e-Journal of Education Studies, Burapha University https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ejes <p>วารสาร e-Journal of Education Studies, Burapha University ISSN: 2697-3863 (Online)<span lang="TH"> จะพิจารณาเผยแพร่บทความวิชาการ บทความวิจัย ที่มีสาระเกี่ยวเนื่องกับการศึกษา การบริหารการศึกษา นวัตกรรมหลักสูตร นวัตกรรมการเรียนรู้ การศึกษาปฐมวัย การวิจัยการศึกษา นวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา และการวัดและประเมินผลการศึกษา</span></p> คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา th-TH e-Journal of Education Studies, Burapha University 2697-3863 <p>อ้างอิงแหล่งที่มา</p> รูปแบบการส่งเสริมภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ejes/article/view/283818 <p>การวิจัยการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 2) พัฒนารูปแบบการส่งเสริมภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 3) ศึกษาผลการประเมินรูปแบบการส่งเสริมภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ดำเนินการ 3 ระยะ ได้แก่ (1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์จากผู้บริหารและครู จำนวน 334 คน ด้วยแบบสอบถาม และสัมภาษณ์ผู้บริหาร 9 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ PNI modified ร่วมกับการวิเคราะห์เนื้อหา (2) พัฒนารูปแบบจากการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 17 คน ยกร่างและตรวจสอบด้วยสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ 9 คน แล้วปรับปรุงตามข้อเสนอแนะ และ (3) ประเมินรูปแบบโดยผู้บริหาร 30 คน ด้วยแบบประเมิน 5 ระดับ 4 ด้าน ได้แก่ ความเป็นไปได้ ความเป็นประโยชน์ ความถูกต้องเหมาะสม และความรับผิดชอบต่อสังคม วิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงอยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{\chi}" alt="equation" /> = 3.06) ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{\chi}" alt="equation" /> = 4.24) โดยองค์ประกอบที่มีความต้องการพัฒนามากที่สุด คือ การคำนึงถึงความเป็นเอกัตถะบุคคล (PNI = 0.401) รองลงมา คือ การกระตุ้นทางปัญญา (PNI = 0.395) ผลการพัฒนารูปแบบประกอบด้วยหลักการ วัตถุประสงค์ วิธีการดำเนินงาน เงื่อนไข ปัจจัยความสำเร็จ และการประเมินผลตนเอง โดยยึดหลักวงจรคุณภาพ PDCA และแนวคิดภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม ผลการประเมินรูปแบบพบว่ามีความเหมาะสมและเป็นไปได้ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{\chi}" alt="equation" /> = 4.25) โดยด้านความถูกต้องเหมาะสมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{\chi}" alt="equation" /> = 4.29) แสดงให้เห็นว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง เพื่อยกระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p> ณัฐศิษฏ์ จิตร์จำนงค์ เพ็ชรี รูปะวิเชตร์ จรัญญา เทพพรบัญชากิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 e-Journal of Education Studies, Burapha University https://creativecommons.org/licenses/by/4.0 2025-12-31 2025-12-31 7 4 1 15 การพัฒนาโปรแกรมจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ด้วยกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้เชิงวิชาชีพร่วมกับการศึกษาบทเรียนสำหรับครูประถมศึกษา ที่จบไม่ตรงเอกวิทยาศาสตร์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ejes/article/view/283814 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการของครูประถมศึกษาที่จบไม่ตรงเอกวิทยาศาสตร์ 2) พัฒนาโปรแกรมจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ด้วยกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้เชิงวิชาชีพร่วมกับการศึกษาบทเรียน และ 3) ศึกษาผลของโปรแกรมฯ ที่พัฒนาขึ้นต่อสมรรถนะการสอนวิทยาศาสตร์ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนาภายใต้กระบวนทัศน์เชิงตีความ กลุ่มศึกษา ได้แก่ ครูประถมศึกษาที่จบไม่ตรงเอกวิทยาศาสตร์ จำนวน 30 คน และครู 4 คนสำหรับการศึกษาเชิงลึก เครื่องมือวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมินสมรรถนะการสอนวิทยาศาสตร์ ระยะเวลาในการวิจัยตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2567 – เมษายน พ.