วารสารอิเล็กทรอนิกส์การเรียนรู้ทางไกลเชิงนวัตกรรม
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/e-jodil
<p> วารสารอิเล็กทรอนิกส์การเรียนรู้ทางไกลเชิงนวัตกรรม (Electronic Journal of Open and Distance Innovative Learning : e-JODIL) จัดทำขึ้นโดยสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับผลงานวิชาการ และข้อค้นพบจากการวิจัย และเป็นช่องทางในการสะสมองค์ความรู้ สู่การเป็นสังคมฐานความรู้ ตลอดจนเป็นแหล่งอ้างอิงทางวิชาการ เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2554 โดยเปิดรับและเผยแพร่บทความทางด้านสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี มีกำหนดการออกวารสารปีละ 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-มิถุนายน และ ฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม-ธันวาคม</p> <h1><span style="color: orange;">รู้จักนวัตกรรม</span></h1> <div> <p>คำว่า <strong><span style="color: green;">“การเรียนรู้ทางไกลเชิงนวัตกรรม”</span></strong> หมายถึง ข้อค้นพบ หรือสิ่งใหม่ที่เกิดจากการใช้ความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ รวมถึงข้อค้นพบ หรือข้อเสนอแนะเชิงสร้างสรรค์ที่มีคุณค่า หรือเป็นต้นแบบที่ดี (Best Practice) จากงานวิจัย/วิชาการ ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างสัมฤทธิ์ผลต่อการพัฒนาองค์ความรู้การผลิต และกระบวนการต่างๆ เพื่อสร้างให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษา เศรษฐกิจและสังคม ที่นำมาเผยแพร่ เพื่อสร้างการเรียนรู้ในรูปแบบของวารสารอิเล็กทรอนิกส์</p> </div>
สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
th-TH
วารสารอิเล็กทรอนิกส์การเรียนรู้ทางไกลเชิงนวัตกรรม
2985-1149
<p>บทความ ข้อความ ภาพประกอบ ตารางประกอบ ที่ตีพิมพ์ในวารสารเป็นความคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว ไม่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชแต่อย่างใด</p> <p>บทความที่เสนอพิจารณาในวารสาร e-JODIL ต้องเป็นบทความที่ไม่เคยส่งไปลงพิมพ์ เผยแพร่ หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาของวารสารอื่น</p> <p>กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการพิจารณาและตัดสินการตีพิมพ์บทความในวารสาร</p> <p> </p>
-
การทบทวนวรรณกรรมจริยธรรมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการวิจัยระดับอุดมศึกษา
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/e-jodil/article/view/280107
<p>การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสังเคราะห์ประเด็นสำคัญด้านจริยธรรมของปัญญาประดิษฐ์ในการวิจัยสถาบันอุดมศึกษา วิเคราะห์กรอบจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์และแนวทางการกำกับดูแลจริยธรรมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการวิจัยสถาบันอุดมศึกษา พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางการพัฒนาจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ในการวิจัยในสถาบันอุดมศึกษา โดยใช้วิธีการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบจากฐานข้อมูลทางวิชาการที่เชื่อถือได้ ในช่วงปี ค.ศ. 2016-2024 และสังเคราะห์วรรณกรรมแบบพรรณา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า จริยธรรมในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการวิจัยในระดับอุดมศึกษาประสบกับความท้าทายทั้งความโปร่งใส ความลำเอียงและความรับผิดชอบ แต่กลับยังขาดกรอบจริยธรรมและแนวปฏิบัติที่ชัดเจนและเฉพาะเจาะจงในการกำกับดูแลการวิจัย ทำให้สถาบันอุดมศึกษาจำเป็นต้องพัฒนานโยบายจริยธรรมเชิงรุกและจัดตั้งคณะกรรมการจริยธรรมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ โดยให้ความสำคัญการพัฒนากรอบจริยธรรมและแนวทางปฏิบัติสำหรับการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการวิจัย การจัดตั้งคณะกรรมการคณะกรรมการจริยธรรมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในระดับสถาบัน พัฒนาหลักสูตรและจัดการอบรมด้านจริยธรรมปัญญาประดิษฐ์ สนับสนุนการวิจัยเกี่ยวกับจริยธรรมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ และ ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถาบันเพื่อการพัฒนาแนวปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพร่วมกัน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการนำปัญญาประดิษฐ์ไปใช้ในการวิจัยนั้น จะเป็นไปอย่างมีคุณภาพ โปร่งใส เชื่อถือได้ และสร้างประโยชน์อย่างยั่งยืนแก่สังคมโดยรวม</p>
อโณทัย งามวิชัยกิจ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-23
2025-12-23
15 2
1
15
-
แนวทางการพัฒนานวัตกรรมการสอนประวัติศาสตร์ศิลป์ด้วยเครื่องมือทางทัศนะ เพื่อส่งเสริมการถ่ายโยงความรู้ของนักศึกษาศิลปศึกษา
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/e-jodil/article/view/278099
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนในวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ โดยใช้เครื่องมือทางทัศนะเพื่อส่งเสริมกระบวนการถ่ายโยงความรู้ในกลุ่มนักศึกษาสาขาศิลปศึกษา เนื่องจากสาขาวิชาศิลปศึกษาเป็นศาสตร์ที่ผสานองค์ความรู้ด้านศิลป์และวิทยาการ ซึ่งต้องพัฒนาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในด้านกระบวนการเรียนรู้ เทคนิค วัสดุ และอุปกรณ์ เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนการสอน ศึกษาโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนประวัติศาสตร์ศิลป์ตะวันตก, ผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมการสอน โดยใช้เครื่องมือ แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนประวัติศาสตร์ศิลป์ตะวันตก, แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมการสอน, ศึกษาโดยการใช้แบบสอบถาม (Questionnaire) นักศึกษาศิลปศึกษา โดยใช้เครื่องมือ การศึกษาความต้องการต่อรูปแบบการจัดการเรียนการสอนของนักศึกษา และศึกษาเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาวิเคราะห์เป็นแนวทางการพัฒนานวัตกรรม</p> <p>บทความนี้นำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้เครื่องมือทางทัศนะ เช่น การสอนแบบเรียงลำดับเหตุการณ์ (Timelines),สัญศาสตร์ (Semiotics), แผนที่เชิงภาพ (Visual map), แผนผังความคิด (Mind mapping), วิดีโอ (Video), อินโฟกราฟิก (Infographic) ในการสอน เพื่อสนับสนุนการถ่ายโยงความรู้จากผู้สอนสู่ผู้เรียน การใช้ภาพสัญลักษณ์แทนข้อความหรือภาษา ช่วยลดอุปสรรคในการรับรู้และแปลความหมาย โดยเฉพาะในผู้เรียนที่มีปัญหาการทำความเข้าใจเนื้อหาในรูปแบบข้อความ การเรียนรู้ด้วยเครื่องมือทางทัศนะเป็นการพัฒนาทักษะการมองเห็น สามารถยกระดับผ่านการผสานประสบการณ์จากประสาทสัมผัสอื่นๆ ทั้งยังช่วยให้เกิดการสื่อสารข้อมูลและแนวคิดอย่างมีประสิทธิภาพ เครื่องมือเหล่านี้ช่วยพัฒนาความสามารถในการเข้าใจข้อมูลซับซ้อนและเสริมสร้างศักยภาพการเรียนรู้ ส่งผลให้การถ่ายโยงความรู้ระหว่างผู้สอนและผู้เรียนมีความเป็นระบบและลุ่มลึกมากขึ้น อันเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนในยุคปัจจุบัน</p>
