วารสารอิเล็กทรอนิกส์การเรียนรู้ทางไกลเชิงนวัตกรรม https://so01.tci-thaijo.org/index.php/e-jodil <p> วารสารอิเล็กทรอนิกส์การเรียนรู้ทางไกลเชิงนวัตกรรม (Electronic Journal of Open and Distance Innovative Learning : e-JODIL) จัดทำขึ้นโดยสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับผลงานวิชาการ และข้อค้นพบจากการวิจัย และเป็นช่องทางในการสะสมองค์ความรู้ สู่การเป็นสังคมฐานความรู้ ตลอดจนเป็นแหล่งอ้างอิงทางวิชาการ เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2554 โดยเปิดรับและเผยแพร่บทความทางด้านสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี มีกำหนดการออกวารสารปีละ 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม-มิถุนายน และ ฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม-ธันวาคม</p> <h1><span style="color: orange;">รู้จักนวัตกรรม</span></h1> <div> <p>คำว่า <strong><span style="color: green;">“การเรียนรู้ทางไกลเชิงนวัตกรรม”</span></strong> หมายถึง ข้อค้นพบ หรือสิ่งใหม่ที่เกิดจากการใช้ความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ รวมถึงข้อค้นพบ หรือข้อเสนอแนะเชิงสร้างสรรค์ที่มีคุณค่า หรือเป็นต้นแบบที่ดี (Best Practice) จากงานวิจัย/วิชาการ ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้อย่างสัมฤทธิ์ผลต่อการพัฒนาองค์ความรู้การผลิต และกระบวนการต่างๆ เพื่อสร้างให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษา เศรษฐกิจและสังคม ที่นำมาเผยแพร่ เพื่อสร้างการเรียนรู้ในรูปแบบของวารสารอิเล็กทรอนิกส์</p> </div> th-TH <p>บทความ ข้อความ ภาพประกอบ ตารางประกอบ ที่ตีพิมพ์ในวารสารเป็นความคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว ไม่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชแต่อย่างใด</p> <p>บทความที่เสนอพิจารณาในวารสาร e-JODIL ต้องเป็นบทความที่ไม่เคยส่งไปลงพิมพ์ เผยแพร่ หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาของวารสารอื่น</p> <p>กองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการพิจารณาและตัดสินการตีพิมพ์บทความในวารสาร</p> <p>&nbsp;</p> e-jodil@stou.ac.th (รองศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.อโณทัย งามวิชัยกิจ) e-jodil@stou.ac.th (นายสุรเดช อธิคม) Wed, 24 Jun 2026 10:19:11 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดกับการจัดการข่าวลวงในสื่อสังคมออนไลน์ไทย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/e-jodil/article/view/281952 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บทบาทสองด้านของผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดในการจัดการข่าวลวงในสื่อสังคมออนไลน์ไทย ทั้งในแง่การเป็นแหล่งกำเนิดและผู้เผยแพร่ข่าวลวง และการเป็นกลไกในการต่อต้านข่าวลวง โดยใช้วิธีการวิเคราะห์กรณีศึกษาสองกรณี ได้แก่ โครงการ “TikTok ต้านข่าวปลอม” ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย และโครงการ “หมอลำโคแฟค” ของอีสานโคแฟค</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ผู้ทรงอิทธิพลมีบทบาทในการเผยแพร่ข่าวลวงผ่าน 4 กลไกหลัก คือ การสร้างโดยเจตนา การแพร่กระจายโดยไม่เจตนา การใช้อิทธิพลในทางผิด และปรากฏการณ์ห้องเสียงสะท้อน รวมทั้งการใช้เทคโนโลยี Deepfake ขณะเดียวกันผู้ทรงอิทธิพลสามารถต่อต้านข่าวลวงผ่านการเฝ้าระวัง การตรวจสอบข้อเท็จจริง และการส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อได้ การเปรียบเทียบกรณีศึกษาทั้งสองแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างด้านกลุ่มเป้าหมาย กลไกสร้างความน่าเชื่อถือ และกลยุทธ์การสื่อสาร โดยโครงการ TikTok เน้นความเร็วและการเข้าถึงกว้าง ขณะที่หมอลำโคแฟคเน้นความลึกและความยั่งยืน</p> <p>การศึกษานี้นำเสนอองค์ความรู้ใหม่เรื่อง “การไหลของข้อมูลแบบหลายขั้นตอนที่ปรับตัวตามวัฒนธรรม” ซึ่งสะท้อนความซับซ้อนของการสื่อสารในยุคดิจิทัลที่ต้องคำนึงถึงบริบททางวัฒนธรรม ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการใช้ผู้ทรงอิทธิพลในการต่อต้านข่าวลวง นอกจากจะต้องปรับแนวทางให้เหมาะสมกับแพลตฟอร์มออนไลน์ที่แตกต่างกันแล้วยังต้องปรับให้เข้ากับบริบทเฉพาะของแต่ละกลุ่มเป้าหมายด้วย</p> นิษฐา หรุ่นเกษม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/e-jodil/article/view/281952 Wed, 24 Jun 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการจัดการเรียนรู้ด้วยปัญญาประดิษฐ์เพื่อสร้างนวัตกรสังคมหนึ่งโรงเรียนหนึ่งนวัตกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so01.tci-thaijo.org/index.php/e-jodil/article/view/282186 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน ระดับความสามารถ และสภาพการจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมความสามารถในการเป็นนวัตกรสังคมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (2) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ด้วยปัญญาประดิษฐ์เพื่อสร้างนวัตกรสังคม ภายใต้แนวคิด “หนึ่งโรงเรียน หนึ่งนวัตกรรม” และ (3) ศึกษาผลของการใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้น การวิจัยนี้ใช้แนวคิดการพัฒนารูปแบบของ Joyce, Weil และ Calhoun ประกอบด้วย 4 ระยะ ได้แก่ (1) การสำรวจและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน กลุ่มเป้าหมายคือครูผู้สอนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 30 คน และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 226 คน จากหลายแผนการเรียน ที่ได้จากการสุ่มอย่างเป็นระบบและการสุ่มแบบชั้นภูมิ (2) การออกแบบและพัฒนารูปแบบ (3) การทดลองใช้และปรับปรุงรูปแบบ กลุ่มเป้าหมายคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 แผนการเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ โรงเรียนสตรีอ่างทอง จำนวน 30 คน ที่ได้จากการเลือกแบบเจาะจง และ (4) การประเมินผลและเผยแพร่ โดยใช้กลุ่มเป้าหมายนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 แผนการเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย จำนวน 108 คน ได้จากการสุ่มแบบกลุ่ม ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 52 คน และกลุ่มควบคุม 56 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ แบบสังเกตพฤติกรรม แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม และแบบบันทึกผลการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทาง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีความสามารถในการเป็นนวัตกรสังคมในระดับต่ำ และสภาพการเรียนรู้ไม่เอื้อต่อการพัฒนาสมรรถนะดังกล่าว จึงมีความจำเป็นในการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมและทันสมัย รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมี 6 องค์ประกอบหลัก และกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน (การวิเคราะห์ การฝึกปฏิบัติ การออกแบบ การทดสอบ และการเผยแพร่นวัตกรรม) ผลการทดลองแสดงให้นักเรียนกลุ่มทดลองมีความสามารถในการเป็นนวัตกรสังคมสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> วัชรภัทร เตชะวัฒนศิริดำรง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/e-jodil/article/view/282186 Wed, 24 Jun 2026 00:00:00 +0700 สมรรถนะการบูรณาการความรู้เทคโนโลยี ศาสตร์การสอน และเนื้อหา เพื่อการจัดการเรียนรู้สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครูพลศึกษา https://so01.tci-thaijo.org/index.php/e-jodil/article/view/283151 <p>การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาองค์ประกอบและตัวบ่งชี้ของสมรรถนะการบูรณาการความรู้เทคโนโลยี ศาสตร์การสอน และเนื้อหา เพื่อการจัดการเรียนรู้สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครูพลศึกษา การดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ ขั้นแรกผู้วิจัยทำการวิเคราะห์และสังเคราะห์สมรรถนะการบูรณาการความรู้เทคโนโลยี ศาสตร์การสอน และเนื้อหา เพื่อการจัดการเรียนรู้สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครูพลศึกษา จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องโดยใช้วิธีการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) แล้วจัดทำร่างองค์ประกอบของสมรรถนะ จากนั้นจัดทำแบบประเมินความเหมาะสมของกรอบสมรรถนะ ซึ่งมีลักษณะเป็นมาตรประมาณค่า 5 ระดับ โดยผลการประเมินความตรงเชิงเนื้อหาของผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 คน ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.67- 1.00 ขั้นที่ 2 ดำเนินการประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบของสมรรถนะที่ยกร่างขึ้นโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 15 คน โดยใช้แบบประเมินความเหมาะสมของกรอบสมรรถนะการบูรณาการความรู้เทคโนโลยี ศาสตร์การสอน และเนื้อหา เพื่อการจัดการเรียนรู้สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครูพลศึกษา ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยมีดังนี้</p> <ol> <li>1. สมรรถนะการบูรณาการความรู้เทคโนโลยี ศาสตร์การสอน และเนื้อหา (Technological Pedagogical Content Knowledge: TPACK) เพื่อการจัดการเรียนรู้สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครูพลศึกษา ที่พัฒนาขึ้นมีองค์ประกอบ แบ่งออกเป็น 5 สมรรถนะย่อย 36 ตัวบ่งชี้ ประกอบด้วย 1) สมรรถนะการวิเคราะห์ความรู้ตามกรอบแนวคิดการบูรณาการความรู้เทคโนโลยี ศาสตร์การสอน และเนื้อหา รวม 7 ตัวบ่งชี้ 2) สมรรถนะการออกแบบการเรียนรู้พลศึกษาตามกรอบแนวคิดการบูรณาการความรู้เทคโนโลยี ศาสตร์การสอน และเนื้อหา รวม 7 ตัวบ่งชี้ 3) สมรรถนะการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามกรอบแนวคิดการบูรณาการความรู้เทคโนโลยี ศาสตร์การสอน และเนื้อหา รวม 7 ตัวบ่งชี้ 4) สมรรถนะการใช้เทคโนโลยีอย่างคล่องแคล่วในการจัดการเรียนรู้พลศึกษาตามกรอบแนวคิดการบูรณาการความรู้เทคโนโลยี ศาสตร์การสอน และเนื้อหา รวม 9 ตัวบ่งชี้ และ 5) สมรรถนะการแสดงออกทางจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการจัดการเรียนรู้พลศึกษาตามกรอบแนวคิดการบูรณาการความรู้เทคโนโลยี ศาสตร์การสอน และเนื้อหา รวม 6 ตัวบ่งชี้</li> <li>2. ผลการประเมินสมรรถนะโดยผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า ในภาพรวมทั้งหมด มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\overline{X}" alt="equation" />= 4.82, S.D. = 0.23) ทุกตัวบ่งชี้ของทุกสมรรถนะมีค่าเฉลี่ยผ่านเกณฑ์ที่ตั้งไว้ที่ค่าเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 3.51 และเมื่อพิจารณาความเหมาะสมรายสมรรถนะเรียงจากค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อย ได้ดังนี้ 1) สมรรถนะการวิเคราะห์ความรู้ตามกรอบแนวคิดการบูรณาการความรู้เทคโนโลยี ศาสตร์การสอน และเนื้อหา (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\overline{X}" alt="equation" /> = 4.90, S.D. = 0.26) 2) สมรรถนะการจัดกิจกรรมการเรียนรู้พลศึกษาตามกรอบแนวคิดการบูรณาการความรู้เทคโนโลยี ศาสตร์การสอน และเนื้อหา (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\overline{X}" alt="equation" />= 4.86, S.D. = 0.21) 3) สมรรถนะการออกแบบการเรียนรู้พลศึกษาตามกรอบแนวคิดการบูรณาการความรู้เทคโนโลยี ศาสตร์การสอน และเนื้อหา (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\overline{X}" alt="equation" />= 4.83, S.D. = 0.23) 4) สมรรถนะการแสดงออกทางจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการจัดการเรียนรู้พลศึกษาตามกรอบแนวคิดการ บูรณาการความรู้เทคโนโลยี ศาสตร์การสอน และเนื้อหา (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\overline{X}" alt="equation" /> = 4.77, S.D. = 0.31) และ 5) สมรรถนะการใช้เทคโนโลยีอย่างคล่องแคล่วในการจัดการเรียนรู้พลศึกษาตามกรอบแนวคิดการบูรณาการความรู้เทคโนโลยี ศาสตร์การสอน และเนื้อหา (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\overline{X}" alt="equation" />= 4.76, S.D. = 0.28)</li> </ol> ณรัช เจริญศิลป์, กฤตย์ตนัย ธารารัตนสุวรรณ, รัตนาภรณ์ จันทรา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/e-jodil/article/view/283151 Wed, 24 Jun 