https://so01.tci-thaijo.org/index.php/econswu/issue/feed วารสารเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ 2025-12-28T13:39:34+07:00 อาจารย์ ดร. พลพัธน์ โคตรจรัส epjswu@gmail.com Open Journal Systems <p>กองบรรณาธิการวารสารเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมให้คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต และบุคคลทั่วไป มีการเผยแพร่ผลงานวิชาการและงานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะให้กว้างขวางมากขึ้น ตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์กรมหาชน) โดยวารสารเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะอยู่ในฐานข้อมูล TCI (ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย) กลุ่มที่ 2 (ประกาศ มกราคม 2563) กระบวนการพิจารณาเพื่อตีพิมพ์เป็นโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนอย่างน้อย 3 ท่าน แบบ Double-Blind Peer Reviewers มีการจัดทำวารสารปีละ 2 ฉบับ และ ตีพิมพ์ 2 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบตีพิมพ์ เริ่มจัดทำตั้งแต่ปี 2553 (ISSN 1906-8522) และ รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เริ่มจัดทำในปี 2558 (ISSN 2630-0028) กำหนดการตีพิมพ์เป็นราย 6 เดือน หรือ ปีละ 2 ฉบับ ดังนี้</p> <p> 1)เดือน มกราคม-มิถุนายน</p> <p> 2)เดือน กรกฎาคม-ธันวาคม</p> https://so01.tci-thaijo.org/index.php/econswu/article/view/278644 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับการใช้งานระบบยื่นแบบและชำระภาษีออนไลน์ (e-filing) สำหรับภาษีเงินได้ บุคคลธรรมดา ท้องที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่หนองคาย 2025-02-03T18:12:35+07:00 ณรงค์วัฒน์ บุตรจันทร์ narongwat.b@kkumail.com ธเนศ วัฒนกูล thanet@kku.ac.th John Murphy John@kku.ac.th <p>การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับการใช้งานระบบยื่นแบบและชำระภาษีออนไลน์ (e-filing) สำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่ยื่นแบบในท้องที่ ของสำนักงานสรรพากรพื้นที่หนองคาย มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับการใช้งานระบบยื่นแบบและชำระภาษีออนไลน์ (e-filing) และ 2) เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการยื่นแบบและชำระภาษีออนไลน์ (e-filing) สำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ของผู้ใช้บริการในจังหวัดหนองคายที่ยื่นแบบในท้องที่ของสำนักงานสรรพากรพื้นที่หนองคาย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ(Quantitative Research)โดยเก็บแบบสอบถามจากผู้ใช้บริการ จำนวน 400 คน ประมาณค่าตามแบบจำลองสมการถดถอยพหุคูณ (Multiple regression) โดยแบ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับการใช้งานระบบยื่นแบบและชำระภาษีออนไลน์ (e-filing) สำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ออกเป็น 3 ด้าน ผลวิจัยพบว่า ปัจจัยหลักที่มีผลต่อการยอมรับการใช้งานระบบ ได้แก่ 1 )ความตั้งใจในการใช้งาน การมีความตั้งใจและการทดลองใช้งานจริงส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อการยอมรับการใช้ระบบ ซึ่งการให้ความรู้และการทดลองใช้จริงสามารถช่วยเพิ่มการยอมรับของผู้ใช้งานได้ โดยแนะนำให้มีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลและขั้นตอนการใช้งานที่ชัดเจนเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้บริการ 2) คุณภาพการบริการ ความน่าเชื่อถือของระบบ (Reliability) และความเป็นรูปธรรมของบริการ (Tangible) เป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้ใช้ให้ความสำคัญ ซึ่งการบริการที่มีคุณภาพสูงและสามารถตรวจสอบได้จะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นในการใช้ระบบยื่นภาษีออนไลน์ 3) ความเสี่ยงจากการใช้งาน ผู้ใช้บริการยังคงกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ความเสี่ยงจากข้อมูลรั่วไหลและความไม่มั่นใจในการทำรายการออนไลน์ โดยแนะนำให้มีการสร้างความมั่นใจในการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล และการสามารถตรวจสอบสถานะการยื่นภาษีได้ การศึกษาแสดงให้เห็นว่า การส่งเสริมการยอมรับระบบ e-filing