https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/issue/feed
วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
2026-06-02T00:00:00+07:00
Assoc.Prof.Dr.Kathanyoo Kaewhanam
governance_journal@ksu.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์<br />Governance Journal, Kalasin University<br /></strong><strong>ISSN: 3027-8589 (Online) <br /><br /></strong>วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ เป็นวารสารวิชาการที่ครอบคลุมสาขารัฐประศาสนศาสตร์ สาขานิติศาสตร์ สาขารัฐศาสตร์ และสาขาสังคมศาสตร์ที่เกี่ยวข้องด้านการบริหารภาครัฐ โดยยินดีรับบทความจากนักวิชาการและนักวิจัยทั้งชาวไทยและต่างประเทศเพื่อนำเสนอในรูปแบบบทความวิชาการ บทความวิจัย และบทความปริทัศน์หนังสือ โดยเป็นสิ่งพิมพ์เผยแพร่ผลงานที่มีกำหนดเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ ในเดือนมิถุนายน และเดือนธันวาคม ซึ่งบทความที่ลงตีพิมพ์ทุกเรื่องได้รับการตรวจทางวิชาการโดยผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก (Peer Review) จำนวน 3 คน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาของบทความและมาจากหลากหลายสถาบันภายนอก มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ และไม่ได้อยู่ในสังกัดเดียวกันกับผู้เขียน ข้อคิดเห็นใดๆ ของบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารการบริหารปกครองเล่มนี้เป็นของผู้เขียนบทความ คณะผู้จัดทำวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือรับผิดชอบต่อความคิดเห็นของผู้เขียนบทความดังกล่าวแต่ประการใด และกองบรรณาธิการวารสารการบริหารปกครอง ไม่สงวนสิทธิคัดลอกเนื้อหาหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของเนื้อหาในบทความต่าง ๆ แต่ให้อ้างอิงที่มาของข้อความที่นำไปกล่าวอ้างในที่ต่าง ๆ อย่างถูกต้องเหมาะสมตามหลักวิชาการ</p>
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/283536
บทบาทพระสงฆ์ต่อการพัฒนาชุมชนในอำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร
2025-09-23T13:47:55+07:00
พระพูลธวัฒน์ ยืนยั่ง
buburarana@gmail.com
อาริยา ป้องศิริ
Ariya.po@ksu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทพระสงฆ์ต่อการพัฒนาชุมชน เสนอแนวทางการพัฒนาบทบาทพระสงฆ์ต่อการพัฒนาชุมชน และศึกษาความต้องการจำเป็นและจัดลำดับความสำคัญของบทบาทพระสงฆ์ต่อการพัฒนาชุมชนในอำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ พระสงฆ์และสามเณร จำนวน 146 รูป กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้เกณฑ์ร้อยละ ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล แบบสอบถามแบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ 1) ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ตอบแบบสอบถามมีลักษณะเป็นแบบตรวจสอบรายการ (Check List) 2) ตอนที่ 2 ข้อคำถามเกี่ยวกับบทบาทพระสงฆ์ต่อการพัฒนาชุมชน และความต้องการพัฒนาชุมชน ในอำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร มีลักษณะเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีการจัดลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง ผลการวิจัยพบว่า 1) บทบาทของพระสงฆ์ต่อการพัฒนาชุมชน ในอำเภอ คำชะอี จังหวัดมุกดาหาร ภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 3.58, SD = 0.50) 2) แนวทางการพัฒนาบทบาทพระสงฆ์ต่อการพัฒนาชุมชน ในอำเภอคำชะอี จังหวัดมุกดาหาร ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 4.57, SD = 0.18) ได้แก่ ด้านการปกครอง ด้านการสาธารณสงเคราะห์ ด้านการสาธารณูปการ ตามลำดับ และ 3) ความต้องการจำเป็นและความต้องการของบทบาทพระสงฆ์ต่อการพัฒนาชุมชน มีค่าดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI <sub>modified</sub>) โดยรวมเท่ากับ 0.276 ได้แก่ ด้านการปกครอง ด้านการเผยแผ่ ด้านการศึกษาสงเคราะห์ และด้านการศาสนศึกษา</p>
2026-06-02T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/281862
การพัฒนาประสิทธิภาพการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญา ในชั้นพนักงานสอบสวนศึกษาเฉพาะกองบัญชาการตำรวจนครบาล
2025-10-01T13:29:51+07:00
สุภรณ์ กิจชมภู
teacherjack_58@hotmail.com
<p>งานวิจัยเรื่อง การพัฒนาประสิทธิภาพการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญาในชั้นพนักงานสอบสวน ศึกษาเฉพาะกองบัญชาการตำรวจนครบาล เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหา อุปสรรค และแนวทางในการพัฒนาประสิทธิภาพ การไกล่เกลี่ยในเขตพื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มเป้าหมายด้วยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ทั้งนี้มีผู้ให้ข้อมูลรวม 20 คน ประกอบด้วย หัวหน้าสถานีตำรวจหรือหัวหน้างานสอบสวน 3 นาย, พนักงานสอบสวน 3 นาย, คู่กรณีที่สมัครใจไกล่เกลี่ย 6 คน, ผู้ไกล่เกลี่ย 3 คน, ประธานชุมชน 3 คน, และผู้ปฏิบัติงานหรือนักวิชาการด้านยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ 2 คน ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาและอุปสรรคสำคัญในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล มี 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ ปัญหาที่เกิดจาก 1) พนักงานสอบสวน 2) ผู้ไกล่เกลี่ยคดีอาญา 3) คู่กรณี 4) เอกสารและแบบฟอร์มที่ซับซ้อน และ 5) พระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พุทธศักราช 2562 ในเรื่องอายุความที่ใช้ในการไกล่เกลี่ย ทั้งนี้ มีแนวทางในการแก้ไขและพัฒนาประสิทธิภาพให้เหมาะสม ดังนี้ 1) พัฒนาประสิทธิภาพพนักงานสอบสวนและผู้ไกล่เกลี่ยในด้านความรู้และทักษะ 2) นำระบบเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการไกล่เกลี่ย 3) บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และ 4) พัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการแก้ไขเรื่องอายุความให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับคดีแพ่ง เพื่อให้ผู้เสียหายมีระยะเวลาที่เพียงพอในการดำเนินกระบวนการไกล่เกลี่ย</p>
