https://so01.tci-thaijo.org/index.php/eascramJ/issue/feed
วารสารเอเชียตะวันออกและอาเซียนศึกษา
2026-06-24T15:51:07+07:00
Assist. Prof. Kan Boonyakanchana, Ph.D
eascram@gmail.com
Open Journal Systems
<p>วารสารเอเชียตะวันออกและอาเซียนศึกษา จัดพิมพ์โดยศูนย์การเมือง สังคม เเละอาณาบริเวณศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อ เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและกลุ่มประเทศอาเซียน ในยามที่กลุ่มกำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น มีหลากหลายมิติในเชิงสหวิทยาการ (Interdisciplinary) ครอบคลุมทางด้านการเมือง ความมั่นคง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ธุรกิจ ปรัชญา สังคม กฎหมาย อัตลักษณ์ด้าน ศาสนา ชาติพันธุ์ การสื่อสาร ภาษา ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วรรณกรรม ชุมชน ท้องถิ่น สิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการ และธรรมาภิบาล เป็นต้น ทั้งนี้ การตีพิมพ์กับวารสารเอเชียตะวันออกเเละอาเซียนศึกษาจะมีการเก็บค่าตีพิมพ์จากผู้เขียนจำนวนบทความละ 6,000 บาท (โปรดดูรายละเอียดในส่วนการส่งบทความ)</p> <p>ISSN : 3056-9567 (Print)</p> <p>ISSN : 3056-9575 (Online)</p>
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/eascramJ/article/view/289239
แนวทางการพิจารณาและการส่งบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารเอเชียตะวันออก เเละอาเซียนศึกษาของศูนย์การเมือง สังคมและอาณาบริเวณศึกษา
2026-06-24T14:56:33+07:00
wannida promnimit
nuakqeads.p@gmail.com
2026-06-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเอเชียตะวันออกและอาเซียนศึกษา
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/eascramJ/article/view/284085
เศรษฐกิจการเมืองของธุรกิจอาบอบนวดในกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2512-2566
2026-06-23T09:17:24+07:00
ฐติรัตน์ ศรีอินทราวานิช
6519860013@rumail.ru.ac.th
<p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อวิเคราะห์เศรษฐกิจการเมืองของธุรกิจอาบอบนวดในกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2512-2566 โดยมุ่งเน้นศึกษาพัฒนาการของธุรกิจ กฎหมายและนโยบายของรัฐที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างรัฐ ผู้ประกอบการ และผู้ให้บริการ ในการบริหารจัดการธุรกิจในช่วงเวลาดังกล่าว การวิจัยนี้ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ควบคู่กับการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร (Documentary Research) อาทิ กฎหมาย สถิติภาษี รายงานข่าว และงานวิชาการที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งดำเนินการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญสามกลุ่ม คือ ตัวแทนภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการ และผู้ให้บริการ เพื่อวิเคราะห์ความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างรอบด้าน กรอบแนวคิดที่ใช้ในการวิเคราะห์ประกอบด้วย ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมือง (Political Economy), แนวคิดสถาบัน (Institutionalism), และ แนวคิดธุรกิจการเมือง (Business Politics) เพื่ออธิบายความสัมพันธ์เชิงซ้อนระหว่างรัฐ กลุ่มทุน และสังคม</p> <p>งานวิจัยมีข้อเสนอหลักว่า ธุรกิจอาบอบนวดเป็น "พื้นที่ทางการเมือง" ที่กฎหมาย เศรษฐกิจ และประเด็นแรงงาน (โดยเฉพาะแรงงานหญิง) เชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น รัฐมิได้ใช้กฎหมายเพื่อควบคุม (Regulation) เพียงอย่างเดียว หากแต่ใช้เป็นกลไกในการจัดการความสัมพันธ์ในระบบ "เศรษฐกิจสีเทา" (Grey Economy) ทำให้ธุรกิจนี้มิใช่เพียงปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจ แต่เป็นภาพสะท้อนของโครงสร้างอำนาจและการจัดการทางการเมืองของรัฐอย่างลึกซึ้ง การค้นพบนี้สร้างองค์ความรู้ใหม่ทางรัฐศาสตร์ โดยชี้ให้เห็นว่าธุรกิจอาบอบนวดทำหน้าที่เป็นกลไกเชิงโครงสร้างของรัฐ และเป็นพื้นที่ทางการเมืองที่สะท้อนความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างรัฐ ทุน และแรงงานในระบบเศรษฐกิจสีเทา ซึ่งมักมาพร้อมกับความทับซ้อนของกฎหมายที่เอื้อให้เกิดการบังคับใช้อย่างไม่เป็นเอกภาพ ตลอดจนการละเลยการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของแรงงาน</p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> ธุรกิจอาบอบนวด, นโยบายรัฐ, เศรษฐกิจการเมือง, เศรษฐกิจสีเทา</p>
2026-06-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเอเชียตะวันออกและอาเซียนศึกษา
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/eascramJ/article/view/280891
การบริหารจัดการคนไร้ที่พึ่ง พื้นที่กรุงเทพมหานคร ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง พ.ศ. 2557
2026-04-07T14:30:47+07:00
busakon bunsong
boossakorn.b94@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษากระบวนการจัดการคนไร้ที่พึ่งพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง พ.ศ. 2557 (2) เพื่อศึกษาปัญหาอุปสรรคในกระบวนการจัดการคนไร้ที่พึ่งพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง พ.ศ. 2557 ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้อง</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการจัดการคนไร้ที่พึ่ง พื้นที่กรุงเทพมหานครตามพระราชบัญญัติคุ้มครองคนไร้ ที่พึ่ง พ.ศ. 2557 มีรูปแบบกระบวนการในการดำเนินการบูรณาการแบบเครือข่ายหลายภาคส่วนเข้ามาร่วมดำเนินการผ่านศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งกรุงเทพมหานครมีการบริหารจัดการสองลักษณะคือ กระบวนการแรกรับเพื่อคัดกรอง ทำฐานข้อมูลและกระบวนการให้การคุ้มครองช่วยเหลือ ปัญหาอุปสรรคที่พบในการดำเนินงานคือ ปัญหาด้านการบริหารจัดการ กระบวนการในการดำเนินงานมีความยุ่งยากซับซ้อนและขาดการประสานส่งต่อของกลุ่มคนไร้ที่พึ่ง และประการสุดท้าย. ปัญหาระบบการให้บริการ ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งและข้อเสนอแนะในการนำนโยบายคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งสู่การปฏิบัติให้ประสบผลสำเร็จนั้นจะต้องดำเนิน (1) จัดตั้งศูนย์พักพิงและที่อยู่อาศัยชั่วคราว (2) บริการด้านสาธารณสุขและสุขภาพจิต (3) การส่งเสริมอาชีพและทักษะการทำงาน (4) การช่วยเหลือทางด้านการเงินและการเข้าถึงบริการทางสังคม (5) สนับสนุนด้านกฎหมายและการคุ้มครองสิทธิ (6) การป้องกันการกลายเป็นคนไร้ที่พึ่ง (7) การสำรวจและติดตามสถานการณ์คนไร้ที่พึ่ง และ (8) ส่งเสริมทัศนคติที่ดีต่อคนไร้ที่พึ่ง</p>
2026-06-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเอเชียตะวันออกและอาเซียนศึกษา
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/eascramJ/article/view/280818
การสื่อสารทางการเมืองของ พลเอก อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ในช่วงปี พ.ศ. 2549- 2566
2026-06-23T09:18:01+07:00
Warinda thongsukh
pearpear.warinda@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาภูมิหลังของการสื่อสารทางการเมืองของ พลเอก อภิรัชต์ คงสมพงษ์ (2) เพื่อศึกษาบริบทและปัจจัยแวดล้อมของการสื่อสารทางการเมืองของ พลเอก อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ในช่วงปี พ.ศ. 2549- 2566 และ (3) เพื่อศึกษาการสื่อสารทางการเมืองของ พลเอก อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ในช่วงปี พ.