พรเพ็ญ คงหน่วย
อินทิรา พรมพันธุ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-23
2025-12-23
15 2
16
30
-
The Development of the Inheritance and Dissemination of National Music Culture Jinxiu Yao Music from the Perspective of the Neoclassical Structure-Function Theory
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/e-jodil/article/view/278592
<p>This paper is based on the neoclassical <strong>"</strong>structure<strong>-</strong>function theory<strong>" </strong>to conduct an in<strong>-</strong>depth analysis of the transformation and development of the music culture of the Jinxiu Yao ethnic group<strong>. </strong>The research objectives are as follows<strong>: </strong>1) to study the content of Yao ethnic music culture in Jinxiu under the framework of neoclassical structural<strong>-</strong>functional theory<strong>. </strong>2) to study the inheritance mechanisms of Yao ethnic music culture in Jinxiu, investigating and critically evaluating the feasibility and effectiveness of various transmission approaches<strong>. </strong>3) to study the developmental trajectories of Yao ethnic music in Jinxiu within the context of rapid new media evolution, identifying sustainable strategies for cultural preservation and dynamic adaptation in the digital era<strong>. </strong>Through interviews with 54 representatives of the Yao ethnic group in the Jinxiu Yao area, research conclusions were drawn, including<strong>: </strong>1<strong>. </strong>Identifying the unique structural characteristics of Jinxiu Yao ethnic music; 2<strong>. </strong>Applying the neoclassical <strong>"</strong>structure<strong>-</strong>function theory<strong>" </strong>to analyze the transformation of Jinxiu Yao ethnic music culture from traditional to modern in the process of dissemination; 3<strong>. </strong>The future development prospects of Jinxiu Yao music from the perspective of neoclassical <strong>"</strong>structure<strong>-</strong>function theory<strong>". </strong>Through an in<strong>-</strong>depth analysis of the structural characteristics and functional evolution of Yao ethnic music culture in Jinxiu, this study aims to provide transferable experiences and insights for the preservation and development of other ethnic musical traditions<strong>.</strong></p>
Xiaoning Qin
Somdech Rungsrisawat
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-23
2025-12-23
15 2
31
47
-
สื่อสังคมออนไลน์ และ แซนวิช เจนเนอเรชั่น: แรงกดดัน ความรู้สึกด้อยค่า และการเยียวยาตนเอง
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/e-jodil/article/view/278589
<p>งานวิจัยเรื่อง สื่อสังคมออนไลน์ และ แซนวิช เจนเนอเรชั่น: แรงกดดัน ความรู้สึกด้อยค่า และการเยียวยาตนเอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาพฤติกรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของกลุ่มคน แซนวิช เจนเนอเรชั่น (2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างระดับความรู้สึกกดดันจากครอบครัวและการทำงาน กับระดับความรู้สึกด้อยค่าจากการเปรียบเทียบตนเองบนสื่อสังคมออนไลน์ และ (3) ศึกษาวิธีการเยียวยาความรู้สึกเชิงลบของกลุ่มคน แซนวิช เจนเนอเรชั่น เพื่อนำเสนอแนวทางปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้สื่อดิจิทัล และส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว</p> <p>งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้การวิจัยเชิงสำรวจ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 441 คน แบ่งได้ 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ไม่มีภาวะแซนวิช (81 คน) กลุ่มแซนวิช 3 ชั้น (220 คน) กลุ่มแซนวิชมาตรฐาน (59 คน) และกลุ่มแซนวิชหน้าเดียว (81 คน) และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณา สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการทดสอบค่าที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อยู่ในช่วงวัย เจนเนอเรชั่นวาย (25 – 44 ปี) ใช้สื่อเฟซบุ๊กเป็นสื่อสังคมออนไลน์หลัก โดยเข้าใช้เป็นประจำทุกวัน เฉลี่ยวันละ 30 นาที – 2 ชั่วโมง 2) การวิเคราะห์ข้อมูลพบความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง (r = 0.589) ระหว่างแรงกดดันจากครอบครัว และแรงกดดันจากการทำงาน โดยกลุ่มแซนวิชสามชั้น แซนวิชมาตรฐาน และแซนวิชหน้าเดียว พบว่ามีแรงกดดันในการสนับสนุนการเงินมากกว่าแรงกดดันด้านการให้เวลาในการดูแลครอบครัว กลุ่มตัวอย่างทั้ง 4 กลุ่ม มีแนวโน้มบริโภคและผลิตเนื้อหาเกี่ยวกับการเป็นผู้มีสุขภาพจิตที่ดีในสื่อสังคมออนไลน์มากที่สุด และมีแนวโน้มเปรียบเทียบทางสังคมในเชิงบวก กล่าวคือ รู้สึกเกิดแรงบันดาลใจมากที่สุดจากเนื้อหาประเภทความภาคภูมิใจเป้าหมาย และความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p > 0.05) ระหว่างกลุ่มตัวอย่างทั้ง 4 กลุ่มในแง่ของระดับความรู้สึกเปรียบเทียบทางสังคม แต่เมื่อพิจารณาจากระดับรายได้ พบว่า กลุ่มที่มีรายได้ 45,001 – 60,000 บาทต่อเดือน มีแนวโน้มเกิดความรู้สึกการเปรียบเทียบเชิงบวกสูงสุดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับกลุ่มรายได้อื่นๆ 3) วิธีการเยียวยาความรู้สึกเชิงลบจากการเนื้อหาในสื่อสังคมออนไลน์ใน 3 แนวทางหลัก คือ (1) ปรับเปลี่ยนการสื่อสารภายในตนเอง (Intrapersonal Communication) (2) ลดการใช้สื่อออนไลน์ และหันไปทำกิจกรรมออฟไลน์ และ (3) เปลี่ยนแปลงประเภทเนื้อหาและแพลตฟอร์มที่เปิดรับ ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการผลิตเนื้อหาของให้องค์กร หรือธุรกิจต่างๆ ที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มแซนวิช เจนเนอเรชั่น ซึ่งสามารถทำให้เกิดเป็นแรงบันดาลใจได้ รวมถึงสามารถเป็นแนวทางให้แก่กลุ่มแซนวิช เจนเนอเรชั่น ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อเป็นประโยชน์ต่อภาวะสุขภาพจิตได้ต่อไป</p>