ศ. 2568 ผลการวิจัยพบว่า 1) ครูประถมศึกษาประสบปัญหาขาดทักษะการสอนวิทยาศาสตร์ ขาดความมั่นใจในการสอน และต้องการอบรมเชิงปฏิบัติการระยะสั้นร่วมกับการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง 2) โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 2 ระยะ ได้แก่ การอบรมเชิงปฏิบัติการ 2 วัน และการพัฒนาสมรรถนะผ่านกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้เชิงวิชาชีพร่วมกับการศึกษาบทเรียนแบบออนไลน์ 1 รอบ และออนไซต์ 2 รอบ โดยใช้วงจร Plan-Do-See มีผลการประเมินความพึงพอใจต่อโปรแกรมฯ ระดับมากที่สุด และ 3) ครูมีสมรรถนะการสอนวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นทุกด้าน ครูเปลี่ยนแปลงวิธีการสอนจากการบรรยายเป็นกิจกรรมที่ผู้เรียนมีส่วนร่วม มีความมั่นใจในการสอนมากขึ้น ส่งผลให้นักเรียนมีพฤติกรรมการเรียนรู้ที่กระตือรือร้นและมีเจตคติเชิงบวกต่อการเรียนวิทยาศาสตร์</p> พัดชา ดอกไม้ สุรยศ ทรัพย์ประกอบ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 e-Journal of Education Studies, Burapha University https://creativecommons.org/licenses/by/4.0 2025-12-31 2025-12-31 7 4 16 33 โมเดลเชิงสาเหตุของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงและภาวะผู้นำแบบกระจายต่อ ความผูกพันในองค์การของครูและการพัฒนาโรงเรียนอย่างยั่งยืนในระดับมัธยมศึกษา จังหวัดนครปฐม https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ejes/article/view/282125 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุของภาวะผู้นำแบบเปลี่ยนแปลงและภาวะผู้นำแบบกระจายที่ส่งผลต่อความผูกพันในองค์การของครูและการพัฒนาโรงเรียนอย่างยั่งยืนในระดับมัธยมศึกษา จังหวัดนครปฐม กลุ่มตัวอย่างคือครูในโรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัดนครปฐม 400 คน คัดเลือกโดยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา และความเชื่อมั่น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า โมเดลความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ในระดับดีมาก (χ²/df = 2.00, CFI = 0.97, TLI = 0.95, RMSEA = 0.05, SRMR = 0.04) ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ภาวะผู้นำแบบเปลี่ยนแปลง มีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อภาวะผู้นำแบบกระจาย (β = 1.12) และความผูกพันในองค์การ (β = 0.75) ภาวะผู้นำแบบกระจาย มีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อความผูกพันในองค์การ (β = 0.25) และความผูกพันในองค์การ มีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกอย่างสูงต่อการพัฒนาโรงเรียนอย่างยั่งยืน (β = 0.96) นอกจากนี้ ภาวะผู้นำแบบเปลี่ยนแปลงยังมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการพัฒนาโรงเรียนอย่างยั่งยืนผ่านความผูกพันในองค์การอย่างมีนัยสำคัญ (Indirect Effect = 0.52) สรุปได้ว่า การพัฒนาภาวะผู้นำทั้งสองรูปแบบเพื่อส่งเสริมความผูกพันของครู เป็นกลไกสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนโรงเรียนมัธยมศึกษา โดยผลการศึกษาสามารถใช้เป็นแนวทางกำหนดนโยบายพัฒนาสมรรถนะผู้นำและยกระดับคุณภาพการศึกษาผ่านการบริหารแบบมีส่วนร่วมเพื่อสร้างความผูกพันในองค์การของครู ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการลดอัตราการโยกย้ายบุคลากร และเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานได้</p> นวลพรรณ วงษ์สอาด ลิขสิทธิ์ (c) 2025 e-Journal of Education Studies, Burapha University https://creativecommons.org/licenses/by/4.0 2025-12-31 2025-12-31 7 4 34 50 การพัฒนาสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้เสมือนด้วยกระบวนการคิดเชิงออกแบบ ที่ส่งเสริมทักษะการผลิตและพัฒนาสื่อนวัตกรรม สำหรับนักศึกษาสาขาวิชาเทคโนโลยีดิจิทัลและสื่อสารการศึกษา https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ejes/article/view/283997 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาและประเมินคุณภาพสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้เสมือนด้วยกระบวนการคิดเชิงออกแบบที่ส่งเสริมทักษะการผลิตและพัฒนาสื่อนวัตกรรม และ (2) เปรียบเทียบทักษะการผลิตและพัฒนาสื่อนวัตกรรมของนักศึกษาสาขาวิชาเทคโนโลยีดิจิทัลและสื่อสารการศึกษาที่เรียนด้วยสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้เสมือนดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาเทคโนโลยีดิจิทัลและสื่อสารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชา 263-206 การออกแบบระบบการเรียนการสอนและการพัฒนาสื่อการสอนเพื่อสื่อสารการศึกษา จำนวน 30 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย (1) สิ่งแวดล้อมการเรียนรู้เสมือน "VLEARN" ที่พัฒนาขึ้น และ (2) แบบประเมินทักษะการผลิตและพัฒนาสื่อนวัตกรรมแบบรูบริค วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำและการทดสอบรายคู่แบบบอนเฟอโรนี ผลการวิจัยพบว่า (1) สิ่งแวดล้อมการเรียนรู้เสมือน "VLEARN" ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ ส่วนที่ 1 องค์ประกอบของสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้เสมือน 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การสื่อสาร 2) การทำงานร่วมกัน 3) การแบ่งปันทรัพยากร 