaaRW2M0MaeSCGT6Bj-AUBjjCB_w2/view">คลิกเพื่ออ่าน</a><br />ตัวอย่างแบบฟอร์มการจัดหน้าบทความ [<a href="https://docs.google.com/file/d/1ijCebBaJ872x9UTYq1Kfg8weWH5N_BAE/view">.word</a>] [<a href="https://drive.google.com/file/d/1ew8WI06jszY8upUG1YsyNe0-U8qBN3D5/view">.pdf</a>]<br />ดาวน์โหลดแบบฟอร์ม [<a href="https://docs.google.com/file/d/119hFkOZHUzJJLyQuu7OtpEbmsDvyCIhv/view">download</a>]</p> <p><strong>ISSN 2651-2262 (Online)</strong></p> th-TH <p>ลิขสิทธิ์ มูลนิธิสถาบันธรรมชัย ศูนย์พุทธศาสตร์ศึกษา DCI</p> dhammadhara072@gmail.com (ดร.ภัทธิดา แรงทน | Phatthida Raengthon, Ph.D.) nisammakaro@gmail.com (พระมหาสุบงกช นิสมฺมกาโร | Phramaha Subongkot Nisammakaro) Mon, 19 Jan 2026 22:47:19 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 P.S.R.S Model: แนวทางการทำงานและแก้ปัญหาด้านเอกสารโบราณแบบองค์รวม https://so01.tci-thaijo.org/index.php/dhammadhara/article/view/283932 <p class="5125">บทความนี้ได้นำองค์ความรู้จากงานวิจัยเรื่อง “การพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการอนุรักษ์และศึกษาเอกสารตัวเขียน” คือ P.S.R.S. Model มานำเสนอแนวทางการทำงานและแก้ไขปัญหาด้านเอกสารโบราณอันเป็นแหล่งข้อมูลชั้นปฐมภูมิที่สำคัญ บันทึกภูมิปัญญาบรรพบุรุษไทยที่นับวันจะสูญสลายหายไปอยู่ตลอดเวลาทั้งจากภัยธรรมชาติและจากน้ำมือมนุษย์</p> <p class="5125">P.S.R.S. Model ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) P = Manuscript Preservation การอนุรักษ์ต้นฉบับ 2) S = Integrated Studies การศึกษาแบบบูรณาการ 3) R = Scholarly Research การวิจัยทางวิชาการ 4) S = Sustainability Network เครือข่ายความยั่งยืน และ 3 ระดับปฏิบัติการ ได้แก่ 1) L = Local Implementation การประยุกต์ใช้ระดับท้องถิ่น 2) N = National and Policy Integration การผสานนโยบายระดับชาติ 3) G = Global Network เครือข่ายระดับนานาชาติ</p> <p class="5125">โดยมีระบบ IT ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อสนับสนุนการทำงานของ P.S.R.S. Model มี 3 คุณสมบัติ ได้แก่ 1) รองรับทุกมาตรฐานการทำงาน 2) ทำงานบนฐานเทคโนโลยี Web 2.0 3) รองรับระบบส่วนต่อประสานโปรแกรมประยุกต์ มี 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) เซิร์ฟเวอร์ 2) ระบบฐานข้อมูล 3) ระบบส่วนต่อประสานโปรแกรมประยุกต์ 4) แอปพลิเคชัน และมี 4 ฟังก์ชันการทำงาน ได้แก่ 1) การนำเนื้อหาเข้าสู่ระบบ 2) การเข้าถึงข้อมูลต้นฉบับ 3) การเข้าถึงข้อมูลตัวอักษร 4) การเข้าถึงข้อมูลเชิงโปรแกรมมิ่ง</p> <p class="5125">ผลการศึกษาพบว่า สามารถนำ P.S.R.S. Model ไปประยุกต์ใช้ทำงานและแก้ปัญหาด้านเอกสารโบราณแบบองค์รวมได้อย่างดี โดยการนำ P.S.R.S. Model มาประยุกต์ใช้กับงานด้านเอกสารโบราณซึ่งมีงาน 4 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านการอนุรักษ์ 2. ด้านการศึกษา 3. ด้านการวิจัย 4. ด้านการสร้างความยั่งยืน และการแก้ปัญหาด้านเอกสารโบราณแบบครบวงจร จำเป็นต้องแก้ปัญหาให้ครบทั้ง 3 ระดับ ได้แก่ 1. ระดับปฏิบัติการ 2. ระดับนโยบาย 3. ระดับเครือข่าย</p> พระมหาธัญสัณห์ กิตฺติสาโร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ธรรมธารา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-sa/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/dhammadhara/article/view/283932 Mon, 19 Jan 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบกิจกรรมเพื่อลดความเสี่ยงต่อการหกล้มจากการเดิน ของผู้สูงอายุตามหลักกายคตาสติกัมมัฏฐาน https://so01.tci-thaijo.org/index.php/dhammadhara/article/view/283203 <p>งานวิจัยมีวัตถุประสงค์ 3 ข้อ คือ 1) เพื่อศึกษาลักษณะความเสี่ยงต่อการหกล้ม และกิจกรรมการลดความเสี่ยงต่อการหกล้มของผู้สูงอายุโดยใช้หลักกายคตาสติกัมมัฏฐาน 2) เพื่อพัฒนารูปแบบกิจกรรมตามหลักกายคตาสติกัมมัฏฐานสำหรับลดความเสี่ยงต่อการหกล้มจากการเดินของผู้สูงอายุ 3) เพื่อวัดและประเมินผลรูปแบบกิจกรรมลดความเสี่ยงต่อการหกล้มจากการเดินของผู้สูงอายุในตำบลนนทรี อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสาน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ กลุ่มเป้าหมาย 250 คน สำหรับการสำรวจ คัดเลือก 35 คน สำหรับการสัมภาษณ์เชิงลึก และผู้ทรงคุณวุฒิสำหรับการสนทนากลุ่ม เครื่องมือและเทคนิคการรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 1) แบบสอบถาม 2) แบบสัมภาษณ์เชิงลึก 3) การสนทนากลุ่ม 4) รูปแบบกิจกรรม และ 5) คู่มือการใช้รูปแบบกิจกรรม การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพรรณนา และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า<br />1) ผู้สูงอายุในพื้นที่ส่วนใหญ่ล้วนมีปัญหาด้านการหกล้ม ซึ่งเกิดจากการประกอบอาชีพ ตลอดจนถึงปัญหาสุขภาพที่ส่งผลต่อการทรงตัวของผู้สูงอายุจนทำให้มีการหกล้มเกิดขึ้น และการช่วยเหลือด้านการให้ความรู้จึงเป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างมากเนื่องจากยังไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปให้ความรู้เกี่ยวกับการหกล้ม หรือการลดความเสี่ยงของผู้สูงอายุแต่อย่างใด </p> <p>2) จากการลงพื้นที่เพื่อนำผู้สูงอายุร่วมทำกิจกรรม โดยมีกิจกรรมดังนี้คือ 1) ให้ความรู้ให้ผู้สูงอายุมีสติอยู่กับลมหายใจ 2) พิจารณากายว่าเต็มไปด้วยของไม่สะอาด 3) ความเสี่ยงต่อการหกล้มจากการเดินของผู้สูงอายุ 3) อาหารที่เหมาะกับผู้สูงอายุ 4) การกำหนดอิริยาบถย่อย 5) กำหนดอิริยาบถ 4 คือ ตลอดระยะเวลาโดยการสังเกตและวัดระดับจนพบว่าผู้สูงอายุมีพัฒนาการที่ดีและสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้</p> <p>3) ผู้สูงอายุมีพัฒนาการที่ดี โดยผลรวมของเครื่องมือที่สามารถวัดได้ คือ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ไม่มีความเสี่ยงต่อการหกล้มแล้ว เมื่อเปรียบเทียบผลการทดสอบของผู้สูงอายุ พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเข้าร่วมกิจกรรมสูงกว่าก่อนเข้าร่วมกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.000 ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า รูปแบบดังกล่าวสามารถนำมาใช้กับผู้สูงอายุในพื้นที่ ต.