https://so01.tci-thaijo.org/index.php/econswu/issue/feed
วารสารเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ
2026-06-29T13:58:19+07:00
อาจารย์ ดร. พลพัธน์ โคตรจรัส
epjswu@gmail.com
Open Journal Systems
<p>กองบรรณาธิการวารสารเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมให้คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต และบุคคลทั่วไป มีการเผยแพร่ผลงานวิชาการและงานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะให้กว้างขวางมากขึ้น ตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์กรมหาชน) โดยวารสารเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะอยู่ในฐานข้อมูล TCI (ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย) กลุ่มที่ 2 (ประกาศ มกราคม 2563) กระบวนการพิจารณาเพื่อตีพิมพ์เป็นโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนอย่างน้อย 3 ท่าน แบบ Double-Blind Peer Reviewers มีการจัดทำวารสารปีละ 2 ฉบับ และ ตีพิมพ์ 2 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบตีพิมพ์ เริ่มจัดทำตั้งแต่ปี 2553 (ISSN 1906-8522) และ รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เริ่มจัดทำในปี 2558 (ISSN 2630-0028) กำหนดการตีพิมพ์เป็นราย 6 เดือน หรือ ปีละ 2 ฉบับ ดังนี้</p> <p> 1)เดือน มกราคม-มิถุนายน</p> <p> 2)เดือน กรกฎาคม-ธันวาคม</p>
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/econswu/article/view/281137
การพัฒนาดัชนีชี้วัดความเปราะบางของการทำประมงชายฝั่ง กรณีศึกษาการเพาะเลี้ยงหอยแมลงภู่ในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
2025-07-06T09:45:10+07:00
เอกภัทร ลักษณะคำ
aekkapat.l@ku.th
รัฐกฤต เรียบร้อย
ratthakrit.r@ku.th
<p>การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในการเพาะเลี้ยงหอยแมลงภู่ ในท้องทะเล งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาดัชนีชี้วัดความเปราะบางของการเพาะเลี้ยงหอยแมลงภู่ โดยเลือกพื้นที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ประมงจังหวัด เจ้าหน้าที่สถานีวิจัยประมงศรีราชา และผู้แทนเกษตรกรในพื้นที่จำนวนรวมทั้งสิ้น 50 ครัวเรือน และใช้ข้อมูลทุติยภูมิด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมรายไตรมาส ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2553 – 2566 เพื่อวิเคราะห์ดัชนีชี้วัดความเปราะบางด้วยวิธีการสร้างดัชนีประกอบ (Composite Index) ที่สอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ผลการศึกษาเมื่อพิจารณาดัชนีความเปราะบางพบว่าสาเหตุหลักมาจากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่มีค่าดัชนีความเปราะบางเฉลี่ยเท่ากับ 68.89 ในขณะที่กลุ่มตัวแปรด้านสังคมมีค่าเฉลี่ยของดัชนีชี้วัดความเปราะบางเท่ากับ 72.12 และ กลุ่มตัวแปรด้านเศรษฐกิจ 73.42 ผลการศึกษาที่ได้เป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานราชการในการประเมินความเสียหาย และสามารถจัดสรรงบประมาณให้การช่วยเหลือแก่เกษตรกรได้อย่างถูกต้องเหมาะสม และเกษตรกรสามารถนำไปพยากรณ์เพื่อให้ทราบสัญญาณล่วงหน้า (Early Warning) เพื่อการทำการเพาะเลี้ยงหอยแมลงภู่ ได้มีความแม่นยำเหมาะสมมากขึ้น</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/econswu/article/view/282385
ปัญหาทางเลือกที่ก่อให้เกิดผลเสียในการรักษาทางทันตกรรมประดิษฐ์ในกรุงเทพมหานคร
2025-08-18T11:23:36+07:00
พชรวัฒน์ โอฬารพุฒิวัฒน์
golf15012544@gmail.com
พัชรี ผาสุข
padcharee@gmail.com
ภูดินันท์ อดิทิพยางกูร