ธีร์ธวัช เจนวัชรรักษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-23
2025-12-23
15 2
48
79
-
การกำกับดูแลเนื้อหาวิดีโอประเภทเนื้อหาที่สร้างโดยผู้ใช้บนเฟซบุ๊กแฟนเพจ
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/e-jodil/article/view/278786
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ลักษณะเนื้อหาวิดีโอที่ไม่เหมาะสมที่สร้างโดยผู้ใช้บนสื่อสังคม 2) สภาพการณ์ของการกำกับดูแลเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมที่สร้างโดยผู้ใช้บนสื่อสังคม และ 3) แนวทางการกำกับดูแลเนื้อหาที่สร้างโดยผู้ใช้บนสื่อสังคมในบริบทของสังคมไทย โดยใช้การวิจัยแบบผสมวิธี เชิงปริมาณใช้การวิเคราะห์เนื้อหาคลิปวิดีโอจากเฟซบุ๊กแฟนเพจ 24 เพจ ที่สร้างโดยผู้ใช้ จำนวน 116 คลิป เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่และค่าร้อยละ และเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้ข้อมูลหลัก 9 คน เลือกโดยวิธีเจาะจง ได้แก่ ผู้กำหนดนโยบายการกำกับดูแลกิจการการสื่อสาร 3 คน นักวิชาการนิเทศศาสตร์ 4 คน และจากองค์กรภาคประชาสังคม 2 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการสร้างข้อสรุป</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) ลักษณะเนื้อหาวิดีโอที่ไม่เหมาะสมที่สร้างโดยผู้ใช้บนเฟซบุ๊กแฟนเพจที่พบมากที่สุดคือ ด้านภาษาที่ไม่เหมาะสม คือ คำสบถ รองลงมาด้านความรุนแรง คือการดัดแปลงสิ่งของรอบตัวให้เป็นอาวุธ และด้านเพศ คือ เปิดเผยสรีระและการแต่งกายล่อแหลม 2) สภาพการณ์ของการกำกับดูแลเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมพบว่า ไม่มีหน่วยงานรัฐที่มีบทบาทหน้าที่กำกับดูแลเนื้อหาบนแพลตฟอร์มสื่อสังคม ไม่มีกฎหมายกำกับดูแลเนื้อหาสื่อสังคมโดยตรง และรัฐมีทรัพยากรจำกัดในการกำกับดูแลเนื้อหาบริษัทแพลตฟอร์มสื่อสังคมมักจะปฏิบัติตามกฎหมาย สังคมและวัฒนธรรมในการกำกับดูแลเนื้อหาของประเทศแหล่งกำเนิดแพลตฟอร์มเป็นหลัก สำหรับประเทศไทยยังไม่มีองค์กรวิชาชีพกำกับดูแลเนื้อหาในสื่อสังคมตามมาตรฐานทางจริยธรรม และระบบการกลั่นกรองเนื้อหาของแพลตฟอร์มยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ภาคประชาสังคมยังไม่มีอำนาจและมีข้อจำกัดในการใช้กฎหมายกำกับเนื้อหาสื่อสังคม อีกทั้งมีปัญหาการร่วมมือกับภาครัฐและภาคส่วนอื่นๆ และปริมาณงานที่ไม่สอดคล้องกับทรัพยากรด้านบุคลากรและเงินทุน สำหรับกลุ่มเนื้อหาที่สร้างโดยผู้ใช้หรือ User-Generated Content (UGC) ให้ความสำคัญกับแนวปฏิบัติของแพลตฟอร์มและคำนึงถึงรายได้มากกว่าความรับผิดชอบต่อสังคม 3) แนวทางการกำกับดูแลเนื้อหาภาครัฐควรคำนึงถึงความสมดุลระหว่างสื่อ สังคมและวัฒนธรรมของประเทศ และควรร่วมมือกำกับดูแลกับหลายภาคส่วน ควรปรับปรุงกฎหมายให้มีความเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และคำนึงถึงผลกระทบต่อเยาวชน บริษัทแพลตฟอร์มสื่อสังคมควรร่วมกับองค์กรภาครัฐและสำนักงานแพลตฟอร์มสื่อสังคมประจำประเทศไทยเพื่อกำหนดนโยบายและดำเนินการกำกับดูแลเนื้อหาภาคประชาสังคมควรร่วมมือกัน และจัดตั้งสภาผู้บริโภคเพื่อเป็นกลไกในการกำกับดูแลเนื้อหาให้มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ควรส่งเสริมแนวคิดมนุษยธรรมดิจิทัล และสนับสนุนความฉลาดทางดิจิทัลของกลุ่มเนื้อหาที่สร้างโดยผู้ใช้หรือ UGC </p>
ศิรินภา พิมพ์อรัญ
มนวิภา วงรุจิระ
ศิริวรรณ อนันต์โท
อัศวิน เนตรโพธิ์แก้ว
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-23
2025-12-23
15 2
80
95
-
การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐอย่างมีส่วนร่วมของบุคลากร องค์การบริหารส่วนตำบล ในเขตพื้นที่จังหวัดนราธิวาส
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/e-jodil/article/view/279020
<p>การศึกษานี้มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐอย่างมีส่วนร่วมของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบล ในเขตพื้นที่จังหวัดนราธิวาส โดยวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินระดับการมีส่วนร่วมของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบล ในเขตพื้นที่จังหวัดนราธิวาส 2) ประเมินระดับการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบล ในเขตพื้นที่จังหวัดนราธิวาส 3) เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมที่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบล ในเขตพื้นที่จังหวัดนราธิวาส โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบล จำนวน 360 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบโควตา เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพด้านความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ระดับการมีส่วนร่วมของบุคลากรอยู่ในระดับมาก โดยด้านการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือการมีส่วนร่วมในผลประโยชน์ การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และการมีส่วนร่วมในการประเมินผล ตามลำดับ นอกจากนี้ การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่า การมีส่วนร่วมของบุคลากรมีผลเชิงบวกต่อการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
ธัญพิชชา ศิริรักษ์
สรัญณี อุเส็นยาง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-23
2025-12-23
15 2
96
112
-
การจัดการความปลอดภัยทางถนนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภายใต้ความร่วมมือของภาคพลเมืองโดยกลไกทางสังคมในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/e-jodil/article/view/279509