2026-06-02T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/284462
การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในตำบลหนองเมธี อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์
2025-11-15T07:38:19+07:00
ชลันดา จำปาทอง
chalanda.cha@srru.ac.th
ศศิธร ศูนย์กลาง
sasithornsoonklang21@gmail.com
วันชัย สุขตาม
wanchai2526@srru.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน 2) เปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในตำบลหนองเมธี อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่าง 369 คน ตามสูตรของ Yamane (1973) และข้อมูลเชิงคุณภาพจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 15 คน เครื่องมือผ่านการตรวจสอบความสอดคล้อง (IOC = 0.67–1.00) และมีค่าความเชื่อมั่นสูง (Cronbach’s Alpha = 0.973) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา ค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 3.66, S.D. = 0.649) โดยด้านการใช้สิทธิเลือกตั้งสูงที่สุด รองลงมาคือการรับรู้ข้อมูลข่าวสารทางการเมือง ส่วนการแสดงความคิดเห็น การเข้าร่วมกิจกรรม และการติดตามตรวจสอบอยู่ในระดับปานกลาง การเปรียบเทียบพบว่า เพศไม่มีความแตกต่างในรายด้าน แต่มีความแตกต่างเมื่อพิจารณาภาพรวม ขณะที่อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลเชิงคุณภาพเสนอแนวทาง ได้แก่ การเพิ่มช่องทางสื่อสาร การจัดเวทีสาธารณะปลอดภัย การจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง การส่งเสริมความรู้เรื่องสิทธิเลือกตั้ง และการเปิดเผยข้อมูลเพื่อสนับสนุนบทบาทการตรวจสอบของประชาชน</p>
2026-06-02T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/284543
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกผู้นำสตรีในเขตเทศบาลตำบลสังขะ อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์
2025-11-14T13:12:36+07:00
พิศาล ตุ้มนาค
i_mod_xlstep@hotmail.com
จิรายุ ทรัพย์สิน
jirayu2515@srru.ac.th
ชัย สมรภูมิ
Samoraphum.c@srru.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกผู้นำสตรี 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกผู้นำสตรีกับการเลือกผู้นำสตรี และ 3) นำเสนอแนวทางการพัฒนาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกผู้นำสตรี ใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน การวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 2<strong>,</strong>521 คน หาจำนวนเฉลี่ยประชากร ด้วยสูตรของยามาเน่ ได้จำนวนกลุ่มตัวอย่าง เท่ากับ 345 ราย ด้วยแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.962 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการถดถอยพหุคูณ ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 16 คน แบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. ประชาชนมีความคิดเห็นต่อปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกผู้นำสตรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 3.70) 2. ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกผู้นำสตรีโดยภาพรวม มีความสัมพันธ์อยู่ในระดับสูง (เท่ากับ 0.945) ปัจจัยทั้ง 4 ด้าน (ด้านตัวผู้สมัครสตรี<strong>, </strong>ด้านสังคมและวัฒนธรรม<strong>, </strong>ด้านการเมืองและสถาบัน<strong>, </strong>ด้านการสื่อสารและการประชาสัมพันธ์) สามารถร่วมกันอธิบายการเลือกผู้นำสตรีได้ ร้อยละ 61.80 (R<sup>2</sup> = 0.618) 3. เสนอแนวทางการพัฒนาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกผู้นำสตรี ได้แก่ 1) ควรส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพด้านภาวะผู้นำ 2) หน่วยงานรัฐควรจัดอบรมและสร้างแรงจูงใจให้สตรีเข้ามามีบทบาททางการเมือง 3) ควรใช้สื่อสังคมออนไลน์เผยแพร่ข้อมูลที่เป็นประโยชน์และสร้างสรรค์ (Informative and positive content) 4) ควรรณรงค์สร้างค่านิยมใหม่ที่เปิดกว้างและให้เกียรติสตรีในบทบาทผู้นำ และ 5) ควรพัฒนาระบบพี่เลี้ยง (Mentor) เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้นำสตรีรุ่นก่อนสู่รุ่นใหม่</p>
2026-06-02T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/285373
คุณภาพชีวิตของทหารกองประจำการพัน. 1 กรมทหารต่อสู้อากาศยาน หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน
2025-12-30T09:37:07+07:00
พัฒน์ศักดิ์ บุณยะกลัมพ
woramed2@gmail.com
สานิต ศิริวิศิษฐ์กุล
arj@northbkk.ac.th
พงษ์ศักดิ์ เพชรสถิต