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการพัฒนาครูเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเกิดการถ่ายโอนการเรียนรู้ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/e-jodil/article/view/283119 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการพัฒนาครูเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเกิดการถ่ายโอนการเรียนรู้ และ 2) ศึกษาผลของการทดลองใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้น การดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1) ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน 2) ออกแบบและพัฒนารูปแบบ 3) ทดลองใช้รูปแบบ และ 4) ประเมินผลรูปแบบ กลุ่มตัวอย่างครู ได้แก่ ครูผู้สอนในโรงเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาปีการศึกษา 2567 ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยาเขต 1 และเขต 2 และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา ที่มีความสมัครใจเข้าร่วมกิจกรรมการพัฒนาตามรูปแบบจำนวน 15 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน กลุ่มตัวอย่างนักเรียน ได้แก่ นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยครูที่สมัครใจเข้าร่วมกิจกรรมตามรูปแบบที่พัฒนาขึ้นทั้ง 15 คน ซึ่งมีนักเรียนรวมทั้งสิ้นจำนวน 376 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบวัดความรู้ความเข้าใจ แบบประเมินการออกแบบและเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบบวัดการรับรู้ความสามารถของตนเอง แบบสอบถามความพึงพอใจ แบบบันทึกสะท้อนการเรียนรู้หลังการปฏิบัติ และแบบบันทึกการสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีชนิดสองกลุ่มไม่อิสระกัน และการทดสอบค่าทีชนิดกลุ่มเดียวเทียบกับเกณฑ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. รูปแบบการพัฒนาครูเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเกิดการถ่ายโอนการเรียนรู้ มี 7 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ที่มาและความสำคัญ 2) แนวคิด ทฤษฎีพื้นฐาน 3) หลักการ 4) วัตถุประสงค์ 5) เนื้อหา 6) กระบวนการพัฒนา และ7) การวัดและประเมินผล ซึ่งกระบวนการพัฒนามี 4 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 จุดประกายความคิดแบบเติบโตเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง ขั้นตอนที่ 2 เสริมสร้างองค์ความรู้และความเชื่อมั่นในความสามารถในการจัดการเรียนรู้ ขั้นตอนที่ 3 ปฏิบัติการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนด้วยการพัฒนาบทเรียนร่วมกันและการชี้แนะทางปัญญา ผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ และขั้นตอนที่ 4 แลกเปลี่ยนเรียนรู้ สู่การพัฒนาวิชาชีพ ซึ่งการประเมินรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิพบว่า มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. ผลการทดลองใช้รูปแบบ พบว่า<br /></span>2.1 ครูที่เข้าร่วมกิจกรรมตามกระบวนการของรูปแบบมีความรู้ความเข้าใจในการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเกิดการ ถ่ายโอนการเรียนรู้ หลังเข้าร่วมกิจกรรม สูงกว่าก่อนเข้าร่วมกิจกรรม และสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01<br />2.2 ครูที่เข้าร่วมกิจกรรมตามกระบวนการของรูปแบบมีความสามารถในการออกแบบและเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเกิดการถ่ายโอนการเรียนรู้ สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01<br />2.3 ครูที่เข้าร่วมกิจกรรมตามกระบวนการของรูปแบบมีความสามารถในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเกิดการถ่ายโอนการเรียนรู้ สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01<br />2.4 ครูที่เข้าร่วมกิจกรรมตามกระบวนการของรูปแบบมีการรับรู้ความสามารถของตนเองในการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเกิดการถ่ายโอนการเรียนรู้ หลังเข้าร่วมกิจกรรม สูงกว่าก่อนเข้าร่วมกิจกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01<br />2.5 ครูที่เข้าร่วมกิจกรรมตามกระบวนการของรูปแบบมีความพึงพอใจต่อการเข้าร่วมกิจกรรมตามรูปแบบ อยู่ในระดับมากที่สุด<br />2.6 นักเรียนที่ได้เรียนรู้กับครูที่เข้าร่วมกิจกรรมการพัฒนาตามกระบวนการของรูปแบบมีความสามารถในการถ่ายโอนการเรียนรู้อยู่ในระดับสูง<br />2.7 ค่าดัชนีประสิทธิผลจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครูที่เข้าร่วมกิจกรรมการพัฒนาตามรูปแบบมีค่ามากกว่า .50 ขึ้นไป หรือคิดเป็นมากกว่าร้อยละ 50 ขึ้นไป ซึ่งผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ทุกคน แสดงว่า นักเรียนที่ได้เรียนรู้กับครูที่เข้าร่วมกิจกรรมการพัฒนาตามรูปแบบ มีความก้าวหน้าของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่เพิ่มขึ้นมากกว่า .50 ขึ้นไป หรือคิดเป็นมากกว่าร้อยละ 50 ขึ้นไป</p> ประยูร บุญใช้ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/e-jodil/article/view/283119 Wed, 24 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาตลอดชีวิตในระบบทางไกลด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/e-jodil/article/view/281685 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาเป้าหมายและความต้องการของผู้เรียนสำหรับการจัดการศึกษาตลอดชีวิตในระบบทางไกลด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย และ (2) นำเสนอรูปแบบการจัดการศึกษาตลอดชีวิตในระบบทางไกลด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ประกอบด้วย การวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงและความเชื่อมั่นกับผู้เรียนหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต วิชาเอกอาชีวอนามัยและความปลอดภัย มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จำนวน 210 คน จากนั้นทำการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 8 คน และใช้วิธีการตรวจสอบสามเส้าในการตรวจสอบคุณภาพด้านความเชื่อมั่นของข้อมูลและคำตอบที่ได้รับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและเทคนิคการวิเคราะห์สาระสำคัญ</p> <p>ผลการวิจัยเชิงปริมาณ พบว่า (1) ผู้เรียนมีความต้องการเรียนรู้ตลอดชีวิตในระดับมาก (<strong>x̅</strong> = 4.25 , SD = 0.72) เป้าหมายคือต้องการเรียนเพื่อรู้และเพื่อปฏิบัติได้จริง รูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่ผู้เรียนเห็นว่ามีประสิทธิผลมากที่สุดคือ การเรียนแบบผสมผสาน เทคนิคการสอนที่มีประสิทธิผลมากที่สุดคือ การสอนแบบปฏิบัติการจริง สื่อการสอนที่มีประสิทธิผลมากที่สุดคือ สไลด์บรรยาย และสไลด์ทบทวนข้อสอบ กิจกรรมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิผลมากที่สุดคือกิจกรรมกลุ่มขนาดเล็ก 2-5 คน และการประเมินผลการเรียนที่มีประสิทธิผลมากที่สุดคือการสอบภาคปฏิบัติ ปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญคือการจัดสรรเวลาเรียน ร้อยละ 57.14 และค่าใช้จ่ายในการเรียน ร้อยละ 32.86) ผลการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์สาระสำคัญ พบว่า แนวทางการจัดการศึกษาตลอดชีวิตในระบบทางไกลด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยครอบคลุม 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ รูปแบบการเรียนรู้ การใช้เทคโนโลยีการเรียนการสอน การสร้างเสริมประสบการณ์การเรียนรู้ กิจกรรมที่ส่งเสริมการมีปฏิสัมพันธ์ และการประเมินผลการเรียนรู้ และ (2) การนำเสนอรูปแบบการจัดการศึกษาตลอดชีวิตในระบบการศึกษาทางไกลด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก 10 แนวปฏิบัติ ได้แก่ 1) การเรียนรู้แบบผสมผสานทั้งการเรียนแบบเผชิญหน้าและแบบออนไลน์ 2) <strong>เทคโนโลยีการจัดการเรียนการสอน</strong> ประกอบด้วย ระบบบริหารจัดการการเรียนรู้ และสื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย 3) การสร้างเสริมประสบการณ์การเรียนรู้ โดยการฝึกปฏิบัติในห้องปฏิบัติการและภาคสนาม รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีเสมือนจริง 4) กิจกรรมส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ ได้แก่ กิจกรรมกลุ่มย่อย กิจกรรมแบบเรียลไทม์และแบบย้อนหลัง และ 5) การประเมินผลการเรียนรู้ ประกอบด้วย การสอบกลางภาคและปลายภาค การสอบภาคปฏิบัติ การประเมินผลกิจกรรมและให้ข้อมูลย้อนกลับรายบุคคล</p> <p>ข้อเสนอแนะจากการวิจัยนี้ ได้แก่ การนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาทางไกลด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยรวมถึงหลักสูตรวิชาชีพอื่นๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เรียนและตลาดแรงงาน รวมถึงการศึกษาประสิทธิผลของการประยุกต์ใช้รูปแบบการจัดการศึกษาทางไกลที่พัฒนาขึ้นเพื่อติดตามผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และการพัฒนาทักษะวิชาชีพอย่างต่อเนื่องตามหลักการเรียนรู้ตลอดชีวิต</p> สุดาว เลิศวิสุทธิไพบูลย์, อภิรดี ศรีโอภาส ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/e-jodil/article/view/281685 Wed, 24 Jun 2026 00:00:00 +0700 มุมมองของผู้ใช้บริการ แรงจูงใจและความคาดหวังของผู้ต้องขังในฐานะผู้ให้บริการบนพื้นที่สื่อสารร่วมเพื่อสร้างโอกาสคืนคนดีสู่สังคม https://so01.tci-thaijo.org/index.php/e-jodil/article/view/281129 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) มุมมองของผู้ใช้บริการ ความพึงพอใจต่อส่วนประสมการตลาดบริการ (7Ps) เปรียบเทียบความพึงพอใจจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ตลอดจนมุมมองที่มีต่อผู้ต้องขัง นอกจากนี้ยังศึกษา (2) แรงจูงใจและความคาดหวังของผู้ต้องขัง เปรียบเทียบแรงจูงใจและความคาดหวัง จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลตลอดจนความคิดเห็นทั่วไปของผู้ต้องขังในฐานะผู้ให้บริการร้านอาหารคุกแอนด์คอฟ ณ บางขวาง ซึ่งเป็นบริบทที่เป็นพื้นที่สื่อสารร่วมเพื่อสร้างโอกาสคืนคนดีสู่สังคม ใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากผู้ใช้บริการ 385 คน และผู้ต้องขังที่ให้บริการ 67 คน ด้วยแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ใช้ค่าร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยค่า t-test และ F-test ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> (1) ผู้มาใช้บริการส่วนใหญ่รู้จักร้านจากคำแนะนำของเพื่อนและสื่อสังคมออนไลน์ รับรู้ว่าร้านนี้เปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังได้ฝึกอาชีพ เหตุผลสำคัญที่มาใช้บริการคือบรรยากาศดี ต้องการสนับสนุนและให้โอกาสผู้ต้องขัง ช่วงเวลาที่มีการใช้บริการสูงสุดคือ 11.01-13.00 น. มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อครั้ง 301-600 บาท มาพร้อมเพื่อนหรือครอบครัว และตัดสินใจสั่งอาหารด้วยตัวเอง มีความพึงพอใจต่อส่วนประสมการตลาดบริการ (7Ps) ระดับมากที่สุดทุกด้าน โดยเฉพาะด้านบุคคล ผลการทดสอบสมมุติฐานไม่พบความแตกต่างของระดับความพึงพอใจตามเพศ อาชีพ และรายได้ แต่พบความแตกต่างตามระดับการศึกษาและอายุ ยกเว้นด้านการจัดจำหน่าย ผู้ใช้บริการให้มุมมองว่า ผู้ต้องขังควรได้รับโอกาสจากสังคม เชื่อมั่นในคุณภาพการฝึกอบรม และรู้สึกประทับใจเมื่อได้สัมผัสการให้บริการของผู้ต้องขังเหล่านี้ด้วยตนเอง</p> <p> (2) ผู้ต้องขังในฐานะผู้ให้บริการ มีแรงจูงใจในการทำงานโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีแรงจูงใจภายในสูงกว่าแรงจูงใจภายนอก ปัจจัยหลักคือ ความต้องการพัฒนาตนเอง ได้เปิดโลกทัศน์และพิสูจน์คุณค่า ส่วนแรงจูงใจภายนอก ได้แก่ รายได้ ได้รับการสนับสนุนและคำชมจากลูกค้า/สังคม มีความคาดหวังสูงหลังพ้นโทษทุกด้าน โดยเฉพาะด้านความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและการยอมรับจากผู้อื่น ผลการทดสอบสมมุติฐานไม่พบความแตกต่างในระดับแรงจูงใจและความคาดหวังตามปัจจัยส่วนบุคคล ยกเว้นด้านความรักและสังคมที่แตกต่างกันตามช่วงอายุ ต้องการนำทักษะความรู้ไปใช้ประกอบอาชีพและกระทำสิ่งดีๆ เพื่อตนเองและครอบครัวหลังพ้นโทษ</p> สุรางคนา ณ นคร, อดิลล่า พงษ์ยี่หล้า ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/e-jodil/article/view/281129 Wed, 24 Jun 2026 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์เนื้อหาและการมีส่วนร่วมของผู้รับชมวิดีโอเศรษฐกิจพอเพียงบน TikTok https://so01.tci-thaijo.org/index.php/e-jodil/article/view/281695 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์เนื้อหา