วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu <p><strong>วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์<br />Governance Journal, Kalasin University<br /></strong><strong>ISSN: 3027-8589 (Online) <br /><br /></strong>วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ เป็นวารสารวิชาการที่ครอบคลุมสาขารัฐประศาสนศาสตร์ สาขานิติศาสตร์ สาขารัฐศาสตร์ และสาขาสังคมศาสตร์ที่เกี่ยวข้องด้านการบริหารภาครัฐ โดยยินดีรับบทความจากนักวิชาการและนักวิจัยทั้งชาวไทยและต่างประเทศเพื่อนำเสนอในรูปแบบบทความวิชาการ บทความวิจัย และบทความปริทัศน์หนังสือ โดยเป็นสิ่งพิมพ์เผยแพร่ผลงานที่มีกำหนดเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ ในเดือนมิถุนายน และเดือนธันวาคม ซึ่งบทความที่ลงตีพิมพ์ทุกเรื่องได้รับการตรวจทางวิชาการโดยผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก (Peer Review) จำนวน 3 คน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาของบทความและมาจากหลากหลายสถาบันภายนอก มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ และไม่ได้อยู่ในสังกัดเดียวกันกับผู้เขียน ข้อคิดเห็นใดๆ ของบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารการบริหารปกครองเล่มนี้เป็นของผู้เขียนบทความ คณะผู้จัดทำวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือรับผิดชอบต่อความคิดเห็นของผู้เขียนบทความดังกล่าวแต่ประการใด และกองบรรณาธิการวารสารการบริหารปกครอง ไม่สงวนสิทธิคัดลอกเนื้อหาหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของเนื้อหาในบทความต่าง ๆ แต่ให้อ้างอิงที่มาของข้อความที่นำไปกล่าวอ้างในที่ต่าง ๆ อย่างถูกต้องเหมาะสมตามหลักวิชาการ</p> Kalasin University /มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ th-TH วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ 3027-8589 เมทริกซ์ประเมินความเสี่ยงอุทกภัย เพื่อเสริมขีดความสามารถในการจัดการภัยพิบัติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: กรณีอำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/288697 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อพัฒนาเมทริกซ์ประเมินความเสี่ยงอุทกภัยระดับท้องถิ่น : กรณีอำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา และ 2. เสนอแนวทางการเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการอุทกภัยระดับท้องถิ่น ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น : กรณีอำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา คณะผู้วิจัยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) โดยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ บุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 30 คน และกรรมการชุมชนจำนวน 80 คน ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องจัดการภัยพิบัติ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ระหว่างเดือนมีนาคม พ.ศ. 2566 ถึง เดือนมีนาคม พ.ศ. 2567 และการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาเมทริกซ์ประเมินความเสี่ยงอุทกภัย ผลการวิจัยพบว่า 1. การพัฒนาเมทริกซ์ประเมินความเสี่ยงอุทกภัย ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ขั้นตอนที่หนึ่ง สร้างรายการประเมินความเสี่ยงองค์ประกอบอุทกภัย ขั้นตอนที่สอง สร้างตารางเมทริกซ์ประเมินความเสี่ยงอุทกภัย ขั้นตอนที่สาม สร้างเมทริกซ์การประเมินผลและการจัดลำดับความสำคัญความเสี่ยง และ ขั้นตอนที่สี่ รายงานผลการประเมินความเสี่ยง 2. แนวทางการเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการอุทกภัยระดับท้องถิ่น ได้แก่ การปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการอุทกภัยพจากเชิงรับสู่เชิงรุก การเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านองค์ประกอบความเสี่ยงอุทกภัยอย่างเป็นระบบ การพัฒนากระบวนการวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงอุทกภัยอย่างเป็นขั้นตอน และ การยกระดับศักยภาพบุคลากรสู่ความเป็นมืออาชีพด้านการบริหารจัดการอุทกภัย</p> วรัชยา เชื้อจันทึก ธานี จงยัง ประพจน์ คงบุญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-04 2026-09-04 15 2 375 393 10.14456/gjl.2026.19 สภาพและเงื่อนไขความสำเร็จในการพัฒนาการจัดการปกครองท้องถิ่นดิจิทัล: กรณีศึกษาเทศบาลนครนนทบุรี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/287858 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพการนำระบบเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการจัดการปกครองท้องถิ่นของเทศบาลนครนนทบุรี และ 