e-Journal of Education Studies, Burapha University
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ejes
<p>วารสาร e-Journal of Education Studies, Burapha University ISSN: 2697-3863 (Online)<span lang="TH"> จะพิจารณาเผยแพร่บทความวิชาการ บทความวิจัย ที่มีสาระเกี่ยวเนื่องกับการศึกษา การบริหารการศึกษา นวัตกรรมหลักสูตร นวัตกรรมการเรียนรู้ การศึกษาปฐมวัย การวิจัยการศึกษา นวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา และการวัดและประเมินผลการศึกษา</span></p> <p><span lang="TH">------------------------------------------------------------------------------------------------</span></p> <p><strong>กำหนดการเปิดรับบทความประจำปี 2569 </strong></p> <ul> <li><strong>รอบที่ </strong><strong>1 </strong>เปิดรับวันที่ 1 - 31 มกราคม 2569</li> <li><strong>รอบที่ </strong><strong>2</strong> เปิดรับวันที่ 1 – 30 เมษายน 2569</li> <li><strong>รอบที่ </strong><strong>3</strong> เปิดรับวันที่ 1 – 31 กรกฎาคม 2569</li> <li><strong>รอบที่ </strong><strong>4</strong> เปิดรับวันที่ 1 – 31 ตุลาคม 2569</li> </ul> <p>หากมีการเปลี่ยนแปลง ทางวารสารจะแจ้งให้ทราบผ่านทางเว็บไซต์</p>
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
th-TH
e-Journal of Education Studies, Burapha University
2697-3863
<p>อ้างอิงแหล่งที่มา</p>
-
ผลการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการแบบเปิดร่วมกับเทคนิค Think-Talk-Write ที่มีต่อความสามารถในการแก้ปัญหาและการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ejes/article/view/287428
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการแบบเปิดร่วมกับเทคนิค Think-Talk-Write กับเกณฑ์ร้อยละ 60 และ 2) เปรียบเทียบความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการแบบเปิดร่วมกับเทคนิค Think-Talk-Write กับเกณฑ์ร้อยละ 60 ประชากรเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนชุมชนบ้านอ่างเวียน จำนวน 44 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 5 แผน 2) แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาและการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ มีค่าความสอดคล้องตั้งแต่ 0.60 – 1.00 มีค่าความยากง่ายตั้งแต่ 0.44 – 0.57 มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.39 – 0.60 และความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95 3) แบบสังเกตความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ด้านการพูด มีค่าความสอดคล้องตั้งแต่ 0.80 – 1.00 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการแบบเปิดร่วมกับเทคนิค Think-Talk-Write มีความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 และ 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการแบบเปิดร่วมกับเทคนิค Think-Talk-Write มีความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60</p>
พงศกร สุขสันติธรรม
เวชฤทธิ์ อังกนะภัทรขจร
เปรมยุดา เดชบุญ
พาวา พงษ์พันธ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 e-Journal of Education Studies, Burapha University
https://creativecommons.org/licenses/by/4.0
2026-06-30
2026-06-30
8 2
1
14
-
ผลการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เชิงผลิตภาพเพื่อส่งเสริมจิตวิทยาศาสตร์ ของเด็กวัยอนุบาล
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ejes/article/view/287491