เป้าหมายของเนื้อหา และระดับการมีส่วนร่วมของผู้รับชมวิดีโอเศรษฐกิจพอเพียงบน TikTok และ 2) เพื่อเปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมของผู้รับชมจำแนกตามประเภทของผู้สร้างเนื้อหา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ วิดีโอบน TikTok ที่มี Hashtag #เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเลือกแบบเจาะจงจำนวน 100 วิดีโอแรกที่ปรากฏในช่องการค้นหาวิดีโอ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบวิเคราะห์เนื้อหา การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา และ Mann-Whitney U Test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1)เนื้อหาของวิดีโอเศรษฐกิจพอเพียงบน TikTok ที่มีจำนวนมากที่สุด คือ การประยุกต์หลักทฤษฎีใหม่ของเกษตรกรและรูปแบบการเพาะปลูก (ร้อยละ 41) โดยมีส่วนร่วมจากผู้รับชมสูงสุดในด้านยอดรับชม (11,232,895 ครั้ง; ร้อยละ 44.45) และยอดการกดไลก์ (404,191 ครั้ง; ร้อยละ 36.92) ในขณะที่ วิดีโอที่มีเนื้อหาด้านเศรษฐกิจพอเพียงกับภาคธุรกิจเอกชน มีจำนวนน้อยที่สุด (ร้อยละ 4) แต่พบว่ามีจำนวนการแสดงความคิดเห็นสูงสุด (13,419 ครั้ง; ร้อยละ 31.16) ในด้านเป้าหมายของเนื้อหา พบว่า วิดีโอที่มีเป้าหมายเพื่อการแบ่งปันประสบการณ์ส่วนตัว มีจำนวนมากที่สุด (ร้อยละ 52) และได้รับการมีส่วนร่วมของผู้รับชมสูงสุดในทุกด้าน ได้แก่ ยอดการรับชม (19,505,785 ครั้ง; ร้อยละ 77.19) ยอดการกดไลก์ (647,121 ครั้ง; ร้อยละ 59.10) และยอดการแสดงความคิดเห็น (22,903 ครั้ง; ร้อยละ 53.19) ส่วนวิดีโอที่มีเป้าหมายเพื่อการแสดงความคิดเห็น มีจำนวนน้อยที่สุด (ร้อยละ 13) และมียอดการมีส่วนร่วมของผู้รับชมอยู่ในระดับต่ำที่สุดในทุกด้าน</p> <p>2)การเปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมของผู้รับชมที่มีต่อวิดีโอด้านเศรษฐกิจพอเพียงบน TikTok จำแนกตามประเภทของผู้สร้างเนื้อหา พบว่า วิดีโอที่สร้างโดยบุคคลทั่วไปมีระดับการมีส่วนร่วมของผู้ชมในทุกด้านสูงกว่าวิดีโอที่สร้างโดยหน่วยงานภาครัฐอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (การรับชม: U = 229.00, p = 0.011; การกดไลก์: U = 193.00, p = 0.003; การแสดงความคิดเห็น: U = 172.50, p = 0.001)</p> ธัญธัช วิภัติภูมิประเทศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/e-jodil/article/view/281695 Wed, 24 Jun 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการบูรณาการเชิงความสัมพันธ์ของความต่อเนื่องการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของลูกค้าผ่านระบบการบริหารความสัมพันธ์ลูกค้าของโรงแรมเครือข่ายท้องถิ่นในประเทศไทย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/e-jodil/article/view/282410 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนารูปแบบการบูรณาการเชิงความสัมพันธ์ของความต่อเนื่องการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของลูกค้าชาวไทยผ่านระบบการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ของโรงแรมเครือข่ายท้องถิ่นไทย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากร คือลูกค้าชาวไทยของโรงแรมเครือข่ายท้องถิ่นไทยระดับ 5 ดาวที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ กำหนดขนาดตัวอย่างโดยประมาณค่าตัวแปร 20 เท่าของจำนวนพารามิเตอร์ ทำให้ได้ขนาดตัวอย่างลูกค้าชาวไทยจำนวน 360 ราย ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบมีระบบ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่การวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า การบริหารลูกค้าสัมพันธ์บนสื่อสังคมออนไลน์มีอิทธิพลทางอ้อมต่อความต่อเนื่องการใช้สื่อสังคมออนไลน์โดยส่งผ่านการรับรู้คุณค่า ทัศนคติ และความพึงพอใจ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งนี้รูปแบบการบูรณาการเชิงความสัมพันธ์ของความต่อเนื่องการใช้สื่อสังคมออนไลน์ผ่านระบบการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ของโรงแรมเครือข่ายท้องถิ่นไทยที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์</p> สุรีพร ปวุติภัทรพงศ์, สุรีย์ เข็มทอง, อัศวิน แสงพิกุล, กฤษฏิพัทธ์ พิชญะเดชอนันต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/e-jodil/article/view/282410 Wed, 24 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาพนักงานมหาวิทยาลัยสายสนับสนุนของมหาวิทยาลัยของรัฐในสามจังหวัดชายแดนใต้ สู่การเป็นองค์กรสมรรถนะสูง https://so01.tci-thaijo.org/index.php/e-jodil/article/view/279077 <p>การศึกษานี้มุ่งเน้นการพัฒนาพนักงานมหาวิทยาลัยสายสนับสนุนสู่การเป็นองค์กรสมรรถนะสูงมหาวิทยาลัยของรัฐในสามจังหวัดชายแดนใต้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์พนักงานมหาวิทยาลัยสายสนับสนุน 2) ศึกษาระดับการเป็นองค์กรสมรรถนะสูง และ 3) ศึกษาอิทธิพลของการพัฒนาพนักงานมหาวิทยาลัยสายสนับสนุนที่ส่งผลต่อการเป็นองค์กรสมรรถนะสูง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยพนักงานมหาวิทยาลัยสายสนับสนุน จำนวน 323 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพด้านความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการพัฒนาพนักงานสายสนับสนุนโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 4.09, S.D. = 0.47) โดยด้านการพัฒนามีค่าเฉลี่ยสูงสุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 4.14, S.D. = 0.50) รองลงมาคือด้านการฝึกอบรม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 4.13, S.D. = 0.51) และด้านการศึกษา (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 4.00, S.D. = 0.61) 2) ระดับการเป็นองค์กรสมรรถนะสูงโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 4.16, S.D.=0.46) โดยด้านการบริหารเชิงกลยุทธ์มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> =4.19, S.D.=0.50) รองลงมาคือด้านการมุ่งเน้นผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 4.15, S.D.=0.52) และด้านคุณภาพการจัดการ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 4.12, S.D.