pongsak.ph@northbkk.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัย 1) เพื่อศึกษาระดับคุณภาพชีวิตของทหารกองประจำการพัน.1 กรม ทหารต่อสู้อากาศยาน หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน 2) ศึกษาเปรียบเทียบระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับคุณภาพชีวิตทหารกองประจำการ กองพันที่ 1 กรมทหารต่อสู้อากาศยาน หน่วยบัญชาการ อากาศโยธิน ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ ทหารกองประจำการพัน.1 กรม ทหารต่อสู้อากาศยาน หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน จำนวนตัวอย่างที่คำนวณได้ 201 โดยใช้สูตรของเครซี่ มอแกน ใช้การสุ่มอย่างเป็นระบบ (Systematic Random Sampling) จำนวน 200 คนได้รับคืนจำนวน 200 ชุด คิดเป็น 99.50% สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยสถิติเชิงพรรนณา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานที่ใช้คือการวิเคราะห์ความแปรปวนทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า ระดับคุณภาพชีวิตของทหารกองประจำการพัน.1 กรมทหารต่อสู้อากาศยาน หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน โดยรวมอยู่ในระดับมาก ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบระยะเวลาประจำการ ของทหารกองประจำการพัน.1 กรม ทหารต่อสู้อากาศยาน หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน กับระดับคุณภาพชีวิต ของทหารกองประจำการพัน.1 กรม ทหารต่อสู้อากาศยาน หน่วย บัญชาการอากาศโยธิน จำแนกตามระยะเวลาประจำการ พบว่าอายุ และระดับการศึกษาที่แตกต่างกันมีความคิดเห็นต่อ คุณภาพชีวิตของทหารกองประจำการพัน.1 กรม ทหารต่อสู้อากาศยาน หน่วย บัญชาการอากาศโยธิน โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
2026-06-02T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/285800
ทุนทางสังคมในการจัดการท่องเที่ยวในงานบุญคูณลาน วัดเศวตวันวนาราม เทศบาลตำบลเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์
2026-01-20T10:08:39+07:00
พระภาณุวัฒน์ สุขเกิด
kon0903515970@gmail.com
อลงกรณ์ อรรคแสง
alongkorn.a@msu.ac.th
<p>การศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทุนทางสังคมในงานบุญคูณลาน วัดเศวตวันวนาราม เทศบาลตำบลเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ และ 2) ศึกษาบทบาทของทุนทางสังคมที่มีต่อการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนภายใต้องค์ประกอบ 3A’s เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม จากผู้ให้ข้อมูลหลักแบบเจาะจง 30 คน ประกอบด้วยผู้นำและผู้บริหารท้องถิ่น 10 คน คณะกรรมการหมู่บ้าน 12 คน และภาคประชาชน 8 คน ผลการศึกษาพบว่า ทุนทางสังคมทำหน้าที่เป็นกลไกเชิงสถาบันในการระดมทรัพยากรชุมชนเพื่อทดแทนงบประมาณภาครัฐ แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ 1) ระดับปฏิบัติการ ขับเคลื่อนด้วยความไว้วางใจและบรรทัดฐานทางจารีตประเพณี ก่อให้เกิดความร่วมมือในการสละแรงงาน 2) ระดับโครงสร้าง อาศัยเครือข่ายความสัมพันธ์ 3 รูปแบบ ได้แก่ เครือข่ายแนบแน่นภายในกลุ่มชาวบ้าน เครือข่ายเชื่อมโยงผ่านกลุ่มคนรุ่นใหม่ และเครือข่ายทางการที่บูรณาการร่วมกับหน่วยงานรัฐ ในมิติการจัดการท่องเที่ยว พบว่า เครือข่ายแนบแน่นเป็นฐานสร้างสิ่งดึงดูดใจ เครือข่ายทางการช่วยหนุนเสริมสิ่งอำนวยความสะดวก และเครือข่ายเชื่อมโยงขยายการเข้าถึงผ่านสื่อดิจิทัล ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เทศบาลตำบลเหนือควรบูรณาการฐานทุนทางสังคมในแผนพัฒนาท้องถิ่น โดยสร้างกลไกความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายเพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานและอุดหนุนต้นทุนทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยยกระดับการจัดการท่องเที่ยวให้มีความคุ้มทุนและยั่งยืนต่อไป</p>
2026-06-02T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/285819
ความพร้อมของเจ้าหน้าที่ต่อการประยุกต์ใช้แนวคิดเชิงออกแบบและการวิเคราะห์ช่องว่างการรับรู้การมีส่วนร่วมระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน: กรณีศึกษาเทศบาลนครบ้านสวน
2026-01-22T12:07:40+07:00
พูนภิญญ์ ธนสัมปัตติ
mopoonpin@gmail.com
ปิยากร หวังมหาพร
Piyakorn.wh@spu.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินระดับความพร้อมของเจ้าหน้าที่เทศบาลนครบ้านสวนในการประยุกต์ใช้การคิดเชิงออกแบบ วิเคราะห์ความแตกต่างของความพร้อมและการรับรู้การมีส่วนร่วมของเจ้าหน้าที่จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล เปรียบเทียบการรับรู้ระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนระหว่างกลุ่มเจ้าหน้าที่กับประชาชนในชุมชน และวิเคราะห์ปัจจัยเชิงบริบทขององค์กรที่ส่งผลต่อช่องว่างการรับรู้ในการออกแบบนโยบายร่วม การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากเจ้าหน้าที่เทศบาลจำนวน 262 คน และประชาชนในเขตเทศบาลจำนวน 397 คน ควบคู่กับการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 11 คน ผลการวิจัยเชิงปริมาณพบว่า เจ้าหน้าที่มีความพร้อมต่อการคิดเชิงออกแบบในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย = 3.55) โดยมีความเข้าใจเชิงแนวคิดสูงกว่าการนำไปใช้ในทางปฏิบัติอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในขั้นการสร้างต้นแบบและการทดสอบแนวคิด ระดับความพร้อมและการรับรู้การมีส่วนร่วมของเจ้าหน้าที่แตกต่างกันตามอายุและระดับการศึกษา (p < .05) ขณะที่การรับรู้การมีส่วนร่วมของประชาชนยังอยู่ในระดับการให้ข้อมูลและการรับฟังความคิดเห็นมากกว่าการมีอำนาจร่วมในการตัดสินใจ สะท้อนลักษณะการมีส่วนร่วมเชิงสัญลักษณ์ นอกจากนี้ การเปรียบเทียบระหว่างเจ้าหน้าที่และประชาชนพบช่องว่างการรับรู้ที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในมิติที่เกี่ยวข้องกับอำนาจการตัดสินใจและการควบคุมทรัพยากร ผลการวิจัยเชิงคุณภาพช่วยอธิบายว่า ช่องว่างดังกล่าวมีรากฐานมาจากข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ โครงสร้างอำนาจแบบลำดับชั้น และวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่เอื้อต่อการทดลองและการทำงานร่วมกับประชาชน ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขับเคลื่อนการออกแบบนโยบายร่วมในระดับท้องถิ่น </p>
