https://so01.tci-thaijo.org/index.php/eascramJ/issue/feedวารสารเอเชียตะวันออกและอาเซียนศึกษา2025-12-30T13:08:03+07:00Assist. Prof. Kan Boonyakanchana, Ph.Deascram@gmail.comOpen Journal Systems<p>วารสารเอเชียตะวันออกและอาเซียนศึกษา จัดพิมพ์โดยศูนย์การเมือง สังคม เเละอาณาบริเวณศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อ เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและกลุ่มประเทศอาเซียน ในยามที่กลุ่มกำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น มีหลากหลายมิติในเชิงสหวิทยาการ (Interdisciplinary) ครอบคลุมทางด้านการเมือง ความมั่นคง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ธุรกิจ ปรัชญา สังคม กฎหมาย อัตลักษณ์ด้าน ศาสนา ชาติพันธุ์ การสื่อสาร ภาษา ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วรรณกรรม ชุมชน ท้องถิ่น สิ่งแวดล้อม การบริหารจัดการ และธรรมาภิบาล เป็นต้น ทั้งนี้ การตีพิมพ์กับวารสารเอเชียตะวันออกเเละอาเซียนศึกษาได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากมหาวิทยาลัยรามคำเเหง จึงไม่มีการเก็บค่าใช้จ่ายกับผู้เขียน</p> <p>ISSN : 3056-9567 (Print)</p> <p>ISSN : 3056-9575 (Online)</p>https://so01.tci-thaijo.org/index.php/eascramJ/article/view/284068การวิเคราะห์กลไกความร่วมมือของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) พ.ศ. 2557-25662025-10-19T10:25:42+07:00ยุพดี หวังทวีทรัพย์yupadeewangthavee@gmail.com<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์กระบวนการก่อตัว วิธีคิด และการออกแบบคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ระหว่าง พ.ศ. 2557–2566 (2) ศึกษาตัวแสดงและบทบาทที่เกี่ยวข้อง และ (3) เสนอรูปแบบการพัฒนากรอ. งานวิจัยเป็นการศึกษาเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้างและการวิเคราะห์เอกสาร ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 10 คน ประกอบด้วยตัวแทนภาครัฐ ภาคเอกชน และนักวิชาการ ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นปัจจัยสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1) รูปแบบและความจำเป็นในการก่อตั้ง กรอ. ที่มาจากความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของภาคเอกชนซึ่งเข้าใจปัญหาเชิงปฏิบัติได้ดีกว่าภาครัฐ 2) การเผชิญบริบททางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองที่เปลี่ยนแปลง ทำให้รูปแบบการทำงานและช่องทางสื่อสารของกรอ. ที่ต้องปรับตัว 3) การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากบทบาทของพรรคการเมืองก่อน พ.ศ. 2557 และการจำกัดบทบาทของ กรอ. ในช่วงเวลาหนึ่ง และ 4) ความสำเร็จและข้อจำกัดที่ผูกพันกับพื้นที่การประชุม ครม.สัญจร ส่งผลให้ข้อเสนอจากพื้นที่ที่ไม่ได้เป็นเจ้าภาพประชุมมักไม่ได้รับการผลักดัน ส่วนบทบาทของตัวแสดงใน กรอ. ต้องอาศัยการประสานงานล่วงหน้าระหว่างภาคเอกชนกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง และต้องให้เวลาหน่วยงานพิจารณาโดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับมิติความมั่นคง ภาครัฐไม่ได้มีอำนาจเหนือภาคเอกชนเสมอไปเนื่องจาก กกร. เป็นภาคเอกชนที่เข้มแข็งและมีอิทธิพลทางสังคมและการเมือง ตัวแบบการพัฒนากรอ. ที่สรุปได้มี 7 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1) การกำหนดนโยบายตอบสนองสังคม 2) การส่งเสริมความร่วมมือ 3) การประสานงานเชิงนโยบาย 4) การสนับสนุนทรัพยากร 5) การตรวจสอบและติดตามผล 6) การส่งเสริมนวัตกรรมและการปรับปรุงนโยบาย และ 7) การสร้างความยั่งยืนของนโยบายสาธารณะ ข้อเสนอเชิงนโยบายจึงควรเน้นการสร้างกลไกประสานงานที่ชัดเจน เพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการพิจารณา