e-Journal of Education Studies, Burapha University https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ejes <p>วารสาร e-Journal of Education Studies, Burapha University ISSN: 2697-3863 (Online)<span lang="TH"> จะพิจารณาเผยแพร่บทความวิชาการ บทความวิจัย ที่มีสาระเกี่ยวเนื่องกับการศึกษา การบริหารการศึกษา นวัตกรรมหลักสูตร นวัตกรรมการเรียนรู้ การศึกษาปฐมวัย การวิจัยการศึกษา นวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา และการวัดและประเมินผลการศึกษา</span></p> <p><span lang="TH">------------------------------------------------------------------------------------------------</span></p> <p><strong>กำหนดการเปิดรับบทความประจำปี 2569 </strong></p> <ul> <li><strong>รอบที่ </strong><strong>1 </strong>เปิดรับวันที่ 1 - 31 มกราคม 2569</li> <li><strong>รอบที่ </strong><strong>2</strong> เปิดรับวันที่ 1 – 30 เมษายน 2569</li> <li><strong>รอบที่ </strong><strong>3</strong> เปิดรับวันที่ 1 – 31 กรกฎาคม 2569</li> <li><strong>รอบที่ </strong><strong>4</strong> เปิดรับวันที่ 1 – 31 ตุลาคม 2569</li> </ul> <p>หากมีการเปลี่ยนแปลง ทางวารสารจะแจ้งให้ทราบผ่านทางเว็บไซต์</p> คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา th-TH e-Journal of Education Studies, Burapha University 2697-3863 <p>อ้างอิงแหล่งที่มา</p> ประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้เสริมสร้างความตระหนักรู้ในตนเอง และการกำกับตนเองในการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ejes/article/view/284215 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความตระหนักรู้ในตนเองและการกำกับตนเองในการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีการรู้คิดทางสังคม กลวิธีอภิปัญญา และ การเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ 2) เปรียบเทียบความตระหนักรู้ในตนเองและการกำกับตนเองในการเรียนรู้ของนักเรียน ระหว่างกลุ่มที่จัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้และกลุ่มที่จัดการเรียนรู้แบบปกติ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาล 4 (รัตนโกสินทร์ 200 ปี) ภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 2 ห้อง ที่ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม โดยกลุ่มทดลองจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้ห้องละ 35 คน และกลุ่มควบคุมจัดการเรียนรู้แบบปกติห้องละ 33 คน การทดลองใช้เวลา 12 สัปดาห์ 24 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้วิชาสังคมศึกษา 2) แบบประเมินความตระหนักรู้ในตนเอง และ 3) แบบประเมินการกำกับตนเองในการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t-test (Dependent sample) และ ค่า F-test (One Way MANOVA) ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนกลุ่มที่จัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้ มีความตระหนักรู้ในตนเองและการกำกับตนเองในการเรียนรู้ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05 ซึ่งมีค่าเฉลี่ยด้านความตระหนักรู้ในตนเอง เท่ากับ 2.37 และ 3.69 ตามลำดับ และค่าเฉลี่ยด้านการกำกับตนเองในการเรียนรู้ เท่ากับ 2.30 และ 3.49 ตามลำดับ 2) นักเรียนที่จัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้ มีการตระหนักรู้ในตนเองและการกำกับตนเองในการเรียนรู้หลังเรียนสูงกว่ากลุ่มที่จัดการเรียนรู้แบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งนักเรียนกลุ่มที่จัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดเรียนรู้และกลุ่มที่จัดการเรียนรู้แบบปกติ มีค่าเฉลี่ยด้านความตระหนักรู้ในตนเอง เท่ากับ 3.69 และ 2.81 และมีค่าเฉลี่ยการกำกับตนเองในการเรียนรู้ เท่ากับ 3.49 และ 2.74 ตามลำดับ</p> ภาวดี พันธรักษ์ นิราศ จันทรจิตร พิจิตรา ธงพานิช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 e-Journal of Education Studies, Burapha