2026-06-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/285854
แนวทางการพัฒนาผลการปฏิบัติงานของบุคลากร สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดกาฬสินธุ์
2026-01-23T15:08:37+07:00
ปาริฉัตร พุตจอน
ning.putjon@gmail.com
อาริยา ป้องศิริ
Ariya.po@ksu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับผลการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดกาฬสินธุ์ และ (2) เสนอแนวทางการพัฒนาผลการปฏิบัติงานของบุคลากร โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มประชากรในการวิจัยเชิงปริมาณคือบุคลากรสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 47 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับผลการปฏิบัติงานของบุคลากรประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ ปัจจัยภายใน ปัจจัยจูงใจ และปัจจัยค้ำจุน โดย ปัจจัยภายในด้านกลยุทธ์และระบบการบริหาร เป็นตัวแปรวิกฤตที่มีอิทธิพลต่อผลการปฏิบัติงานมากที่สุด โดยเฉพาะความชัดเจนของทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ การกำหนดบทบาทหน้าที่ และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศสนับสนุนการบริหารงาน รองลงมาคือ ปัจจัยจูงใจด้านความสำเร็จในการปฏิบัติงาน ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทของการมอบหมายงานที่สอดคล้องกับสมรรถนะ การยอมรับผลการปฏิบัติงาน และโอกาสความก้าวหน้าในสายงาน ขณะที่ ปัจจัยค้ำจุนด้านนโยบายและการบริหาร มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงและความผูกพันของบุคลากรต่อองค์กร แนวทางการพัฒนาผลการปฏิบัติงานที่ได้จากการวิจัย ได้แก่ การจัดระบบการสื่อสารยุทธศาสตร์จากผู้บริหารสู่บุคลากรอย่างเป็นรูปธรรม การพัฒนาสมรรถนะด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและการวิเคราะห์ข้อมูล การส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และการปรับระบบบริหารทรัพยากรมนุษย์ให้มีความโปร่งใสและเชื่อมโยงกับผลการปฏิบัติงาน ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นกรอบเชิงยุทธศาสตร์ในการยกระดับประสิทธิภาพการบริหารงานของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดกาฬสินธุ์ได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน </p>
2026-06-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/286948
การเมืองเรื่องการจัดสรรเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ: กรณีศึกษารัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลจากการเลือกตั้ง พ.ศ.2562
2026-03-13T10:22:25+07:00
นนท์นิพัทธ์ วรชินาคมน์
nonniwar09@gmail.com
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
madpitch@yahoo.com
<p> </p> <p>การจัดสรรเงินอุดหนุนเฉพาะกิจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นกลไกสำคัญของรัฐในการสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ อย่างไรก็ตาม กระบวนการจัดสรรงบประมาณดังกล่าวอาจได้รับอิทธิพลจากปัจจัยทางการเมืองระหว่างการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่น การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่นที่มีอิทธิพลต่อการจัดสรรเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ และเพื่อวิเคราะห์กลไกทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรงบประมาณดังกล่าวในบริบททางการเมืองที่แตกต่างกัน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การวิจัยเอกสารร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ และศึกษากรณีองค์การบริหารส่วนจังหวัด 4 แห่ง ได้แก่ เชียงใหม่ สุพรรณบุรี บุรีรัมย์ และสุราษฎร์ธานี ในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2555–2564 โดยแบ่งการวิเคราะห์ออกเป็นสามช่วงบริบททางการเมือง ได้แก่ ช่วงรัฐบาลจากการเลือกตั้งก่อนปี พ.ศ. 2557 ช่วงรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และช่วงรัฐบาลหลังการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2562 ผลการศึกษาพบว่า พลวัตการจัดสรรเงินอุดหนุนเฉพาะกิจผันแปรตามระบอบการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ แบ่งออกเป็น 3 ห้วงเวลา ได้แก่ 1) ยุคประชาธิปไตยปกติ (สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์) กลไกจักรกลเศรษฐกิจการเมืองทำงานอย่างเต็มรูปแบบ เกิดการเมืองแบบถังหมูที่ใช้เม็ดเงินอุดหนุนเป็นเครื่องมือปูนบำเหน็จพื้นที่ฐานเสียงและพรรคร่วมรัฐบาล ในขณะที่พื้นที่ฝ่ายค้านถูกกีดกันและเกิดภาวะตีบตันทางการคลัง 2) ยุครัฐบาล คสช. เกิดการรวบอำนาจกลับสู่ส่วนกลางและแช่แข็งจักรกลการเมืองท้องถิ่น เม็ดเงินอุดหนุนเฉพาะกิจลดลงอย่างรุนแรง รัฐใช้ความเป็นรัฐราชการเข้าแทรกแซงและตัดท่อน้ำเลี้ยงเพื่อทำลายโครงข่ายอุปถัมภ์เดิม และ 3) ยุคเปลี่ยนผ่านและสืบทอดอำนาจ (สมัยรัฐบาลเลือกตั้ง พ.ศ. 2562) การเมืองแบบถังหมูได้ฟื้นคืนชีพ งบประมาณถูกนำกลับมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองเพื่อสร้างพันธมิตรทางการเมือง ส่งผลให้พื้นที่ของพรรคร่วมรัฐบาลที่มีอำนาจต่อรองสูงได้รับการจัดสรรงบประมาณอย่างก้าวกระโดดในเวลาต่อมา</p>
2026-06-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/287288
ระบบนิเวศเมืองสร้างสรรค์และการจัดการเชิงนิเวศเพื่อกำหนดนโยบายท้องถิ่นในเมืองระดับรองของไทย
2026-03-27T14:29:55+07:00
ศิริพร จันทนสกุลวงศ์