ต้องให้ความสำคัญกับการให้ข้อมูลที่เข้าใจง่าย การสร้างความมั่นใจเกี่ยวกับความปลอดภัย และการมีการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ในการใช้งานระบบอย่างเหมาะสม</p> 2025-12-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/econswu/article/view/254736 จักรวรรดินิยมของเศรษฐศาสตร์ในหนังสือเศรษฐศาสตร์แห่งชีวิต 2025-03-27T10:40:29+07:00 ตะวัน วรรณรัตน์ wa_tawan@hotmail.com <p>การศึกษานี้เป็นการวิจัยเอกสาร มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงให้เห็นถึงการนำแนวคิดของเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิคไปอธิบายปรากฏการณ์อื่นนอกเหนือเรื่องกิจกรรมทางเศรษฐกิจในหนังสือเศรษฐศาสตร์แห่งชีวิตเขียนโดยทิม ฮาร์ฟอร์ด แปลเป็น ภาษาไทยโดยสฤณี อาชวานันทกุล ซึ่งในบทความนี้เรียกวิธีการดังกล่าวว่าจักรวรรดินิยมของเศรษฐศาสตร์</p> <p>ผลการศึกษาพบว่าเนื้อหาในหนังสือเศรษฐศาสตร์แห่งชีวิตเน้นย้ำว่ามนุษย์มีธรรมชาติที่เป็นเหตุเป็นผล ซึ่งการที่มนุษย์สามารถเลือกทางเลือกที่ทำให้ตนเองได้รับสวัสดิการสูงสุด และหากเกิดสถานการณ์ที่ทำให้ทางเลือกต่าง ๆ มีต้นทุนและผลได้เปลี่ยนไป มนุษย์ก็จะปรับเปลี่ยนทางเลือกเพื่อให้ตนยังคงได้รับสวัสดิการสูงสุด ผู้เขียนหนังสือคือทิม ฮาร์ฟอร์ดนำเอาความมีเหตุมีผลดังกล่าวไปอธิบายพฤติกรรมในด้านต่าง ๆ ของมนุษย์ที่นอกเหนือไปจากพฤติกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น การมีเพศสัมพันธ์ การก่ออาชญากรรม การแต่งงาน การหย่าร้าง และการเหยียดสีผิว</p> <p>งานวิจัยนี้ยังตั้งข้อสังเกตถึงการนำแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ไปอธิบายประเด็นทางสังคมหรือที่เรียกว่า จักรวรรดินิยมของเศรษฐศาสตร์ เพื่อชี้ให้เห็นถึงสองประเด็นที่สำคัญคือความไม่สมเหตุสมผลของการอ้างเหตุผลและการลดทอนปัจจัยอื่น ๆ ที่มีความสำคัญในการทำความเข้าใจกับพฤติกรรมของมนุษย์</p> 2025-12-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/econswu/article/view/279423 ปัจจัยการกำกับดูแลกิจการที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานและราคาหลักทรัพย์ของบริษัท กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 2025-03-19T13:59:03+07:00 ธนัชชนม์ แจ้งขำ thanatchonjan19@gmail.com พิธาน แสนภักดี pitan1990@gmail.com ปฐมพงค์ กุกแก้ว Pathompong.k@rmutsb.ac.th <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยการกำกับดูแลกิจการที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานด้านอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวม (ROA) อัตราผลตอบแทนส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) อัตราส่วนความสามารถในการทำกำไร(NPM) และราคาหลักทรัพย์ (SP) บริษัทกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ศ 2562 ถึง 2566 รวมระยะเวลา 5 ปี จำนวน 65 บริษัท สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ คือ การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson's correlation coefficient) และสมการถดถอยแบบพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการวิจัยพบว่า ในภาพรวมการกำกับดูแลกิจการของบริษัทในกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปัจจัยการกำกับดูแลที่ส่งผลต่อการดำเนินของกลุ่มบริษัท สัดส่วนการถือหุ้นของกรรมการบริษัท (MOWN) สัดส่วนของคณะกรรมการอิสระ (IND) และจำนวนกรรมการ ของคณะกรรมการบริษัท (BS) ส่งผลต่อผลการดำเนินงานด้านอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวมและปัจจัยที่ส่งผล ต่อราคาหลักทรัพย์ของบริษัท คือสัดส่วนการถือหุ้นของกรรมการบริษัท (MOWN) และจำนวนกรรมการของคณะกรรมการบริษัท (BS) ส่งผลต่อราคาหลักทรัพย์</p> 2025-12-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/econswu/article/view/278850 ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 2025-03-07T12:09:14+07:00 จิราพร เมืองศรี jiraporn.btjm@g.swu.ac.th สุรักษา ลิมวรนุสรณ์ Sulaksa.limworanusorn@g.swu.ac.th กนกรัตน์ โคกนาดี kanokrat.boom@g.swu.ac.th ภูธิป สุทธิวิเศษพงศ์ phoothip.sutthiwisetphong@g.swu.ac.th ธันย์ชนก สืบวิเศษ tunchanok.tunz@g.swu.ac.th ศักดิ์พล โนเรศน์ Sakpon.petch@g.swu.ac.th สหชัย โอชาพงค์ sahachai.ochapong@g.swu.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาหุ้น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) โดยเน้นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนการปิดตัวของโรงงานในประเทศไทย และสถานการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในประเทศไทยที่ศึกษาได้จากข่าว ได้แก่ ข่าวผลกระทบทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวการเมืองและความมั่นคง ที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลง ของดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) อีกทั้งปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคอื่นๆ เช่น ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ อัตราแลกเปลี่ยนบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ดัชนีราคาน้ำมันดิบ ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ และดัชนีราคาทองคำ มาศึกษาร่วมด้วย โดยใช้ข้อมูลจากแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ(Secondary Data) ประกอบด้วยข้อมูลอนุกรมเวลารายเดือน ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพตั้งแต่เดือน มกราคม พ.ศ. 2562 ถึงเดือน ธันวาคม พ.ศ. 2566 รวมระยะเวลา 60 เดือน โดยวิธีการสร้างสมการถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Model) ด้วยวิธีกำลังสองน้อยที่สุด (Ordinary Least Squares : OLS)</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มปัจจัยที่มีนัยสำคัญทางสถิติส่งผลกระทบเชิงบวกต่อดัชนีราคาหุ้น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คือ ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ กลุ่มปัจจัยที่มีนัยสำคัญทางสถิติส่งผลกระทบเชิงลบต่อดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้แก่ ปัจจัยข่าวเศรษฐกิจ ปัจจัยข่าวการเมืองและ ความมั่นคง อัตราแลกเปลี่ยนบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ราคาน้ำมันดิบ ดัชนีราคาผู้บริโภค และกลุ่มปัจจัยที่ไม่มี นัยยสำคัญทางสถิติต่อดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้แก่ ปัจจัยจำนวนการปิดตัวของโรงงาน ข่าวผลกระทบทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ดัชนีราคาน้ำมันดิบ ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจ และดัชนีราคาทองคำ</p> 2025-12-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/econswu/article/view/278849 การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเสี่ยงทางสภาพภูมิอากาศกับมูลค่าตลาดหลักทรัพย์ 2025-03-14T11:14:48+07:00 พชรสร ศักดิ์เวคิน patcharasorn.swk@g.swu.ac.th จิตรกร หูดัง jittakorn.hu@gmail.com ภูธน สุทธิพล puthana.sutthipol@gmail.com <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเสี่ยงทางสภาพภูมิอากาศกับมูลค่าตลาดหลักทรัพย์ ใน 9 ประเทศ งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ การศึกษาครั้งนี้ได้ใช้ข้อมูลทุติยภูมิเป็นแบบรายปี ตั้งแต่ ปี 2543 ถึง ปี 2566 เป็นระยะเวลา 24 ปี โดยใช้การทดสอบความสัมพันธ์เชิงดุลยภาพระยะยาว (Co-integration Test) จากแบบจำลองการถดถอยแบบพาแนล (Panel Regression) ในรูปแบบการทดสอบแบบผลคงที่ (Fixed Effect) พบว่าดัชนีตัวชีวัดภัยแล้ง และอัตราดอกเบี้ยนโยบายเฉลี่ยรายปีมีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้ามกับมูลค่าตลาดหลักทรัพย์ทั้ง 9 ประเทศอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากผลกระทบของปัจจัยดังกล่าวภาครัฐจึงควรให้ความสนใจการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายกับปัญหาภัยแล้ง ซึ่งมีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของประเทศ ในส่วนของหน่วยงานกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์ในแต่ละประเทศตระหนักถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น และมีการกำหนดนโยบายเพื่อเป็นแนวทางการแก้ไขปัญหาพร้อมทั้งมีการเปิดเผยข้อมูลเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย</p> <p style="font-weight: 400;"> </p> 2025-12-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/econswu/article/view/279998 ความเหลื่อมล้ำการลงทุนทางการศึกษาในยุคดิจิทัล: การศึกษาอิทธิพลร่วมของรายได้และความพร้อมด้านเทคโนโลยีในครัวเรือนไทย 2025-05-07T09:58:03+07:00 ธิติมา พลับพลึง พลับพลึง thitima.plu@rmutr.ac.th วันดี หิรัญสถาพร wandee.hir@rmutr.