University https://creativecommons.org/licenses/by/4.0 2026-03-31 2026-03-31 8 1 1 16 ผลของโปรแกรมบูรณาการทฤษฎีเชิงวิภาษวิธีและแบบจำลองเอบีซีดีอีเอฟ เพื่อเสริมสร้างการควบควบคุมยับยั้งและลดการละเลยคุณธรรมและความโกรธสำหรับเยาวชนที่เป็นผู้พบเห็นการระรานทางไซเบอร์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ejes/article/view/284271 <p>การวิจัยและพัฒนานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและทดสอบประสิทธิผลของโปรแกรมบูรณาการทฤษฎีเชิงวิภาษวิธีและแบบจำลองเอบีซีดีอีเอฟเพื่อเสริมสร้างการควบคุมยับยั้งและลดการละเลยคุณธรรมและความโกรธในเยาวชนผู้พบเห็นการระรานทางไซเบอร์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เยาวชนผู้พบเห็นการระรานทางไซเบอร์ จำนวน 40 คน ที่มีคะแนนการระรานทางไซเบอร์ประเภทผู้พบเห็นเหตุการณ์สูง โดยวิธีการสุ่มอย่างง่ายเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 20 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมบูรณาการทฤษฎีเชิงวิภาษวิธีและแบบจำลองเอบีซีดีอีเอฟเพื่อเสริมสร้างการควบควบคุมยับยั้งและลดการละเลยคุณธรรมและความโกรธในเยาวชนผู้พบเห็นการระรานทางไซเบอร์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการเรียนการสอนปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) การละเลยคุณธรรมด้วยมาตรวัดการละเลยคุณธรรมฉบับภาษาไทย (ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.87) 2) ความโกรธด้วยมาตรวัดความโกรธหลายมิติฉบับภาษาไทย (ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.85) และ3) การควบคุมยับยั้งด้วยแบบทดสอบโกโนโกการระรานทางไซเบอร์ (ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ภายในชั้น เท่ากับ 0.769) ทั้งก่อนและหลังการทดลอง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการทดสอบค่าที ผลการทดลอง พบว่ากลุ่มทดลองมีการควบคุมยับยั้งเพิ่มขึ้น ส่วนการละเลยคุณธรรมและความโกรธลดลง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งในระยะหลังการทดลองและเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม สรุปได้ว่า โปรแกรมมีประสิทธิผลในการเสริมสร้างการควบคุมยับยั้ง และสามารถลดการละเลยคุณธรรมและความโกรธได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อพฤติกรรมไม่เหมาะสมในโลกออนไลน์</p> ปวรินทร์ โชติ จุฑามาศ แหนจอน วรากร ทรัพย์วิระปกรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 e-Journal of Education Studies, Burapha University https://creativecommons.org/licenses/by/4.0 2026-03-31 2026-03-31 8 1 17 32 ผลการเสริมสร้างความสามารถในการจัดการตนเองของเด็กวัยอนุบาล โดยใช้กลยุทธ์การจัดกิจกรรมขององค์กรความร่วมมือเพื่อการเรียนรู้ทางวิชาการ สังคมและอารมณ์ (CASEL) https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ejes/article/view/285726 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแผนกลยุทธ์การจัดกิจกรรมของ CASEL 2) เปรียบเทียบความสามารถในการจัดการตนเองของเด็กวัยอนุบาลก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กวัยอนุบาลอายุ 4 - 5 ปี จำนวน 23 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม การทดลองบูรณาการในกิจวัตรและกิจกรรมประจำวันรวมวันละ 100 นาที สัปดาห์ละ 4 วัน ติดต่อกัน 6 สัปดาห์ รวม 24 แผน ขั้นตอนการจัดกิจกรรม ได้แก่ ระยะที่ 1 โฮมรูม (1.1 เตรียมความพร้อม 1.2 เปิดรับประสบการณ์) ระยะที่ 2 บูรณาการในกิจกรรมประจำวัน (2.1 กิจกรรมต่อเนื่อง 2.2 นำไปใช้) และ ระยะที่ 3 สรุปการเรียนรู้ กลยุทธ์การจัดกิจกรรม ได้แก่ (1) กลยุทธ์การควบคุมตนเอง (2) กลยุทธ์การจัดการและการสร้างแรงจูงใจในตนเอง (3) กลยุทธ์การกำหนดและบรรลุภารกิจตามเป้าหมาย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบประเมินความสามารถใน การจัดการตนเองของเด็กวัยอนุบาล วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีประสิทธิผล และสถิติการทดสอบ Wilcoxon Signed Rank Test ผลการวิจัย พบว่า (1) ดัชนีประสิทธิผลของแผนกลยุทธ์การจัดกิจกรรมของ CASEL มีค่าเท่ากับ 0.8072 แสดงว่าเด็กวัยอนุบาลมีการพัฒนาความสามารถในการจัดการตนเองเพิ่มขึ้น 0.8072 หรือคิดเป็นร้อยละ 80.72 (2) เด็กวัยอนุบาลมีความสามารถในการจัดการตนเองหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่า กลยุทธ์การจัดกิจกรรมของ CASEL สามารถนำไปใช้ในการเสริมสร้างความสามารถในการจัดการตนเองของเด็กวัยอนุบาลได้</p> ณัฐศิริวรรณ โจทย์จันทร์ ศิรประภา พฤทธิกุล เชวง ซ้อนบุญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 e-Journal of Education Studies, Burapha University https://creativecommons.org/licenses/by/4.0 2026-03-31 2026-03-31 8 1 33 48 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่ส่งเสริมทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรมเทคโนโลยีมัลติมีเดีย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ejes/article/view/285780 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ร่วมกับการออกแบบระบบการเรียนการสอนตามแนวคิด ADDIE Model โดยใช้กระบวนการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่ส่งเสริมทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรมเทคโนโลยีมัลติมีเดีย และ 2) ศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่ส่งเสริมทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรมเทคโนโลยีมัลติมีเดีย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรมเทคโนโลยีมัลติมีเดีย และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียน แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ แบบสะท้อนการเรียนรู้ของนักเรียน และแบบการวิเคราะห์ผลงานนวัตกรรม กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 วิชาเอกนวัตกรรมเทคโนโลยีมัลติมีเดีย โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที แบบ Dependent t-test และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) รูปแบบการจัดการจัดการเรียนรู้ มีชื่อว่า IM IDEA Model มี 3 องค์ประกอบ คือ องค์ประกอบเชิงหลักการและวัตถุประสงค์ องค์ประกอบเชิงกระบวนการ และองค์ประกอบเชิงเงื่อนไข การนำรูปแบบไปใช้ 2) ประสิทธิผลรูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่ส่งเสริมทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรมเทคโนโลยีมัลติมีเดีย พบว่าหลังใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกนักเรียนมีทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรมเทคโนโลยีมัลติมีเดียสูงกว่าก่อนใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 และนักเรียนมีความคิดเห็นต่อการเรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในระดับมาก (M= 4.45, S.D.= 0.70) ผลการวิจัยเชิงคุณภาพสนับสนุนผลการวิจัยเชิงปริมาณ พบว่า ผู้เรียนมีการพัฒนาการคิดสร้างสรรค์การทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ และความสามารถในการออกแบบ พัฒนาและสื่อสารผลงานนวัตกรรมเทคโนโลยีมัลติมีเดีย</p> สุคนธ์ อักษรชู ชมนาด เชื้อสุวรรณทวี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 e-Journal of Education Studies, Burapha University https://creativecommons.org/licenses/by/4.0 2026-03-31 2026-03-31 8 1 49 65 รูปแบบการพัฒนาความฉลาดรู้ทางสุขภาพของนักเรียน สังกัดโรงเรียนเทศบาลนครเชียงรายสู่เมืองสุขภาวะที่ดี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ejes/article/view/285807 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อความฉลาดรู้ทางสุขภาพของนักเรียนสังกัดโรงเรียนเทศบาลนครเชียงรายกับข้อมูลเชิงประจักษ์ เพื่อพัฒนาและประเมินรูปแบบการพัฒนาความฉลาดรู้ทางสุขภาพของนักเรียนสังกัดโรงเรียนเทศบาลนครเชียงรายสู่เมืองสุขภาวะที่ดี ประชากรในการศึกษาครั้งนี้คือนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นโรงเรียนสังกัดเทศบาลนครเชียงราย จำนวน 2,422 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ได้แก่ สถิติบรรยายและการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง ผลการศึกษา พบว่า <span style="font-size: 0.875rem; font-family: 'Noto Sans', 'Noto Kufi Arabic', -apple-system, BlinkMacSystemFont, 'Segoe UI', Roboto, Oxygen-Sans, Ubuntu, Cantarell, 'Helvetica Neue', sans-serif;">1. ผลการตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่มีผลต่อความฉลาดรู้ทางสุขภาพของนักเรียนสังกัดโรงเรียนเทศบาลนครเชียงรายสู่มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\chi\bar{}" alt="equation" />= 411.882, df = 207, ค่า Relative Chi-Square=1.989 ซึ่งน้อยกว่า 2 ดัชนีความกลมกลืน TLI=0.986 CFI=0.988 GFI=0.987; NFI=0.977 มากกว่า0.90 ค่าความคลาดเคลื่อนของการประมาณค่า RMSEA=0.037 SRMR=0.031 ซึ่งน้อยกว่า 0.05) สรุปได้ว่าโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่พัฒนาขึ้นสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ มีรายละเอียดผลการวิเคราะห์ ดังนี้ การสนับสนุนจากครอบครัวและสังคม (SFS) สภาพแวดล้อมทางการศึกษา (FEE) ประสบการณ์ในการใช้เทคโนโลยี (EUT) ทักษะการคิดวิเคราะห์และการสื่อสาร(ATC) สามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนความฉลาดรู้ทางสุขภาพ (HL) ได้ร้อยละ 65.7<br /></span><span style="font-size: 0.875rem; font-family: 'Noto Sans', 'Noto Kufi Arabic', -apple-system, BlinkMacSystemFont, 'Segoe UI', Roboto, Oxygen-Sans, Ubuntu, Cantarell, 'Helvetica Neue', sans-serif;">2. ผลการพัฒนารูปแบบ ชื่อรูปแบบการพัฒนาความฉลาดรู้ทางสุขภาพผ่านการเรียนรู้แบบคิดวิเคราะห์และสื่อสารโดยใช้เทคโนโลยีสู่ครอบครัวและสังคมตามบริบทเชิงพื้นที่ (SAFE Health Literacy Model) ประกอบด้วย วัตถุประสงค์ของรูปแบบ สาระการพัฒนา กิจกรรม ระยะเวลา สื่อและอุปกรณ์ที่ใช้ และการประเมินความสำเร็จของรูปแบบ<br /></span><span style="font-size: 0.875rem; font-family: 'Noto Sans', 'Noto Kufi Arabic', -apple-system, BlinkMacSystemFont, 'Segoe UI', Roboto, Oxygen-Sans, Ubuntu, Cantarell, 'Helvetica Neue', sans-serif;">3. ผลการประเมินรูปแบบ พบว่า มีมาตรฐานด้านความถูกต้อง ความเป็นไปได้ ความเหมาะสม และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมาก และผลการศึกษาความฉลาดรู้ทางสุขภาพก่อนและหลังร่วมกิจกรรมของนักเรียนมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</span></p> ธิดารัตน์ สุขประภาภรณ์ สุวดี อุปปินใจ อนันต์ รูปงาม ดำเกิง วัฒนวีร์ กาญจนา ปินตาคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 e-Journal of Education Studies, Burapha University https://creativecommons.org/licenses/by/4.0 2026-03-31 2026-03-31 8 1 66 86 การพัฒนาบอร์ดเกมที่ส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจสีเขียวสำหรับเด็กวัยเรียนตอนต้น ในจังหวัดสมุทรปราการ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ejes/article/view/285626 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาบอร์ดเกมที่ส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจสีเขียวสำหรับเด็กวัยเรียนตอนต้น 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียนโดยใช้บอร์ดเกมที่มีต่อความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเศรษฐกิจสีเขียวสำหรับเด็กวัยเรียนตอนต้น กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนต้นของโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ ปีการศึกษา 2567 จำนวน 70 คน ได้มาจากการคัดเลือกและ สุ่มแบบหลายขั้นตอน โดยในขั้นที่ 1 สุ่มโดยแบ่งจากระดับชั้น ขั้นตอนที่ 2 สุ่มแบบจับคู่คะแนนเรียงลำดับแล้วคละความสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 35 คน ขั้นที่ 3 สุ่มอย่างง่ายโดยการจับสลาก ได้กลุ่มที่ 1 เป็นกลุ่มทดลองจำนวน 35 คน และกลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มควบคุมจำนวน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนาเด็กวัยเรียนตอนต้น