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการจัดการความปลอดภัยทางถนน 2) ศึกษาความร่วมมือของภาคพลเมืองโดย<br />กลไกลทางสังคมในการจัดการความปลอดภัยทางถนนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดสุราษฎร์ธานี และ 3) แสวงหา<br />แนวทางการสนับสนุนความร่วมมือของภาคพลเมืองโดยกลไกลทางสังคมในการจัดการความปลอดภัยทางถนนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การวิจัยนี้เป็นการวิจัยผสมผสานแบบคูขนานเขาหากัน พื้นที่การวิจัยคือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดสุราษฎร์ธานี การวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามในการสำรวจข้อมูล กำหนดประชากรโดยอาศัยหลักความน่าจะเป็นสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง ตามโครงสร้างศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพื้นที่ละ 9 แห่ง ตัวอย่างทั้ง 138 แห่ง รวมจำนวน 1,242 ตัวอย่าง ประกอบด้วย ประธานกรรมการศูนย์อำนวยความปลอดภัยทางถนนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รองประธานกรรมการ กรรมการ เลขานุการ และภาคประชาชน การวิจัยเชิงคุณภาพใช้แบบสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่ม คณะผู้บริหารและพนักงานท้องถิ่นที่มีกิจกรรมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคพลเมืองในการจัดการความปลอดภัยทางถนนที่โดดเด่น จำนวน 20 คน การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สหสัมพันธ์คาโนนิคอล</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า</p> <p> 1) การจัดการความปลอดภัยทางถนนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจังหวัดสุราษฎร์ธานีอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเฉพาะการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีการเสริมสร้างจิตสำนึกและวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนนอย่างยั่งยืน และมีการสำรวจถนนและตรวจสอบลักษณะทางกายภาพของถนนอย่างต่อเนื่อง</p> <p> 2) ความร่วมมือของภาคพลเมืองโดยกลไกทางสังคมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยการมีส่วนร่วมกิจกรรมในระดับกลุ่มในลักษณะเครือข่ายด้านความปลอดภัยทางถนน การมีส่วนร่วมกิจกรรมในระดับปัจเจกชน และมีการระดมทรัพยากรสนับสนุนกิจกรรมด้านความปลอดภัยทางถนน</p> <p> 3) การจัดการความปลอดภัยทางถนนมีความสัมพันธ์กับความร่วมมือของภาคพลเมืองโดยกลไกทางสังคมในระดับปานกลาง โดยมีสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์คาโนนิคอล เท่ากับ 0.394 ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์นำไปสู่การวิเคราะห์แนวทางการจัดการความปลอดภัยทางถนนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของภาคพลเมืองโดยกลไกทางสังคมที่สนับสนุนพฤติกรรมการมีส่วนร่วมกิจกรรมในระดับปัจเจกชนในการสำรวจความปลอดภัยของถนนและตรวจสอบลักษณะทางกายภาพของถนน และร่วมกิจกรรมของศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</p> <p>ข้อมูลจากการวิจัยนี้ช่วยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการจัดการและความร่วมมือในด้านความปลอดภัยทางถนน โดยเฉพาะการส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมในระดับปัจเจกชน ตั้งแต่ การวางแผน การตัดสินใจ การร่วมปฏิบัติการ การรับผลประโยชน์ และการประเมินผล เพื่อนำมาพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงานด้านการจัดการความปลอดภัยทางถนนต่อไปได้อย่างเหมาะสม</p>
วัฒนา นนทชิต
กรวิทย์ เกาะกลาง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-23
2025-12-23
15 2
113
132
-
การจัดการสมรรถนะหลักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยของรัฐในสามจังหวัดชายแดนใต้
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/e-jodil/article/view/279052
<p>งานวิจัยแบบผสานวิธี มุ่งศึกษาการจัดการสมรรถนะหลักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานสายสนับสนุนในมหาวิทยาลัยของรัฐสามจังหวัดชายแดนใต้ วัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อประเมินระดับสมรรถนะหลัก และระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงานสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยของรัฐสามจังหวัดชายแดนใต้ 2) เพื่อศึกษาสมรรถนะหลักที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยของรัฐสามจังหวัดชายแดนใต้ และ 3) เพื่อเสนอรูปแบบการจัดการสมรรถนะหลักในการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยของรัฐสามจังหวัดชายแดนใต้ ที่ประกอบด้วยคุณลักษณะภายในของบุคคลที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการแสดงออกในสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งมีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ทั้งด้านความรู้ ด้านทักษะ ด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ สนับสนุนมรรถนะหลักทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ 2) ด้านบริการที่ดี 3) ด้านการสั่งสมความเชี่ยวชาญในงานอาชีพ 4) ด้านการยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรมและจริยธรรม 5) ด้านการทำงานเป็นทีม</p> <p>กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ ประกอบด้วยพนักงานสายสนับสนุน 331 คน ผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและการถดถอยพหุคูณพบว่า สมรรถนะหลักและประสิทธิภาพการปฏิบัติงานอยู่ในระดับสูงที่สุด โดยสมรรถนะด้านการทำงานเป็นทีม การมุ่งผลสัมฤทธิ์ และการบริการที่ดี ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p>กลุ่มตัวอย่างเชิงคุณภาพ ประกอบด้วยบุคลากรผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 3 มหาวิทยาลัยของรัฐ ได้แก่ 1) บุคลากรภายในมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ 2) บุคลากรภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา และ 3) บุคลากรภายในมหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ผู้ให้ข้อมูลสัมภาษณ์มหาวิทยาลัยละ 3 คน รวมผู้ให้ข้อมูลสำคัญทั้งสิ้น จำนวน 9 คน จากการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง พบว่า รูปแบบการจัดการที่นำเสนอครอบคลุม 5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ ผ่าน SMART Goals ระบบพี่เลี้ยง การบูรณาการชีวิตและงาน และการประเมิน 360 องศา 2) ด้านการบริการที่ดี ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล ทักษะข้ามวัฒนธรรม และระบบบริการอิเล็กทรอนิกส์ 3) ด้านความเชี่ยวชาญ ผ่านแผนพัฒนารายบุคคล การจัดการความรู้ และเส้นทางความก้าวหน้า 4) ด้านจริยธรรม ผ่านธรรมาภิบาล วัฒนธรรมโปร่งใส และเครือข่ายจริยธรรม และ 5) ด้านการทำงานเป็นทีม ผ่านโครงสร้างข้ามสายงาน วัฒนธรรมเปิดกว้าง และเทคโนโลยีดิจิทัล ผลการศึกษานำไปสู่ข้อเสนอแนะที่ว่า มหาวิทยาลัยควรจัดทำแผนพัฒนาสมรรถนะหลักแบบบูรณาการ โดยเฉพาะการส่งเสริมการทำงานเป็นทีม การมุ่งผลสัมฤทธิ์ และการบริการที่ดี ซึ่งมีอิทธิพลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ควรมีการจัดกิจกรรมเสริมสร้างทีมและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างหน่วยงาน พร้อมทั้งกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจน</p>
