https://so01.tci-thaijo.org/index.php/faakmutnb/issue/feed วารสารวิชาการศิลปศาสตร์ประยุกต์ 2026-02-27T13:30:27+07:00 ศาสตราจารย์ ดร.มานพ ชูนิล faa.journal@arts.kmutnb.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารวิชาการศิลปศาสตร์ประยุกต์นำเสนอบทความวิชาการและบทความวิจัยโดยขอบเขตเนื้อหาของบทความจะครอบคลุม Language Instruction, Language Assessment and Evaluation, Applied Linguistics (English), Educational Psychology, Industrial and Organizational Psychology, Health Education and Physical Education, Management, Economics</p> https://so01.tci-thaijo.org/index.php/faakmutnb/article/view/281271 การตรวจสอบความเที่ยงตรงของแบบทดสอบภาษาอังกฤษมาตรฐานของวิทยาลัยนอร์ทเทิร์น (NTC-SET) ตามกรอบมาตรฐานความสามารถทางภาษาของยุโรป (CEFR) 2025-09-03T15:02:42+07:00 ธัญพิสิษฏ์ เปิ่นใจช่วย thanphisitjay@gmail.com <p>วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้คือเพื่อพัฒนาและทวนสอบความตรงของแบบทดสอบวัดความสามารถทางภาษาอังกฤษมาตรฐานของวิทยาลัยนอร์ทเทิร์น (NTC-SET) ที่อ้างอิงตามกรอบมาตรฐาน CEFR การวิเคราะห์นี้มุ่งเน้นไปที่กระบวนการออกแบบข้อสอบ ความตรงเชิงเนื้อหา ความยากง่ายของข้อสอบ ค่าอำนาจจำแนก และความน่าเชื่อถือแบบความสอดคล้องภายใน โดยใช้ข้อมูลจากผู้เข้าร่วมการทดสอบ จำนวน 351 คน ในส่วนของความตรงเชิงเนื้อหา ได้รับการตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ซึ่งให้ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับวัตถุประสงค์ (IOC) ในระดับสูง โดยมีค่าตั้งแต่ 0.76 (การพูด) ถึง 1.00 (การฟัง) การวิเคราะห์ข้อสอบรายข้อพบว่าข้อสอบมีระดับความยากโดยรวมปานกลาง (P = 0.50) และมีค่าอำนาจจำแนกที่ดีมาก (0.43) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าข้อสอบสามารถจำแนกระดับความสามารถของผู้สอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับความน่าเชื่อถือแบบความสอดคล้องภายในซึ่งวัดโดยใช้สูตรคูเดอร์-ริชาร์ดสัน 20 (KR-20) นั้น อยู่ในเกณฑ์ดี โดยส่วนของการอ่านมีค่าสัมประสิทธิ์ความน่าเชื่อถือสูงสุดที่ 0.94 โดยสรุป ผลการวิจัยนี้ถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่หนักแน่นซึ่งสนับสนุนความตรงและความน่าเชื่อถือของแบบทดสอบ NTC-SET ในฐานะเครื่องมือสำหรับประเมินความสามารถทางภาษาอังกฤษตามกรอบมาตรฐาน CEFR</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการศิลปศาสตร์ประยุกต์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/faakmutnb/article/view/278925 ความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการครู โรงเรียนมัธยมฐานบินกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม 2025-03-04T09:33:29+07:00 สุภัค สมบูรณ์โชคดี supak.som@ku.th สุมิตร สุวรรณ supak.som@ku.th ฐิติกมลสิริ ลาโพธิ์ supak.som@ku.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการครูโรงเรียนมัธยมฐานบินกำแพงแสน และ 2) เปรียบเทียบลักษณะส่วนบุคคลกับความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการครูโรงเรียนมัธยมฐานบินกำแพงแสน จำแนกตามเพศ อายุ และวิทยฐานะ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ ข้าราชการครูโรงเรียนมัธยมฐานบินกำแพงแสน จำนวน 95 คน เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามได้ค่าความเชื่อมั่น 0.946 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ การหาค่าร้อยละ ค่ามัชฌิมเลขคณิต ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ non-parametric test for two independent samples ด้วยวิธีการของ Mann-Whitney U test และการทดสอบ non-parametric K independent samples ด้วยวิธีการของ Kruskal-Wallis H Test (non-parametric ANOVA) ผลการวิจัย พบว่า 1) ความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการครูโรงเรียนมัธยมฐานบินกำแพงแสน ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านความภาคภูมิใจในการเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร ด้านความเต็มใจและทุ่มเทในการทำงานเพื่อองค์กร ด้านความจงรักภักดีต่อองค์กร