แบบประเมินความเหมาะสมของบอร์ดเกม <br />แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้บอร์ดเกม และแบบทดสอบความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเศรษฐกิจสีเขียว สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า t-test dependent</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) บอร์ดเกมที่ส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจสีเขียวสำหรับเด็กวัยเรียนตอนต้นมีคุณภาพอยู่ในระดับมาก โดยมีลักษณะเป็นเกมประเภทการวางแผนมีสถานการณ์จำลองเกี่ยวกับการจัดการขยะในชีวิตประจำวันผ่านหลักการสามอาร์ที่มีผลต่อรายจ่ายในแต่ละวันและ 2) ผลการใช้บอร์ดเกมแสดงให้เห็นว่า กลุ่มนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมด้วยบอร์ดเกมมีคะแนนเฉลี่ยความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเศรษฐกิจ<br />สีเขียวสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการจัดกิจกรรมตามแบบเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้นักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมโดยใช้บอร์ดเกมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากในทุกรายการประเมิน</p> ดวงใจ รุ่งเรือง หฤทภัค อภิรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 e-Journal of Education Studies, Burapha University https://creativecommons.org/licenses/by/4.0 2026-03-31 2026-03-31 8 1 87 103 รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะครูสังกัดเทศบาลนครอุบลราชธานี ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาโดยใช้แนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ejes/article/view/285457 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการพัฒนาสมรรถนะครูสังกัดเทศบาลนครอุบลราชธานีด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาโดยใช้แนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 2) ศึกษาผลของการใช้รูปแบบ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของครูที่มีต่อรูปแบบ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเป็นครูโรงเรียนเทศบาล 3 สามัคคีวิทยา จำนวน 30 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะครูสังกัดเทศบาลนครอุบลราชธานีด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาโดยใช้แนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ 2) แบบทดสอบวัดความรู้ความเข้าใจด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา และ 3) แบบประเมินความสามารถในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมุติฐานโดยใช้การทดสอบที (t-test) </p> <p>ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะครูสังกัดเทศบาลนครอุบลราชธานีด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาโดยใช้แนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ที่มาและความสำคัญ 2) หลักการ 3) วัตถุประสงค์ 4) กระบวนการพัฒนาครู PALSAR ซึ่งประกอบด้วย วางแผน – Planning, นำสู่การปฏิบัติ – Acting, จัดกระบวนการเรียนรู้ – Learning, จับคู่แลกเปลี่ยน – Sharing, หมุนเวียนประเมิน – Assessing, เติมเต็มสะท้อนผล – Reflection และ 5) การวัดและประเมินผล ผลการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด (<em>M</em> = 4.73, <em>SD</em> = .108) ผลการนำรูปแบบไปใช้ พบว่า ความรู้ความเข้าใจของครูด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ความสามารถของครูในด้านการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาหลังการทดลองสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 ที่ตั้งไว้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และความพึงพอใจของครูต่อรูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุด (<em>M</em> = 4.65, <em>SD</em> =.098)</p> ปิยาภรณ์ พิชญาภิรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 