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาจิตวิทยาศาสตร์ของเด็กวัยอนุบาลที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เชิงผลิตภาพ (2) เปรียบเทียบจิตวิทยาศาสตร์ของเด็กวัยอนุบาลก่อน และหลังการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เชิงผลิตภาพ กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กวัยอนุบาลอายุ 4 - 5 ปี จำนวน 30 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม การทดลองใช้เวลาครั้งละ 45 นาที สัปดาห์ละ 4 วัน ดำเนินการต่อเนื่อง 6 สัปดาห์ รวม 24 แผน ขั้นตอนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เชิงผลิตภาพ ได้แก่ ขั้นที่ 1 กระตุ้นคิดผ่านสถานการณ์ปัญหา ขั้นที่ 2 สรรหาแรงบันดาลใจ ขั้นที่ 3 สานฝันตนเองร่วมกันเป็นกลุ่ม ขั้นที่ 4 ทุ่มเทพัฒนางาน ขั้นที่ 5 นำเสนอและประเมินผลงาน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบประเมินจิตวิทยาศาสตร์ของเด็กวัยอนุบาล วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติการทดสอบ Wilcoxon Signed-rank Test ผลการวิจัย พบว่า (1) คะแนนเฉลี่ยจิตวิทยาศาสตร์ของเด็กวัยอนุบาลก่อนการทดลองอยู่ในระดับพอใช้ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{\chi}" alt="equation" /> = 1.85) และเพิ่มขึ้นเป็นระดับดีหลังการทดลอง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{\chi}" alt="equation" /> = 2.89) เพิ่มขึ้น 1.04 คะแนน (2) คะแนนเฉลี่ยจิตวิทยาศาสตร์ของเด็กวัยอนุบาลหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่าการจัดประสบการณ์การเรียนรู้เชิงผลิตภาพสามารถนำไปใช้ในการส่งเสริมจิตวิทยาศาสตร์ของเด็กวัยอนุบาลได้</p>
ธัญปพรพัฒน์ พุ่มระย้า
เชวง ซ้อนบุญ
ศิรประภา พฤทธิกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 e-Journal of Education Studies, Burapha University
https://creativecommons.org/licenses/by/4.0
2026-06-30
2026-06-30
8 2
15
31
-
การพัฒนาสมรรถนะการคิดขั้นสูงด้านการคิดเชิงระบบในการเรียนวรรณคดีไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้การจัดการเรียนรู้สร้างสรรค์เป็นฐาน ร่วมกับเกมิฟิเคชัน
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ejes/article/view/287606
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน (Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสมรรถนะการคิดขั้นสูงด้านการคิดเชิงระบบในการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานร่วมกับเกมิฟิเคชัน ทั้งนี้กำหนดเกณฑ์ให้นักเรียนร้อยละ 80 ผ่านระดับสามารถขึ้นไป กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนพยัคฆภูมิวิทยาคาร ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 30 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง ดำเนินการวิจัยเชิงปฏิบัติการจำนวน 3 วงจร คือ วงจรที่ 1 หัวใจชายหนุ่ม วงจรที่ 2 อิเหนา ตอนศึกกะหมังกุหนิง และวงจรที่ 3 มหาชาติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ซึ่งมีค่าเฉลี่ยความเหมาะสมอยู่ในระดับสูงมาก แบบบันทึกผลการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินสมรรถนะด้านการคิดเชิงระบบ แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ และแบบสัมภาษณ์นักเรียน แบบวัดสมรรถนะการคิดเชิงระบบ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนจำนวน 26 คน คิดเป็นร้อยละ 86.66 มีสมรรถนะการคิดเชิงระบบ ผ่านเกณฑ์ระดับสามารถขึ้นไป ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้หรือเทียบเท่าระดับเหนือความคาดหวัง ข้อค้นพบพบว่า นักเรียนมีพัฒนาการด้านการคิดเชิงระบบอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถวิเคราะห์เหตุผลของสถานการณ์ เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของปัญหา และเสนอแนวทางการแก้ไขได้อย่างมีเหตุผลมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสามารถมองเห็นความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่าง ๆ และอธิบายผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างเป็นระบบ ตลอดจนนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้</p>
พรนภา มีนาภา
ดนิตา ดวงวิไล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 e-Journal of Education Studies, Burapha University
https://creativecommons.org/licenses/by/4.0
2026-06-30
2026-06-30
8 2
32
46
-