ด้านความต้องการที่จะดำรงความเป็นสมาชิกขององค์กร และด้านความเสียสละเพื่อองค์กร 2) การเปรียบเทียบลักษณะส่วนบุคคลกับความผูกพันต่อองค์กรของข้าราชการครูโรงเรียนมัธยมฐานบินกำแพงแสนจำแนกตามเพศ ไม่มีความแตกต่างกัน เมื่อจำแนกตามอายุมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในด้านความเต็มใจและทุ่มเทในการทำงานเพื่อองค์กร ด้านความจงรักภักดีต่อองค์กร และด้านความเสียสละเพื่อองค์กร จำแนกตามวิทยฐานะ ไม่มีความแตกต่างกัน</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการศิลปศาสตร์ประยุกต์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/faakmutnb/article/view/279456 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจทางพฤติกรรมในการใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อการทำงาน 2025-04-11T14:59:18+07:00 อริสา สัมพันธ์ arisaa.sph@gmail.com อริยา เพลินจิตต์ nongeon2895@gmail.com ณัฐวิภา ขาวกระโทก Nattavipamink@gmail.com ฟ้าประทาน ชูสงค์ Naebook2545@gmail.com วารุณี ตันติวงศ์วาณิช warunee.tu@ku.th <p style="font-weight: 400;">งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความตั้งใจทางพฤติกรรมในการใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อการทำงาน โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์เก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป อาศัยอยู่ในจังหวัดชลบุรีและกรุงเทพมหานคร และใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อการทำงาน จำนวน 400 คน ที่ได้ผ่านการตรวจสอบค่าความเชื่อมั่นและค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ซึ่งใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติในการวิเคราะห์เชิงอนุมาน ได้แก่ สถิติทดสอบหาความแตกต่างค่าเอฟ (F-test) หรือการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ณ ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยการสนับสนุนจากองค์กร ปัจจัยวัฒนธรรมองค์กร ปัจจัยการรับรู้ถึงประโยชน์ ปัจจัยการรับรู้ความง่าย ในการใช้งาน ปัจจัยอิทธิพลทางสังคม ปัจจัยการรับรู้ถึงความไว้วางใจ และปัจจัยมานุษยรูปนิยม รวมถึงปัจจัยส่วนบุคคลด้านระดับการศึกษาที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อความตั้งใจทางพฤติกรรมในการใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อการทำงาน</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการศิลปศาสตร์ประยุกต์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/faakmutnb/article/view/279461 ความไว้วางใจ การรับรู้ถึงประโยชน์ในการใช้งาน การรับรู้ความง่ายในการใช้งาน ที่ส่งผลต่อความตั้งใจใช้โปรแกรม GEMINI ของนักการตลาด 2025-05-21T13:37:14+07:00 รุจาภา ยงยศยิ่ง rujapa.1977@gmail.com กฤตณัฐ ทรัพย์สำเริง Ksapsomreong2546@gmail.com ชนกานต์ หนูนุ่ม chachaa0305@gmail.com ธีรวัฒน์ ดาราศาสตร์ film.thirawat11@gmail.com นิภา นิรุตติกุล ajjeedkusrc@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจใช้แพลตฟอร์ม Gemini ในการทำการตลาดออนไลน์ โดยมุ่งวิเคราะห์บทบาทของความไว้วางใจ การรับรู้ความง่ายในการใช้งาน และการรับรู้ประโยชน์ในการใช้งาน กลุ่มตัวอย่างคือผู้ใช้งานจำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือเก็บข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า ทั้งความไว้วางใจ การรับรู้ความง่าย และการรับรู้ประโยชน์ มีผลในเชิงบวกต่อความตั้งใจใช้งาน Gemini ในการตลาดออนไลน์</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการศิลปศาสตร์ประยุกต์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/faakmutnb/article/view/281068 ความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาวะทางจิตและความตั้งใจคงอยู่ในงานของบุคลากร โรงพยาบาลเอกชน 2025-05-26T13:02:03+07:00 เยาวนาฏ ไชยสง่าศิลป์ yaowanat8808@gmail.com นนทิรัตน์ พัฒนภักดี yaowanat8808@gmail.com รติ มณีงาม yaowanat8808@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับสุขภาวะทางจิตและความตั้งใจคงอยู่ในงานของบุคลากรโรงพยาบาลเอกชน