Economics and Public Policy Journal https://so01.tci-thaijo.org/index.php/econswu <p>กองบรรณาธิการวารสารเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมให้คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต และบุคคลทั่วไป มีการเผยแพร่ผลงานวิชาการและงานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะให้กว้างขวางมากขึ้น ตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์กรมหาชน) โดยวารสารเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะอยู่ในฐานข้อมูล TCI (ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย) กลุ่มที่ 2 (ประกาศ มกราคม 2563) กระบวนการพิจารณาเพื่อตีพิมพ์เป็นโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนอย่างน้อย 3 ท่าน แบบ Double-Blind Peer Reviewers มีการจัดทำวารสารปีละ 2 ฉบับ และ ตีพิมพ์ 2 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบตีพิมพ์ เริ่มจัดทำตั้งแต่ปี 2553 (ISSN 1906-8522) และ รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เริ่มจัดทำในปี 2558 (ISSN 2630-0028) กำหนดการตีพิมพ์เป็นราย 6 เดือน หรือ ปีละ 2 ฉบับ ดังนี้</p> <p> 1)เดือน มกราคม-มิถุนายน</p> <p> 2)เดือน กรกฎาคม-ธันวาคม</p> en-US <p><strong>สงวนลิขสิทธิ์ © </strong><strong>2553 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ</strong></p> <p> คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จัดพิมพ์วารสารเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะ เพื่อเผยแพร่บทความวิชาการทางเศรษฐศาสตร์ นโยบายสารธารณะ และสาขาอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ทัศนะและข้อคิดเห็นใดๆที่ปรากฏในวารสารเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน โดยบทความที่ได้รับการตอบรับจะถือเป็นลิขสิทธิ์ของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ</p> <p><strong>บรรณาธิการ</strong> ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณัฐญา ประไพพานิช</p> <p> </p> epjswu@gmail.com (Asst.Prof.Dr.Nattaya Prapaipanich) epjswu@gmail.com (Siriporn Chuaiuppakarn) Mon, 27 Jun 2022 12:47:17 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การประเมินมูลค่าความเต็มใจจ่ายต่อธุรกิจสถานดูแลผู้สูงอายุของผู้บริโภคจังหวัดเชียงใหม่ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/econswu/article/view/174073 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลทั่วไปของธุรกิจสถานดูแลผู้สูงอายุในจังหวัดเชียงใหม่ และเพื่อประเมินมูลค่าความเต็มใจจ่ายของผู้บริโภคที่มีต่อธุรกิจสถานดูแลผู้สูงอายุ รวมถึงเพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเต็มใจจ่ายของผู้บริโภคต่อธุรกิจสถานดูแลผู้สูงอายุ โดยใช้ตัวอย่างจำนวนทั้งสิ้น 400 ตัวอย่าง ใช้การประเมินมูลค่าโดยการสมมติเหตุการณ์ให้ประเมินค่า (Contingent Valuation Method: CVM) เทคนิคคำถามปิดแบบสองชั้น (Double-bounded dichotomous choice) ในการประเมินมูลค่าความเต็มใจจ่าย (willingness to pay) ของผู้บริโภคที่มีต่อธุรกิจสถานดูแลผู้สูงอายุ พร้อมทั้งศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเต็มใจจ่ายของผู้บริโภคต่อธุรกิจสถานดูแลผู้สูงอายุ ผลการศึกษา พบว่า ความเต็มใจจ่ายของผู้บริโภคที่มีต่อธุรกิจสถานดูแลผู้สูงอายุเฉลี่ยเท่ากับ 26,878.79 บาท/คน/เดือน โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเต็มใจจ่ายต่อธุรกิจกิจสถานดูแลผู้สูงอายุ ได้แก่ อายุ การศึกษา อาชีพธุรกิจส่วนตัว/เจ้าของกิจการ อาชีพอาจารย์มหาวิทยาลัย รายได้ ภาวะสุขภาพ ที่อยู่ในบั้นปลายชีวิต สวัสดิการสังคม และค่าใช้จ่ายในการเข้ารับบริการ</p> <p><strong>Abstract</strong></p> <p>The purpose of this study is to investigate the general information of the Nursing home in Chiang Mai, estimate willingness to pay of consumer for Nursing home and analyze the factors influencing the willingness to pay of the consumer for Nursing home. Using sample group 400 samples. The Contingent valuation method (CVM) and double-bounded dichotomous choice to estimating willingness to pay and analyze the factors influencing the willingness to pay of the consumer for Nursing home. The results of the study revealed that the consumer were willingness to pay an average of 26,878.79 Baht./person/month. The age of the consumer, education, business owners, university professor, income, health status, address of the end of life, welfare and expense of Nursing home were found to significantly influencing the willingness to pay.