รูปแบบการจัดการเรียนรู้เสริมสร้างสมรรถนะการสื่อสารไร้ความรุนแรง โดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานและการสะท้อนกลับเชิงบวกบริบทนักศึกษาปริญญาตรีจังหวัดชายแดนใต้
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ejes/article/view/288071
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เสริมสร้างสมรรถนะการสื่อสารไร้ความรุนแรงโดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานและการสะท้อนกลับเชิงบวก และ 2) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้เสริมสร้างสมรรถนะการสื่อสารไร้ความรุนแรงโดยใช้ปรากฏการณ์เป็นฐานและการสะท้อนกลับเชิงบวกสำหรับนักศึกษาปริญญาตรีในจังหวัดชายแดนใต้ การออกแบบการวิจัยเป็นลักษณะการวิจัย<br />กึ่งทดลอง กลุ่มเป้าหมาย คือ นักศึกษาปริญญาตรี จำนวน 32 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 8 หน่วยการเรียนรู้ แบบประเมินคุณภาพรูปแบบ และแบบประเมินสมรรถนะการสื่อสารไร้ความรุนแรง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงแบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวที่มีการวัดซ้ำ (One Way ANOVA Repeated Measure)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้เสริมสร้างสมรรถนะการสื่อสารไร้ความรุนแรงที่พัฒนาขึ้นมีชื่อว่า “I-I-I-CF Model” ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ วัตถุประสงค์ หลักการ บทบาทของผู้สอนและผู้เรียน กระบวนการจัดการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน คือ สร้างแรงบันดาลใจ (Inspire) สำรวจปรากฏการณ์ (Investigate Phenomena) สืบค้นข้ามศาสตร์ (Inquire Interdisciplinary) ปฏิบัติการสื่อสาร (Communicate) สะท้อนกลับและสะท้อนคิด (Feedback & Reflect) และการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ และ 2) ประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ฯ พบว่า คะแนนเฉลี่ยสมรรถนะการสื่อสารไร้ความรุนแรงของนักศึกษาจากการวัด 3 ครั้ง คือ ก่อน ระหว่าง และหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีความแตกต่างกัน โดยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งนี้ครั้งที่ 3 มากกว่าครั้งที่ 2 และครั้งที่ 2 มากกว่าครั้งที่ 1 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของผู้เรียนอย่างเป็นลำดับ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในสถาบันอุดมศึกษาเพื่อบูรณาการสมรรถนะการสื่อสารไร้ความรุนแรงสู่การเรียนการสอนและกิจกรรมพัฒนานักศึกษา นำไปสู่การสร้างพื้นที่ปลอดภัยและวัฒนธรรมการสื่อสารอย่างเคารพในสังคมพหุวัฒนธรรมต่อไป</p>
รูดียะห์ หะ
มารุต พัฒผล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 e-Journal of Education Studies, Burapha University
https://creativecommons.org/licenses/by/4.0
2026-06-30
2026-06-30
8 2
47
63
-
การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสำหรับการท่องเที่ยวในชุมชนนวัตวิถี จังหวัดพัทลุง
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ejes/article/view/287995
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการในการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสำหรับการท่องเที่ยวในชุมชนนวัตวิถี จังหวัดพัทลุง 2) ออกแบบและประเมินประสิทธิภาพหลักสูตร และ 3) ประเมินประสิทธิผลของหลักสูตร โดยใช้การวิจัยและพัฒนา แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาข้อมูลพื้นฐาน จากครูภาษาอังกฤษ 3 คน ผู้ประกอบการ 3 คน และนักเรียนสาขาการท่องเที่ยว 5 คน โดยใช้แบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม ระยะที่ 2 การออกแบบและประเมินประสิทธิภาพหลักสูตร โดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน และทดลองใช้กับกลุ่มที่ใกล้เคียงกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คน โดยใช้แบบประเมินความเหมาะสมของหลักสูตร และแบบประเมินการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร และระยะที่ 