=0.52) 3) ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่า การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มีอิทธิพลต่อการเป็นองค์กรสมรรถนะสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (R² = 0.57) โดยด้านการพัฒนามีอิทธิพลสูงสุด (β = 0.56) รองลงมาคือด้านการศึกษา (β = 0.19) ในขณะที่ด้านการฝึกอบรมไม่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อการเป็นองค์กรสมรรถนะสูงมหาวิทยาลัยของรัฐในสามจังหวัดชายแดนใต้</p> คเณศ กุลรัตน์, สรัญณี อุเส็นยาง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/e-jodil/article/view/279077 Wed, 24 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาตัวแบบเชิงกลยุทธ์การจัดการเมืองอัจฉริยะขอนแก่น https://so01.tci-thaijo.org/index.php/e-jodil/article/view/279799 <p>การเสริมพลังการพัฒนาเมืองอัจฉริยะขอนแก่นที่ทำให้เมืองมีประสิทธิภาพ (Efficient) น่าอยู่อาศัย (Livable) และยั่งยืน (Sustainable) เป็นโจทย์ที่น่าค้นหาคำตอบ เมืองอัจฉริยะขอนแก่นเป็นต้นแบบความสำเร็จที่มีการพัฒนาอย่างจริงจัง และมีกลยุทธ์การจัดการเมืองอัจฉริยะที่แตกต่างจากเมืองอื่น การวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมาย (1) เพื่อพัฒนากรอบตัวชี้วัดเชิงกลยุทธ์การจัดการเมืองอัจฉริยะขอนแก่น (2) เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของตัวชี้วัดเชิงกลยุทธ์การจัดการเมืองอัจฉริยะขอนแก่น และ (3) เพื่อสังเคราะห์ตัวแบบเชิงกลยุทธ์การจัดการเมืองอัจฉริยะขอนแก่น โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพกับการวิจัยเชิงปริมาณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) กรอบตัวชี้วัดเชิงกลยุทธ์การจัดการเมืองอัจฉริยะขอนแก่น ประกอบด้วย 5 ปัจจัยหลักที่สำคัญ และ 19 ตัวชี้วัด (2) ผลการวิเคราะห์โครงสร้างความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของตัวชี้วัดเชิงกลยุทธ์การจัดการเมืองอัจฉริยะขอนแก่น พบว่า การจัดการเมืองอัจฉริยะขอนแก่นเน้นการจัดการตัวชี้วัดเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ ได้แก่ การมีส่วนร่วม การบริหารจัดการแบบประสานความร่วมมือ ภาวะผู้นำ และการเพิ่มบทบาทของท้องถิ่น ซึ่งเมื่อพิจารณาโครงสร้างเชิงสาเหตุของตัวชี้วัดเชิงกลยุทธ์เหล่านี้พบว่า ตัวแปรสาเหตุที่มีอิทธิพลทางตรงต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลการพัฒนาเมืองอัจฉริยะขอนแก่น คือ การเพิ่มบทบาทของท้องถิ่น การมีส่วนร่วม และภาวะผู้นำ ตามลำดับ เมื่อพิจารณาประสิทธิภาพและประสิทธิผลการพัฒนาเมืองอัจฉริยะขอนแก่นในฐานะที่เป็นผลลัพธ์สุดท้ายของตัวแบบวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพและประสิทธิผลการพัฒนาเมืองอัจฉริยะขอนแก่น ได้รับอิทธิพลรวมสูงสุดจากการเพิ่มบทบาทของท้องถิ่น รองลงมาคือ การมีส่วนร่วม และภาวะผู้นำ (ค่าสัมประสิทธิ์อิทธิพลทางตรง (DE) เท่ากับ 0.44* 0.26* และ 0.17* ค่าสัมประสิทธิ์อิทธิพลทางอ้อม (IE) เท่ากับ 0.25* 0.10* และ 0 และค่าสัมประสิทธิ์อิทธิพลรวม (TE) เท่ากับ 0.69* 0.36* และ 0.17* ตามลำดับ) และโมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ² = 103, <em>p-value</em> = 0.1023, GFI = 0.96, AGFI = 0.99 และRMSEA = 0.031) และ (3) ผลการสังเคราะห์ตัวแบบเชิงกลยุทธ์การจัดการเมืองอัจฉริยะขอนแก่น ได้ตัวแบบเชิงกลยุทธ์ ชื่อว่า “โมเดลการเสริมพลังการพัฒนาเมืองอัจฉริยะขอนแก่น (Khon Kaen Smart City Empowerment Model)”</p> นุชรา พิมพา, นราธิป ศรีราม, นพดล อุดมวิศวกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/e-jodil/article/view/279799 Wed, 24 Jun 2026 00:00:00 +0700 การออกแบบนวัตกรรมนโยบายสาธารณะ : บทเรียนประเทศเอสโตเนียและประเทศฟินแลนด์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/e-jodil/article/view/282274 <p>การศึกษาวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบท ลักษณะ กระบวนการ และผลลัพธ์ของการออกแบบนวัตกรรมนโยบายสาธารณะของต่างประเทศผ่านกรณีศึกษา 2) เปรียบเทียบความสำเร็จและ/หรือความล้มเหลวของการออกแบบนวัตกรรมนโยบายสาธารณะของประเทศเอสโตเนียและประเทศฟินแลนด์</p> <p>วิธีการวิจัยที่ใช้ คือ การวิจัยเอกสาร โดยศึกษาเจาะจงจำนวน 2 ประเทศ คือ เอสโตเนีย และฟินแลนด์ โดยเลือกประเทศเอสโตเนีย เนื่องจากใช้การออกแบบนโยบายสาธารณะที่เน้นการสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ประเทศ ส่วนประเทศฟินแลนด์เป็นตัวแทนของประเทศที่มีการออกแบบนวัตกรรมนโยบายสาธารณะที่เน้นการแก้ไขปัญหาของประเทศที่ใช้การวิจัยแบบกึ่งทดลองที่แบ่งประชากรเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลองที่รัฐบาลใช้นโยบายสาธารณะแบบใหม่ ส่วนกลุ่มเปรียบเทียบเป็นการใช้นโยบายสาธารณะแบบเดิม ข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นข้อมูลทุติยภูมิที่ได้จากเอกสารหลากหลายประเภท ได้แก่ งานวิชาการ คือ งานวิจัย บทความวิจัย หนังสือ เอกสารและรายงานทางการของรัฐบาล รายงานการประเมินผลจากหน่วยงานภาครัฐและองค์การระหว่างประเทศ มีการตรวจสอบข้อมูล (Triangulation) เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของข้อค้นพบ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) โดยมีการจำแนกข้อมูลตามประเด็นหลัก ได้แก่ บริบท ลักษณะ กระบวนการดำเนินนโยบาย การประเมินผล และผลลัพธ์ และการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) นโยบายการสร้างพลเมืองดิจิทัลของประเทศเอสโตเนียเกิดจากบริบทของการที่รัฐบาลต้องการขยายฐานเศรษฐกิจและเพิ่มอิทธิพลของประเทศในเวทีโลกได้โดยก้าวข้ามข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์และจำนวนประชากร ลักษณะของนโยบายถือเป็นนวัตกรรมเชิงแนวคิดเป็นครั้งแรกของโลกที่ริเริ่มสัญชาติข้ามพรมแดน (Transnational Digital Identity) กระบวนการของนโยบายเริ่มจากการกำหนดนโยบายเกิดจากต้องการการสร้างโอกาสเชิงรุกบนเวทีโลก ขั้นการนำนโยบายไปปฏิบัติ เป็นการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน ขั้นการประเมินผลนโยบาย มีการใช้ตัวชี้วัดทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ขั้นผลสะท้อนกลับและการเรียนรู้เชิงนโยบาย มีการนำผลประเมินมาใช้เพื่อปรับปรุงนโยบายอย่างต่อเนื่อง