siriporn.Ja@ubu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ระบบนิเวศเมืองสร้างสรรค์และเสนอแนวทางการกำหนดนโยบายท้องถิ่นสำหรับเมืองระดับรอง โดยใช้เทศบาลนครอุบลราชธานีเป็นกรณีศึกษาเชิงประจักษ์ ด้วยระเบียบวิธีแบบผสมผสานตามแบบแผนการลำดับขึ้น ดำเนินการเป็น 2 ระยะต่อเนื่อง ระยะที่ 1 การวิจัยเชิงปริมาณ โดยการเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง 400 คน และระยะที่ 2 การวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการนำผลเชิงปริมาณที่ต้องการคำอธิบายเพิ่มเติมเป็นโจทย์ตั้งต้น แล้วสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 12 คน ผลการวิเคราะห์พบความสัมพันธ์ทางสถิติระดับสูงระหว่างโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีกับศักยภาพผู้ประกอบการเชิงสร้างสรรค์ (r = 0.676) และระหว่างทุนทางวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติกับผลผลิตสร้างสรรค์ (r = 0.666) ข้อค้นพบชี้ว่าความสร้างสรรค์เป็นคุณสมบัติที่ปรากฏจากปฏิสัมพันธ์เชิงระบบภายในนิเวศเมือง มิใช่ผลจากการดึงดูดอุตสาหกรรมจากภายนอก งานวิจัยนี้นำเสนอกรอบการจัดการเชิงนิเวศ (EBM) สำหรับเมืองระดับรองในไทย ที่เน้นการกำกับดูแลแบบมีส่วนร่วม การทำงานร่วมข้ามภาคส่วน และความยืดหยุ่นเชิงนิเวศ อันเป็นแนวทางที่สามารถประยุกต์ใช้ในบริบทเมืองระดับรองอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้</p>
2026-06-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/287792
บทบาท ปัญหาอุปสรรค และแนวทางการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการใช้นวัตกรรมท้องถิ่น: กรณีศึกษาการจัดเก็บค่าน้ำประปาออนไลน์ ของเทศบาลตำบลพรุพี จังหวัดสุราษฎร์ธานี
2026-04-21T11:48:58+07:00
ปุญญวันต์ จิตประคอง
punyawan.huso@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ประกอบด้วย (1) เพื่อศึกษาบทบาทของเทศบาลตำบลพรุพีในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อการใช้นวัตกรรมการจัดเก็บค่าน้ำประปาผ่านระบบออนไลน์ (2) เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน และ (3) เพื่อเสนอแนวทางการส่งเสริมการมีส่วนร่วมที่สอดคล้องกับบริบทชุมชนชนบทที่มีโครงสร้างประชากรสูงอายุสูง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพรูปแบบกรณีศึกษา เก็บรวบรวมข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการสังเกตการณ์ จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 28 คน ครอบคลุม 5 กลุ่ม ตลอดระยะเวลา 21 เดือน ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2567 ถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2569 ผลการวิจัยพบว่า ด้านบทบาท เทศบาลตำบลพรุพีดำเนินบทบาทเชิงรุกในฐานะผู้กำกับทิศทางนวัตกรรมผ่านการพัฒนาระบบสื่อสารดิจิทัลและมาตรการสะกิดเตือนด้วยรหัสสี 4 ระดับ ส่งผลให้สัดส่วนผู้ใช้ระบบออนไลน์เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.98 ในเดือนกรกฎาคม 2567 เป็นร้อยละ 8.95 ณ สิ้นสุดการเก็บข้อมูลในเดือนมีนาคม 2569 โดยมีอัตราสูงสุดร้อยละ 9.19 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อย่างไรก็ตาม ระดับการมีส่วนร่วมยังคงอยู่ในขั้นการมีส่วนร่วมเชิงสัญลักษณ์ตามบันไดการมีส่วนร่วมของ Arnstein ยังไม่บรรลุระดับความเป็นหุ้นส่วนที่แท้จริง ด้านปัญหาและอุปสรรค พบว่าโครงสร้างประชากรที่มีผู้สูงอายุถึงร้อยละ 69.7 ก่อให้เกิดช่องว่างดิจิทัลที่เชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ทางสังคมและวิถีชีวิตเดิม รวมถึงข้อจำกัดของทฤษฎีการสะกิดเตือนเมื่อผู้รับสารขาดทักษะพื้นฐาน ส่งผลให้กระบวนการแพร่กระจายนวัตกรรมยังติดอยู่ในกลุ่มผู้ยอมรับในระยะแรก ด้านแนวทางการส่งเสริมการมีส่วนร่วม งานวิจัยนี้นำเสนอ 5 แนวทาง ได้แก่ การปรับปรุงระบบตามหลักการออกแบบเพื่อทุกคน การสื่อสารเชิงกลยุทธ์แบบกำหนดกลุ่มเป้าหมาย การออกแบบแรงจูงใจเฉพาะกลุ่ม การพัฒนาอาสาสมัครดิจิทัลชุมชน และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือเชิงสถาบัน ซึ่งมุ่งยกระดับการมีส่วนร่วมจากขั้นการมีส่วนร่วมเชิงสัญลักษณ์สู่ขั้นความเป็นหุ้นส่วนตามบันไดการมีส่วนร่วมของ Arnstein</p>
2026-06-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/284339
บทบาทการสื่อสารของผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการภาวะวิกฤต : การสังเคราะห์แนวคิดและแนวปฏิบัติ
2025-11-11T11:25:07+07:00
จารึก ไชยรักษ์
jaruek.ch@gmail.com
หฤทัย ปัญญาวุธตระกูล
harutai_p@hotmail.com
กานต์ บุญศิริ
Karnboonsiri@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สังเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการสื่อสารภาวะวิกฤต 2) ประมวลและนำเสนอแนวปฏิบัติหรือรูปแบบที่เหมาะสมของผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบริหารจัดการการสื่อสารในภาวะวิกฤต โดยศึกษาจากข้อมูลเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อสรุปข้อเสนอแนะต่อบทบาทการสื่อสารของผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการภาวะวิกฤต ประโยชน์ที่ได้รับ 1) ความรู้ทางวิชาการเรื่องการสื่อสารในภาวะวิกฤต 2) แนวปฏิบัติหรือรูปแบบที่เหมาะสมเรื่องบทบาทการสื่อสารของผู้นำ อปท. ในการจัดการภาวะวิกฤต ผลการศึกษา พบว่า บทบาทการสื่อสารของผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการภาวะวิกฤต ประกอบด้วย 1) การสื่อสารระยะก่อนวิกฤต เป็นผู้วางนโยบายและแผนการจัดการสื่อสารวิกฤต ได้แก่ การวิเคราะห์ความเสี่ยงและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การสร้างรากฐานองค์กรดิจิทัล และการสร้างความโปร่งใสและธรรมาภิบาล 2) การสื่อสารระยะวิกฤต เป็นผู้แถลงและผู้กำกับทิศทางสารที่สำคัญ ได้แก่ การเป็นศูนย์กลางข้อมูลและโฆษกหลัก การสื่อสารอย่างเห็นอกเห็นใจและรับผิดชอบ และ 3) การสื่อสารระยะหลังวิกฤต เป็นผู้ประสานงานการฟื้นฟูและผู้รับผิดชอบการปรับปรุงชุมชน ได้แก่ การสื่อสารแผนฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง การสื่อสารเพื่อสร้างการเรียนรู้ และการประเมินผลการสื่อสาร ข้อเสนอแนะเชิงหลักการ 1) ความรวดเร็วและความโปร่งใสเป็นแกนหลักของการสื่อสารในภาวะวิกฤต 2) ใช้กลยุทธ์การสื่อสารแบบสองทางเพื่อสร้างความร่วมมือและความไว้วางใจ ข้อเสนอเชิงนโยบาย 1) กำหนดนโยบายให้ผู้นำเป็นผู้บัญชาการการสื่อสารแบบจุดเดียว 2) ลงทุนในการสร้างรากฐานองค์กรดิจิทัลและแผนฟื้นฟูการสื่อสารอย่างเป็นระบบ</p>