</p> จิตติมา จิตราภิรมย์ Copyright (c) 2022 Economics and Public Policy Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/econswu/article/view/174073 Mon, 27 Jun 2022 00:00:00 +0700 Does Height Affect Wage? Empirical Evidence From China https://so01.tci-thaijo.org/index.php/econswu/article/view/243322 <p>Research shows that: Firstly, height has a significant positive effect on income. It means there is a phenomenon of height discrimination in the Chinese labor market. Secondly, height discrimination has obvious regional heterogeneity, but the impact of each region on men and women. The degree of discrimination cannot be explained here because the level of discrimination in the eastern region is lower than in economically underdeveloped regions because the central, western, and eastern regions have different levels of high discrimination and no regularity. Fourthly, height discrimination is likely to come from employer discrimination in the labor market, because there is obvious height discrimination in certain types of businesses and industries, especially service industries. This does not indicate that when solving the discrimination problem in the labor market. It is not important to increase its own human capital. The increase in the level of personal human capital makes it obtain a position with a higher professional reputation and an increase in the human capital stock of the labor force. It is crucial to the long-term economic development of a country or region. In terms of policies, the adoption of relevant legislation to regulate the labor market and ensure equal pay for equal work and equal employment opportunities have a positive significance in eliminating differences in the appearance of the labor market. Periodic nutrition and sanitation environmental interventions also play an important role in the return from the labor market throughout the life cycle.</p> Yuan Zheng Copyright (c) 2022 Economics and Public Policy Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/econswu/article/view/243322 Mon, 27 Jun 2022 00:00:00 +0700 การเงินฐานราก(คนจน) กรณีศึกษาเพื่อความเป็นไปได้ในการพึ่งตนเองได้ ด้วยความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนในการพัฒนา https://so01.tci-thaijo.org/index.php/econswu/article/view/247892 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong>“คนจนจะเอาเงินที่ไหนมาออม”</strong> คำตอบนี้ฟังดูมีเหตุผลแต่เพียงผิวเผิน คนจนควรต้องออมเงินเพราะพวกเขาต้องมีชีวิตทั้งในปัจจุบันและอนาคตเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ จริงอยู่ที่วันนี้คนจนมีเงินน้อยมาก แต่นอกจากจะพบกองเงินเข้าโดยบังเอิญในชั่วข้ามคืนพวกเขาก็น่าจะคาดการณ์ได้ว่าพรุ้งนี้ต้องมีเงินน้อยเช่นกัน อันที่จริงคนจนควรมีเหตุผลให้ออมเงินมากกว่าคนรวย หากมีความเป็นไปได้แม้เพียงน้อยนิดว่าเงินออมเหล่านี้จะช่วยให้พวกเขารอดพ้นจากหายนะได้ในอนาคต ส่วนหนึ่งที่สะท้อนจากหนังสือเศรษฐศาสตร์ความจน (Poor Economics) ของ อภิจิต บาเนอร์จี(2011) ด้วยกลุ่มคนหรือประชาชนที่ถูกมองว่าเป็น <strong>“ประชาชนฐานราก(คนจน)”</strong> อยู่ใต้สุดในห่วงโซ่ของการพัฒนาทางเศรษฐกิจ เป็นฐานของกลุ่มคนที่มีโอกาสทางเศรษฐกิจมากกว่าเสมอ ปัญหาใดกันแน่ซึ่งทำให้เขาเหล่านั้นไม่หลุดพ้นออกมาจากกับดักความยากจน (Poverty trap) ยังคงมีแสงสว่างแห่งความหวังหรือแนวทางในการพัฒนาใด เมื่อเราเชื่อว่ามนุษย์สามารถพัฒนาได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ความคิดของมนุษย์ไร้ขีดจำกัดและไม่สามารถกำหนดขอบเขตที่แน่นอนของการสร้างสรรค์ด้วยความคิดใหม่ๆได้ ด้วยความคิดของมนุษย์สามารถเติบโตและเชื่อมโยงหลอมรวมกับความคิดอื่นรอบตัวเกิดเป็นความคิดใหม่ๆ (วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร,2560) หากได้รับการส่งเสริมที่เหมาะสม(ภาครัฐและภาคการศึกษา) จะสามารถดึงเอาศักยภาพภายใน (Endogenous Growth) ของประชาชนซึ่งถูกมองและให้ความเชื่อว่าเป็นเพียงฐาน(ราก)ที่ล้าหลังของกลุ่มคนที่มีโอกาสทางเศรษฐกิจมากว่า หากแต่เพียงเราผู้มีโอกาสมากกว่า ไม่ว่าจะเป็น ภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ ฯลฯ โน้มลงมาหาผู้ด้อยโอกาส ตามแนวทางพระราชดำริของในหลวงรัชการที่ ๙ “การพึ่งตนเอง” มีบทบาทเป็นฐานรากของการพัฒนา เพราะหากไม่พึ่งตนเองแล้ว ก็ไม่มีวันที่จะบรรลุถึง “ความพอเพียง” ทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืน (solid and sustainable sufficiency) “การพึ่งตนเอง”มิได้หมายความว่าไม่มีการพึ่งพาผู้อื่น เพราะการพึ่งพาซึ่งกันและกันเป็นหัวใจของการอยู่ร่วมกันในสังคม ซึ่งจะไม่พึ่งพากันและกันไม่ได้ สิ่งสำคัญคือ ความร่วมมือ (cooperation)โดยที่<strong> “การเงินฐานราก” </strong>อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นหนึ่ง<strong> (ก้าวแรกที่สำคัญ) ของการเสริมสร้างทุนมนุษย์เพื่อการต่อยอดพัฒนา สร้างโอกาสทางสังคม</strong> <strong>ให้ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยความอยู่ดีมีสุข”</strong></p> <p>คำสำคัญ : การเงินฐานราก, การพึ่งตนเอง, ความร่วมมือเพื่อการพัฒนา, ความอยู่ดีมีสุข </p> <p><strong>ABSTRACT</strong></p> <p>“Where do poor people get their money to save?” This answer sounds reasonable, but it is superficial. The poor should save money because they have to live in the present and the future just like everyone else. True, today the poor have very little money. But in addition to accidentally finding a pile of money overnight, they could also predict that there would be less money tomorrow. Indeed, the poor should have more reasons to save than the rich. If there is even the slightest possibility that these savings will save them from disaster in the future. This is partly reflected in Abhijit Banerjee's book Poor Economics (2011). “Poor people" are at the bottom of the chain of economic development. It is always the base of people who have more economic opportunities. What is the problem that keeps them from breaking out of the Poverty trap? Is there still a ray of hope or a direction for development? When we believe that human beings can evolve endlessly. Human thinking is limitless and cannot determine the exact boundaries of creativity with new ideas. With human thoughts, they can grow and integrate with other thoughts around them, giving birth to new ideas (Wichitwong Na Pomphet, 2017). If they are properly promoted (the government), they will be able to draw out their inner potential. (Endogenous Growth) of people who are viewed and believed to be the only foundation (foundation) of people with greater economic opportunity. If only we, those with more opportunities, whether government, business, etc., leaned down to the less fortunate. According to the royal initiative of King Rama IX, “self-reliance” plays a fundamental role in development. Because if not self-reliant, it will never reach solid and sustainable sufficiency “Self-sufficiency” does not mean that there is no dependency on others. Because interdependence is the heart of coexistence in society. Which will not be dependent on each other, the important thing is cooperation, “Microfinance” may be just the beginning. (An important first step) of building human capital for further development. Create social opportunity so that everyone can live together wellbeing.”</p> <p>Keywords: Microfinance, Self Reliance, Development cooperation, Wellbeing</p> โชคลาภ มั่นคง Copyright (c) 2022 Economics and Public Policy Journal https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/econswu/article/view/247892 Mon, 27 Jun 2022 00:00:00 +0700