e-Journal of Education Studies, Burapha University https://creativecommons.org/licenses/by/4.0 2026-03-31 2026-03-31 8 1 104 119 การพัฒนาทักษะการฟังอย่างมีวิจารณญาณโดยใช้เกมเป็นฐานเพื่อรู้เท่าทันข้อมูลในยุคดิจิทัล https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ejes/article/view/284252 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) พัฒนารูปแบบกิจกรรมพัฒนาทักษะการฟังอย่างมีวิจารณญาณโดยใช้เกมเป็นฐานเพื่อรู้เท่าทันข้อมูลในยุคดิจิทัล 2) ประเมินประสิทธิภาพของรูปแบบกิจกรรมตามเกณฑ์ 80/80 3) ศึกษาผลการจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะการฟังอย่างมีวิจารณญาณโดยใช้เกมเป็นฐานเพื่อรู้เท่าทันข้อมูลในยุคดิจิทัล กลุ่มตัวอย่างนิสิตระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 ที่ลงทะเบียนรายวิชา มศว 192 ภาษาไทยเพื่อการสื่อสารจำนวน 160 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 80 คน ใช้รูปแบบการวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental design) เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) รูปแบบกิจกรรมพัฒนาทักษะการฟังอย่างมีวิจารณญาณโดยใช้เกมเป็นฐานเพื่อรู้เท่าทันข้อมูลในยุคดิจิทัล 2) การ์ดเกม 3) แบบทดสอบวัดทักษะการฟังอย่างมีวิจารณญาณ และ 4) แบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบกิจกรรมพัฒนาทักษะการฟังอย่างมีวิจารณญาณโดยใช้เกมเป็นฐานเพื่อรู้เท่าทันข้อมูลในยุคดิจิทัล ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน (S-P-A-S-P-A) มีประสิทธิภาพเท่ากับ 87.83/88.17 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80 ผลการทดลองใช้กิจกรรมพบว่าทักษะการฟังอย่างมีวิจารณญาณของกลุ่มทดลองหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 เมื่อเปรียบเทียบกลุ่มทดลองที่เรียนด้วยรูปแบบกิจกรรมพัฒนาทักษะการฟังอย่างมีวิจารณญาณโดยใช้เกมเป็นฐานเพื่อรู้เท่าทันข้อมูลในยุคดิจิทัล มีคะแนนทักษะการฟังอย่างมีวิจารณญาณหลังเรียน ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\chi\bar{}" alt="equation" /> = 18.01, SD = 1.68) สูงกว่ากลุ่มควบคุมที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบปกติ ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\chi\bar{}" alt="equation" /> = 14.98, SD = 1.84) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และผลความพึงพอใจของผู้เรียนต่อรูปแบบกิจกรรมที่พัฒนาขึ้นในภาพรวมอยู่ในระดับมา<img id="output" style="font-size: 0.875rem; font-family: 'Noto Sans', 'Noto Kufi Arabic', -apple-system, BlinkMacSystemFont, 'Segoe UI', Roboto, Oxygen-Sans, Ubuntu, Cantarell, 'Helvetica Neue', sans-serif;" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\chi\bar{}" alt="equation" /><span style="font-size: 0.875rem; font-family: 'Noto Sans', 'Noto Kufi Arabic', -apple-system, BlinkMacSystemFont, 'Segoe UI', Roboto, Oxygen-Sans, Ubuntu, Cantarell, 'Helvetica Neue', sans-serif;">ก (</span><span style="font-size: 0.875rem; font-family: 'Noto Sans', 'Noto Kufi Arabic', -apple-system, BlinkMacSystemFont, 'Segoe UI', Roboto, Oxygen-Sans, Ubuntu, Cantarell, 'Helvetica Neue', sans-serif;"> = 3.64, SD = 1.08)</span></p> รณยุทธ เอื้อไตรรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 e-Journal of Education Studies, Burapha University https://creativecommons.org/licenses/by/4.0 2026-03-31 2026-03-31 8 1 120 136 รูปแบบการบริหารสถานศึกษาเชิงพื้นที่ในสังคมพหุวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติสู่มาตรฐานอาชีพ วิทยาลัยเทคนิคปัว https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ejes/article/view/286014 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและแนวทางการบริหารสถานศึกษาเชิงพื้นที่ในสังคมพหุวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติสู่มาตรฐานอาชีพ วิทยาลัยเทคนิคปัว 2) สร้างรูปแบบการบริหารสถานศึกษาเชิงพื้นที่ในสังคมพหุวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาสมรรถนะ ผู้เรียนตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติสู่มาตรฐานอาชีพ วิทยาลัยเทคนิคปัว 3) ประเมินผลการใช้รูปแบบการบริหารสถานศึกษาเชิงพื้นที่ในสังคมพหุวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติสู่มาตรฐานอาชีพ วิทยาลัยเทคนิคปัว เป็นการวิจัยและพัฒนาโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ดำเนินการ 3 ระยะ ได้แก่ (1) ศึกษาสภาพและแนวทางจากผู้บริหารและครู 67 คน ด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 17 คน ด้วยแบบสัมภาษณ์และใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (2) สร้างรูปแบบจากการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ 17 คน โดยยกร่างรูปแบบและตรวจสอบรูปแบบด้วยการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ 17 คน แล้วปรับปรุงตามข้อเสนอแนะ จากนั้นประเมินรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิและนักวิชาการ จำนวน 17 คน ด้วยแบบประเมิน 5 ระดับ 4 ด้าน ได้แก่ ความถูกต้องและความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และจัดทำคู่มือการใช้รูปแบบและประเมินคู่มือโดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 17 คน ด้วยแบบตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาที่ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ≤ 0.50 (3) นำรูปแบบสู่การทดลองปฏิบัติจริงกับผู้บริหาร ครู และผู้เรียน 300 คน ประเมินผลการใช้รูปแบบโดยใช้แบบสอบถามความคิดเห็น แบบสอบถามความพึงพอใจ แบบรายงานผู้เรียนที่ออกกลางคันและผู้สำเร็จการศึกษาที่มีงานทำ วิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า สภาพและแนวทางการบริหารสถานศึกษาเชิงพื้นที่ในสังคมพหุวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติสู่มาตรฐานอาชีพ วิทยาลัยเทคนิคปัว โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\mu&amp;space;" alt="equation" />= 3.34) โดยด้านปัจจัยนำเข้ามีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมา ได้แก่ ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต ผลการประเมินรูปแบบการบริหารสถานศึกษาเชิงพื้นที่ในสังคมพหุวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติสู่มาตรฐานอาชีพ วิทยาลัยเทคนิคปัว มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\chi\bar{}" alt="equation" />= 4.63) มีความเป็นไปได้ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\chi\bar{}" alt="equation" />= 4.64) และมีประโยชน์ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\chi\bar{}" alt="equation" />= 4.64) ผลการประเมินประสิทธิภาพของรูปแบบการบริหารสถานศึกษาเชิงพื้นที่ในสังคมพหุวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติสู่มาตรฐานอาชีพ วิทยาลัยเทคนิคปัว ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\chi\bar{}" alt="equation" />= 4.80) สมรรถนะผู้เรียนตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติสู่มาตรฐานอาชีพ มีค่าเฉลี่ยทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\chi\bar{}" alt="equation" />= 4.80) ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการบริหารสถานศึกษาเชิงพื้นที่ในสังคมพหุวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติสู่มาตรฐานอาชีพ วิทยาลัยเทคนิคปัว มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\chi\bar{}" alt="equation" />= 4.79) และจำนวนของผู้เรียนที่ลาออกกลางคันลดลง ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้</p> รชต ดิลกรัชตสกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 e-Journal of Education Studies, Burapha University https://creativecommons.org/licenses/by/4.0 2026-03-31 2026-03-31 8 1 137 154