4) การสะท้อนคิด และ 5) การสนับสนุนผู้เรียน และส่วนที่ 2 กระบวนการคิดเชิงออกแบบ 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ทำความเข้าใจปัญหา 2) ระบุปัญหา 3) ระดมความคิด 4) สร้างต้นแบบ และ 5) ทดสอบและนำเสน<strong>อ</strong> ซึ่งผลการประเมินคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญพบว่าอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{\chi}" alt="equation" /> = 4.52, S.D. = 0.50) (2) ทักษะการผลิตและพัฒนาสื่อนวัตกรรมของนักศึกษาในการวัด 3 ครั้ง มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (<em>F</em> = 306.11, <em>p</em> &lt; .01, <em>η²p</em> = .913) โดยครั้งที่ 3 สูงกว่าครั้งที่ 2 และครั้งที่ 1 ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นว่าสิ่งแวดล้อมการเรียนรู้เสมือนที่บูรณาการกระบวนการคิดเชิงออกแบบมีประสิทธิผลในการส่งเสริมทักษะการผลิตและพัฒนาสื่อนวัตกรรมของนักศึกษาได้อย่างมีนัยสำคัญ</p> ชไมพร อินทร์แก้ว วิชัย นภาพงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 e-Journal of Education Studies, Burapha University https://creativecommons.org/licenses/by/4.0 2025-12-31 2025-12-31 7 4 51 70 ผลการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการตามแนวคิดสะตีมศึกษาที่มีต่อการคิดวิเคราะห์และการคิดสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ejes/article/view/284166 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการตามแนวคิดสะตีมศึกษา ระหว่างก่อนและหลังเรียน 2) เปรียบเทียบการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 70 3) ศึกษาการคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดจันทบุรี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 25 คน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่มโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ การเปลี่ยนแปลงของสารในชีวิตประจำวัน จำนวน 6 แผน มีความเหมาะสมระดับมากที่สุด 2) แบบวัดการคิดวิเคราะห์ แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น 0.89 และ 3) แบบวัดการคิดสร้างสรรค์ จำนวน 12 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น 0.85 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (<em>t</em>-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) การคิดวิเคราะห์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการตามแนวคิดสะตีมศึกษาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) การคิดวิเคราะห์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการตามแนวคิดสะตีมศึกษาสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) การคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการตามแนวคิดสะตีมศึกษา มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 35.96 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 3.00 อยู่ในระดับดี</p> ชยณัฐ ทองประหยัด สิราวรรณ จรัสรวีวัฒน์ กาญจนา นิลนวล วิมลรัตน์ จตุรานนท์ ภาสกร ภักดิ์ศรีแพง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 e-Journal of Education Studies, Burapha University https://creativecommons.org/licenses/by/4.0 2025-12-31 2025-12-31 7 4 71 86 Exploring Thai English Majors’ Willingness to Communicate in English: Perspectives from High and Low GPA Students https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ejes/article/view/282315 <p>This study examined Thai university English majors’ willingness to communicate (WTC) in English by comparing students with high and low GPAs across classroom and social contexts. Data were collected from 36 fourth-year students, using a validated questionnaire and open-ended written responses. The questionnaire data were analyzed using descriptive statistics and independent-samples <em>t</em>-tests. The written responses were analyzed qualitatively by organizing similar ideas into themes and reporting the patterns using participants’ own wording where relevant. Results showed that high-GPA students reported significantly higher classroom WTC in four situations: pair or group work, speaking with classmates outside class for practice, expressing opinions in front of the class, and giving presentations. In both groups, WTC was highest when communicating with classmates during classroom activities and lowest when interacting in groups not composed of friends. No significant differences were found between the two GPA groups in willingness to communicate with native versus non-native English speakers. The qualitative findings showed that high-GPA students described stronger confidence, more active communication behaviors, and greater intercultural awareness. Low-GPA students more often described anxiety and reduced participation, especially in unfamiliar or public situations. Overall, GPA was linked to higher WTC in interactive learning contexts, while the interlocutor’s nativeness appeared to play a limited role.</p> Payung Cedar ลิขสิทธิ์ (c) 2025 e-Journal of Education Studies, Burapha University https://creativecommons.org/licenses/by/4.0 2025-12-31 2025-12-31 7 4 87 102 Civic Education in Thai Social Studies Teacher Education Curriculum of Rajabhat University Group https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ejes/article/view/284024 <p>This study examined how civic education was integrated into the social studies teacher education curricula of Rajabhat Universities in Thailand. Using qualitative thematic and lexical frequency analysis, the research analyzed course titles to assess the integration and emphasis of civic-related content. The methodology involved a purposive selection of 17 Rajabhat Universities based on their established social studies teacher education programs. The findings revealed that these institutions offer an average of 5.41 civic-related courses per university, with a predominant focus on moral education, national identity, and civic responsibility, which aligned closely with the Basic Education Core Curriculum B.E. 2551. Furthermore, lexical analysis confirmed a dominant emphasis on the term "Thai," whereas democratic and participatory language remained significantly underrepresented. The thematic analysis identified five key trends, ranging from a strong emphasis on national identity to an emerging but inconsistent attention to global citizenship. These results suggest that while Rajabhat curricula effectively uphold civic and moral values, there is a critical need to broaden the scope to encompass democratic literacy and active civic engagement to meet contemporary education goals.</p> Surakrai Nantaburom Thiendanai Sermboonpaisarn ลิขสิทธิ์ (c) 2025 e-Journal of Education Studies, Burapha University https://creativecommons.org/licenses/by/4.0 2025-12-31 2025-12-31 7 4 103 117 Integrating Out-of-Class Materials into Critical Reading Instruction: Insights from Thai Upper-Secondary Classrooms https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ejes/article/view/283904 <p>The objective of this study is to propose evidence-based guidelines for incorporating out-of-class English material in critical reading lessons for Thai EFL upper-secondary students. The study employed a qualitative case-study design, conducting classroom observations and in-depth interviews with four purposively selected expert EFL teachers from Bangkok, Thailand, to examine their approaches to teaching critical reading using out-of-class materials. The study's findings established six evidence-based design guidelines across text selection, teaching practices, and application. The guidelines include diversifying genres of authentic materials (G1), activating schemas and students’ experiences (G2), utilizing inquiry-based questions (G3), presenting analyses from multiple perspectives (G4), and evaluating reliability (G5). The discussion elaborates on reflection and transfer (G6) as a component of the proposed design guidelines and further considers the potential pedagogical implications of using out-of-class materials in critical reading instruction.</p> Chudakarn Pakarasang Ruedeerath Chusanachoti ลิขสิทธิ์ (c) 2025 e-Journal of Education Studies, Burapha University https://creativecommons.org/licenses/by/4.0 2025-12-31 2025-12-31 7 4 118 135 ส่วนนำ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ejes/article/view/285437 คงรัฐ นวลแปง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by/4.0 2025-12-31 2025-12-31 7 4 สารบัญ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/ejes/article/view/285438 คงรัฐ นวลแปง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by/4.0 2025-12-31 2025-12-31 7 4