นนทรี อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ได้จริง และผู้สูงอายุยังมีความเสี่ยงต่อการหกล้มที่ลดลงอีกด้วย ดังสโลแกนที่ว่า “ผู้สูงอายุนนทรี ชีวิตดี ไม่มีล้ม”</p> พระมหาทวี มหาปญฺโญ, กรรณิการ์ ขาวเงิน, วิไลพร อุ่นเจ้าบ้าน, พระศราวุธ จันทนะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ธรรมธารา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-sa/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/dhammadhara/article/view/283203 Mon, 19 Jan 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการใช้จิตวิทยาเชิงพุทธในการเสริมสร้างสมาธิแก่เด็กปฐมวัย: กรณีศึกษาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดป่าประดู่พระอารามหลวง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง https://so01.tci-thaijo.org/index.php/dhammadhara/article/view/283133 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อสร้างคู่มือกิจกรรมและรูปแบบจิตวิทยาเชิงพุทธในการเสริมสร้างสมาธิแก่เด็กปฐมวัย 2) เพื่อศึกษาพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยหลังการทดลองใช้รูปแบบจิตวิทยาเชิงพุทธในการเสริมสร้างสมาธิเด็กปฐมวัย และ 3) เพื่อนำเสนอรูปแบบจิตวิทยาเชิงพุทธในการเสริมสร้างสมาธิแก่เด็กปฐมวัย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพเชิงปฏิบัติการ (Qualitative action research) โดยคำแนะนำผู้ให้ข้อมูลสำคัญผู้ทรงคุณวุฒิการประชุมกลุ่มเฉพาะ (Focus group discussion) เพื่อออกแบบคู่มือกิจกรรม รูปแบบการใช้จิตวิทยาเชิงพุทธในการสร้างสมาธิเด็กปฐมวัย สำหรับระยะเวลา 50 ชั่วโมง โดยกลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษา คือ เด็กปฐมวัย จำนวน 60 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง ข้อมูลที่ได้จากสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis)<br /> ผลการวิจัยพบว่า<br /> 1) ได้คู่มือกิจกรรม รูปแบบการใช้จิตวิทยาในการเสริมสร้างสมาธิแก่เด็กปฐมวัย สำหรับระยะเวลา 50 ชั่วโมง ประกอบด้วย 1) ตารางคู่มือกิจกรรมสำหรับเสริมสร้างสมาธิแก่เด็กปฐมวัย 2) ตารางฝึกสอนสมาธิ 50 ชั่วโมง (จำนวน 17 ครั้ง ใช้เวลา 3 ชั่วโมง/1 ครั้งวันพระ 3) ตารางการบ้านฝึกทำสมาธิก่อนนอน เป็นเวลา 5 สัปดาห์ (เป็นระยะเวลา 35 คืน) สำหรับเด็กปฐมวัย 4) ตารางพฤติกรรมเด็กปฐมวัยทั้ง 6 กลุ่ม 5) ตารางกิจกรรมทั้ง 6 กิจกรรม 6) ตาราง 6 กิจกรรมที่เหมาะสมกับพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยทั้ง 6 กลุ่ม 7) นำเสนอรูปแบบการใช้จิตวิทยาเชิงพุทธในการเสริมสร้างสมาธิให้แก่เด็กปฐมวัย<br /> 2) หลังจากการใช้รูปแบบการใช้จิตวิทยาในการเสริมสร้างสมาธิแก่เด็กปฐมวัย เด็กมีพฤติกรรมเชิงบวก ทั้งทางด้านการสื่อสาร การควบคุมร่างกาย การควบคุมจิตใจ การมีสมาธิที่ตั้งมั่น หยุดนิ่งได้นานขึ้น การรักตัวเอง การอ่อนโยนต่อตนเองและผู้อื่น<br /> 3) ได้ “5AB Model” ได้แก่ “5 กิจกรรม &amp; 5 พฤติกรรม” 1) กิจกรรมพูด/ฟัง ที่เหมาะสมกับ (พฤติกรรมเด็กกลุ่มที่ 1 เด็กไม่พูดถามไม่ตอบ) 2) กิจกรรมเดินถือแก้วน้ำ ที่เหมาะสมกับ (พฤติกรรมเด็กกลุ่มที่ 2 เด็กที่มีความฟุ้งซ่าน กดดันทำร้ายตัวเอง และตีเพื่อน) 3) กิจกรรมขยับร่างกายและหยุดร่างกาย ที่เหมาะสมกับ (พฤติกรรมเด็กกลุ่มที่ 3 เด็กที่มีการตอบสนองเชื่องช้า ความรู้ตัวช้ากว่าปกติมากจิตไม่อยู่กับปัจจุบัน) 