และ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาวะทางจิตและความตั้งใจคงอยู่ในงานของบุคลากรโรงพยาบาลเอกชน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ บุคลากรโรงพยาบาลเอกชน จำนวน 310 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ แบบเพียร์สัน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเชิงส่วน ผลการวิจัยพบว่า 1) สุขภาวะทางจิตและความตั้งใจคงอยู่ในงานของบุคลากรโรงพยาบาลเอกชนมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับสูง 2) สุขภาวะทางจิตมีความสัมพันธ์ทางบวกกับความตั้งใจคงอยู่ในงานของบุคลากรโรงพยาบาลเอกชนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r = .474) 3) เมื่อควบคุมตัวแปรสุขภาวะทางจิตรายด้านด้วยสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเชิงส่วน พบว่า สุขภาวะทางจิตด้านการยอมรับตนเอง และสุขภาวะทางจิตด้านการมีเป้าหมายในชีวิต มีความสัมพันธ์ทางบวกกับความตั้งใจคงอยู่ในงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (r = .206 และ r = .158 ตามลำดับ) ส่วนสุขภาวะทางจิตด้านการมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับผู้อื่น มีความสัมพันธ์ทางลบกับความตั้งใจคงอยู่ในงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = -.119)</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการศิลปศาสตร์ประยุกต์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/faakmutnb/article/view/281830 การศึกษาความเป็นไปได้หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสุขภาพจิต : การวิจัยและพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับหลักสูตร (PLOs) ตามแนวทางการจัดทำหลักสูตรบนฐานผลลัพธ์การเรียนรู้ (OBE) 2025-07-25T08:22:35+07:00 ปิยพงศ์ แซ่ตั้ง piyapong.st@rumail.ru.ac.th มานิกา วิเศษสาธร manika.w@rumail.ru.ac.th ปวิธ สิริเกียรติกุล pawit@rumail.ru.ac.th นนทิมา สิริเกียรติกุล nontima@rumail.ru.ac.th รพีกรณ์ เปี่ยมพืช rapeekorn.p@rumail.ru.ac.th <p>การวิจัยและพัฒนานี้ เพื่อพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับหลักสูตร (PLOs) ตามแนวทางหลักสูตรบนฐานผลลัพธ์การเรียนรู้ (OBE) ด้วยการวิเคราะห์ความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 4 กลุ่มใน 4 ระยะ ได้แก่ (1) High Power, Low Impact (HPLI) วิเคราะห์เอกสารนโยบายระดับชาติและหลักเกณฑ์ของสถาบัน; (2) High Power, High Impact (HPHI) วิเคราะห์แก่นสาระจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้บริหาร คณาจารย์ และผู้เชี่ยวชาญ (กลุ่มละ 4 คน); (3) Low Power, High Impact (LPHI) เก็บข้อมูลจากผู้ใช้บัณฑิตในอนาคต 13 คนด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการแจกแจงไขว้; และ (4) Low Power, Low Impact (LPLI) เก็บข้อมูลจากผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพจิต 92 คน และประชาชนทั่วไป 49 คน วิเคราะห์ด้วยวิธีเดียวกัน ผลการศึกษาพบว่า ผลลัพธ์การเรียนรู้ระดับหลักสูตรมี 6 ด้าน คือ PLO1—ประยุกต์ความรู้ขั้นสูงด้านสุขภาพจิตและให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย; PLO2—ประเมินสุขภาพจิตอย่างมีจริยธรรม; PLO3—พัฒนากลยุทธ์การป้องกันและส่งเสริมสุขภาพจิต; PLO4—การวิจัยและเผยแพร่ผลงาน; PLO5—สื่อสารอย่างสร้างสรรค์และเคารพความแตกต่าง; และ PLO6—การแสดงความเอื้ออาทร ความรับผิดชอบต่อสังคม และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ผลการวิจัยชี้ให้เห็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของการพัฒนา PLO ที่ตอบสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสอดคล้องกับมาตรฐานคุณวุฒิบัณฑิตศึกษา นำไปสู่การพัฒนาหลักสูตรฉบับสมบูรณ์ที่ผลิตบัณฑิตมีสมรรถนะตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการศิลปศาสตร์ประยุกต์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/faakmutnb/article/view/283216 อิทธิพลของบรรยากาศองค์การ และทุนทางจิตวิทยาที่มีต่อผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ในสังกัดของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน 2025-10-06T09:19:05+07:00 กันต์ พุกลมทวน gun.p@ku.th สายทิพย์ เหล่าทองมีสกุล gun.p@ku.th <p>การศึกษาในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับของบรรยากาศองค์การ ทุนทางจิตวิทยา และผลการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติงานในสังกัดของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน 2) ศึกษาตัวพยากรณ์ผลการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติงานในสังกัดของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา จำนวน 127 คน แบบสอบถามประกอบด้วย 4 ส่วน คือ แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป แบบวัดบรรยากาศองค์การ แบบวัดทุนทางจิตวิทยา และแบบวัดผลการปฏิบัติงาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า 1) ระดับบรรยากาศองค์การ ทุนทางจิตวิทยา และผลการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติงานในสังกัดของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนอยู่ในระดับสูง 2) บรรยากาศองค์การและทุนทางจิตวิทยา สามารถร่วมกันพยากรณ์ผลการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติงานในสังกัดกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยสามารถร่วมกันพยากรณ์ผลการปฏิบัติงานได้ร้อยละ 32.2 (= .322)</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการศิลปศาสตร์ประยุกต์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/faakmutnb/article/view/283954 ความสัมพันธ์ระหว่างความยืดหยุ่นทางจิตใจ และการสนับสนุนทางสังคม กับสุขภาวะทางจิต ของพนักงานบริษัทอุตสาหกรรมอาหารแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ 2025-11-07T15:32:03+07:00 กันตินันท์ ปะทะวัง kantinan.sci@gmail.com รังสิมา หอมเศรษฐี Rungsima@rumail.ru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ระดับความยืดหยุ่นทางจิตใจ การสนับสนุนทางสังคม และสุขภาวะทางจิต ของพนักงานบริษัทอุตสาหกรรมอาหารแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ (2) ความสัมพันธ์ระหว่าง ความยืดหยุ่นทางจิตใจ และสุขภาวะทางจิต (3) ความสัมพันธ์ระหว่างการสนับสนุนทางสังคมและสุขภาวะทางจิต โดยกลุ่มตัวอย่าง คือ พนักงานจำนวน 266 คน โดยใช้การสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรฐานที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและความเชื่อมั่น ส่วนสถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติสหสัมพันธ์แบบ สเปียร์แมน (Spearman’s Rank Correlation) ผลการวิจัยพบว่า พนักงานมีระดับความยืดหยุ่นทางจิตใจอยู่ในระดับสูงทุกด้าน ส่วนการสนับสนุนทางสังคมอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง ด้านความภาคภูมิใจในตนเองอยู่ในระดับสูง สำหรับสุขภาวะทางจิตพบว่าอยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน ทั้งนี้ ด้านการพัฒนาตนเองและเป้าหมายในชีวิตมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าความยืดหยุ่นทางจิตใจมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับสุขภาวะทางจิตในระดับสูง (ρ = .657, p &lt; .01) และการสนับสนุนทางสังคม มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับสุขภาวะทางจิตในระดับสูง (ρ = .763, p &lt; .01) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผลการวิจัยพบว่าการส่งเสริมความยืดหยุ่นทางจิตใจและการสนับสนุนทางสังคม สามารถเสริมสร้างสุขภาวะทางจิตของพนักงานในอุตสาหกรรมอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการศิลปศาสตร์ประยุกต์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/faakmutnb/article/view/283112 อิทธิพลของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะ ตามมาตรฐานการศึกษาระหว่างประเทศสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีและ คุณภาพรายงานทางการเงิน 2025-10-20T14:26:29+07:00 นวลปรางค์ แจบไธสง nualprang.ja@rmuti.ac.th ธันยพร เทศสูงเนิน nualprang.ja@rmuti.ac.th พร้อมพร ภูวดิน nualprang.ja@rmuti.ac.th <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของสมรรถนะวิชาชีพตามมาตรฐานการศึกษาระหว่างประเทศที่มีต่อคุณภาพของรายงานทางการเงิน และวิเคราะห์อิทธิพลของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะวิชาชีพตามมาตรฐานการศึกษาระหว่างประเทศกับคุณภาพของรายงานทางการเงิน