2026-06-02T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/285736
บทบาทการสื่อสารทางการเมืองต่อการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งท้องถิ่นของไทย
2026-01-19T13:57:17+07:00
จำนง ศรีสงคราม
j.srisongkram@vcargo.co.th
วิทยาธร ท่อแก้ว
wittayatorn.tok@stou.ac.th
กรกช ขันธบุญ
Korrakoch.Kan@stou.ac.th
<p>บทความนี้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพลังการสื่อสารกับการเลือกตั้งท้องถิ่นในประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) อธิบายบทบาทของการสื่อสารทางการเมืองในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเลือกตั้งท้องถิ่น (2) วิเคราะห์ปัญหาเชิงโครงสร้างของการเมืองการเลือกตั้งท้องถิ่นภายใต้บริบทสังคมการเมืองร่วมสมัย และ (3) เสนอแนวทางการสื่อสารแบบบูรณาการเพื่อเสริมสร้างความสุจริตและความโปร่งใสในกระบวนการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นบทความนี้เป็นบทความวิชาการเชิงวิเคราะห์ โดยใช้วิธีวิจัยเอกสาร (Documentary Research) ผ่านการสังเคราะห์แนวคิดทฤษฎีการสื่อสารทางการเมือง การสื่อสารแบบสองทาง และแนวคิดประชาธิปไตยดิจิทัล ร่วมกับงานวิจัยเชิงประจักษ์ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยใช้การวิเคราะห์เชิงพรรณนาและเชิงสังเคราะห์เป็นแนวทางระเบียบวิธีหลัก ผลการศึกษา พบว่า การสื่อสารทางการเมืองที่มีลักษณะทางเดียวไม่เพียงพอต่อการสร้างการมีส่วนร่วมของพลเมืองอย่างมีคุณภาพ กลไกการสื่อสารเชิงโต้ตอบมีความสัมพันธ์กับระดับความตระหนักรู้และประสิทธิผลทางการเมืองของประชาชน ขณะเดียวกัน เครือข่ายอุปถัมภ์และโครงสร้างอำนาจท้องถิ่นยังคงดำรงอยู่ภายใต้ระบบการสื่อสารที่ขาดความโปร่งใสและกลไกความรับผิดตรวจสอบ บทความเสนอว่า โครงสร้างการสื่อสารสาธารณะเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเลือกตั้งและคุณภาพของประชาธิปไตยท้องถิ่น พร้อมเสนอแบบจำลองการสื่อสารประชาธิปไตยระดับท้องถิ่นเพื่อปรับสมดุลความสัมพันธ์เชิงอำนาจและเสริมสร้างความเป็นพลเมืองในระยะยาว</p>
2026-06-02T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/285738
กลยุทธ์การใช้สื่อเพื่อการรณรงค์เลือกตั้งท้องถิ่น
2026-01-19T13:54:33+07:00
จำนง ศรีสงคราม
j.srisongkram@vcargo.co.th
วิทยาธร ท่อแก้ว
wittayatorn.tok@stou.ac.th
กรกช ขันธบุญ
Korrakoch.Kan@stou.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษากลยุทธ์การใช้สื่อเพื่อการรณรงค์เลือกตั้งท้องถิ่น โดยเน้นการใช้สื่ออย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุม และเหมาะสมกับบริบทของกลุ่มเป้าหมายที่มีความหลากหลาย ทั้งในด้านพื้นที่และช่วงเวลาของการรณรงค์ เนื่องจากสื่อแต่ละประเภทมีจุดเด่นและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน การเลือกใช้สื่ออย่างมีกลยุทธ์จึงมีบทบาทสำคัญต่อการเพิ่มประสิทธิผลของการรณรงค์เลือกตั้งท้องถิ่น การเลือกตั้งท้องถิ่นถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการมีส่วนร่วมทางการเมืองขั้นพื้นฐานของประชาชน ซึ่งเอื้อให้ประชาชนใช้สิทธิในการเลือกผู้แทนเข้าไปทำหน้าที่ตัดสินใจทางการเมือง ทั้งในฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ และเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างประชาธิปไตยในระดับท้องถิ่น แม้ว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นจะเป็นกิจกรรมทางการเมืองที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด แต่ยังคงเผชิญกับปัญหาหลายประการ ได้แก่ อัตราการมาใช้สิทธิเลือกตั้งที่ลดลง การขาดความตระหนักรู้เกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของพลเมือง ความเบื่อหน่ายทางการเมืองของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การทุจริตซื้อเสียงในรูปแบบที่ซับซ้อน การใช้อิทธิพลและการให้ผลประโยชน์เพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การนำเทคโนโลยีและสื่อสังคมออนไลน์มาใช้เป็นเครื่องมือในการทุจริต การสืบทอดอำนาจทางการเมืองในระดับท้องถิ่น การผูกขาดอำนาจโดยกลุ่มการเมืองหรือเครือญาติทางการเมืองบางกลุ่ม ช่องว่างและความไม่ชัดเจนของกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งท้องถิ่น ตลอดจนระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ใช้ในการจัดการเลือกตั้งซึ่งยังล้าสมัยและขาดการบูรณาการ บทความนี้เสนอว่า การรณรงค์เลือกตั้งท้องถิ่นควรดำเนินการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งสามระยะสำคัญ ได้แก่ ระยะการวางแผน ระยะการดำเนินการรณรงค์ และระยะการประเมินผล โดยต้องอาศัยกลยุทธ์การใช้สื่อที่มีความหลากหลายและสอดคล้องกับลักษณะของกลุ่มเป้าหมายและช่วงเวลาของการรณรงค์ กลยุทธ์ดังกล่าวมีจุดเด่นในการเพิ่มการรับรู้ การมีส่วนร่วม และความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ในบางบริบทอาจก่อให้เกิดความเสี่ยง เช่น ความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงสื่อและประเด็นด้านจริยธรรม สุดท้ายแล้ว การใช้กลยุทธ์การสื่อสารอย่างเหมาะสมจะช่วยส่งเสริมการเลือกตั้งท้องถิ่นให้เป็นไปอย่างสุจริต โปร่งใส และน่าเชื่อถือ อันนำไปสู่การได้มาซึ่งผู้นำท้องถิ่นที่มีคุณธรรมและความสามารถ และเสริมสร้างรากฐานของระบอบประชาธิปไตยในระดับชาติอย่างยั่งยืน</p>