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเหลื่อมล้ำด้านความพร้อมทางเทคโนโลยี (IT readiness) และผลกระทบของรายได้ร่วมกับ IT readiness ต่อการลงทุนทางการศึกษาของครัวเรือนไทย ที่มีบุตรวัยเรียน โดยใช้ข้อมูลจากการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ. 2566 จำนวน 32,661 ครัวเรือน วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา การถดถอยเชิงเส้น (OLS) และการถดถอย ควอนไทล์ (Quantile Regression) ผลการวิจัยเผยให้เห็นความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของ IT readiness ตามภูมิภาคและพื้นที่ โดยครัวเรือนในชนบทและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีค่าต่ำที่สุด ขณะที่กรุงเทพฯ มีค่าสูงที่สุด การวิเคราะห์ OLS พบว่ารายได้และการศึกษาของพ่อแม่ส่งผลบวกต่อค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ในขณะที่ IT readiness โดยลำพังไม่มีผลที่มีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์ด้วย Quantile Regression พบว่าปฏิสัมพันธ์ระหว่างรายได้และ IT readiness มีผลเชิงบวก อย่างมีนัยสำคัญเฉพาะในกลุ่มที่มีค่าใช้จ่ายสูง (q75) ซึ่งบ่งชี้ว่าเฉพาะครัวเรือนที่มีกำลังลงทุนสูงเท่านั้นที่ได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยี ส่วนกลุ่มเปราะบางที่มีทั้งรายได้และ IT readiness ต่ำ มีค่าใช้จ่ายทางการศึกษาน้อยที่สุดและไม่ตอบสนองต่อปัจจัยเดี่ยวใดอย่างมีนัยสำคัญ ข้อค้นพบนี้ชี้ให้เห็นว่าการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจำเป็นต้องดำเนินนโยบายแบบเจาะจง โดยสนับสนุนทั้งทุนดิจิทัลและทุนเศรษฐกิจควบคู่กันสำหรับกลุ่มเปราะบาง</p> 2025-12-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/econswu/article/view/278838 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลกระทบต่อมูลค่าการค้าของประเทศไทย และบทบาทของคาร์บอนเครดิต ในการควบคุมปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 2025-03-14T11:27:17+07:00 พรสุดา คำพุ่ม pornsuda.kampum@g.swu.ac.th ภาณุพงศ์ พรหมรักษา Phanuphong.promraksa@g.swu.ac.th รัตนพร เลื่องเลิศ Rattanaporn.luanglerst@g.swu.ac.th สิริวัฒน์ แสงเพียงจันทร์ Siriwat.sangpeangchan@g.swu.ac.th อรริสา วชิรเดชาวัฒน์ Onrisa.wat@g.swu.ac.th <p>ปัจจุบันโลกเผชิญกับปัญหาภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและมูลค่าการค้า โดยเฉพาะในภาคการผลิตที่ต้องเผชิญกับต้นทุนจากการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมและการลงทุนในเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการผลิตต่าง ๆ และบทบาทของคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยใช้แบบจำลอง Univariate Time Series และวิธี Prais-Winsten ในการประมาณค่า จากการวิเคราะห์พบว่า ตัวแปรภาษีโดยรวมมีผลต่อมูลค่าการค้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการเกษตรมีผลต่อมูลค่าการค้าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงานและภาคการขนส่งมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.10 การศึกษาครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าภาษีมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการซื้อขายคาร์บอนเครดิตและกระตุ้นให้ธุรกิจลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งส่งผลให้มูลค่าการค้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในภาคการเกษตรและการผลิตที่มุ่งสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม ดังนั้น รัฐบาลควรมีแนวทางในการใช้กลไกภาษีเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาความยั่งยืน โดยสนับสนุนการลงทุนในเทคโนโลยีสะอาดและพลังงานทดแทน รวมถึงการสนับสนุนการใช้ระบบคาร์บอนเครดิตในภาคการเกษตรและการพัฒนาการขนส่งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อกระตุ้นการลงทุนและเพิ่มมูลค่าการค้า</p> 2025-12-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