ศ. 2549- 2566 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพที่เน้นการศึกษาเอกสารที่ปรากฏข้อมูลผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ สื่อออนไลน์ทุกประเภทและการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยกำหนดผู้ให้ข้อมูลสำคัญคือ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านรัฐศาสตร์ ทหารและผู้สื่อข่าวสายทหารรวมจำนวน 6 คน</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า คุณธรรมครอบครัวทหารและสถาบันการศึกษาทหารได้หล่อหลอมและกล่อมเกลาบุคลิกภาพและจิตใจจนกลายเป็นค่านิยม ของพลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ในด้านความรักชาติ การหวงแหนมาตุภูมิ ความกล้าหาญ การรักเกียรติศักดิ์ ความมีระเบียบวินัย การเคารพและเชื่อฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชา การสละความสุขส่วนตัว เพื่อส่วนรวม ส่งผลต่อแนวคิดในการสื่อสารทางการเมืองของทหารให้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียว ส่งผลให้องค์กรทหารมีความเป็นเอกภาพที่เข้มแข็ง จากสภาพการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ผู้นำกองทัพเข้ามามีบทบาททางการเมืองการปกครองภายใต้บริบททางการเมืองที่มีความขัดแย้ง แตกแยกสูง ในช่วงยุคที่ 1 ปี พ.ศ. 2549 ยุคที่ 2 ปี พ.ศ. 2552-2553 และยุคที่ 3 ปี พ.ศ. 2557-2566 บทบาทของพลเอก อภิรัชต์ คงสมพงษ์ จึงมีความโดดเด่นในฐานะผู้บัญชาการทหารบกที่ใช้อำนาจตามตำแหน่งภายใต้โครงสร้างอำนาจรัฐ เป็นเครื่องมือสื่อสารทางการเมืองที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดทิศทางความเป็นไปของสังคมในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ในการแสดงความคิดเห็นที่สะท้อนแนวคิดทางการเมืองผ่านการสร้างวาทกรรมในการตอบโต้ทางการเมืองกับกลุ่มที่มีความเห็นต่างในทางการเมือง โดยจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันมิให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันจะมีผลกระทบต่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศ มากกว่าบทบาทปลุกระดมหรือจัดตั้งกลุ่มมวลชน รูปแบบการสื่อสารมีเอกลักษณ์เฉพาะในเชิงอุดมการณ์อนุรักษ์นิยม ที่เนื้อหาสารต้องการโน้มน้าว ให้กลุ่มอนุรักษ์นิยมคงไว้ซึ่งสถาบัน เน้นย้ำในจุดยืนที่ชัดเจนของตนเอง และแย่งชิงกลุ่มคนในสังคมหรือกลุ่มคนที่มีความเห็นต่างในทางการเมืองให้มาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มอนุรักษ์นิยม โดยใช้การแถลงการณ์ผ่านสื่อยุคใหม่ที่เรียกว่า โซเชียลมีเดีย ที่ผู้รับสารสามารถแสดงความคิดเห็นหรือทัศนคติต่อข้อมูลข่าวสารที่ได้รับโดยทันทีซึ่งมีลักษณะเป็นการสื่อสารแบบสองทาง (Two way Communication) เป็นการสื่อสารที่ผู้รับสาร มีการตอบสนอง และมีปฏิกิริยาตอบกลับไปยังผู้ส่งสาร สามารถตอบโต้ แลกเปลี่ยนความคิด กันได้ในทางการเมือง</p>
2026-06-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเอเชียตะวันออกและอาเซียนศึกษา
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/eascramJ/article/view/280910
แนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรร่วมในพื้นที่ชลประทานภาคเหนือตอนล่างโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาวังยาง-หนองขวัญ
2026-04-20T18:06:29+07:00
พิมพ์ปวีณ์ นิลสุพรรณ
pimpawee645@gmail.com