2) เงื่อนไขความสำเร็จของการนำระบบเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการจัดการปกครองท้องถิ่นของเทศบาลนครนนทบุรี ใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ เลือกกรณีศึกษาจากเทศบาลนครนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ทำการเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่เลือกแบบเจาะจงจำนวน 22 คน จากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำระบบเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการจัดการปกครองท้องถิ่นของเทศบาลนครนนทบุรี และการวิจัยเอกสารที่เกี่ยวข้อง ทำการวิเคราะห์ข้อมูลแบบการวิเคราะห์เนื้อหาด้วยการสรุปความแบบอุปนัยของข้อมูลที่สอดคล้องกัน ผลการศึกษาพบว่า 1) เทศบาลนครนนทบุรีมีการขับเคลื่อนการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการจัดการปกครองท้องถิ่นจากนโยบายของผู้บริหารที่ชัดเจน มีบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญและมีศักยภาพในการปฏิบัติงาน และมีแนวทางในการบริหารจัดการเมืองด้วยการบูรณาการงานบริการสาธารณะด้านต่างๆ เข้ากับระบบเทคโนโลยีดิจิทัล โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนและภาคีเครือข่ายเพื่อพัฒนาท้องถิ่นให้ตรงตามบริบทของเมือง และ 2) เงื่อนไขความสำเร็จของการนำระบบเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการจัดการปกครองท้องถิ่นของเทศบาลนครนนทบุรี ประกอบด้วย 1) เงื่อนไขจากกลไกการบริหารจัดการขององค์กร ได้แก่ (1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารท้องถิ่น (2) ระบบทำงานและความพร้อมขององค์กรที่ขับเคลื่อน (3) การมีส่วนร่วมและสนับสนุนจากภาคประชาชนในพื้นที่ (4) การได้รับการสนับสนุนจากภาคีเครือข่ายต่างๆ และ 2 เงื่อนไขจากการนำระบบเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้งาน ได้แก่ (1) การมีกลยุทธ์และวิสัยทัศน์ด้านดิจิทัลขององค์การที่ชัดเจน (2) การปรับให้เป็นคนดิจิทัลและสร้างวัฒนธรรมการทำงานแบบดิจิทัล (3) การเปลี่ยนแปลงกระบวนการและการบริหารจัดการให้เป็นดิจิทัล และ (4) การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการเปลี่ยนแปลงองค์การอย่างเต็มที่</p> นพพล อัคฮาด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-04 2026-09-04 15 2 394 410 10.14456/gjl.2026.20 มาตรฐานแรงงานในกฎหมายการค้าโลกกับผลกระทบต่อผู้ประกอบการ สิ่งทอไทยภายใต้กรอบสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/288037 <p>อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงของกฎเกณฑ์การค้าโลก จากมาตรการภาษีและโควตาไปสู่มาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี โดยเฉพาะมาตรฐานแรงงานที่สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปใช้เป็นเงื่อนไขในการเข้าถึงตลาด ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวต่อข้อกำหนดด้านแรงงาน สิทธิมนุษยชน และระบบตรวจสอบย้อนกลับในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ผลกระทบของมาตรฐานแรงงานต่อผู้ประกอบการสิ่งทอไทย (2) การปรับตัวและอุปสรรคในการปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงานของประเทศผู้นำเข้า และ (3) แนวทางการพัฒนามาตรฐานแรงงานไทยสู่มาตรฐานสากล โดยใช้วิธีวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) จากข้อมูลทุติยภูมิ ได้แก่ กฎหมายระหว่างประเทศ รายงานขององค์การระหว่างประเทศ งานวิจัย บทความวิชาการ และเอกสารทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แล้วนำมาวิเคราะห์เชิงคุณภาพด้วยการตีความและสังเคราะห์เชิงกฎหมายเปรียบเทียบ ผลการศึกษาพบว่า มาตรฐานแรงงานได้พัฒนาเป็นมาตรการกำกับการค้าโลกในลักษณะ Non-Product Related Process and Production Methods (NPR-PPMs) ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องแบกรับต้นทุนการปฏิบัติตามมาตรฐานเพิ่มขึ้น ทั้งด้านสภาพการจ้างงาน ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และการรับรองมาตรฐานสากล โดย SMEs ได้รับผลกระทบมากที่สุด นอกจากนี้ ไทยยังเผชิญข้อจำกัดจากการที่ยังไม่ได้ให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 งานวิจัยเสนอให้ประเทศไทยเร่งปรับปรุงกฎหมายแรงงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล จัดตั้งคณะกรรมการสนับสนุน SMEs ในการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับและการรับรองมาตรฐานแรงงาน รวมทั้งส่งเสริมมาตรฐานแรงงานแห่งชาติในรูปแบบThai Green Labor เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของสินค้าไทยและรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก</p> สุดา เตชะประจักษ์จิตต์ ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-04 2026-09-04 15 2 411 422 10.14456/gjl.2026.21