https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ejes/issue/feed e-Journal of Education Studies, Burapha University 2026-09-30T21:25:59+07:00 อาจารย์ ดร.คงรัฐ นวลแปง kongrat@go.buu.ac.th Open Journal Systems <p>วารสาร e-Journal of Education Studies, Burapha University ISSN: 2697-3863 (Online)<span lang="TH"> จะพิจารณาเผยแพร่บทความวิชาการ บทความวิจัย ที่มีสาระเกี่ยวเนื่องกับการศึกษา การบริหารการศึกษา นวัตกรรมหลักสูตร นวัตกรรมการเรียนรู้ การศึกษาปฐมวัย การวิจัยการศึกษา นวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา และการวัดและประเมินผลการศึกษา</span></p> <p><span lang="TH">------------------------------------------------------------------------------------------------</span></p> <p><strong>กำหนดการเปิดรับบทความประจำปี 2569 </strong></p> <ul> <li><strong>รอบที่ </strong><strong>1 </strong>เปิดรับวันที่ 1 - 31 มกราคม 2569</li> <li><strong>รอบที่ </strong><strong>2</strong> เปิดรับวันที่ 1 – 30 เมษายน 2569</li> <li><strong>รอบที่ </strong><strong>3</strong> เปิดรับวันที่ 1 – 31 กรกฎาคม 2569</li> <li><strong>รอบที่ </strong><strong>4</strong> เปิดรับวันที่ 1 – 31 ตุลาคม 2569</li> </ul> <p>หากมีการเปลี่ยนแปลง ทางวารสารจะแจ้งให้ทราบผ่านทางเว็บไซต์</p> https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ejes/article/view/289449 การศึกษาความฉลาดรู้ทางการเงิน เรื่อง ดอกเบี้ยและมูลค่าของเงิน ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการใช้บริบทเป็นฐาน 2026-07-26T21:22:37+07:00 พันธ์ณรงค์ ปลอดเถา phannarong.p@ku.th ต้องตา สมใจเพ็ง fedutts@ku.th ชนิศวรา เลิศอมรพงษ์ phannarong.p@ku.th <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความฉลาดรู้ทางการเงินของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนรู้ผ่านการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ดอกเบี้ยและมูลค่าของเงิน ตามแนวคิดการใช้บริบทเป็นฐาน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 แผนการเรียนเศรษฐศาสตร์และการจัดการเชิงพาณิชย์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 31 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 2 ชนิด คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการใช้บริบทเป็นฐาน เรื่อง ดอกเบี้ยและมูลค่าของเงิน 2) แบบวัดความฉลาดรู้ทางการเงิน เรื่อง ดอกเบี้ยและมูลค่าของเงิน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ประกอบด้วย ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน <br />และใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีแนวโน้มของคะแนนเฉลี่ยของความฉลาดรู้ทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการใช้บริบทเป็นฐาน จากคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน ระหว่างเรียน และหลังเรียน คิดเป็นร้อยละ 56.30, 58.45 และ 79.93 ตามลำดับ เมื่อพิจารณารายองค์ประกอบ พบว่า ด้านความรู้ทางการเงินและด้านพฤติกรรมทางการเงินมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ในด้านเจตคติทางการเงินคะแนนลดลงชั่วคราวในระหว่างเรียนแต่เพิ่มขึ้นในระยะหลังเรียน การวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า การจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการใช้บริบทเป็นฐานช่วยให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ทางการเงินโดยตรงผ่านสถานการณ์ ซึ่งส่งเสริมการตัดสินใจและการวางแผนทางการเงินของตนเอง</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 e-Journal of Education Studies, Burapha University https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ejes/article/view/287669 ผลการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้กลยุทธ์ของ CASEL เพื่อเสริมสร้าง ทักษะสัมพันธภาพสำหรับเด็กวัยอนุบาล 2026-06-16T08:52:59+07:00 วิชชุดา เป็งยะสา 65920270@go.buu.ac.th ศิรประภา พฤทธิกุล siraprapa@go.buu.ac.th เชวง ซ้อนบุญ chawengsak@go.buu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้กลยุทธ์ของ CASEL (2) เปรียบเทียบทักษะสัมพันธภาพของเด็กวัยอนุบาลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กวัยอนุบาลอายุ 4–5 ปี จำนวน 20 คน ที่ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม ดำเนินการทดลอง 6 สัปดาห์ติดต่อกัน สัปดาห์ละ 4 วัน ครั้งละ 45 นาที รวมแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ 24 แผน โดยใช้กลยุทธ์ของ CASEL ประกอบด้วย (1) กลยุทธ์การทำงานแบบร่วมมือในกลุ่มเล็ก (2) กลยุทธ์การสร้างความสัมพันธ์เชิงบวก และ (3) กลยุทธ์การจัดการและแก้ไขข้อขัดแย้ง โดยมีขั้นตอนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ได้แก่ (1) เตรียมพร้อมเรียนรู้ (2) ร่วมมือเรียนรู้ และ (3) สรุปการเรียนรู้ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบประเมินทักษะสัมพันธภาพของเด็กวัยอนุบาล การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีประสิทธิผล และการทดสอบ Wilcoxon signed-rank test ผลการวิจัย พบว่า (1) แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้มีดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.8179 แสดงว่าเด็กวัยอนุบาลมีทักษะสัมพันธภาพก้าวหน้าขึ้นร้อยละ 81.79 ของคะแนนที่สามารถพัฒนาได้ (2) ทักษะสัมพันธภาพของเด็กวัยอนุบาลหลังการทดลอง<br />สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้กลยุทธ์ของ CASEL สามารถเสริมสร้างทักษะสัมพันธภาพของเด็กวัยอนุบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 e-Journal of Education Studies, Burapha University https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ejes/article/view/289462 การศึกษาความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ความสามารถด้านการเขียนภาษาอังกฤษเชิงสร้างสรรค์ และคุณลักษณะใฝ่เรียนรู้ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน 2026-09-23T16:28:41+07:00 อาทิตยา อิสริยวงศ์ปรีดี 67d0102115@nrru.ac.th วาสนา กีรติจำเริญ wasana.k@nrru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน และระหว่างหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 2) เปรียบเทียบความสามารถด้านการเขียนภาษาอังกฤษเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน และระหว่างหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 3) ศึกษาคุณลักษณะใฝ่เรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 40 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน แบบทดสอบความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ แบบทดสอบความสามารถด้านการเขียนภาษาอังกฤษเชิงสร้างสรรค์ และแบบประเมินคุณลักษณะใฝ่เรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานสูงกว่าก่อนเรียน และสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ความสามารถด้านการเขียนภาษาอังกฤษเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานสูงกว่าก่อนเรียน และสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) คุณลักษณะใฝ่เรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 หลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานโดยภาพรวมอยู่ในระดับดี</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 e-Journal of Education Studies, Burapha University https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ejes/article/view/290166 การพัฒนาโมดูลการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารภาษาไทยสำหรับนิสิตครู 2026-09-25T15:20:59+07:00 ชิษณุพงศ์ อินทรเกษม chisanupong@g.swu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) หาประสิทธิภาพของโมดูลการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารภาษาไทยสำหรับนิสิตครูให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการสื่อสารภาษาไทยก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ 3) ศึกษาคะแนนทักษะการสื่อสารภาษาไทยระหว่างการจัดการเรียนรู้ และ 4) ศึกษาเจตคติต่อการสื่อสารภาษาไทยหลังการจัดการเรียนรู้ การดำเนินการวิจัยใช้รูปแบบการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) กลุ่มตัวอย่าง คือ นิสิตหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต ชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสารสำหรับครู ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 43 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (<em>M</em>) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (<em>S.D.</em>) การทดสอบทีแบบกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน (paired samples <em>t</em>-test) และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) โมดูลการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมสมรรถนะการสื่อสารภาษาไทยสำหรับนิสิตครูมีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.30/82.71 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านการสื่อสารภาษาไทยหลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (<em>t</em> = 13.44, <em>p</em> &lt; .05) 3) ทักษะการสื่อสารภาษาไทยระหว่างการจัดการเรียนรู้ของนิสิตมีคะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 81.22 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 ที่กำหนด และ 4) นิสิตมีเจตคติต่อการสื่อสารภาษาไทยในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<em>M</em> = 4.66, <em>S.D.</em> = 0.14) ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าโมดูลการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการเสริมสร้างสมรรถนะการสื่อสารภาษาไทยในวิชาชีพครูได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 e-Journal of Education Studies, Burapha University https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ejes/article/view/287992 การพัฒนาสมรรถนะในการสร้างสื่อการเรียนรู้ของครูฟิสิกส์ เรื่อง การเคลื่อนที่ โดยใช้ชุดกิจกรรมโปรแกรม Excel 2026-06-29T13:32:12+07:00 ประธาน ประจวบโชค prathan@pnru.ac.th พัดชา ดอกไม้ patcha.dokmai@gmail.com สุรยศ ทรัพย์ประกอบ surayot.sapprakop@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการสร้างสื่อเรื่องการเคลื่อนที่ของครูฟิสิกส์ 2) พัฒนาชุดกิจกรรมโปรแกรม Excel เพื่อส่งเสริมสมรรถนะในการสร้างสื่อ และ 3) ศึกษาผลการใช้ชุดกิจกรรมที่มีต่อสมรรถนะของครูฟิสิกส์ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา ดำเนินการตามกระบวนการ R&amp;D 4 ขั้นตอน ได้แก่ R1 ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการ D1 พัฒนาชุดกิจกรรม R2 ทดลองใช้ชุดกิจกรรม และ D2 ปรับปรุงชุดกิจกรรมจากผลการทดลองใช้ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูฟิสิกส์ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในกรุงเทพมหานคร ปทุมธานี และนนทบุรี จำนวน 30 คน คัดเลือกตามความสมัครใจ เครื่องมือวิจัย ได้แก่ ชุดกิจกรรมโปรแกรม Excel แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินคุณภาพชุดกิจกรรม และแบบประเมินสมรรถนะ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและค่าเฉลี่ย</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ครูฟิสิกส์ยังขาดแนวทางที่เป็นระบบในการเชื่อมโยงแนวคิดและสมการทางฟิสิกส์ โดยครูต้องการกิจกรรมฝึกปฏิบัติที่ช่วยให้สามารถใช้โปรแกรม Excel เรื่องการเคลื่อนที่เพื่อสร้างสื่ออธิบายให้เป็นรูปธรรมได้ 2) ชุดกิจกรรมโปรแกรม Excel ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ หลักการของชุดกิจกรรม วัตถุประสงค์ของชุดกิจกรรม กลุ่มเป้าหมาย สาระและเนื้อหา กิจกรรมและสื่อที่ใช้ และการวัดและประเมินผล 3) ผลการทดลองใช้พบว่า ครูมีสมรรถนะหลังการอบรมอยู่ในระดับดีมาก ส่วนด้านการใช้งานของสื่ออยู่ในระดับดี ผลการทดลองใช้ถูกนำไปปรับปรุงชุดกิจกรรมให้เหมาะสมต่อการพัฒนาครูฟิสิกส์</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 e-Journal of Education Studies, Burapha University https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ejes/article/view/289788 การพัฒนารูปแบบฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมจิตลักษณะและพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ เด็กปฐมวัยในสถานการณ์โควิด-19 ของบุคลากรทางการศึกษาปฐมวัย 2026-09-24T12:36:27+07:00 พัฒน์นรี จันทราภิรมย์ patnaree_j@rmutt.ac.th พรศิริ แสนตุ้ม pornsiri_s@rmutt.ac.th อรพินท์ สุขยศ orapinth@rmutt.ac.th ประดิษฐา ภาษาประเทศ praditha_p@rmutt.ac.th วิจิตร สนหอม vijit_s@rmutt.ac.th ภูริพันธ์ เลิศโอภาส nicholi.lizenkovski@rmutt.ac.th พัชราภัณฑ์ ไชยสังข์ phatcharaphan_C@rmutt.