pudinan.adi@stou.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาทางเลือกที่ก่อให้เกิดผลเสียในการรักษาทางทันตกรรมประดิษฐ์ของประชากรในกรุงเทพมหานคร โดยทําการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์จากกลุ่มคนที่อายุ 15 ปีขึ้นไป ที่ไม่ได้กำลังศึกษาในคณะทันตแพทยศาสตร์หรือประกอบวิชาชีพทันตกรรมจํานวน 244 ราย โดยใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มอายุ คือ ช่วงวัยก่อนทำงาน (อายุ 15 – 24 ปีและว่างงาน) ช่วงวัยทำงาน (อายุ 25 - 59 ปี และมีงานทำ) และช่วงวัยเกษียณ (อายุ 60 ขึ้นไป) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมานโดยการทดสอบไคสแควร์และการทดสอบค่าสถิติทีแบบจับคู่</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคในภาพรวมมีอคติต่อการเลือกแผนการรักษาทางทันตกรรมประดิษฐ์โน้มเอียงไปกรณีการสูญเสียฟันบริเวณฟันหน้าอันเนื่องมาจากปัจจัยด้านความสวยงาม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.01 ผลการวิเคราะห์กลุ่มย่อยซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม โดยจำแนกตามอายุพบว่า ผู้บริโภคกลุ่มช่วงวัยก่อนทำงาน (อายุ 15 – 24 ปี และว่างงาน) มีอคติต่อการเลือกแผนการรักษาทางทันตกรรมประดิษฐ์โน้มเอียงไปกรณีการสูญเสียฟันบริเวณฟันหน้า อันเนื่องมาจากปัจจัยด้านความสวยงามอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 ผู้บริโภคกลุ่มช่วงวัยทำงานมีอคติต่อการเลือกแผนการรักษาทางทันตกรรมประดิษฐ์โน้มเอียงไปกรณีการสูญเสียฟันบริเวณฟันหน้าอันเนื่องมาจากปัจจัยด้านความสวยงามอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ 0.01 ในขณะที่ผู้บริโภคกลุ่มช่วงวัยเกษียณไม่ปรากฏอคติต่อการเลือกแผนการรักษาในกรณีสูญเสียฟันบริเวณฟันหน้าและกรณีสูญเสียฟันบริเวณฟันหลังในทุกคุณสมบัติด้านของแผนการรักษาทางทันตกรรมประดิษฐ์</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/econswu/article/view/282869
การจ้างงานอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ วิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำมิติพื้นที่และข้อเสนอนโยบายการจ้างงาน
2025-11-03T13:54:36+07:00
ดารุณี พุ่มแก้ว
pk_darunee@hotmail.com
ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์
ddirek.pa@gmail.com
อุมาพร บึงมุม
umaporn@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์พลวัตของตลาดแรงงานไทยในมิติของการจ้างงานในระบบและนอกระบบ รวมถึงความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ในระดับจังหวัด โดยใช้ข้อมูลแบบพาเนล (panel data) รายจังหวัด จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ครอบคลุมช่วงปี พ.ศ. 2557–2567 และวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองเศรษฐมิติ แบบ Random-effects ภายใต้กรอบแนวคิดตลาดแรงงานสองภาค (Dual Labor Market) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GPP) โครงสร้างภาคการผลิต และรูปแบบการจ้างงาน ผลการศึกษาพบหลักฐาน เชิงประจักษ์ถึงการดำรงอยู่ของตลาดแรงงานแบบสองภาคในประเทศไทย โดยการจ้างงานในระบบมีความสัมพันธ์ เชิงบวกกับการเติบโตทางเศรษฐกิจและมีลักษณะกระจุกตัวในพื้นที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ ขณะที่การจ้างงานนอกระบบยังคงผูกพันกับภาคเกษตรกรรมและมีสัดส่วนสูงในภูมิภาคที่มีระดับการพัฒนาต่ำกว่าโดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากนี้ การเติบโตของ GPP ส่งผลเชิงบวกต่อการจ้างงานทั้งสองรูปแบบ สะท้อน “ความย้อนแย้งของการเติบโต” (growth paradox) ที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจมิได้ส่งผลให้เกิดการเพิ่มขึ้นของงานที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง ในเชิงโครงสร้าง ตลาดแรงงานไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านสำคัญ ทั้งการเข้าสู่สังคมแรงงานสูงวัยและการขยายตัวของเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม (gig economy) ในยุคหลังโควิด-19 ซึ่งแม้จะเพิ่มความยืดหยุ่นของการจ้างงาน แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความเปราะบางของแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบ ข้อค้นพบดังกล่าวนำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญ ได้แก่ (1) การออกแบบนโยบายแรงงานที่จำเพาะเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างภูมิภาค (2) การส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านของแรงงานจากนอกระบบสู่ระบบผ่านกลไกเชิงสถาบันและแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ และ (3) การพัฒนาโครงการสร้างงานเชิงรุก เช่น Workfare Program เพื่อรองรับความผันผวนของตลาดแรงงาน ในระยะสั้น ทั้งนี้ นโยบายแรงงานควรปรับเปลี่ยนเป้าหมายจากการมุ่ง “การมีงานทำ” ไปสู่ “การมีงานทำที่มีคุณค่า” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/econswu/article/view/283694
การวิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขันด้านการผลิตและการส่งออกน้ำตาลของประเทศไทย ไปยังประเทศจีน
2025-11-03T16:52:23+07:00
ปราโมทย์ โคตรภูเขียว
pramote55555@gmail.com
ธเนศ วัฒนกูล
thanet@kku.ac.th
<p data-start="153" data-end="633">การศึกษาครั้งนี้วิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลของประเทศไทย ในการส่งออกไปยังตลาดจีน โดยบูรณาการกรอบแนวคิดทางทฤษฎีและหลักฐานเชิงประจักษ์จากการสัมภาษณ์เชิงลึกโรงงานน้ำตาล 15 แห่งทั่วประเทศ การวิเคราะห์ประยุกต์ใช้ทฤษฎีการได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Advantage Theory), แบบจำลองเฮคเชอร์–โอลิน (Heckscher–Ohlin Model), กรอบแรงกดดัน การแข่งขันห้าประการของพอร์เตอร์ (Porter’s Five Forces), การวิเคราะห์ PESTEL และทฤษฎีต้นทุนธุรกรรม (Transaction Cost Theory) เพื่อประเมินโครงสร้างต้นทุน ประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ และศักยภาพด้านความยั่งยืนของไทยเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งหลัก ได้แก่ บราซิล อินเดีย และออสเตรเลียผลการวิจัยพบว่า ไทยยังคงมีความได้เปรียบเชิงการแข่งขันด้านระยะทางโลจิสติกส์ ความมั่นคงของการผลิต และสิทธิพิเศษภาษีภายใต้กรอบ ACFTA อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ สัดส่วนอ้อยไฟไหม้ที่ยังสูง ต้นทุนโลจิสติกส์ ภายในประเทศที่แพง และความไม่สม่ำเสมอของคุณภาพวัตถุดิบ ผลการสัมภาษณ์เชิงลึกยืนยันว่าการดำเนินงานด้านความยั่งยืน โดยเฉพาะการปลูกอ้อยสดไม่เผา การใช้ประโยชน์ชีวมวล และการเข้าร่วมโครงการคาร์บอนเครดิต T-VER ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญผ่านการลดต้นทุนและยกระดับผลการประเมิน ESG ซึ่งเป็นข้อกำหนดสำคัญของผู้ซื้อในตลาดจีนข้อเสนอเชิงกลยุทธ์ประกอบด้วย การพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) การส่งเสริมการผลิตน้ำตาลพรีเมียม การยกระดับโลจิสติกส์ในระดับไร่ และการใช้กลไกคาร์บอนเครดิตเป็นแหล่งสร้างมูลค่าเพิ่มใหม่</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/econswu/article/view/283721
การวิเคราะห์ประสิทธิภาพโครงการประกันรายได้เกษตรกรสวนยางระยะที่ 4 ในจังหวัดกาฬสินธุ์
2025-11-03T14:06:45+07:00
วิรัตน์ สุวรรณบุตร์
owiratlovely@gmail.com
ธเนศ วัฒนกูล
thanet@kku.ac.th
<p>การวิเคราะห์ประสิทธิภาพโครงการประกันรายได้เกษตรกรสวนยางระยะที่ 4 ในจังหวัดกาฬสินธุ์ ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) โดยใช้เทคนิควิธีการเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ (Quantitative and Qualitative Method as Technique) เพื่อสรุปผลการวิจัยร่วมกัน โดยใช้เครื่องมือแบบสัมภาษณ์ในการเก็บข้อมูลกลุ่มเป้าหมาย และกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Focus Group) จำนวน 40 ราย ได้แก่ เกษตรกร คณะอนุกรรมการบริหาร และคณะทำงาน ผลการศึกษาด้านการวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงรายได้ของเกษตรกรชาวสวนยางที่เข้าร่วมโครงการฯ พบว่า เกษตรกรมีการเปลี่ยนแปลงรายได้เพิ่มขึ้น ในระดับน้อยมากถึงปานกลาง (ร้อยละ 2.13) สาเหตุหลักจากราคาประกันยางพาราอยู่ในระดับต่ำ 23 บาท/กก. เมื่อเทียบกับราคาปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้นมาก ระยะเวลาการจ่ายเงินชดเชยตามโครงการฯ เพียง 2 เดือนเท่านั้น ทำให้จำนวนเงินชดเชยรวมประมาณ 204 บาท/ไร่ ซึ่งแม้จะช่วยเพิ่มรายได้แต่ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายครัวเรือนและการบำรุงรักษาสวนยาง เกษตรกรที่มีพื้นที่ปลูกน้อยจะได้รับเงินชดเชยน้อยด้วย และส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ให้เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย เกษตรกรจึงมีข้อคิดเห็นเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ในด้านการผลักดันราคายางพาราให้สูงขึ้น ร่วมกับแนวทางการลดต้นทุนการผลิต ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น เพียงพอ ต่อภาระค่าใช้จ่าย และการทำอาชีพเกษตร ส่วนผลการศึกษาด้านการวิเคราะห์ประสิทธิภาพการบริหารจัดการโครงการฯ พบว่ามีประสิทธิภาพอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด โดยกลุ่มเกษตรกร คณะอนุกรรมการบริหาร และคณะทำงานระดับพื้นที่ ต่างเห็นพ้องว่าการดำเนินโครงการฯ มีขั้นตอนที่ชัดเจน และดำเนินไปอย่างเป็นระบบ เจ้าหน้าที่การยางแห่งประเทศไทยร่วมกับผู้นำชุมชน ได้ดำเนินการประชุมชี้แจงรายละเอียด และขั้นตอนอย่างทั่วถึงก่อนเริ่มโครงการ รวมทั้งมีการตรวจสอบข้อมูลเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการโดยละเอียด เพื่อป้องกันการคลาดเคลื่อนของข้อมูล และป้องกันการจ่ายเงินชดเชยผิดพลาด การจ่ายเงินชดเชยเป็นไปอย่างถูกต้องและรวดเร็วภายในกรอบระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งส่งผลให้โครงการสามารถบรรลุตามวัตถุประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะจากการวิจัย ดังนี้ ภาครัฐควรเร่งผลักดันราคายางพาราให้สูงขึ้น ส่งเสริมการใช้ยางภาครัฐ ลดต้นทุนการผลิต แปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม สร้างรายได้เพิ่มจากการทำอาชีพเกษตรกรรมอื่น ๆ และเพิ่มช่องทางการส่งออกให้มากขึ้น</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/econswu/article/view/282634
ข้อเสนอแนะแนวทางการแก้ไขหนี้ครัวเรือนของประเทศไทย
2025-08-26T10:34:26+07:00
เขตต์ เลิศวิวัฒนพงษ์
kett841@hotmail.com
อรนุช รู้ปิติวิริยะ
oranoodj.r@rmutsb.ac.th
<p>การกู้หนี้ยืมสินไม่ใช่เรื่องผิดหากนำมาใช้ในยามจำเป็นหรือเพื่อสร้างรายได้ เช่น จ่ายค่ารักษาพยาบาลสำหรับสมาชิกในครอบครัว นำไปลงทุนทางธุรกิจ หรือซื้อที่อยู่อาศัย เป็นต้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วอาจกล่าวได้ว่า การก่อหนี้เหล่านี้ ล้วนเป็นกลไกหนึ่งในระบบเศรษฐกิจที่ช่วยดึงทรัพยากรจากคนที่มีเงินเหลือไปให้กับคนที่ต้องการใช้เงิน อีกทั้งหนี้ยังช่วยเสริมสภาพคล่องเพื่อสร้างโอกาสหรือทำให้ผ่านช่วงความยากลำบากในชีวิตไปได้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องกู้เท่าที่จำเป็นและสามารถชำระหนี้ได้เท่านั้น แต่จากสภาพการณ์ภาวะหนี้สินครัวเรือนของไทยที่ผ่านมา พบว่ามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในขณะที่ประชาชนมีรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ที่ต่ำลง จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจในระดับมหภาค ดังนั้นการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน จึงเป็นประเด็นสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่สามารถมองข้ามผ่านไปได้</p> <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.ทำความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยในปัจจุบัน 2.ปัจจัยที่ก่อให้เกิดหนี้ และ 3.เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือนอย่างยั่งยืน ซึ่งอ้างอิงจากแหล่งข้อมูล ต่าง ๆ การวิเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องพร้อมทั้งนโยบายของรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยที่ร่วมมือกันหาแนวทางการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน โดยหวังว่าบทความนี้จะสามารถเป็นแหล่งข้อมูลแก่ภาคครัวเรือนในการป้องกันวิกฤตหนี้สิน และไม่เข้าสู่วัฏจักรของการเป็นหนี้ที่ไม่สามารถหาทางออกได้ ในอนาคต</p>
2026-06-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