<p>This research aimed to (1) study the approaches to common–pool resource management in the lower northern irrigation area under the Wang Yang–Nong Khwan Water Delivery and Maintenance Project, (2) investigate the problems and obstacles in managing these shared resources, and (3) propose sustainable development strategies for resource management in this irrigation area.</p> <p> The study found that community–based resource management exhibited three main characteristics: (1) institutional management, (2) utilitarian management, and (3) supportive eco–cultural management. These were observed across four water user groups, following Elinor Ostrom’s framework for common–pool resource management. Eight key conditions were identified as critical for effective community resource management: clearly defined boundaries; consistency of rules and regulations; inclusive participation in decision–making; monitoring and enforcement; sanctions for violations; effective conflict resolution mechanisms; state recognition of community management rights; and linking resources to larger systems through network partnerships. Challenges faced by the Royal Irrigation Department in managing agricultural water in this area included personnel shortages, increasing water use by farmers outside the irrigation system leading to insufficient water supply, and lack of budgetary and knowledge support for rice farmers from relevant agencies. To achieve sustainable water management, the study recommends an integrated management approach. This includes establishing memoranda of understanding for shared water use among upstream, midstream, and downstream areas, involving all four water user groups and the Royal Irrigation Department. This collaborative approach aims to sustainably address water scarcity and support the local population within the project’s jurisdiction.</p> <p><strong> </strong></p>
2026-06-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเอเชียตะวันออกและอาเซียนศึกษา
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/eascramJ/article/view/280869
การจัดการความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากรประมงชายฝั่ง ในพื้นที่อ่าวปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช พ.ศ. 2557-2567
2026-03-10T17:35:38+07:00
Sirawait Photiyok
s10467613@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาสาเหตุความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากรประมงชายฝั่งในพื้นที่อ่าวปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช พ.ศ. 2557-2567 (2) เพื่อศึกษารูปแบบและกระบวนการในการจัดการความขัดแย้งการใช้ทรัพยากรประมงชายฝั่งในพื้นที่อ่าวปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช พ.ศ. 2557-2567 เป็นการการวิจัยเชิงบรรยาย (Descriptive Research) ด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เพื่อนำเอาข้อมูลที่เป็นปรากฏการณ์จริง มาวิเคราะห์รูปแบบและกระบวนการในการป้องกันและจัดการความขัดแย้ง เพื่อสร้างความยุติธรรมในการใช้ทรัพยากรประมงชายฝั่งในพื้นที่อ่าวปากพนังจังหวัดนครศรีธรรมราช </p> <p>ผลการศึกษา พบว่า สาเหตุความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากรประมงชายฝั่ง ในพื้นที่อ่าวปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ภายใต้การใช้ทรัพยากรร่วมกันของกลุ่มประมงชายฝั่งในอ่าวปากพนังมี 2 อำเภอ ประกอบด้วยชุมชนประมงชายฝั่งอำเภอเมือง (ชุมชนบ้านปากนคร ท่าไร่ และปากพูน) อำเภอปากพนัง (ชุมชนประมงชายฝั่งแหลมตะลุมพุก) ภายใต้บริบททำการประมงเปลี่ยนแปลงของกลไกการตลาดที่มีความต้องการทรัพยากรทางทะเลเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ชุมชนประมงชายฝั่งขยายทำการประมงจากทำ เพื่อหยั่งชีพมาสู่ทำการประมงเชิงพาณิชย์ การเพิ่มขึ้นของประมงชายฝั่งที่มีการใช้เรือในการทำการประมงที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งในการแย่งชิงทรัพยากรสัตว์น้ำที่มีอยู่จำกัด