วันวิษา แซ่เฮ่า
สรัญณี อุเส็นยาง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-23
2025-12-23
15 2
133
152
-
การสร้างสวัสดิการชุมชนจากความต้องการและศักยภาพของวิสาหกิจชุมชน: กรณีศึกษากลุ่มนวดเพื่อสุขภาพสตรีมุสลิม หมู่บ้านปาตาบูดี ตำบลแหลมโพธิ์ อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/e-jodil/article/view/276831
<p>การศึกษาเรื่อง “การสร้างสวัสดิการชุมชนจากความต้องการและศักยภาพของวิสาหกิจชุมชน: กรณีศึกษากลุ่มนวดเพื่อสุขภาพสตรีมุสลิม หมู่บ้านปาตาบูดี ตำบลแหลมโพธิ์ อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี” เป็นงานวิจัยแบบผสานวิธี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสร้างสวัสดิการชุมชนจากความต้องการและศักยภาพของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มนวดเพื่อสุขภาพสตรีมุสลิม หมู่บ้านปาตาบูดี ตำบลแหลมโพธิ์ อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี โดยกลุ่มเป้าหมายคือสตรีมุสลิม จำนวน 20 คน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เก็บข้อมูลหลายวิธี ได้แก่ การศึกษาเอกสาร สนทนากลุ่ม การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกต การบันทึกภาคสนาม การอภิปรายกลุ่ม และแบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ โดย สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพ ใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและการตีความ</p> <p>ผลการศึกษาวิจัย พบว่า 1) กลุ่มสตรีมุสลิมมีศักยภาพและมีความต้องการในการรวมกลุ่มเพื่อดำเนินกิจการอย่างเป็นทางการโดยได้ดำเนินการจดทะเบียนเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนนวดเพื่อสุขภาพบ้านปาตาบูดี 2) การหนุนเสริมบูรณาการจากภาคีเครือข่ายภาคส่วนต่างๆ ให้เกิดการพัฒนาความยั่งยืนวิสาหกิจชุมชน 3) ความต่อเนื่องของการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพของวิสาหกิจชุมชนทำให้เกิดการพัฒนาให้มีสวัสดิการกลุ่มและเป็นสวัสดิการชุมชนที่ยั่งยืนได้จริงและยังสอดรับกับบริบททางวัฒนธรรมในพื้นที่ ข้อเสนอแนะจากการวิจัยคือ ควรเพิ่มสมาชิกกลุ่มเพื่อให้สามารถสร้างอาชีพกระจายรายได้และรองรับผู้มาใช้บริการที่เป็นเพศชายได้ด้วยทั้งนี้การดำเนินการต่างๆ ควรเป็นแบบบูรณาการภาคีเครือข่าย ทั้งจากภาครัฐในการสนับสนุน ทั้งงบประมาณ กิจกรรม และองค์ความรู้ และภาคเอกชนเพื่อให้สตรีมุสลิมสามารถต่อยอดให้มีความรู้ และสามารถปฏิบัติงานได้จริงเพื่อสร้างงานให้เกิดการกระจายรายได้</p>
วนภัทร์ แสงแก้ว
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-23
2025-12-23
15 2
153
166
-
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้ออาหารเสริมประเภทเวย์โปรตีนผ่านร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่นของกลุ่มเจเนอเรชันวายในเขตกรุงเทพมหานคร
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/e-jodil/article/view/276751
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้ออาหารเสริมประเภทเวย์โปรตีนผ่านร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่นของกลุ่มผู้บริโภคเจเนอเรชันวายในเขตกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ กลุ่มผู้บริโภคเจเนอเรชันวาย อายุ 27-42 ปี อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร และเป็นบุคคลที่เคยรับประทานหรือเคยซื้ออาหารเสริมประเภทเวย์โปรตีนผ่านร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น ขนาดกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน วิธีการสุ่มตัวอย่างใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบอาศัยความสะดวก การเก็บรวบรวมข้อมูลได้เก็บโดยใช้แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ค่าร้อยละ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณ และการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้ออาหารเสริมประเภทเวย์โปรตีนผ่านร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่นของกลุ่มเจเนอเรชันวายในเขตกรุงเทพมหานคร คือ ปัจจัยการรับรู้ด้านราคา (<em>β</em> = .295, <em>t </em>= 5.777, P = .000, ɤ = .592) ปัจจัยความสะดวกสบาย (<em>β</em> = .272, <em>t </em>= 5.736, P = .000, ɤ = .560) และปัจจัยความน่าเชื่อถือของแบรนด์ (<em>β</em> = .198, <em>t </em>= 4.082, P = .000, ɤ = .531) ตามลำดับ ในขณะที่ปัจจัยความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ไม่มีอิทธิพลเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้ออาหารเสริมประเภทเวย์โปรตีนผ่านร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่นของกลุ่มเจเนอเรชันวายในเขตกรุงเทพมหานคร (<em>β</em> = .055, <em>t </em>= 1.141, P = .255) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .01</p> <p>ผลการศึกษาสรุปได้ว่า การสร้างการตระหนักรับรู้ถึงผลิตภัณฑ์ที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคาและคุณภาพที่เหมาะสม การเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้ง่ายและสะดวก และการอาศัยชื่อเสียงของคนกลางหรือผู้จัดจำหน่าย จะช่วยให้ทำการตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น รวมทั้งการให้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์ จะช่วยถ่ายทอดไปถึงความน่าเชื่อถือของแบรนด์ด้วย และส่งเสริมให้ผู้บริโภคกลุ่มเจเนอเรชันวายตัดสินใจซื้ออาหารเสริมประเภทเวย์โปรตีนผ่านร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่นในเขตกรุงเทพมหานครในที่สุด</p>