และขยายช่องทางการสื่อสารกับประชาชนเพื่อให้ข้อเสนอจากทุกพื้นที่ได้รับการพิจารณาอย่างเป็นรูปธรรม</p>2025-12-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเอเชียตะวันออกและอาเซียนศึกษาhttps://so01.tci-thaijo.org/index.php/eascramJ/article/view/282550Place-based Development as an Alternative to Infrastructure Mega-Projects: A Political Economy Perspective and Everyday Resistance in Ranong Province, Southern Thailand2025-10-19T14:08:20+07:00วิภาวดี พันธุ์ยางน้อยp.wipawadee@gmail.com<p>Ranong Province, located in southern Thailand, is endowed with rich and diverse coastal and marine ecosystems, traditional economy reliant on artisanal fisheries, and a service sector rooted in eco-tourism and health-based industries, has been designated as a strategic site for national-scale infrastructure development. However, this top-down spatial designation reflects a development trajectory primarily shaped by macroeconomic imperatives, rather than by ecological, socio-economic, or cultural specificities of the area. Drawing from a political economy perspective, this trajectory reveals how centralized state planning privileges capital accumulation and investment-led growth while marginalizing local needs, knowledge, and livelihoods. Moreover, by incorporating the everyday politics, this paper highlights how local communities experience, contest, and negotiate development interventions in their daily interactions with state institutions and local’s sociopolitical context. This paper advocates for a place-based development approach and place-sensitive strategies in shaping sustainable development trajectories for Ranong Province. Such an approach not only acknowledges local socio-ecological contexts but also recognizes the agency of subaltern actors in co-producing more just and equitable futures. The analysis is situated within broader concerns of community rights, spatial equity, and the capacity of local actors to meaningfully participate in defining their own development pathways.</p>2025-12-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเอเชียตะวันออกและอาเซียนศึกษาhttps://so01.tci-thaijo.org/index.php/eascramJ/article/view/282557การศึกษาเปรียบเทียบสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมของประเทศในสหภาพยุโรปและอาเซียน2025-12-22T14:15:51+07:00pakawadee suphunjitwanapakawadee.s@rumail.ru.ac.th<p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการเปรียบเทียบปัญหาด้านมนุษยธรรมที่เกี่ยวกับผู้ลี้ภัยและผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติของประเทศในสหภาพยุโรปและอาเซียน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาสภาพปัญหาด้านมนุษยธรรมเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยของประเทศในสหภาพยุโรปและอาเซียน (2) ศึกษาเปรียบเทียบค่านิยมและบรรทัดฐานด้านมนุษยธรรมเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย การดำเนินการตามกรอบความร่วมมือในองค์การระดับภูมิภาค และเจตจำนงที่เกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติของประเทศในสหภาพยุโรปและอาเซียน และ (3) วิเคราะห์และให้ข้อสังเกตถึงความย้อนแย้งของหลักการและแนวปฏิบัติด้านมนุษยธรรมกับความมั่นคงแห่งชาติ และข้อเสนอที่เกี่ยวข้อง การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้การวิจัยเชิงเอกสารจากแหล่งข้อมูลระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิ และใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงพรรณนา</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า (1) ประเทศในสหภาพยุโรปและอาเซียนเป็นเป้าหมายปลายทางของผู้ลี้ภัยในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม วิกฤตผู้ลี้ภัยของประเทศในสหภาพยุโรปมีสาเหตุหลักมาจากการอพยพเข้ามาของผู้ลี้ภัยจากภายนอกภูมิภาค ซึ่งต่างกับประเทศในอาเซียนที่เผชิญปัญหาหลักจากผู้ลี้ภัยภายในภูมิภาคมากกว่าผู้ลี้ภัยจากภายนอก (2) ถึงแม้ประเทศในสหภาพยุโรปจะมีบรรทัดฐานด้านมนุษยธรรมเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยและความร่วมมือในองค์การระดับภูมิภาคที่เข้มแข็งกว่าประเทศในอาเซียน แต่ประเทศในสหภาพยุโรปและอาเซียนยังให้ความสำคัญกับการยึดถือความมั่นคงแห่งชาติเหนือกว่าหลักการด้านมนุษยธรรม และ (3) ความย้อนแย้งระหว่างหลักการมนุษยธรรมกับความมั่นคงแห่งชาติของประเทศในสหภาพยุโรปและอาเซียน เป็นผลจากรัฐที่เน้นความมั่นคงแห่งชาติเป็นผู้ตัดสินใจหลักในนโยบายเกี่ยวการจัดการผู้ลี้ภัย การวิจัยมีข้อเสนอแนะในเชิงนโยบายให้ประเทศในอาเซียนศึกษาบทเรียนจากประเทศในสหภาพยุโรป เพื่อปรับใช้ในการจัดการวิกฤตผู้ลี้ภัยในภูมิภาคให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</p>2025-12-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเอเชียตะวันออกและอาเซียนศึกษาhttps://so01.tci-thaijo.org/index.php/eascramJ/article/view/285417ส่วนหน้า2025-12-30T13:05:48+07:00wannida promnimitnuakqeads.p@gmail.com2025-12-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเอเชียตะวันออกและอาเซียนศึกษาhttps://so01.tci-thaijo.org/index.php/eascramJ/article/view/285418แนวทางการพิจารณาและการส่งบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารเอเชียตะวันออก เเละอาเซียนศึกษาของศูนย์การเมือง สังคมและอาณาบริเวณศึกษา2025-12-30T13:08:03+07:00wannida promnimitnuakqeads.p@gmail.com2025-12-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเอเชียตะวันออกและอาเซียนศึกษาhttps://so01.tci-thaijo.org/index.php/eascramJ/article/view/280622การล็อบบี้กับการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย2025-10-19T14:09:03+07:00ณัฏฐวัจน์ เชี้ยวบางยางkittinun0503@gmail.com<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอรูปแบบและเอกลักษณ์การล็อบบี้ รวมทั้งคุณลักษณ์ของล็อบบี้ยิสต์ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจต่อการล็อบบี้กับระบบการเมืองไทยในระบอบประชาธิปไตย ในแง่คุณประโยชน์และแง่ลบโดยใช้วิธีวิจัยเอกสารในรูปแบบการวิจัยเชิงประวัติศาสตร์และบริบทสังคมการเมืองไทยในปัจจุบันผลการศึกษาพบว่าการล็อบบี้ในระบบการเมืองไทยภายใต้ระบอบประชาธิปไตย เกิดขึ้นในทุกระดับการเมือง ท้องถิ่น ภูมิภาค และระดับชาติ โดยยึดหลักความชอบธรรมของเสียงข้างมากหรือเสียงส่วนใหญ่ ด้วยการวิ่งเต้น เจรจราต่อรอง ใช้อิทธิพลให้เกิดการตัดสินใจที่มีผลทางการเมือง การปกครอง การบริหารราชการ และธุรกิจการเมืองที่เกิดขึ้นการล็อบบี้ในระบบการเมืองไทยพบ 2 ทางคือ ทางตรงและทางอ้อม ล็อบบี้ยิสต์ 2 ทางนี้ คือ ล็อบบี้ยิสต์ทางตรง คือ นักการเมือง ทำหน้าที่ให้ความเห็นชอบ ลงมติ สนับสนุนการออกกฎหมายมาบังคับใช้ กำหนดนโยบายรัฐบาล/สาธารณะเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ ล็อบบี้ยิสต์ทางอ้อมคือ ประชาชน โดยโน้มน้าวให้เข้ามาการมีส่วนร่วมทางการเมือง ในการผลักดันหรือต่อต้านการบริหารของรัฐบาลด้วยการเรียกร้องประท้วง แสดงประชามติ เป็นต้น การล็อบบี้ในประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 รองรับมีเจตนารมณ์เพื่อประโยชน์ต่อปวงชนชาวไทย ขณะเดียวกันการล็อบบี้ในแง่ลบคือ เป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดการคอร์รัปชั่นตามหลักธรรมมาภิบาล</p>2025-12-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเอเชียตะวันออกและอาเซียนศึกษาhttps://so01.tci-thaijo.org/index.php/eascramJ/article/view/278730ผลลัพธ์ต่อสิทธิมนุษยปวงชนชาวไทยจากวัฒนธรรมและมาตรฐานจริยธรรมทางการเมือง2025-11-25T19:06:09+07:00เกษมสันต์ อำนวยพลkasemsanta.jan@gmail.com<p>หลักการสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง รวมทั้งกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ซึ่งประเทศไทยรับรองและเข้าร่วมในฐานะภาคียานุวัติ โดยนำหลักการมาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เริ่มฉบับแรกคือ ฉบับ พ.