4) กิจกรรมจินตนาการในสมาธิ (วาดรูป) ที่เหมาะสมกับ (พฤติกรรมเด็กกลุ่มที่ 4 เด็กที่สมาธิสั้น อดทนต่ำ รอคอยไม่เป็น อยู่นิ่งไม่ได้) 5) กิจกรรมสมาธิสัมผัสรัก ที่เหมาะสมกับ (พฤติกรรมเด็กกลุ่มที่ 5 เด็กมีภาวะซึมเศร้า ร้องไห้)<br /> ผู้วิจัยได้นำผลการวิจัยมาสร้างเป็นโมเดล เรียกว่า “5AB Model” 5 กิจกรรม กับ 5 พฤติกรรมเป็นองค์ความรู้ที่จะช่วยเป็นแนวทางในการเสริมสร้างสมาธิ โดยรูปแบบการใช้จิตวิทยาเชิงพุทธในการเสริมสร้างสมาธิให้แก่เด็กปฐมวัย แสดงให้เห็นการทำกิจกรรมที่สอดคล้องกับพฤติกรรม นำไปสู่การพัฒนาเพิ่มขีดความสามารถในการทำสมาธิได้ดีมากขึ้น</p> ฬฎาญภัค คฤหาสน์ภัค ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ธรรมธารา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-sa/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/dhammadhara/article/view/283133 Mon, 19 Jan 2026 00:00:00 +0700 นวัตกรรมดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้หลักธรรมผ่านพุทธลักษณะของพระพุทธรูปยุคทวารวดี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/dhammadhara/article/view/282574 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาคุณค่าของหลักธรรมผ่านพุทธลักษณะของพระพุทธรูปยุคทวารวดี 2) เพื่อสร้างและเผยแพร่นวัตกรรมดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้หลักธรรมผ่านพุทธลักษณะของพระพุทธรูปยุคทวารวดี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 13 รูป/คน เพื่อทำวิดีโอสารคดีชื่อ “ประตูเมืองท่า ทวารวดี” จำนวน 1 ตอน ความยาว 15 นาที ได้นำมาทดลองใช้กับประชาชน 30 รูป/คน เป็นการนำเสนอเนื้อหาหลักธรรมผ่านพุทธลักษณะของพระพุทธรูปยุคทวารวดีแต่ละอิริยาบทในแต่ละปางที่ได้รับความนิยม เพื่อนำสู่การเผยแพร่นวัตกรรมดิจิทัล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า<br />1. หลักธรรมผ่านพุทธลักษณะของพระพุทธรูปยุคทวารวดี ได้แก่ 1) พระพุทธรูปปางมารวิชัย สัมมัปธาน 2) พระพุทธรูปปางสมาธิ อริยสัจ 4 และปฏิจจสมุปบาท 3) พระพุทธรูปสมาธิปางนาคปรก พรหมวิหาร 4 และสัมมัปธาน 4) พระพุทธรูปปางปฐมเทศนา โอวาทปาฏิโมกข์ โพธิปักขิยธรรม 37 ปฏิจจสมุปบาท และอริยสัจ 4 5) พระพุทธรูปปางมหาปาฏิหาริย์ ปรมัตถธรรม 6) พระพุทธรูปปางเสด็จจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ สังคหวัตถุ 4 7) พระพุทธรูปประทับยืนเหนือพนัสบดี โอวาทปาฏิโมกข์ 8) พระพุทธรูปปางประทานพร พหุสูต โดยจำแนกได้เป็น 4 คุณค่า (1) ด้านคติธรรม (2) ด้านจิตใจ (3) ด้านศิลปะและวัฒนธรรม และ (4) ด้านสังคมและการดำเนินชีวิต</p> <p>2. ผลการประเมินนวัตกรรมดิจิทัลโดยภาพรวม กลุ่มผู้รับชมมีความพึงพอใจมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.68 อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด พิจารณาเป็นรายข้อพบว่า นวัตกรรมดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้หลักธรรมผ่านพุทธลักษณะของพระพุทธรูปยุคทวารวดี มีความเหมาะสม ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ค่าเฉลี่ย 4.82 อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาเสียงบรรยายนวัตกรรมสารคดี ชื่อ “ประตูเมืองท่า ทวารวดี” มีความเหมาะสมมากที่สุด