กลุ่มตัวอย่างคือสำนักงานบัญชีในประเทศไทย จำนวน 365 สำนักงาน ข้อมูลถูกเก็บรวบรวมด้วยแบบสอบถาม เครื่องมือทางสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า มาตรฐานการศึกษาระหว่างประเทศสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และคุณภาพของรายงานทางการเงินในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยมาตรฐานการศึกษาระหว่างประเทศสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีมีอิทธิพลเชิงบวกต่อคุณภาพของรายงานทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 นอกจากนี้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยียังมีอิทธิพลเชิงบวกต่อสมรรถนะด้านทักษะทางวิชาชีพและคุณภาพของรายงานทางการเงิน โดยสรุปแล้ว เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างทักษะของบุคลากรและช่วยให้สามารถประมวลผลข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ส่งผลให้คุณภาพของรายงานทางการเงินดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผลการศึกษาสรุปได้ว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมีผลในสองทิศทางคือ มีส่วนสนับสนุนการพัฒนาสมรรถนะทางวิชาชีพในด้านทักษะและคุณภาพของรายงานทางการเงิน ขณะเดียวกันยังสะท้อนให้เห็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงบทบาทของนักบัญชีในยุคดิจิทัล จากผู้ปฏิบัติงานเชิงเทคนิคไปสู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงกลยุทธ์ ข้อสรุปนี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาความรู้และทักษะด้านดิจิทัลควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานจรรยาบรรณวิชาชีพ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสียและส่งเสริมความยั่งยืนในระยะยาวของวิชาชีพบัญชี</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการศิลปศาสตร์ประยุกต์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/faakmutnb/article/view/284738 ผลกระทบของการกำกับดูแลกิจการต่อมูลค่ากิจการ ผ่านบทบาทของต้นทุนตัวแทน ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 2026-01-05T08:54:31+07:00 ธิญาดา แต้วจอหอ thiyada.ta@rmuti.ac.th อุษณา แจ้งคล้อย usana.sr@rmuti.ac.th สุมาลี เอกพล sumalee.ak@rmuti.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของการกำกับดูแลกิจการต่อมูลค่ากิจการ และบทบาทคั่นกลางของต้นทุนตัวแทนในความสัมพันธ์ระหว่างการกำกับดูแลกิจการและมูลค่ากิจการ โดยใช้ข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวน 790 รายปีรายบริษัท ในช่วงปี พ.ศ. 2565–2566 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติการวิเคราะห์เชิงพรรณนา สถิติสหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า คุณลักษณะของคณะกรรมการด้านสัดส่วนคณะกรรมการเพศหญิงและคะแนนการกำกับดูแลกิจการมีอิทธิพลทางตรงต่อมูลค่ากิจการ นอกจากนี้ ขนาดของคณะกรรมการบริษัท สัดส่วนคณะกรรมการเพศหญิง และคะแนนการกำกับดูแลกิจการยังมีอิทธิพลทางอ้อมต่อมูลค่ากิจการผ่านต้นทุนตัวแทน โดยผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ขนาดของคณะกรรมการบริษัทเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่กิจการได้ หากขาดระบบการจ่ายค่าตอบแทนที่เหมาะสมและสามารถจูงใจให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่การมีสัดส่วนกรรมการเพศหญิงสูงช่วยลดต้นทุนตัวแทนด้านค่าตอบแทน และบริษัทที่มีคะแนนการกำกับดูแลกิจการในระดับสูงมักสะท้อนคุณภาพการบริหารและภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร ซึ่งส่งผลให้มูลค่ากิจการเพิ่มขึ้นในที่สุด งานวิจัยนี้จึงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการออกแบบกลไกการกำกับดูแลกิจการและระบบค่าตอบแทนที่เหมาะสม เพื่อควบคุมและลดต้นทุนตัวแทน อันจะช่วยให้การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการและผู้บริหารสอดคล้องกับผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น และนำไปสู่การสร้างมูลค่ากิจการอย่างยั่งยืนในระยะยาว</p> 2026-02-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการศิลปศาสตร์ประยุกต์