3 การใช้และประเมินประสิทธิผลหลักสูตร ใช้หลักสูตรกับนักเรียนสาขาการท่องเที่ยว 30 คน โดยใช้แบบประเมินการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร มีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ส่วนสถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัย พบว่า 1) ผู้ให้ข้อมูลต้องการเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์การท่องเที่ยวในชุมชนนวัตวิถี จังหวัดพัทลุง ได้แก่ การทักทาย การต้อนรับ การให้ข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว ที่พัก อาหาร และสินค้าที่ระลึก โดยเน้นกิจกรรมฝึกพูด ใช้สื่อที่หลากหลาย และมีการประเมินผลที่เหมาะสม ครอบคลุมด้านการออกเสียง ไวยากรณ์และคำศัพท์ ความคล่องแคล่ว และการสื่อสารให้เกิดความเข้าใจ 2) หลักสูตรที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ และ 5 หน่วยการเรียนรู้ ใช้เวลา 30 ชั่วโมง มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.78 และมีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.03/81.17 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และ 3) ผลการใช้หลักสูตร พบว่า นักเรียนมีระดับการพูดในระดับดี มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 16.23 คะแนน และมีคะแนนการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารหลังการฝึกอบรมตามหลักสูตรสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 60 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p>
ธนพร อนุมณี
วัลลยา ธรรมอภิบาล อินทนิน
ธนิยา เยาดำ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 e-Journal of Education Studies, Burapha University
https://creativecommons.org/licenses/by/4.0
2026-06-30
2026-06-30
8 2
64
81
-
การสำรวจทักษะนวัตกรของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาในประเทศไทย
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ejes/article/view/287830
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับทักษะนวัตกรและศึกษาปัจจัยและความสัมพันธ์ที่ส่งผลต่อระดับทักษะนวัตกรของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาในประเทศไทย โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจประกอบด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบประเมินทักษะ นวัตกรด้วยตนเอง (SAIS) เป็นแบบประเมินมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ตามวิธีของลิเคิร์ท (Likert) จำนวน 30 ข้อ ครอบคลุมทักษะนวัตกร 5 ด้าน ได้แก่ ทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์ ทักษะด้านการตั้งคำถาม ทักษะด้านการสังเกต ทักษะด้านเครือข่าย และทักษะด้านการทดลอง ผู้ให้ข้อมูลคือนักเรียนระดับมัธยมศึกษา ได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Sampling) จำนวน 496 คน ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีทักษะนวัตกรอยู่ในระดับปานกลาง (<em>M</em> = 3.39, <em>SD</em> = 0.46) ทักษะนวัตกรขึ้นอยู่กับปัจจัยของภูมิภาค ขนาดโรงเรียน และระดับชั้น นอกจากนี้ ยังพบความสัมพันธ์ของแผนการเรียนมีผลต่อทักษะนวัตกร ขนาดอิทธิพลอยู่ในระดับเล็ก (<em>V</em> = 0.16) และจำนวนประสบการณ์การเรียนรู้มีผลต่อทักษะนวัตกร ขนาดอิทธิพลอยู่ในระดับปานกลาง (<em>V</em> = 0.21) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p</em> < .05) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ปัจจัยแวดล้อมมีบทบาทต่อทักษะนวัตกรของผู้เรียน โดยเฉพาะประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีอิทธิพลในระดับที่สูงกว่าแผนการเรียน ผลการวิจัยสามารถใช้เป็นข้อมูลเชิงประจักษ์สำหรับสถานศึกษาในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมประสบการณ์การเรียนรู้ที่หลากหลายและสอดคล้องกับบริบทของผู้เรียน และหน่วยงานด้านการศึกษาในการกำหนดนโยบายและพัฒนาแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งส่งเสริมทักษะนวัตกรของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคมแห่งนวัตกรรมในศตวรรษที่ 21</p>