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมจิตลักษณะและพฤติกรรมการดูแลสุขภาพเด็กปฐมวัยในสถานการณ์โควิด-19 ของบุคลากรทางการศึกษาปฐมวัย 2) เปรียบเทียบผลระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ระหว่างก่อนการอบรม หลังอบรมทันที และหลังอบรม 1 เดือน กลุ่มตัวอย่าง คือบุคลากรทางการศึกษาปฐมวัย ปีการศึกษา 2567 ในจังหวัดปทุมธานี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม<em>การศึกษาเอกชน</em> องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 70 คน สุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิตามสังกัด จากนั้นทำการสุ่มอย่างง่ายด้วยวิธีจับสลากเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 35 คน อบรม 2 วัน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย รูปแบบฝึกอบรม 4 ขั้นตอน (S-A-C-E) และแบบวัดจิตลักษณะและพฤติกรรมฯ จำนวน 6 ฉบับ สถิติที่ใช้คือ MANOVA และ MANOVA แบบวัดซ้ำ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการพัฒนารูปแบบฝึกอบรม 4 ขั้นตอน (S-A-C-E) มีความเหมาะสมตามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.12) และชุดฝึกอบรมมีความเหมาะสม ระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.60) 2) เมื่อวัดผลหลังการฝึกอบรมทันที คะแนนจิตลักษณะทั้ง 4 ด้านโดยรวมของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนลักษณะมุ่งอนาคตควบคุมตน ความเชื่ออำนาจในตน และเจตคติที่ดีต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพเด็กปฐมวัยในสถานการณ์โควิด-19 สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; .001) ส่วนแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีคะแนนแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>F</em>=0.901, <em>p</em>=.346) หลังการฝึกอบรม 1 เดือน กลุ่มทดลองมีจิตลักษณะทั้ง 4 ด้านโดยรวมและพฤติกรรมการดูแลสุขภาพเด็กปฐมวัยในสถานการณ์โควิด-19 สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> &lt; .01) สำหรับกลุ่มควบคุมมีความแตกต่างอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการวิจัยนี้สนับสนุนประสิทธิผลของรูปแบบฝึกอบรมในการส่งเสริมจิตลักษณะ 3 ด้านทันทีหลังการฝึกอบรม และส่งเสริมผลลัพธ์โดยรวมเมื่อติดตามผลหลังการฝึกอบรม 1 เดือน ขณะที่ยังไม่พบผลที่ชัดเจนต่อแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์หลังการฝึกอบรมทันที</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 e-Journal of Education Studies, Burapha University https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ejes/article/view/289739 การประเมินโครงการพัฒนาผู้เรียนเพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นนวัตกรในศตวรรษที่ 21 อย่างสร้างสรรค์ ตามรูปแบบการประเมินแบบตอบสนอง กรณีศึกษาโรงเรียนอนุบาลทิพยาหล่มสัก 2026-09-24T12:37:49+07:00 อุรเคนทร์ พรมโชติ weem.auraken@gmail.com สายฝน วิบูลรังสรรค์ Saifonv@nu.ac.th <p>การประเมินครั้งนี้ผู้ประเมินได้นำรูปแบบการประเมินแบบตอบสนองมาใช้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินโครงการพัฒนาผู้เรียนเพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นนวัตกรในศตวรรษที่ 21 อย่างสร้างสรรค์ กรณีศึกษาโรงเรียนอนุบาลทิพยาหล่มสัก ซึ่งได้นำแนวคิดเชิงระบบมาจัดกลุ่มประเด็นข้อคำถามของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย แบ่งออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ ด้านบริบท ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลผลิต และผลกระทบ แหล่งข้อมูลที่ใช้ ประกอบด้วย