ต่างคนต่างแย่งชิงจนนำมาสู่ความขัดแย้ง สามารถแบ่งได้ 2 ประเภท คือ (1) ความขัดแย้งระดับปัจเจกปัจเจกบุคคล ที่เกิดขึ้นของคนในชุมชน ระหว่างชุมชนและกับกลุ่มทุนทั้งในและนอกพื้นที่มาเลี้ยงหอยแครง และ (2) ความขัดแย้งระดับนโยบายรัฐ ที่มีการกำหนดในการจัดระเบียบในการทำการประมงชายฝั่ง เป็นความขัดแย้งบนพื้นฐานที่กำหนดแนวนโยบายจากบนลงล่างที่ชุมชนเรียกร้องให้รัฐผ่อนปรนในการทำการประมงชายฝั่งแต่รัฐมีการใช้การบังคับกฎหมายที่เข้มงวด และ รูปแบบ และกระบวนการในการจัดการความขัดแย้งการใช้ทรัพยากรประมงชายฝั่งในพื้นที่อ่าวปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช พ.ศ. 2557-2567 คือ การใช้รูปแบบการจัดการทรัพยากรร่วมผ่านปากพนังโมเดลที่มีการบูรณาการร่วมกันหลายภาคส่วน ซึงอาศัยการสร้างกติการ่วมในการทำการประมงชายฝั่งโดยใช้กฎหมายพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2558 พระราชบัญญัติ กฎกระทรวง แผนการปฏิบัติการร่วมในการบริหารทรัพยากรทางทะเลร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ และกลุ่มชุมชนประมงชายฝั่งในอ่าวปากพนัง และกลุ่มประมงพาณิชย์ ผสมผสานการใช้ทุนทางสังคมผ่านระบบเครือญาติ การเจรจาไกล่เกลี่ยและไต่สวนหาข้อเท็จจริงโดยผู้อาวุโส/ผู้นำในชุมชนที่เป็นที่ยอมรับนับถือ</p>
2026-06-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเอเชียตะวันออกและอาเซียนศึกษา
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/eascramJ/article/view/288591
อัตลักษณ์ของสิงห์เขียว KU MAPS ยุคใหม่: วิจัยสถาบันเพื่อการพัฒนาหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์ (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2570) คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
2026-06-16T09:32:11+07:00
Akekalak Chaiyapumee
profakenash@gmail.com
<p>บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์ (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ. 2570) คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมุ่งวิเคราะห์แนวทางการจัดการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ศึกษาความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภายในและภายนอก โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ผ่านแบบสอบถามออนไลน์ การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการวิเคราะห์เอกสาร</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียคาดหวังให้หลักสูตรพัฒนาองค์ความรู้และทักษะที่สอดคล้องกับบริบทของการบริหารภาครัฐและองค์กรร่วมสมัยที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เทคโนโลยี และการทำงานเชิงเครือข่าย โดยเฉพาะด้านการบริหารภาครัฐยุคดิจิทัล (digital governance) การกำหนดนโยบายบนฐานหลักฐานเชิงประจักษ์ (evidence-based policy) การวิเคราะห์ข้อมูล (data analytics) การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence: ai) อย่างมีวิจารณญาณ ตลอดจนทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (critical thinking) การสื่อสาร การบริหารจัดการความขัดแย้งในองค์กร และความสามารถในการปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลง และเหนือสิ่งอื่นใดคือความต้องการให้หลักสูตรเชื่อมโยงองค์ความรู้เชิงทฤษฎีกับการปฏิบัติจริงผ่านการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ (experiential learning) การเรียนรู้ผ่านโครงการ (project-based learning) และการเรียนรู้จากสถานการณ์จริงมากขึ้น รวมถึงพัฒนาระบบบริหารหลักสูตรและระบบสนับสนุนผู้เรียนให้มีความโปร่งใส เป็นธรรม และยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น เหตุนี้ ข้อค้นพบจากการวิจัยจึงนำไปสู่การพัฒนาอัตลักษณ์ใหม่ของสิงห์เขียว KU MAPS ภายใต้แนวคิดรัฐศาสตร์ภาคปฏิบัติซึ่งมุ่งผลิตมหาบัณฑิตที่สามารถบูรณาการองค์ความรู้ทางรัฐศาสตร์เข้ากับการบริหารจัดการ การวิเคราะห์เชิงนโยบาย และการจัดการปัญหาสาธารณะในบริบทโลกที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ควบคู่กับการมีจริยธรรม ความรับผิดชอบต่อสังคม และศักยภาพในการเรียนรู้ตลอดชีวิต (lifelong learning) อันเป็นคุณลักษณะสำคัญของมหาบัณฑิตรัฐศาสตร์ในศตวรรษที่ 21</p>