กศิรา ดนเสมอ
จิราพัชร ทีปะลา
วานิน่า ม่าหมูด
วิภาทิพย์ เรืองทรัพย์
นริศรา ภาควิธี
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-23
2025-12-23
15 2
167
186
-
อิทธิพลของปัจจัยที่มีผลต่อกระบวนการตัดสินใจซื้อประกันชีวิตและประกันสุขภาพของประชาชนกรุงเทพมหานครในสถานการณ์การระบาดของโควิด 19
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/e-jodil/article/view/279426
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาลักษณะด้านประชากรศาสตร์ที่มีผลต่อกระบวนการตัดสินใจซื้อประกันชีวิตและสุขภาพของประชาชนกรุงเทพมหานครในสถานการณ์การระบาดของโควิด 19 (2) ศึกษาอิทธิพลของปัจจัยที่มีผลต่อกระบวนการตัดสินใจซื้อประกันชีวิตและสุขภาพของประชาชนกรุงเทพมหานครในสถานการณ์การระบาดของโควิด 19 (3) พัฒนาโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยภายนอก ปัจจัยภายใน ปัจจัยส่วนประสมการตลาด 4C ที่มีผลต่อกระบวนการตัดสินใจซื้อประกันชีวิตและสุขภาพของประชาชนกรุงเทพมหานครในสถานการณ์การระบาดของโควิด 19 รูปแบบงานวิจัยเป็นแบบผสานวิธีประกอบด้วยงานวิจัยเชิงปริมาณและคุณภาพ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณคือกลุ่มประชากรที่เคยซื้อประกันชีวิตและประกันสุขภาพในกรุงเทพมหานครจำนวน 400 คน โดยทำการสุ่มตัวอย่างแบบตามความสะดวก และทำการแจกแบบสอบถามแบบออนไลน์ การวิจัยเชิงคุณภาพใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารและตัวแทนประกันชีวิตจำนวน 20 คน มีการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ วิเคราะห์สมมติฐานด้วยสถิติเชิงอนุมานโดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง และการวิเคราะห์เนื้อหาสำหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ<strong> </strong><strong> </strong> </p> <p>ผลการวิจัย พบว่า (1) ประชากรที่มีรายได้ต่างกันมีกระบวนการตัดสินใจซื้อประกันชีวิตและประกันสุขภาพในสถานการณ์การระบาดของโควิด 19 พ.ศ.2563 - 2564 แตกต่างกัน (p< 0.05) ส่วนประชากรที่มีอายุและรายได้ต่างกันมีกระบวนการตัดสินใจซื้อประกันชีวิตและประกันสุขภาพในสถานการณ์การระบาดของโควิด 19 ในช่วงปี พ.ศ.2565 - ตุลาคม 2566 แตกต่างกัน (p< 0.05) (2) กระบวนการตัดสินใจได้รับอิทธิพลรวมจากปัจจัยส่วนประสมการตลาด 4C ปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอก = 0.554, 0.339, 0.082 (การระบาด พ.ศ.2563 - 2564) และ 0.681, 0.215, 0.102 (การระบาด พ.ศ.2565 - ตุลาคม 2566) ตามลำดับ (p<0.05) สรุปได้ว่าทั้ง 3 ปัจจัยมีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อกระบวนการตัดสินใจซื้อประกันชีวิตและประกันสุขภาพในสถานการณ์การระบาดของโควิด 19 (3) โมเดลความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยภายนอก ปัจจัยภายใน ปัจจัยส่วนประสมการตลาด 4C และ กระบวนการตัดสินใจซื้อประกันชีวิตและประกันสุขภาพที่พัฒนาขึ้นสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ มีค่าสถิติไค-สแควร์เท่ากับ 166.134 ค่าสถิติไค-สแควร์สัมพัทธ์เท่ากับ 1.932 ดัชนี GFI เท่ากับ 0.953 ดัชนี AGFI เท่ากับ 0.926 ค่าRMSEA เท่ากับ 0.048 (การระบาดพ.ศ.2563 - 2564) ค่าสถิติไค-สแควร์เท่ากับ 169.436 ค่าสถิติไค-สแควร์สัมพัทธ์เท่ากับ 2.092 ดัชนี GFI เท่ากับ 0.951 ดัชนี AGFI เท่ากับ 0.918 ดัชนี RMSEA เท่ากับ 0.052 (การระบาดพ.ศ.2565 - ตุลาคม 2566) ค่าสัมประสิทธิ์การพยากรณ์ (R<sup>2</sup>) ของกระบวนการตัดสินใจซื้อประกันชีวิตและประกันสุขภาพ (การระบาดพ.ศ.2563 - 2564) เท่ากับร้อยละ 84 และร้อยละ 88 (การระบาดพ.ศ.2565 - ตุลาคม 2566) หรือตัวแปรในโมเดลสามารถอธิบายความแปรปรวนของกระบวนการตัดสินใจซื้อประกันชีวิตและประกันสุขภาพได้ร้อยละ 84 และร้อยละ 88 </p>
ธนภัทร ศรีเลิศฟ้า
นีรนุช เนื่องวัง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-23
2025-12-23
15 2
187
214
-
ปัจจัยที่มีผลต่อความตั้งใจซื้อสลากดิจิทัลของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรในเขตจังหวัดอุบลราชธานี
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/e-jodil/article/view/279905
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบความตั้งใจซื้อสลากดิจิทัลในเขตจังหวัดอุบลราชธานี จำแนกตามปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ 2) เพื่อศึกษาการยอมรับเทคโนโลยีของลูกค้าอันจะมีผลในความตั้งใจซื้อสลากดิจิตอลในเขตจังหวัดอุบลราชธานี 3) เพื่อศึกษาการรับรู้การออมที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อสลาดดิจิทัลในเขตจังหวัดอุบลราชธานี เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ ลูกค้าซึ่งตัดสินใจซื้อสลากดิจิทัลของ ธ.ก.ส.ที่อยู่ในเขตจังหวัดอุบลราชธานี ในระหว่างเดือนมกราคม ถึง เมษายน 2566 กลุ่มตัวอย่าง คือ ลูกค้าซึ่งตัดสินใจซื้อสลากดิจิทัลของ ธ.ก.ส.ที่อยู่ในจังหวัดอุบลราชธานี ในระหว่างเดือนมกราคม ถึง เมษายน 2566 จำนวน 400 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบสโนว์บอล เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามผ่านระบบอินเตอร์เน็ต วิเคราะห์ข้อมูลโดยแสดงผลเป็นค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ ด้านเพศ สถานภาพ และ รายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่แตกต่างกันมีผลต่อความตั้งใจซื้อสลากดิจิทัลของ ธ.ก.ส. ในเขตจังหวัดอุบลราชธานี และความแตกต่างด้านอายุ ระดับการศึกษา และอาชีพ ไม่ส่งผลต่อความตั้งใจในการซื้อสลากดิจิทัลของ ธ.ก.ส. ในเขตจังหวัดอุบลราชธานี ในส่วนของปัจจัยด้านการยอมรับเทคโนโลยี ด้านการรับรู้ความง่ายในการใช้งาน ด้านการรับรู้ประโยชน์ และด้านความตั้งใจใช้ มีผลต่อต่อการตั้งใจซื้อสลากดิจิทัลของ ธ.ก.ส. อาศัยอยู่ในเขตจังหวัดอุบลราชธานี โดยปัจจัยด้านการรับรู้การออม ด้านการใช้งาน ด้านสังคม ด้านอารมณ์ ด้านความประหลาดใจ และด้านคุณค่าที่มีเงื่อนไข ส่งผลต่อการตั้งใจซื้อสลากดิจิทัลของ ธ.ก.ส. อาศัยอยู่ในเขตจังหวัดอุบลราชธานี</p>
ศรัณย์ ทันตานนท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-23
2025-12-23
15 2
215
224
-
โมเดลการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อเป็นผู้ประกอบการเกษตรของเกษตรกรรุ่นใหม่ ในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/e-jodil/article/view/278234
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพการเรียนรู้และความต้องการการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อเป็นผู้ประกอบการเกษตรของเกษตรกรรุ่นใหม่ 2) การเรียนรู้ของเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เป็นผู้ประกอบการเกษตรต้นแบบ 3) การส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับเกษตรกรรุ่นใหม่เพื่อเป็นผู้ประกอบการเกษตรของนักส่งเสริมการเกษตร 4) ปัจจัยที่มีผลต่อการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อเป็นผู้ประกอบการเกษตรของเกษตรกรรุ่นใหม่ 5) สร้างและประเมินโมเดลการส่งเสริมเรียนรู้เพื่อเป็นผู้ประกอบการเกษตร ของเกษตรกรรุ่นใหม่ </p> <p>การวิจัยนี้เป็นงานวิจัยแบบผสมวิธี ศึกษากับประชากร 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) เกษตรกรรุ่นใหม่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ในจังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ สุรินทร์ บุรีรัมย์ จำนวน 1,800 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรทาโร ยามาเน ที่ค่าความคลาดเคลื่อน 0.05 ได้ จำนวน 327 คน สุ่มตัวอย่างแบบง่ายโดยวิธีจับสลาก 2) เกษตรกรรุ่นใหม่ที่เป็นผู้ประกอบการเกษตรต้นแบบ จังหวัดละ 2 คน รวม 8 คน เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา 3) นักส่งเสริมการเกษตรที่ทำงานกับเกษตรกรรุ่นใหม่ในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 ประกอบด้วย นักส่งเสริมการเกษตรระดับจังหวัด คัดเลือกตัวแทนโดยเจาะจง จังหวัดละ 1 คน รวม 4 คน นักส่งเสริมการเกษตรระดับอำเภอ คัดเลือกตัวแทนโดยเจาะจงทุกอำเภอใน 4 จังหวัด รวมจำนวน 92 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติพรรณนา การวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) เกษตรกรรุ่นใหม่ ได้รับการส่งเสริมการเรียนรู้ และมีความต้องการการส่งเสริมการเรียนรู้ ด้านเนื้อหาความรู้ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีความต้องการ ในระดับมาก ในด้านคุณภาพสินค้าเกษตรที่ปลอดภัย การจัดการธุรกิจและการตลาดผลผลิตทางการเกษตร การเพิ่มผลผลิต และการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน 2) การเรียนรู้ของเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เป็นผู้ประกอบการเกษตรต้นแบบ มีองค์ความรู้ ที่สำคัญในการเป็นผู้ประกอบการเกษตร ได้แก่ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การแปรรูปและการขออนุญาตสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นวัตกรรมทางด้านการเกษตร และการทำตลาดออนไลน์ 3) สภาพการส่งเสริมการเรียนรู้ของนักส่งเสริมเกษตร พบว่า นักส่งเสริมการเกษตร ส่วนใหญ่มีการส่งเสริมการเรียนรู้ให้เกษตรกรรุ่นใหม่เพื่อเป็นผู้ประกอบการเกษตรในประเด็นการเชื่อมโยงการเรียนรู้ ให้สอดคล้องกับการทำงาน ให้สามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ได้จริง โดยส่วนใหญ่ส่งเสริมความรู้ในเรื่องการทำการเกษตร และมีวิธีการส่งเสริมผ่านช่องทางไลน์ซึ่งเป็นสื่อออนไลน์ 4) ปัจจัยที่มีผลต่อการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อเป็นผู้ประกอบการเกษตร เชิงบวก ได้แก่ ประสบการณ์ในการทำการเกษตร การเป็นสมาชิกกลุ่ม ความต้องการส่งเสริมด้านกระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้ ความต้องการส่งเสริมด้านเนื้อหาความรู้ ปัจจัยเชิงลบ ได้แก่ การได้รับการส่งเสริมการเตรียมการส่งเสริมการเรียนรู้ และการประเมินผลการเรียนรู้ 5) โมเดลการส่งเสริมเรียนรู้เพื่อเป็นผู้ประกอบการเกษตรของเกษตรกรรุ่นใหม่ในกลุ่มจังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 ที่สร้างขึ้นประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ (1) แหล่งข้อมูลการเรียนรู้ คือ สมาชิกในครัวเรือน สมาชิกเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ ผู้เชี่ยวชาญ และสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยส่งเสริมให้ผู้เรียน เกิดการรวมกลุ่มชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (2) เนื้อหาความรู้ เน้นการเรียนรู้ด้านการผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดภัย การจัดการธุรกิจและการตลาดผลผลิตทางการเกษตรการเพิ่มผลผลิต การผลิตสินค้าเกษตรให้ได้มาตรฐาน การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การแปรรูปและการขออนุญาต อย. นวัตกรรมทางด้านการเกษตร และการทำตลาดออนไลน์ (3) กระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นการเรียนรู้แบบชี้นำตนเอง โดยเน้นให้เกษตรกรรุ่นใหม่รับผิดชอบการเรียนรู้ของตนเอง และการมีอิสระในการเรียนรู้ (4) ผลการส่งเสริมกับเกษตรกรรุ่นใหม่ คือการเป็นผู้ประกอบการเกษตร ที่มีความรู้และทักษะในการปฏิบัติด้านการผลิต ทางการเกษตรและด้านธุรกิจเกษตรและการตลาด และจากการประเมินความคิดเห็นต่อโมเดลที่สร้างขึ้นนี้ พบว่าโมเดล มีความเป็นประโยชน์ ความเหมาะสม และความเป็นไปได้ ในระดับมากที่สุด</p>
ศรีสุดา ศรีละ
เบญจมาศ อยู่ประเสริฐ
สินีนุช ครุฑเมือง แสนเสริม
ปริญญารัตน์ ภูศิริ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-23
2025-12-23
15 2
225
239
-
โมเดลการส่งเสริมการผลิตจิ้งหรีดตลอดโซ่อุปทานตามมาตรฐานสินค้าเกษตรในเขตภาคกลาง
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/e-jodil/article/view/278235