เหมาะสมต่อการเผยแพร่สู่สาธารณชน สามารถนำไปเป็นสื่อการเรียนการสอน ที่สะท้อนถึงเหตุการณ์สำคัญในพุทธประวัติที่ปรากฏหลักธรรมต่าง ๆ มากมาย มีค่าเฉลี่ย 4.79 อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด ส่วนข้อที่ค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือ ภาพประกอบสารคดี มีค่าเฉลี่ย 4.44 แต่ยังคงอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุดเช่นกัน</p> <p>ผลการวิจัยได้องค์ความรู้ใหม่ สร้างเป็นโมเดล “HAP CD” MODEL โดยข้อดีของนวัตกรรมดิจิทัลรูปแบบสารคดีนี้ คือ เป็นนวัตกรรมที่สร้างความรู้ เป็นการผสานเทคโนโลยีกับพระพุทธศาสนา ช่วยให้ผู้เรียนเข้าถึงหลักธรรม เน้นคุณค่า 4 ด้าน ได้แก่ ด้านคติธรรม ที่ถ่ายทอดหลักธรรมคำสอนอย่างเข้าใจง่าย ด้านจิตใจ ช่วยส่งเสริมความสงบและศรัทธา ด้านศิลปะและวัฒนธรรมเป็นการอนุรักษ์มรดกทางศิลปกรรมมิให้สูญหาย ด้านสังคมและการดำเนินชีวิต สามารถเชื่อมโยงธรรมกับชีวิตของผู้คนได้อย่างเหมาะสมและร่วมสมัย</p> ปุญย์ธนิตา วากะดวน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ธรรมธารา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-sa/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/dhammadhara/article/view/282574 Mon, 19 Jan 2026 00:00:00 +0700 การจัดการความรู้: กระบวนการตัดสินใจตามแนวพระพุทธศาสนา https://so01.tci-thaijo.org/index.php/dhammadhara/article/view/281519 <p>บทความวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของปริญญาศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิต มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการตัดสินใจตามแนวการจัดการความรู้ 2) ศึกษากระบวนการตัดสินใจตามแนวพระพุทธศาสนา 3) บูรณาการกระบวนการตัดสินใจตามแนวการจัดการความรู้และพระพุทธศาสนา และนำเสนอองค์ความรู้เกี่ยวกับ “รูปแบบการบูรณาการกระบวนการตัดสินใจตามแนวการจัดการความรู้ด้วยกระบวนการตัดสินใจตามแนวพระพุทธศาสนา” งานวิจัยนี้ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบวิเคราะห์เอกสารปฐมภูมิ คือ พระไตรปิฎก และเอกสารทุติยภูมิ คือ อรรถกถา ตำรา และเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านพระพุทธศาสนาและด้านการจัดการความรู้<br /><br />จากผลการศึกษาทำให้พบว่า แนวคิดการจัดการความรู้ตาม SECI Model เป็นวิธีที่ทำให้การตัดสินใจมีฐานคิดและฐานปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมกันทั้งระบบ ผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การสกัดความรู้ การผนวกความรู้ และการฝังหรือผนึกความรู้ โดยการสร้างและถ่ายเทความรู้แบบชัดแจ้งไปสู่ภายในตัวบุคคล ทำให้การตัดสินใจมีความถูกต้องสูงเพราะไม่ได้ฝากไว้กับผู้ใดผู้หนึ่ง<br /><br />กระบวนการตัดสินใจตามแนวพระพุทธศาสนาเป็นการตัดสินใจบนฐานคิด ความรู้และการปฏิบัติที่มีกุศลเป็นที่ตั้ง ถูกต้อง ข้อมูลที่มีและที่ได้มาต้องได้ผ่านการกลั่นกรองจากหลักความเป็นกุศลและอกุศล ความเป็นสุจริตหรือทุจริต ถ้าเป็นอกุศลและทุจริตให้ละเว้น แต่ถ้าเป็นกุศลและสุจริตให้ดำเนินการต่อไป การตัดสินใจที่ถูกต้องต้องตั้งอยู่บนฐานอธิสีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา<br /><br />การบูรณาการการตัดสินใจด้วยการจัดการความรู้แนวพุทธนั้นเริ่มจากการแสวงหารวบรวมข้อมูลที่ตั้งบนฐานอริยสัจ 4 และการพิสูจน์ด้วยหลักอัปปมัญญาพรหมวิหาร ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา เรียบเรียงอยู่หลัก ทำให้ปรากฏชัดจนถึงการเห็นภาพในใจให้ชัด จากนั้นเรียนรู้วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลเพื่อตัดสินใจอย่างถูกต้อง สรุปเป็นองค์ความรู้คือ 5 สัมมาแห่งการตัดสินใจถูกต้อง เรียกว่า ปัญจสัมมา หรือ Pentameric R Model ได้แก่ ข้อมูลถูกต้อง เรียบเรียงถูกต้อง จัดการถูกต้อง ทำอย่างต่อเนื่องถูกต้อง และกล้าหาญนำเสนอถูกต้อง</p> เศรษฐฉัตร ธนาชัยกรพิศุทธ์, สุวิญ รักสัตย์, ต้อง นวลจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ธรรมธารา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-sa/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/dhammadhara/article/view/281519 Mon, 19 Jan 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาหอจดหมายเหตุแม่ชีไทยออนไลน์ เพื่อการจัดการองค์ความรู้และการสร้างคุณค่าทางสังคม https://so01.tci-thaijo.org/index.php/dhammadhara/article/view/283603 <p> แม่ชีไทยได้ทำคุณูปการต่อพระพุทธศาสนาและสังคมไทยอย่างกว้างขวาง ผ่านบทบาทและผลงานในหลายมิติ ทั้งในด้านศาสนา การศึกษา และการพัฒนาสังคม แต่ปัญหาคือ การขาดระบบฐานข้อมูลที่เป็นมาตรฐาน ข้อมูลกระจัดกระจาย ไม่ถูกนำเสนออย่างเป็นระบบ งานวิจัยนี้จึงค้นหาแนวทางสำหรับการจัดการองค์ความรู้และการสร้างคุณค่าทางสังคม โดยมีวัตถุประสงค์สองประการ คือ (1) เพื่อวิเคราะห์และจัดหมวดหมู่สาระสำคัญจากหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับบทบาทและผลงานของแม่ชีไทย ที่สะท้อนคุณค่าในเชิงศาสนาและสังคม และ (2) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการองค์ความรู้ในลักษณะหอจดหมายเหตุแม่ชีไทยออนไลน์เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การวิเคราะห์เอกสาร และการวิเคราะห์เนื้อหาตามแนวทางของ Glenn A. Bowen แหล่งข้อมูลหลัก ได้แก่ วารสาร “แม่ชีสาร” หนังสือชีวประวัติ และเอกสารจากมูลนิธิสถาบันแม่ชีไทย ส่วนแหล่งข้อมูลรอง ได้แก่ บทความวิจัย รายงานการประชุม และแนวทางสากลด้านการจัดการจดหมายเหตุ<br /> ผลการวิจัยพบว่า ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับแม่ชีไทยสามารถจัดกลุ่มเป็น 4 มิติ ได้แก่ (1) มิติศาสนา เช่น การเผยแผ่พระพุทธศาสนา การฝึกอบรมคุณธรรม และการเป็นแบบอย่างด้านศีลธรรม (2) มิติการศึกษา ได้แก่ การจัดตั้งโรงเรียนพระพุทธศาสนา การเผยแพร่ความรู้ และการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ (3) มิติการพัฒนาสังคมที่ชัดเจนคือ การส่งเสริมกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ การพัฒนาชุมชน และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และ (4) มิติทางวัฒนธรรมและสังคม จะพบมากในกิจกรรมด้านการธำรงรักษาประเพณี การสร้างเครือข่ายสตรี และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมสาธารณะ ที่สรุปได้ว่า การดำเนินงานของแม่ชีไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติศาสนา หากแต่ยังสะท้อนถึงบทบาทในฐานะทุนทางสังคมต่อการพัฒนาสังคมไทยโดยรวม นั่นคือ ผลลัพธ์ที่สำคัญจากงานวิจัยได้แสดงให้ทราบถึงแนวทางการออกแบบและพัฒนารูปแบบหอจดหมายเหตุแม่ชีไทยออนไลน์ให้มีคุณสมบัติเด่น 3 ประการ ได้แก่ (1) ระบบจัดการข้อมูลเชิงดิจิทัลที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล (2) กลไกการบูรณาการองค์ความรู้ที่สนับสนุนการสืบค้นและการใช้ประโยชน์ได้อย่างสะดวก และ (3) การเป็นแหล่งเรียนรู้สาธารณะที่เชื่อมโยงงานวิชาการกับสังคม โดยผลที่เกิดจากข้อค้นพบนี้จะนำไปสู่การสร้างพื้นที่เผยแพร่ชุดความรู้สำหรับนักวิชาการ เยาวชน และสังคมไทย ในการสืบค้นเพื่อนำไปใช้สร้างนวัตกรรม ผลงานเชิงวิชาการ การพัฒนาสังคม ฯลฯ ตลอดจนเป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์และความเป็นมาของแม่ชีไทย เพราะหอจดหมายเหตุฯ ไม่เพียงทำหน้าที่เก็บรักษาข้อมูล ยังอนุรักษ์หลักฐานสำคัญที่เป็นเครื่องมือในการสร้างคุณค่าและทุนทางสังคมที่ยั่งยืน</p> แม่ชีกฤษณา รักษาโฉม, กรรณิการ์ ขาวเงิน, พระสุธีรัตนบัณฑิต, มาร์ติน เซเกอร์, อรชร ไกรจักร์, กนกอร ก้านน้อย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ธรรมธารา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-sa/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/dhammadhara/article/view/283603 Mon, 19 Jan 2026 00:00:00 +0700 มหาไวปุลย พุทธาวตังสกสูตร สุวรรณสิงห์ปริเฉท: บทแปลพากย์ไทยเชิงปรัชญา และกรอบใหม่ในการเข้าใจอวตังสกะ (3) https://so01.tci-thaijo.org/index.php/dhammadhara/article/view/282923 <p>บทความในภาคนี้มีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อศึกษา และนำเสนอลักษณะพิเศษในวิภาษวิธีของอวตังสกะ จากผลการศึกษาทำให้เห็นว่า วิภาษวิธีของอวตังสกะไม่ใช่บ่งบอกแค่เพียงว่า “ไม่ว่ารูปอะไร ๆ ก็มีทอง” อย่างที่ชาวเถรวาทเข้าใจ แต่สำนักอวตังสกะยกระดับวิภาษวิธีของตนเองไปไกลจนถึงขั้นที่เรียกว่า “ตถาคโตตปัตติสัมภวะ” เพื่อยืนยันอย่างลุ่มลึกยิ่งขึ้นว่า “ไม่ว่ารูปอะไร ก็มีทอง เพราะทองสถิตอยู่ในสำนึกของเราตั้งแต่กาลก่อน” ความเข้าใจว่าด้วย “ศูนยตา” (空性) อันเกิดจากสุวรรณสิงห์เป็นของเหล่าสัตว์ฉันใด สำนึกนั้นย่อมเป็นของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ฉันนั้น ด้วยว่า ไม่มี “ทวิภาวะ” ใด ๆ ระหว่าง “เอกจิต” (一心) แห่งพระตถาคตกับ “อาลยวิญญาณ” (阿賴耶識) ในอันที่จะหวนคืนสู่ “ตถาคตปริชาน” (如來智慧) ซึ่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับ “ประกฤติประภัสสรจิต” (自性清淨心) ซึ่งไม่มีการมา (อาคต) การไป (คต) ไม่เพิ่ม (ไม่เต็มขึ้นหรืออนูนัตวา) ไม่ลด (ไม่พร่องลงหรืออปูรณัตวะ) ด้วยเหตุดังนั้น จึงได้นามว่า “ภูตตถตา” / “ตถตา” (真如) อันแสดงความสมบูรณ์ (ปรินิษปันนะ-สวภาวะ) จนถึงระดับสูงสุดแห่ง “เอกธรรมธาตุ” ในทฤษฎีว่าด้วย “ตถาคตครรภ์” และทำให้สำนักอวตังสกะสถาปนาตนเองเป็น “เอกยานสัมบูรณวาทะ” (一乘圓教)</p> นิพนธ์ ศศิภานุเดช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ธรรมธารา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-sa/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/dhammadhara/article/view/282923 Mon, 19 Jan 2026 00:00:00 +0700