วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu
<p><strong>วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์<br />Governance Journal, Kalasin University<br /></strong><strong>ISSN: 3027-8589 (Online) <br /><br /></strong>วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ เป็นวารสารวิชาการที่ครอบคลุมสาขารัฐประศาสนศาสตร์ สาขานิติศาสตร์ สาขารัฐศาสตร์ และสาขาสังคมศาสตร์ที่เกี่ยวข้องด้านการบริหารภาครัฐ โดยยินดีรับบทความจากนักวิชาการและนักวิจัยทั้งชาวไทยและต่างประเทศเพื่อนำเสนอในรูปแบบบทความวิชาการ บทความวิจัย และบทความปริทัศน์หนังสือ โดยเป็นสิ่งพิมพ์เผยแพร่ผลงานที่มีกำหนดเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ ในเดือนมิถุนายน และเดือนธันวาคม ซึ่งบทความที่ลงตีพิมพ์ทุกเรื่องได้รับการตรวจทางวิชาการโดยผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก (Peer Review) จำนวน 3 คน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาของบทความและมาจากหลากหลายสถาบันภายนอก มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ และไม่ได้อยู่ในสังกัดเดียวกันกับผู้เขียน ข้อคิดเห็นใดๆ ของบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารการบริหารปกครองเล่มนี้เป็นของผู้เขียนบทความ คณะผู้จัดทำวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือรับผิดชอบต่อความคิดเห็นของผู้เขียนบทความดังกล่าวแต่ประการใด และกองบรรณาธิการวารสารการบริหารปกครอง ไม่สงวนสิทธิคัดลอกเนื้อหาหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของเนื้อหาในบทความต่าง ๆ แต่ให้อ้างอิงที่มาของข้อความที่นำไปกล่าวอ้างในที่ต่าง ๆ อย่างถูกต้องเหมาะสมตามหลักวิชาการ</p>
Kalasin University /มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
th-TH
วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
3027-8589
-
เมทริกซ์ประเมินความเสี่ยงอุทกภัย เพื่อเสริมขีดความสามารถในการจัดการภัยพิบัติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: กรณีอำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/288697
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อพัฒนาเมทริกซ์ประเมินความเสี่ยงอุทกภัยระดับท้องถิ่น : กรณีอำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา และ 2. เสนอแนวทางการเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการอุทกภัยระดับท้องถิ่น ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น : กรณีอำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา คณะผู้วิจัยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) โดยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ บุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 30 คน และกรรมการชุมชนจำนวน 80 คน ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องจัดการภัยพิบัติ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ระหว่างเดือนมีนาคม พ.ศ. 2566 ถึง เดือนมีนาคม พ.ศ. 2567 และการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาเมทริกซ์ประเมินความเสี่ยงอุทกภัย ผลการวิจัยพบว่า 1. การพัฒนาเมทริกซ์ประเมินความเสี่ยงอุทกภัย ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ขั้นตอนที่หนึ่ง สร้างรายการประเมินความเสี่ยงองค์ประกอบอุทกภัย ขั้นตอนที่สอง สร้างตารางเมทริกซ์ประเมินความเสี่ยงอุทกภัย ขั้นตอนที่สาม สร้างเมทริกซ์การประเมินผลและการจัดลำดับความสำคัญความเสี่ยง และ ขั้นตอนที่สี่ รายงานผลการประเมินความเสี่ยง 2. แนวทางการเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการอุทกภัยระดับท้องถิ่น ได้แก่ การปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการอุทกภัยพจากเชิงรับสู่เชิงรุก การเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านองค์ประกอบความเสี่ยงอุทกภัยอย่างเป็นระบบ การพัฒนากระบวนการวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงอุทกภัยอย่างเป็นขั้นตอน และ การยกระดับศักยภาพบุคลากรสู่ความเป็นมืออาชีพด้านการบริหารจัดการอุทกภัย</p>
วรัชยา เชื้อจันทึก
ธานี จงยัง
ประพจน์ คงบุญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-04
2026-09-04
15 2
375
393
10.14456/gjl.2026.19
-
สภาพและเงื่อนไขความสำเร็จในการพัฒนาการจัดการปกครองท้องถิ่นดิจิทัล: กรณีศึกษาเทศบาลนครนนทบุรี
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/287858
<p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพการนำระบบเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการจัดการปกครองท้องถิ่นของเทศบาลนครนนทบุรี และ 2) เงื่อนไขความสำเร็จของการนำระบบเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการจัดการปกครองท้องถิ่นของเทศบาลนครนนทบุรี ใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ เลือกกรณีศึกษาจากเทศบาลนครนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ทำการเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่เลือกแบบเจาะจงจำนวน 22 คน จากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำระบบเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการจัดการปกครองท้องถิ่นของเทศบาลนครนนทบุรี และการวิจัยเอกสารที่เกี่ยวข้อง ทำการวิเคราะห์ข้อมูลแบบการวิเคราะห์เนื้อหาด้วยการสรุปความแบบอุปนัยของข้อมูลที่สอดคล้องกัน ผลการศึกษาพบว่า 