2026-06-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเอเชียตะวันออกและอาเซียนศึกษา
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/eascramJ/article/view/280826
การนำนโยบายประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว (ชาวนา) ไปปฏิบัติ ระหว่างฤดูกาลผลิตปี พ.ศ. 2562-2566
2026-04-29T16:04:43+07:00
ratree srivatana
triru65@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) การจัดสรรงบประมาณสำหรับการนำนโยบายประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว (ชาวนา) ไปปฏิบัติระหว่างฤดูกาลผลิต พ.ศ. 2562-2566 (2) ปัญหาและอุปสรรค การนำนโยบายประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว (ชาวนา) ไปปฏิบัติระหว่างฤดูกาลผลิต พ.ศ. 2562-2566 ใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ เน้นรูปแบบการศึกษา จากเอกสารราชการที่เกี่ยวข้องกับมติคณะรัฐมนตรี คำสั่งต่าง ๆ และสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า การนำนโยบายประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว (ชาวนา) ไปปฏิบัติระหว่างฤดูกาลผลิตปี พ.ศ. 2562-2566 นโยบายมีการกำหนดวัตถุประสงค์และภารกิจที่ชัดเจนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ให้ขายข้าวในราคาที่มีความเป็นธรรม มีการมอบหมายงานและกำหนดมาตรฐานในการทำงานให้กับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องในการนำนโยบายไปปฏิบัติที่มีความชัดเจนสอดคล้องกับภาระหน้าที่ความรับผิดชอบ สุดท้ายมีระบบวัดผลการปฏิบัติงานตลอดจนให้คุณให้โทษที่มีความชัดเจน และตัวแบบด้านการจัดการที่มุ่งเน้นสมรรถนะขององค์กรภายใต้โครงสร้างร่วมกันทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้รับการแต่งตั้งเข้ามาบริหารคือ “คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีขีดความสามารถที่บริหารจัดการสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเป้าหมาย ของโครงการ บุคลากรที่อยู่ในคณะกรรมการมีความรู้ความสามารถ มีการวางแผนเตรียมความพร้อมในการนำนโยบายไปปฏิบัติ ตลอดจนมีงบประมาณที่เพียงพอในการดำเนินโครงการภายใต้มาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ตามมติคณะรัฐมนตรีปีการผลิต 2562/63-2565/66 (ปีที่ 1- 4) จำนวนกรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติ 179,553.89 ล้านบาท วงเงินที่รัฐบาลรับภาระชดเชยส่วนต่างระหว่างราคาประกันกับราคาตลาดจริง จำนวน 161,632.22 ล้านบาท ซึ่งถือได้ว่าต่ำกว่ากรอบวงเงินที่ได้รับอนุมัติ ปัญหาอุปสรรคในการดำเนินโครงการงบประมาณที่ใช้ในการชดเชยส่วนต่างระหว่างราคาประกันกับราคาตลาดมีไม่เพียงพอในช่วงฤดูกาลผลิต 2563/64 และ 2564/65 ทำให้มีการขยายเพิ่มกรอบวงเงินส่งผลให้การดำเนินโครงการเกิดความล่าช้า</p> <p> </p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> นโยบายประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว,ประสิทธิภาพ,วินัยการเงินการคลัง</p> <p> </p>
2026-06-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเอเชียตะวันออกและอาเซียนศึกษา
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/eascramJ/article/view/287536
กรอบการพัฒนาผลประโยชน์แห่งชาติของไทยต่อความร่วมมือกับเขตพัฒนา เศรษฐกิจพิเศษชายแดนเหมิ่งล่า ด้านโลจิสติกส์และด้านการท่องเที่ยว