ศ. 2540 โดยฉบับใช้ในปัจจุบันคือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มีเจตนารมณ์สำคัญคือ การคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพ และส่งเสริมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมทั้งกฎหมายลำดับรองทุกฉบับ ทำให้เกิดผลลัพธ์ต่อสิทธิมนุษยปวงชนชาวไทยอย่างประจักษ์ชัดในรูปรายลักษณ์อักษร แต่ในทางปฏิบัติยังมีการละเมิดสิทธิและเสรีภาพอยู่ เนื่องจากวัฒนธรรมทางสังคมไทยเป็นระบบอุปถัมภ์ มีการเลือกปฏิบัติ ขณะที่ปวงชนชาวไทยได้รับประโยชน์จากมาตรฐานจริยธรรมทางการเมืองค่อนข้างน้อย</p>2025-12-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเอเชียตะวันออกและอาเซียนศึกษาhttps://so01.tci-thaijo.org/index.php/eascramJ/article/view/278731วัฒนสังคมไทยกับค่านิยมการสมรสเท่าเทียมในยุคคนเจนเนอเรชั่นซี2025-10-19T13:41:55+07:00ณัฐนิดา จบศรีnatnida.jobsri@gmail.com<p>บทความวิชาการนี้ มุ่งนำเสนอความต้องการสิทธิขั้นพื้นฐานความเป็นมนุษย์ของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือกลุ่มคน LGBTQ ด้วยการเรียกร้องให้รัฐส่งเสริมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ความเท่าเทียมกันระหว่างเพศชายและหญิง ซึ่งเกิดผลเชิงรูปธรรมในประเทศเนเธอร์แลนด์แห่งแรกของโลกที่ประกาศใช้กฎหมายรับรองสิทธิสมรสคนเพศเดียวกัน และดำเนินการตามในหลายประเทศ เช่นเดียวกับประเทศไทย ได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 หรือกฎหมายสมรสเท่าเทียม มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2568 เจตนารมน์ของกฎหมายฉบับนี้ เป็นการรับรองสิทธิสมรสคนเพศเดียวกันในการจดทะเบียนสมรสได้ตามกฎหมาย เสมือนการสมรสชายกับหญิง และมีความเป็นไปได้ในอนาคตว่า รุ่นคน Gen Z จะเป็นคนปรับแต่งวิถีทางวัฒนสังคมไทยแบบพลวัตในการสมรสของกลุ่มคน LGBTQ อย่างเท่าเทียมทั้งทางกฎหมายและทางปฏิบัติ</p>2025-12-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเอเชียตะวันออกและอาเซียนศึกษาhttps://so01.tci-thaijo.org/index.php/eascramJ/article/view/280981ASEAN Centrality in the Era of Great Power Competition2025-10-19T14:08:36+07:00William J Joneswilliam.jon@mahidol.ac.th<p>The Association of Southeast Asian Nations (ASEAN) was formed in 1967 with the Bangkok Conference as a bulwark against the spread of Communism in Southeast Asia. In its 57 years of existence ASEAN has proven to be a durable organization capable of organizational change. Furthermore, as the oldest and only standing regional organization with full membership of its region, or sub-region ASEAN has a large degree of credibility in international affairs. With the end of the Unipolar moment where the ‘West’ led by the United States exercised hegemony and beginning of a multipolar world ASEAN and its member states are entering into a new and dangerous period of great power competition. This holds both opportunities and perils similar in scope to the Cold War. This article will demonstrate using an historical and geopolitical approach that ASEAN will continue to play a pivotal and central role in East Asian international relations.</p>2025-12-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเอเชียตะวันออกและอาเซียนศึกษา