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา1) สภาพพื้นฐาน ความรู้และการปฏิบัติตามการปฏิบัติที่ดีการผลิตจิ้งหรีดตามมาตรฐานสินค้าเกษตร2) สภาพการส่งเสริมการผลิตจิ้งหรีดตลอดโซ่อุปทาน 3) ปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติและการได้รับการส่งเสริมในการผลิตจิ้งหรีด 4) ปัญหาและข้อเสนอแนะในการส่งเสริมการผลิตจิ้งหรีด และ5) การสร้างและประเมินโมเดลการส่งเสริมการผลิตจิ้งหรีดตลอดโซ่อุปทานตามมาตรฐานสินค้าเกษตร</p> <p>การวิจัยนี้เป็นงานวิจัยแบบผสมวิธี ศึกษากับประชากร 4 กลุ่ม ได้แก่ 1) เกษตรกรผู้ผลิตจิ้งหรีดในภาคกลาง จำนวน 204 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรทาโร ยามาเน ระดับความคลาดเคลื่อนที่ 0.05 สุ่มตัวอย่างแบบง่าย โดยการจับสลาก ได้กลุ่มตัวอย่าง 135 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติพรรณนา และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ 2) เกษตรกรที่มีการปฏิบัติที่ดีในกลุ่มแปลงใหญ่จิ้งหรีด 4 จังหวัด คัดเลือกตัวแทน โดยเจาะจง จำนวน 5 คน 3) เจ้าหน้าที่ส่งเสริมในศูนย์ปฏิบัติการที่ดำเนินการด้านแมลงเศรษฐกิจโดยเฉพาะ คัดเลือกตัวแทนโดยเจาะจง จำนวน 5 คน 4) ผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคเกษตรกร คัดเลือกตัวแทนโดยเจาะจง จำนวน 4 คน โดยกลุ่มประชากรข้อ 2 ถึง 4 เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) เกษตรกรส่วนใหญ่เลี้ยงจิ้งหรีดเป็นอาชีพรอง และเป็นสมาชิกกลุ่มแปลงใหญ่ รูปแบบการขายเป็นตัวสด ส่วนใหญ่จำหน่ายให้โรงงานแปรรูปและตลาดออนไลน์ จำนวนผลผลิตเฉลี่ย 30.35 กิโลกรัม/บ่อ ราคาขายเฉลี่ย 117.78 บาท/กิโลกรัม เกษตรกรมีความรู้ในการผลิตจิ้งหรีดตามมาตรฐานสินค้าเกษตรในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีความรู้มากที่สุดในประเด็นเรื่ององค์ประกอบฟาร์ม และมีความรู้น้อยที่สุดในประเด็นเรื่องสุขภาพสัตว์ เกษตรกรมีการปฏิบัติตามการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีในการผลิตจิ้งหรีด ในเรื่ององค์ประกอบฟาร์ม การจัดการฟาร์ม สุขภาพสัตว์ และสิ่งแวดล้อม และมีการปฏิบัติในระดับน้อยในเรื่องการบันทึกข้อมูล 2) สภาพการส่งเสริมการผลิตจิ้งหรีดตลอดโซ่อุปทาน เกษตรกรได้รับการส่งเสริมในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุดทั้งในด้านความรู้เกี่ยวกับการผลิตจิ้งหรีดตามมาตรฐานสินค้าเกษตร ด้านวิธีการส่งเสริม และด้านการสนับสนุน ทั้งนี้เกษตรกรได้รับความรู้จากการส่งเสริมการผลิตจิ้งหรีดตามมาตรฐานสินค้าเกษตรอยู่ในระดับมาก ได้รับความรู้จากวิธีการส่งเสริมแบบต่างๆในระดับปานกลาง เกษตรกรมีความต้องการการส่งเสริมด้านความรู้เกี่ยวกับการผลิตจิ้งหรีดและด้านการสนับสนุนอยู่ในระดับมากที่สุด และด้านวิธีการส่งเสริมอยู่ในระดับมาก 3) ปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติในการผลิตจิ้งหรีดตามมาตรฐานสินค้าเกษตร ได้แก่ ประสบการณ์การผลิตจิ้งหรีด ระดับความรู้เกี่ยวกับการผลิต ระดับความต้องการส่งเสริมด้านวิธีการส่งเสริม และรายได้จากการขายผลผลิตจิ้งหรีด ส่วนปัจจัยที่ที่มีผลต่อการได้รับการส่งเสริมการผลิตจิ้งหรีดตามมาตรฐานสินค้าเกษตร ได้แก่ ระดับความรู้ที่ได้รับจากการผลิตจิ้งหรีด รายได้จากการขายผลผลิต ระดับความรู้เกี่ยวกับการผลิต และการเข้าอบรมเกี่ยวกับการผลิตจิ้งหรีด 4) เกษตรกรมีปัญหาในการส่งเสริมการผลิตจิ้งหรีด ด้านความรู้ทางมาตรฐานอยู่ในระดับปานกลาง ด้านวิธีการส่งเสริมอยู่ในระดับน้อย และด้านการสนับสนุนอยู่ในระดับน้อยที่สุด โดยเกษตรกรมีข้อเสนอแนะในการแปรรูปจิ้งหรีดที่หลากหลาย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และข้อมูลเกี่ยวกับการตลาดต่างประเทศ 5) โมเดลการส่งเสริมการผลิตจิ้งหรีดตลอดโซ่อุปทานตามมาตรฐานสินค้าเกษตรประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ (1) แหล่งข้อมูลความรู้ คือ กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กรมปศุสัตว์ โรงงานผู้ผลิต และสถาบันการศึกษา (2) เนื้อหาความรู้ เน้นการผลิตจิ้งหรีดตามการปฏิบัติที่ดีการผลิตจิ้งหรีดตามมาตรฐานสินค้าเกษตร การผลิตจิ้งหรีดให้ได้การรับรองมาตรฐานจากกรมปศุสัตว์ การแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และการตลาดในประเทศและต่างประเทศ (3) ช่องทางการส่งเสริม โดยใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ การศึกษาดูงาน และเอกสาร/แผนพับ/วารสาร (4) ผลการส่งเสริมกับเกษตรกรผู้ผลิตจิ้งหรีด คือ การเป็นผู้ผลิตที่มีความรู้และทักษะในการปฏิบัติด้านการผลิตและการตลาด และจากการประเมินความคิดเห็นต่อโมเดล พบว่าโมเดล มีความเป็นประโยชน์ ความเหมาะสม และความเป็นไปได้ ในระดับมากที่สุด</p>
โศภิต วงษ์พลับ
เบญจมาศ อยู่ประเสริฐ
บำเพ็ญ เขียวหวาน
ภรณี ต่างวิวัฒน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-23
2025-12-23
15 2
240
256
-
การพัฒนาระบบฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสานในพื้นที่ตำบลทุ่งต้อม อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/e-jodil/article/view/279936
<p>หัตถกรรมจักสานเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตและเศรษฐกิจของชุมชน โดยเฉพาะในตำบลทุ่งต้อม อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีการรวมกลุ่มกันเพื่อผลิตและจำหน่ายหัตถกรรมจักสาน ทั้งในระดับครัวเรือนและเพื่อการส่งออก การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสานในพื้นที่ตำบลทุ่งต้อม และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้งาน วิธีดำเนินการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบการวิจัยเชิงพัฒนา โดยเครื่องมือที่ใช้คือ 1) ระบบฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสานในพื้นที่ตำบลทุ่งต้อม อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ที่ประกอบด้วย ส่วนหน้าบ้าน (Frontend) ใช้ Angular และส่วนหลังบ้าน (Backend) ใช้ Java Spring Boot เชื่อมต่อกับฐานข้อมูล MySQLขั้นตอนการดำเนินงานวิจัยตามแนวคิด SDLC 2) แบบสอบถามการประเมินประสิทธิภาพ และ 3) แบบสอบถามประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้แบ่ง 2 กลุ่มได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน คัดเลือกแบบเจาะจง และกลุ่มผู้ใช้ระบบ จำนวน 35 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างวิธีการสุ่มอย่างง่าย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระบบฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสานที่พัฒนาขึ้น โดยผู้ดูแลระบบสามารถจัดการข้อมูลต่างๆ ได้ ส่วนสามาชิกสามารถดูรายละเอียดและทำการสั่งจองผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสานได้ และผู้ใช้ทั่วไปสามารถดูข้อมูลผลิตภัณฑ์หัตถกรรมจักสานและเขียนรีวิวได้ 2) ผลการประเมินประสิทธิภาพจากผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับมากที่สุด และ 3) ผลการประเมินความพึงพอใจจากผู้ใช้ระบบที่พัฒนาขึ้นอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ย 4.30 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.54</p>
รสลิน เพตะกร
อรนุช พันโท
สารุ่ง ตันตระกูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-23
2025-12-23
15 2
257
269