2026-05-20T08:42:19+07:00
Supapit Swanno
supapit_swn@hotmail.com
กฤษฎา พรหมเวค
sodanarak@gmail.com
กัษมพร รักสอน
katsamaporn.r@rumail.ru.ac.th
วิลาสินี พิบูลย์เศรษฐ์
wilar.jan84@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษารูปแบบการพัฒนากรอบความร่วมมือด้านเศรษฐกิจของไทยในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดนเหมิ่งล่า (2) เพื่อศึกษาผลประโยชน์แห่งชาติด้านโลจิสติกส์และด้านการท่องเที่ยวของไทยในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดนเหมิ่งล่า งานวิจัยเป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ โดยใช้การวิเคราะห์เอกสารและการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ผู้ให้ข้อมูลข้อมูลสำคัญ 12 คน ประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการ และได้นำเอาทฤษฎีภูมิภาคนิยม ทฤษฎีผลประโยชน์แห่งชาติ ทฤษฎีการเมืองเกี่ยวผัน แนวคิดเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษมาเป็นกรอบในการวิเคราะห์กรอบการพัฒนาผลประโยชน์แห่งชาติของไทยต่อความร่วมมือกับเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดนเหมิ่งล่า ด้านโลจิสติกส์และด้านการท่องเที่ยว ผลการศึกษาพบว่ารูปแบบความร่วมมือของไทยในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดนเหมิ่งล่าสามารถจำแนกได้ 7 รูปแบบ ได้แก่ (1) รูปแบบความร่วมมือเชิงการพัฒนาแบบองค์รวม (2) รูปแบบความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ (3) รูปแบบความร่วมมือเชิงบูรณาการ (4) รูปแบบความร่วมมือเชิงเครือข่าย (5) รูปแบบความร่วมมือเชิงเศรษฐกิจ (6) รูปแบบความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม และ (7) รูปแบบความร่วมมือเชิงโลจิสติกส์และการค้าข้ามพรมแดน นอกจากนี้ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่ารูปแบบความร่วมมือของไทยทั้ง 7 รูปแบบมีส่วนสนับสนุนให้ผลประโยชน์แห่งชาติด้านเศรษฐกิจของไทยมีแนวโน้มเชิงบวก โดยเฉพาะในสองมิติหลัก ได้แก่ ด้านโลจิสติกส์และด้านการท่องเที่ยว ซึ่งรูปแบบเชิงบูรณาการและเชิงโลจิสติกส์มีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง ลดต้นทุน และเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ อันนำไปสู่การขยายตัวของการค้าและการลงทุน ขณะที่รูปแบบเชิงเศรษฐกิจและเชิงเครือข่ายช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของภาคเอกชนและกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดน ส่วนความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมมีบทบาทในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและกระจายรายได้สู่ระดับพื้นที่ ทั้งนี้เมื่อพิจารณาเชิงเปรียบเทียบพบว่า ผลประโยชน์แห่งชาติด้านโลจิสติกส์มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์มากกว่าด้านการท่องเที่ยว เนื่องจากเป็นกลไกหลักในการเชื่อมโยงการค้า การลงทุน และห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาวของประเทศ ในขณะที่ด้านการท่องเที่ยวมีบทบาทเป็นกลไกเสริมในการสร้างรายได้และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ โดยอาศัยระบบโลจิสติกส์เป็นฐานสำคัญ ดังนั้น การพัฒนาโลจิสติกส์จึงถือเป็นแกนหลักของการพัฒนา ขณะที่การท่องเที่ยวเป็นปัจจัยสนับสนุนที่ช่วยเสริมสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ</p>
2026-06-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเอเชียตะวันออกและอาเซียนศึกษา
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/eascramJ/article/view/289238
ส่วนหน้า
2026-06-24T14:55:44+07:00
wannida promnimit
nuakqeads.p@gmail.com
2026-06-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเอเชียตะวันออกและอาเซียนศึกษา