ผู้บริหาร 2 คน ครูผู้รับผิดชอบโครงการและครูที่เข้าร่วมโครงการ 32 คน ผู้เรียน 617 คน ตัวแทนผู้ปกครอง 12 คน และผู้แทนชุมชน 5 คน รวมทั้งหมด 668 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบประเมินความเหมาะสมของสื่อเทคโนโลยี ทักษะความเป็นนวัตกร ผลงานผู้เรียน และแบบสัมภาษณ์จำนวน 5 ฉบับ จากการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สรุปอุปนัย พบว่า 1) ด้านบริบท วัตถุประสงค์โครงการมีความสอดคล้องกับบริบทและความต้องการของชุมชน และผลลัพธ์ที่ผู้ปกครองต้องการ 2) ด้านปัจจัยนำเข้า มีความพร้อม และเพียงพอในทุกมิติ ทั้งความรู้ความเข้าใจของครู ความเพียงพอ สื่อเทคโนโลยี วัสดุอุปกรณ์ แหล่งเรียนรู้ทั้งใน และนอกโรงเรียน งบประมาณ ตลอดจนมีความคุ้มค่าต่อผู้เรียน 3) ด้านกระบวนการ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการและค่ายวิชาการมีความเหมาะสม 4) ด้านผลผลิต ทักษะความเป็นนวัตกรของผู้เรียนในภาพรวมอยู่ในระดับดี รายทักษะอยู่ในระดับดีถึงดีมาก และผลงานของผู้เรียนอยู่ในระดับดีมาก และ 5) ด้านผลกระทบ โครงการมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบจึงไม่กระทบต่อการเรียนปกติ อีกทั้งผลงานนวัตกรรมของผู้เรียนยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้แก้ไขปัญหาในชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 e-Journal of Education Studies, Burapha University https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ejes/article/view/290194 การพัฒนาทฤษฎีของการเสริมสร้างสมรรถนะด้านการวิจัยทางการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาโดยใช้การวิจัยแบบมีส่วนร่วมเป็นฐาน 2026-09-23T17:01:09+07:00 สุเมธ งามกนก sumet2003@windowslive.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ พัฒนาทฤษฎี ศึกษาผลของการใช้ทฤษฎีและยืนยันทฤษฎีและผลลัพธ์ของการเสริมสร้างสมรรถนะด้านการวิจัยทางการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาโดยใช้การวิจัยแบบมีส่วนร่วมเป็นฐานด้วยการวิจัยและพัฒนาแบ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่ 1) การศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ 2) การพัฒนาทฤษฎีของการเสริมสร้างสมรรถนะด้านการวิจัย 3) การศึกษาผลของการใช้ทฤษฎีที่พัฒนาขึ้นและ 4) การตรวจสอบยืนยันทฤษฎีและผลลัพธ์ของการเสริมสร้างสมรรถนะด้านการวิจัยทางการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา 270 คน และผู้บริหารสถานศึกษาที่เข้าร่วมพัฒนาสมรรถนะจำนวน 12 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินความต้องการจำเป็น แบบประเมินสมรรถนะผู้บริหารสถานศึกษาด้านการวิจัยและคู่มือ แบบบันทึกการสนทนกลุ่มและแบบประเมินยืนยันทฤษฎีด้านความเหมาะสมและความเป็นประโยชน์ วิเคราะห์ข้อมูลจากค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและผลต่างค่าเฉลี่ย ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันโดยรวมอยู่ในระดับมากและสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด ความต้องการจำเป็นเรียงลำดับ คือ ด้านการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงและการมีส่วนร่วม ด้านการติดตาม ประเมินและสะท้อนผลการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ด้านการออกแบบแผนการพัฒนาแบบมุ่งสมรรถนะ ด้านการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นและกำหนดเป้าหมายการพัฒนาและด้านระบบสนับสนุนและเครือข่ายการเรียนรู้ 2) ทฤษฎีของการเสริมสร้างสมรรถนะด้านการวิจัยทางการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา มี 5 องค์ประกอบ 23 แนวทางการปฏิบัติ มีผลการประเมินด้านความถูกต้องและความเป็นไปได้อยู่ระดับมากที่สุด 3) ผลการประเมินสมรรถนะด้านการวิจัยของผู้บริหารสถานศึกษาก่อนการพัฒนาอยู่ในระดับปานกลาง และหลังการพัฒนาอยู่ในระดับมากที่สุด ผลการประเมินคุณภาพงานวิจัยของผู้บริหารอยู่ในระดับคุณภาพดี 4) ผลการตรวจสอบยืนยันทฤษฎีด้านความเหมาะสมอยู่ในระดับมากและความเป็นประโยชน์อยู่ระดับมากที่สุด</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 e-Journal of Education Studies, Burapha University