สุปรานี เจริญวัย
นันทรัตน์ เครืออินทร์
กุลธิดา นุกูลธรรม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 e-Journal of Education Studies, Burapha University
https://creativecommons.org/licenses/by/4.0
2026-06-30
2026-06-30
8 2
82
98
-
การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันวัฒนธรรมแบบครอบคลุมของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ejes/article/view/287974
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบและตัวบ่งชี้ของวัฒนธรรมแบบครอบคลุมของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ 2) ตรวจสอบความสอดคล้องกลมกลืนของโมเดลองค์ประกอบและตัวบ่งชี้วัฒนธรรมแบบครอบคลุมของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ กับข้อมูลเชิงประจักษ์ และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาวัฒนธรรมแบบครอบคลุมของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครูโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ จำนวน 240 คน โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสัดส่วนต่อจำนวนพารามิเตอร์ ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) ตามขนาดโรงเรียนและสหวิทยาเขตให้ครอบคลุมทุกโรงเรียนตามสัดส่วนประชากร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นด้วยสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.946 และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างเพื่อเสนอแนวทางในการพัฒนาองค์ประกอบและตัวบ่งชี้วัฒนธรรมแบบครอบคลุม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติอ้างอิงโดยใช้โปรแกรมสําเร็จรูป Mplus 7.0 ในการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ผลการวิจัย พบว่า วัฒนธรรมแบบครอบคลุมของโรงเรียนประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ภาวะผู้นำแบบครอบคลุม 2) วิสัยทัศน์รับมือกับการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร 3) การมีค่านิยมร่วม และ 4) วิถีการทำงานเป็นทีม โดยแต่ละองค์ประกอบมี 3 ตัวบ่งชี้ รวมทั้งหมด 12 ตัวบ่งชี้ ผลตรวจสอบความสอดคล้องกลมกลืนของโมเดลองค์ประกอบและตัวบ่งชี้วัฒนธรรมแบบครอบคลุมของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยดัชนีกลมกลืนของโมเดลองค์ประกอบและตัวบ่งชี้วัฒนธรรมแบบครอบคลุมเป็นไปตามเกณฑ์ที่กําหนด เมื่อพิจารณาค่าไคว์สแคว์ เท่ากับ 10.387 ค่าองศาอิสระ (df) เท่ากับ 27 ค่านัยสำคัญทางสถิติ (P-Value) เท่ากับ 0.9983 แสดงว่า ไคว์สแคว์ ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ค่าความคลาดเคลื่อนในการประมาณพารามิเตอร์ (RMSEA) เท่ากับ 0.000 ค่าดัชนีรากที่สองกำลังสองเฉลี่ย (SRMR) เท่ากับ 0.008 ค่าดัชนีวัดความสอดคล้องเปรียบเทียบ (CFI) เท่ากับ 1.000 ค่าดัชนีตรวจสอบความกลมกลืน (TLI) เท่ากับ 1.019 แสดงว่า โมเดลการวิจัยมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และได้แนวทางการพัฒนาวัฒนธรรมแบบครอบคลุมของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุบลราชธานี อำนาจเจริญ จำนวน 4 แนวทาง ได้แก่ 1) ผู้บริหารต้องมีภาวะผู้นำแบบครอบคลุม เข้าถึงได้ มีความยืดหยุ่นในการบริหารงาน เปิดรับและพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ 2) ผู้บริหารวิสัยทัศน์ต้องมีแบบปรับเปลี่ยน รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น 3) ผู้บริหารต้องให้ความสำคัญกับทุกคนในองค์การ ให้ความเท่าเทียมและความจริงใจกับทุกคน และ 4) ผู้บริหารต้องส่งเสริมให้คนในองค์การทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ มีเป้าหมายในการทำงานร่วมกัน</p>
ฐวัฒน์ ภูมิธนนิเวศน์
ดาวรุวรรณ ถวิลการ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 e-Journal of Education Studies, Burapha University
https://creativecommons.org/licenses/by/4.0
2026-06-30
2026-06-30
8 2
99
115