ส่วนนโยบายการทดลองรายได้พื้นฐานถ้วนหน้าของประเทศฟินแลนด์ บริบท คือ ต้องการแก้ไขปัญหาระบบสวัสดิการสังคมที่ซับซ้อนและมีค่าใช่จ่ายสูง ลักษณะของนโยบายเป็นนวัตกรรมเชิงกระบวนการ กระบวนการของนโยบายเริ่มจากขั้นการกำหนดนโยบาย มีการเปลี่ยนแนวคิดเชิงอุดมการณ์ให้กลายเป็นวาระนโยบายที่สามารถทดลองได้จริง ขั้นการนำนโยบายไปปฏิบัติ ได้ทำการสุ่มเลือกประชากรของประเทศให้เป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มเปรียบเทียบ ขั้นการประเมินผลนโยบายเป็นการทำงานของทีมนักวิจัยอิสระ ขั้นผลสะท้อนกลับและการเรียนรู้เชิงนโยบาย คือ รัฐบาลฟินแลนด์ตัดสินใจที่จะไม่สานต่อหรือขยายผลการทดลองนโยบายนี้ออกไป เนื่องจากไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงผลกระทบเชิงบวกต่อการจ้างงานได้อย่างมีนัยสำคัญ 2) ความสำเร็จของประเทศเอสโตเนีย มาจากสาเหตุที่สำคัญหลายประการ ได้แก่ ภาวะผู้นำเชิงยุทธศาสตร์และการเห็นพ้องทางการเมือง การมีผู้ประกอบการเชิงนโยบายที่ผลักดันจนกลายเป็นวาระแห่งชาติ การที่ประเทศมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การมีกฎหมายที่คล่องตัวและปรับใช้รวดเร็ว การมีรูปแบบแพลตฟอร์มและระบบนิเวศธุรกิจ และมีการสร้างความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน สำหรับประเทศฟินแลนด์ อาจมองได้ทั้งมิติความสำเร็จและมิติของความล้มเหลว กล่าวคือ มิติความสำเร็จ คือ ด้านนวัตกรรมทางสังคม โดยปัจจัยที่ทำให้นโยบายนี้ประสบความสำเร็จ คือ มีการทดลองทางวิทยาศาสตร์ มีการพิสูจน์ผลกระทบเชิงบวกด้านสุขภาวะ มีการเปลี่ยนกรอบการอภิปรายเชิงนโยบาย และการเป็นต้นแบบของธรรมาภิบาลเชิงทดลอง มิติความล้มเหลว คือ ด้านการเมือง โดยปัจจัยที่อาจทำให้ถูกมองว่าล้มเหลวคือ การไม่บรรลุเป้าหมายหลักด้านการจ้างงาน การตัดสินใจไม่ขยายผลนโยบาย และนโยบายรายได้พื้นฐานถ้วนหน้ามีต้นทุนทางการคลังที่สูงมาก</p> เทพศักดิ์ บุณยรัตพันธุ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/e-jodil/article/view/282274 Wed, 24 Jun 2026 00:00:00 +0700 โมเดลการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนเพื่อการพึ่งพาตนเองของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวรายย่อย ในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/e-jodil/article/view/280219 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์การส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 <br />2) ศึกษาการทำเกษตรกรรมยั่งยืนเพื่อการพึ่งพาตนเองของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวต้นแบบ 3) วิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนเพื่อการพึ่งพาตนเองของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวรายย่อย 4) วิเคราะห์ สังเคราะห์ พัฒนาและประเมินโมเดลการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนเพื่อการพึ่งพาตนเองของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวรายย่อยในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1</p> <p>การวิจัยนี้เป็นงานวิจัยแบบผสมวิธี ศึกษากับประชากร 4 กลุ่ม ได้แก่ 1) นักส่งเสริมการเกษตรในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 คัดเลือกตัวแทนโดยเจาะจง จำนวน 12 คน เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา 2) เกษตรกรผู้ปลูกข้าวต้นแบบในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 คัดเลือกตัวแทนโดยเจาะจง จำนวน 8 คน เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา 3) เกษตรกรผู้ปลูกข้าวรายย่อยในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 ที่มีพื้นที่ปลูกข้าวไม่เกิน 15 ไร่ ปีการผลิต 2565/66 จำนวน 524,073 คน กำหนดขนาดตัวอย่างโดยใช้สูตรทาโร ยามาเน ระดับความคลาดเคลื่อนที่ 0.05 ได้กลุ่มตัวอย่าง 400 คน สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บรวมรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา และสถิติอนุมานด้วยการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ 4) ขั้นตอนที่ 1 การวิเคราะห์ สังเคราะห์ และพัฒนาโมเดล เลือกผู้ให้ข้อมูลหลักแบบเจาะจง กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย (1) นักส่งเสริมการเกษตรในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 คัดเลือกตัวแทนแบบเจาะจง จำนวน 12 คน เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (2) เกษตรกรผู้ปลูกข้าวต้นแบบในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 คัดเลือกตัวแทนแบบเจาะจง จำนวน 8 คน เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา และ (3) ผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนจากสถาบันการศึกษาหรือหน่วยงานรัฐ จำนวน 4 คน รวมจำนวน 24 คน โดยกลุ่มเป้าหมาย (1) และ (2) เป็นกลุ่มเป้าหมายเดียวกันกับกลุ่มที่ 1) และ กลุ่มที่ 2) ดำเนินการเก็บข้อมูลโดยการสนทนากลุ่ม และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา ขั้นตอนที่ 2 การประเมินและปรับปรุงโมเดล โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างใหม่จำนวน 26 คน ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน 6 คน นักส่งเสริมการเกษตร 16 คน และเกษตรกรผู้ปลูกข้าวรายย่อย 4 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบประเมินความคิดเห็นที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ซึ่งประกอบด้วยการประเมิน 3 ด้าน ได้แก่ ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 ส่วนใหญ่เป็นรูปแบบเกษตรอินทรีย์ เกษตรทฤษฎีใหม่ และเกษตรผสมผสาน 2) เกษตรกรผู้ปลูกข้าวต้นแบบมีการปลูกข้าวร่วมกับกิจกรรมอื่นๆ เน้นผลิตเพื่อบริโภคอย่างเพียงพอและต่อเนื่อง พึ่งพาตนเองเป็นหลัก ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง มีการนำเทคโนโลยีและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ในพื้นที่การเกษตร ขยายช่องทางการตลาดโดยใช้สื่อออนไลน์และเครือข่ายชุมชน เป็นผู้นำและมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน 3) ปัจจัยที่มีผลต่อความต้องการการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนเพื่อการพึ่งพาตนเองของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวรายย่อยอย่างมีนัยสำคัญยิ่งทางสถิติที่ระดับ 