2026-06-02T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/285841
บทวิเคราะห์การสื่อสารในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นอย่างมีส่วนร่วม
2026-01-26T11:23:45+07:00
นงนุช เลิศด้วยลาภ
nongnuch.nn@gmail.com
วิทยาธร ท่อแก้ว
wittayatorn.tok@stou.ac.th
หฤทัย ปัญญาวุธตระกูล
harutai_p@hotmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มุ่งอธิบาย “บทวิเคราะห์การสื่อสารในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นอย่างมี ส่วนร่วม” ภายใต้บริบทการกระจายอำนาจและการปกครองท้องถิ่นของไทย โดยเน้นให้เห็นว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนมิได้เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ แต่ต้องอาศัย “กระบวนการสื่อสาร” ที่ถูกออกแบบและจัดการอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และเคารพศักดิ์ศรีของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม อธิบายถึงความสำคัญของการสื่อสารในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น สังเคราะห์ แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารและการมีส่วนร่วม หลักการและปัจจัยความสำเร็จของการสื่อสารในกระบวนการวางแผนท้องถิ่น โดยทบทวนวรรณกรรม แนวคิด ทฤษฎีและงาน วิจัยที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของการสื่อสารกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำแผน พัฒนา งานเขียนนี้นำเสนอ (1) ความสำคัญของการสื่อสารในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น โดยเชื่อมโยงกับระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทำแผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเน้นการมีส่วนร่วมผ่านกลไกประชาคมท้องถิ่น (2) กระบวนการจัดการการสื่อสารในแต่ละขั้นตอนของการจัดทำแผน ตั้งแต่การเตรียมการ การให้ข้อมูล การรับฟังความคิดเห็น การจัดเวทีสาธารณะ ไปจนถึงการสะท้อนผลและติดตามแผน โดยอิงแนวทางของ UN-Habitat และคู่มือการวางแผนแบบมีส่วนร่วมระดับนานาชาติ ในด้านทฤษฎีบทความประยุกต์บันไดการมีส่วนร่วมของ Arnstein เพื่ออธิบายระดับของการมีส่วนร่วมจากการให้ข้อมูลจนถึงการมอบอำนาจในการตัดสินใจ ผสานแนวคิดการสื่อสารแบบมีส่วนร่วมของ Servaes แนวทางการสื่อสารเชิงสนทนา (dialogical communication) ของ Freire และทฤษฎีความเป็นเลิศทางการประชาสัมพันธ์ของ Grunig และ Hunt เพื่อเสนอกรอบคิด “การสื่อสารสองทางเชิงสัมพันธ์” ที่เอื้อต่อการร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ และร่วมรับผิดชอบในแผนพัฒนาท้องถิ่น นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงกับงานวิจัยไทยว่าด้วยการสื่อสารเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนและกลุ่มสตรีต่อการพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งชี้ว่าการใช้ทั้งสื่อทางการ เวทีประชาคม และ สื่อออนไลน์ เช่น ไลน์ และเฟซบุ๊ก สามารถขยายการมีส่วนร่วมได้อย่างมีนัยสำคัญ บทความสรุปหลักการสื่อสารสำคัญ ได้แก่ ความโปร่งใส การเข้าถึงได้ ความเท่าเทียม การใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย การใช้สื่อผสมผสาน และการสร้างความไว้วางใจ ตลอดจนระบุปัจจัยความสำเร็จ เช่น ภาวะผู้นำเชิงสื่อสาร ทุนทางสังคมของชุมชน โครงสร้างและกลไกการมีส่วนร่วมที่ชัดเจน ศักยภาพของบุคลากรด้านการสื่อสาร และจริยธรรมการสื่อสาร ซึ่งล้วนเป็นเงื่อนไขที่ทำให้แผนพัฒนาท้องถิ่นมีความชอบธรรม ตอบสนองปัญหา และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน</p>
2026-06-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/285842
การสื่อสารผ่านกลไกประชาคมท้องถิ่น เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น
2026-01-26T11:27:47+07:00
นงนุช เลิศด้วยลาภ
nongnuch.nn@gmail.com
วิทยาธร ท่อแก้ว
wittayatorn.tok@stou.ac.th
หฤทัย ปัญญาวุธตระกูล
harutai_p@hotmail.com
<ul> <li class="show"> <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายและสังเคราะห์ “การสื่อสารผ่านกลไกประชาคมท้องถิ่นเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น” โดยเน้นให้เห็นว่า การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายมีความสำคัญมากในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น ต้องอาศัย “การสื่อสาร” ผ่านกลไกประชาคมท้องถิ่นที่ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่กลางและมีอิสระ ใช้การสื่อสารแบบสองทาง กระบวนการสนทนา การรับฟังเชิงลึก สื่อผสมผสาน จัดการอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และเคารพศักดิ์ศรีของภาคีเครือข่าย งานเขียนนี้นำเสนอ 1) ความสำคัญของการสื่อสารเพื่อสร้างการมีส่วนร่วม เป็นการสื่อสารแบบใหม่ภายใต้กระบวนทัศน์แบบทางเลือกให้ความสำคัญกับการสนทนาในลักษณะของการปรึกษาหารือกันเพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกในสังคมได้หันหน้าเข้าหากันพูดจาเจรจากัน ทำความเข้าใจกับข้อมูลข่าวสารเบื้องต้น หลักการและแนวทางที่หลากหลาย สำหรับการตัดสินใจร่วมเกี่ยวกับชุมชนของตน 2) ความสำคัญของประชาคมท้องถิ่น