0.01 ได้แก่ ตำแหน่งทางสังคม ความรู้เกี่ยวกับเกษตรกรรมยั่งยืน และแหล่งความรู้เกี่ยวกับเกษตรกรรมยั่งยืน โดยเป็นปัจจัยหลักที่เพิ่มความต้องการการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน ส่วนปัญหาการปลูกข้าวรูปแบบเกษตรกรรมยั่งยืน มีผลต่อความต้องการการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนเพื่อการพึ่งพาตนเองของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวรายย่อยอย่างมีนัยสำคัญยิ่งทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยเป็นปัจจัยที่ลดความต้องการการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน 4) โมเดลการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนเพื่อการพึ่งพาตนเองของเกษตรกรรายย่อยในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 1 มี 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ (1) ปัจจัยนำเข้า ได้แก่ ข้อมูลพื้นฐานเกษตรกรผู้ปลูกข้าวรายย่อย องค์ความรู้เรื่องเกษตรกรรมยั่งยืน การปลูกข้าวและการพึ่งพาตนเอง (2) กระบวนการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน เน้นองค์ความรู้เกี่ยวกับเกษตรผสมผสาน เกษตรทฤษฎีใหม่ และเกษตรอินทรีย์ โดยใช้สื่อภาพและเสียง ได้แก่ การสาธิต นิทรรศการ วิดิทัศน์ หรือสื่อดิจิทัล การเยี่ยมเยียนที่ไร่นา หรือที่บ้าน และการใช้แปลงต้นแบบ (3) ปัจจัยหนุน ได้แก่ นโยบายการส่งเสริมระบบเกษตรกรรมยั่งยืนในพื้นที่ และมีกลไกทางการตลาดที่เกื้อกูลกันระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคที่เป็นธรรม (4) การปลูกข้าวรูปแบบเกษตรกรรมยั่งยืนด้วยการพึ่งพาตนเองของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวรายย่อย เน้นหลักการ การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีการพึ่งพาตนเองใน 5 มิติ และยึดหลักเกษตรกรรมยั่งยืนที่สอดคล้องกับบริบท (5) ผลการเปลี่ยนแปลง มีเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกข้าวรูปแบบเกษตรกรรมยั่งยืน การพึ่งพาปัจจัยภายนอกลดลง ดินอุดมสมบูรณ์ มีศักยภาพในการทำกิจกรรมทางการเกษตรมากขึ้น และผลการประเมินโมเดลด้านความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน</p> ชลณภัทร พอกพูน, บำเพ็ญ เขียวหวาน, สินีนุช ครุฑเมือง แสนเสริม, ทิพวรรณ ลิมังกูร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/e-jodil/article/view/280219 Wed, 24 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ค้างชำระของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด https://so01.tci-thaijo.org/index.php/e-jodil/article/view/280543 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพทั่วไป การกู้ยืมเงิน และการชำระหนี้เงินกู้ของสมาชิก 2) สภาพปัญหาและอุปสรรคที่ทำให้สมาชิกค้างชำระหนี้ และ 3) แนวทางในการแก้ไขปัญหาหนี้ค้างชำระของสมาชิกสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี 1) การวิจัยเชิงคุณภาพ ประชากร คือ คณะอนุกรรมการฝ่ายสินเชื่อและเจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อ จำนวน 12 คน โดยศึกษาจากประชากรทั้งหมด เก็บรวมรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง และ 2) การวิจัยเชิงปริมาณ ประชากร คือ สมาชิกสหกรณ์ที่มีหนี้เงินกู้ค้างชำระ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 จำนวนทั้งหมด 932 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 280 คน โดยใช้สูตรของ ทาโร ยามาเน ที่ค่าความคลาดเคลื่อน 0.05 ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) สมาชิกเป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 51-60 ปี มีการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สมาชิกในครัวเรือนมี 3-4 คน มีพื้นที่ทำการเกษตรเป็นของตนเอง ประมาณ 5-10 ไร่ ใช้ที่ดินของตนเองในการใช้ทำการเกษตร มีรายได้จากการทำเกษตรและนอกภาคการเกษตรอยู่ระหว่าง 10,000-50,000 บาทต่อปี และมีรายจ่ายจากการทำเกษตรและนอกภาคการเกษตรอยู่ระหว่าง 10,000-50,000 บาทต่อปี เป็นสมาชิกสหกรณ์ 5-10 ปี ส่วนใหญ่ไม่มีการฝากเงินหรือการออมเงิน ร้อยละ 59.29 ภาระหนี้สินของครอบครัวนอกจากเป็นหนี้สหกรณ์แล้ว ยังมีหนี้กองทุนหมู่บ้าน ร้อยละ 48 กู้เงินปีละ 1-3 ครั้ง โดยสมาชิกจะกู้เงินเพิ่มขึ้นจากเดิมเพื่อชำระหนี้เดิม ใช้หลักทรัพย์และบุคคลค้ำประกัน เหตุผลในการเลือกกู้เงินกับสหกรณ์เนื่องจากเป็นสมาชิกสหกรณ์ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำกว่าแหล่งเงินกู้อื่น สหกรณ์จ่ายเฉลี่ยคืนดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับสมาชิกผู้กู้ และได้รับคำแนะนำในการขอกู้การชำระหนี้จากเจ้าหน้าที่สินเชื่อเป็นอย่างดี ในการชำระหนี้เงินกู้สมาชิกส่วนใหญ่สะสมเงินให้ครบจำนวนเพื่อชำระหนี้ในคราวเดียว โดยชำระหนี้ให้กับสหกรณ์ก่อนแหล่งเงินกู้อื่น 2) ปัญหาที่ทำให้สมาชิกค้างชำระหนี้กับทางสหกรณ์ ได้แก่ (1) เกิดจากตัวสมาชิกเอง คือ ค่าใช้จ่ายในการประกอบอาชีพด้านการเกษตรสูง (2) เกิดจากผลผลิตสมาชิกได้รับความเสียหายจากสัตว์และแมลงศัตรูพืชรบกวนและฝนแล้ง และ (3) เกิดจากสาเหตุอื่น คือ ราคาผลผลิตตกต่ำ สำหรับปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจสินเชื่อ คือ สมาชิกผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้คืนให้กับสหกรณ์หรือชำระแต่ล่าช้า และ 3) แนวทางแก้ไขปัญหาหนี้ค้างชำระ สหกรณ์ควรจัดหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ขยายระยะเวลาการชำระหนี้ ควรยึดหลักการให้สินเชื่อตามหลักการวิเคราะห์ 5P<em><sup>,</sup></em>s หรือหลักการวิเคราะห์ 5C<sup>,</sup>s และใช้การวิเคราะห์ความเสี่ยงและผลตอบแทนรายคน ติดตามตรวจสอบการใช้เงินกู้ของสมาชิกให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ให้ความรู้ด้านการเกษตรเพิ่ม ให้คำแนะนำและส่งเสริมอาชีพให้กับสมาชิก และจัดหาตลาดรับซื้อผลผลิตการเกษตรในราคาที่ดีมารองรับผลผลิตของสมาชิกเพื่อให้สามารถขายได้ในราคาที่คุ้มค่ากับการลงทุน</p> วัชรพล มั่นถึง, ศิริลักษณ์ นามวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/e-jodil/article/view/280543 Wed, 24 Jun 2026 00:00:00 +0700