ภาคีเครือข่าย และการมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นโดยเชื่อมโยงกับระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทำแผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เน้น ถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงและภาคีเครือข่ายผ่านกลไกประชาคมท้องถิ่นในทุกขั้นตอนของกระบวนการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น ซึ่งในทางปฏิบัติยังมีปัญหาหลายประการ 3) หลักการสื่อสารในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นที่เหมาะสมควรประกอบด้วย หลักความโปร่งใส หลักความเข้าถึงได้ หลักความเท่าเทียมและครอบคลุม หลักการใช้สื่อผสมผสาน หลักความชัดเจนและเข้าใจง่าย หลักความต่อเนื่องและการป้อนกลับ และ 4) การสื่อสารผ่านกลไกประชาคมท้องถิ่นเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นตามกระบวนการการสื่อสารโดยเชื่อมโยงกันตลอดวงจรการวางแผน ตั้งแต่ขั้นเตรียมการขั้นการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและภาคีเครือข่าย ขั้นสื่อสารให้ข้อมูลและสร้างความตระหนัก ขั้นการจัดให้มีเวทีประชาคมท้องถิ่น ขั้นสื่อสารเพื่อศึกษาปัญหาและความต้องการ ขั้นสื่อสารเพื่อจัดลำดับความสำคัญและกำหนดยุทธศาสตร์ ขั้นสื่อสารในการจัดทำร่างแผนและกลไกติดตาม และขั้นสื่อสารระหว่างการดำเนินงานและการติดตามประเมินผล</p> </li> </ul>
2026-06-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/286273
การสื่อสารแบบมีส่วนร่วมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการ ในบริบทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
2026-02-16T09:10:57+07:00
นงนุช เลิศด้วยลาภ
nongnuch.nn@gmail.com
วิทยาธร ท่อแก้ว
wittayatorn.tok@stou.ac.th
หฤทัย ปัญญาวุธตระกูล
harutai_p@hotmail.com
<ul> <li class="show"> <p>บทความวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์แนวทางการใช้การสื่อสารแบบมีส่วนร่วมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ท่ามกลางความท้าทายในยุคดิจิทัล ชี้ให้เห็นว่า“การสื่อสารแบบมีส่วนร่วม” ไม่ใช่เพียงกิจกรรมเสริมในการประชาสัมพันธ์เท่านั้น แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานและยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการขับเคลื่อน อปท. สู่ความเป็นเลิศในยุคดิจิทัล โดยใช้การวิเคราะห์เอกสารและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับกรณีศึกษาโครงการโรงงานพลังไฟฟ้าขยะ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ผลการศึกษาพบว่า อุปสรรคสำคัญของการต่อต้านของประชาชนในพื้นที่คือ การสื่อสารทางเดียวและภาวะสุญญากาศทางข้อมูลที่นำไปสู่วิกฤตศรัทธา บทความเสนอให้มีการปรับเปลี่ยนบทบาทของ อปท. จากผู้ประกาศนโยบายสู่ผู้อำนวยความสะดวกในการเจรจา (Facilitator) โดยการบูรณาการ สื่อผสม สร้างพื้นที่สาธารณะถกเถียงอย่างสร้างสรรค์ ยกระดับการสื่อสารจากการ "แจ้งให้ทราบ" (Informing) ไปสู่ระดับการ "ปรึกษาหารือ" (Consultation) และการ "ร่วมมือทำ" (Partnership) เพื่อลดความขัดแย้งเชิงพื้นที่ ลดต้นทุนทางสังคมและงบประมาณ ยกระดับความเชื่อมั่นและศรัทธา เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของท้องถิ่น สร้างความโปร่งใส และสร้างความเข้มแข็งภาคประชาสังคม มุ่งสู่ความเป็นเลิศในการจัดการท้องถิ่นอย่างยั่งยืน</p> </li> </ul>
2026-06-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/286910
การดำเนินการก่อนฟ้องคดีปกครอง:ศึกษากรณีหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร
2026-03-12T10:52:44+07:00
นิรัชรา พงศ์อาจารย์
niratchara.won@dpu.ac.th
<p>บทความนี้มุ่งศึกษาปัญหาการดำเนินการก่อนฟ้องคดีปกครองในกรณีที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยพิจารณาถึงสภาพปัญหาที่กฎหมายไทยมิได้บัญญัติกำหนดขั้นตอนกรณีดังกล่าวไว้อย่างชัดเจน แตกต่างจากคดีปกครองบางประเภทที่กฎหมายได้กำหนดวิธีการดำเนินการก่อนฟ้องไว้โดยเฉพาะแล้ว การขาดบทบัญญัติที่ชัดเจนดังกล่าวส่งผลให้ปรากฏความแตกต่างในทางปฏิบัติ กล่าวคือผู้ฟ้องคดีไม่อาจทราบว่าตนสามารถนำคดีขึ้นสู่ศาลปกครองได้โดยตรง หรือ ผู้ฟ้องคดีต้องมีหนังสือแจ้งหรือยื่นคำขอให้หน่วยงานทางปกครองดำเนินการตามที่ตนต้องการเสียก่อน เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้ฝ่ายปกครองได้ตรวจสอบ และแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนหรือเสียหายก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล ความไม่สอดคล้องดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความไม่ชัดเจนทางกฎหมาย ส่งผลถึงแนวทางการปฏิบัติของผู้ต้องการฟ้องคดี ซึ่งอาจกระทบต่อสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมทางปกครองได้ บทความนี้วิเคราะห์ถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องและแนวคำวินิจฉัยของศาลปกครอง พร้อมทั้งศึกษากฎหมายสาธารณรัฐฝรั่งเศสเป็นกรณีเปรียบเทียบ โดยเฉพาะหลักการละเลยต่อหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย โดยกฎหมายสาธารณรัฐฝรั่งเศสมีการกำหนดแนวทางและขั้นตอนการดำเนินการก่อนฟ้องคดีที่ชัดเจนและเป็นระบบ คดีประเภทที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรนั้น ต้องยื่นคำร้องต่อฝ่ายปกครอง เพื่อขอให้ดำเนินการตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดก่อนการฟ้องคดี เพื่อเสริมสร้างความแน่นอนทางกฎหมาย และคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมทางปกครองอย่างเหมาะสม</p>
2026-06-03T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์