1) เทศบาลนครนนทบุรีมีการขับเคลื่อนการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการจัดการปกครองท้องถิ่นจากนโยบายของผู้บริหารที่ชัดเจน มีบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญและมีศักยภาพในการปฏิบัติงาน และมีแนวทางในการบริหารจัดการเมืองด้วยการบูรณาการงานบริการสาธารณะด้านต่างๆ เข้ากับระบบเทคโนโลยีดิจิทัล โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนและภาคีเครือข่ายเพื่อพัฒนาท้องถิ่นให้ตรงตามบริบทของเมือง และ 2) เงื่อนไขความสำเร็จของการนำระบบเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการจัดการปกครองท้องถิ่นของเทศบาลนครนนทบุรี ประกอบด้วย 1) เงื่อนไขจากกลไกการบริหารจัดการขององค์กร ได้แก่ (1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารท้องถิ่น (2) ระบบทำงานและความพร้อมขององค์กรที่ขับเคลื่อน (3) การมีส่วนร่วมและสนับสนุนจากภาคประชาชนในพื้นที่ (4) การได้รับการสนับสนุนจากภาคีเครือข่ายต่างๆ และ 2 เงื่อนไขจากการนำระบบเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้งาน ได้แก่ (1) การมีกลยุทธ์และวิสัยทัศน์ด้านดิจิทัลขององค์การที่ชัดเจน (2) การปรับให้เป็นคนดิจิทัลและสร้างวัฒนธรรมการทำงานแบบดิจิทัล (3) การเปลี่ยนแปลงกระบวนการและการบริหารจัดการให้เป็นดิจิทัล และ (4) การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการเปลี่ยนแปลงองค์การอย่างเต็มที่</p>
นพพล อัคฮาด
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-04
2026-09-04
15 2
394
410
10.14456/gjl.2026.20
-
มาตรฐานแรงงานในกฎหมายการค้าโลกกับผลกระทบต่อผู้ประกอบการ สิ่งทอไทยภายใต้กรอบสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/288037
<p>อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงของกฎเกณฑ์การค้าโลก จากมาตรการภาษีและโควตาไปสู่มาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี โดยเฉพาะมาตรฐานแรงงานที่สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปใช้เป็นเงื่อนไขในการเข้าถึงตลาด ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวต่อข้อกำหนดด้านแรงงาน สิทธิมนุษยชน และระบบตรวจสอบย้อนกลับในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ผลกระทบของมาตรฐานแรงงานต่อผู้ประกอบการสิ่งทอไทย (2) การปรับตัวและอุปสรรคในการปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงานของประเทศผู้นำเข้า และ (3) แนวทางการพัฒนามาตรฐานแรงงานไทยสู่มาตรฐานสากล โดยใช้วิธีวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) จากข้อมูลทุติยภูมิ ได้แก่ กฎหมายระหว่างประเทศ รายงานขององค์การระหว่างประเทศ งานวิจัย บทความวิชาการ และเอกสารทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แล้วนำมาวิเคราะห์เชิงคุณภาพด้วยการตีความและสังเคราะห์เชิงกฎหมายเปรียบเทียบ ผลการศึกษาพบว่า มาตรฐานแรงงานได้พัฒนาเป็นมาตรการกำกับการค้าโลกในลักษณะ Non-Product Related Process and Production Methods (NPR-PPMs) ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องแบกรับต้นทุนการปฏิบัติตามมาตรฐานเพิ่มขึ้น ทั้งด้านสภาพการจ้างงาน ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และการรับรองมาตรฐานสากล โดย SMEs ได้รับผลกระทบมากที่สุด นอกจากนี้ ไทยยังเผชิญข้อจำกัดจากการที่ยังไม่ได้ให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 งานวิจัยเสนอให้ประเทศไทยเร่งปรับปรุงกฎหมายแรงงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล จัดตั้งคณะกรรมการสนับสนุน SMEs ในการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับและการรับรองมาตรฐานแรงงาน รวมทั้งส่งเสริมมาตรฐานแรงงานแห่งชาติในรูปแบบThai Green Labor เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของสินค้าไทยและรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก</p>
สุดา เตชะประจักษ์จิตต์
ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-04
2026-09-04
15 2
411
422
10.14456/gjl.2026.21
-
ผลกระทบของการบังคับใช้มาตรการป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของจังหวัดกาฬสินธุ์ ต่อผู้ประกอบอาชีพในสถานบันเทิง ในเขตอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/288116
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบจากการบังคับใช้มาตรการป้องกันและควบคุมโรค COVID-19 ของจังหวัดกาฬสินธุ์ ต่อผู้ประกอบอาชีพในสถานบันเทิงในเขตอำเภอเมืองกาฬสินธุ์จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ประกอบอาชีพในสถานบันเทิงในเขตอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เครื่องมือในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 83 คน จากสถานบันเทิง จำนวน 3 แห่ง และการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 6 คน จากร้านตะวันแดง มหาซน กาฬสินธุ์ ห้องอาหารกุฉินารายณ์ และบ้านกรู คลับแอนด์บาร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลวิจัยพบว่า ระดับผลกระทบจากการบังคับใช้มาตรการป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) อยู่ในระดับมาก ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" /> = 3.56, S.D. = 0.35) โดยมิติที่ได้รับผลกระทบสูงสุด คือ ด้านเศรษฐกิจ รองลงมา คือ ด้านสังคม และด้านการบังคับใช้กฎหมาย ตามลำดับ และผลจากการวิเคราะห์เชิงคุณภาพยังสะท้อนให้เห็นว่า แม้จะมีการยกเลิกมาตรการไปแล้ว แต่ผู้ประกอบอาชีพในสถานบันเทิงยังคงได้รับผลกระทบสืบเนื่องทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ภาครัฐควรนำผลกระทบที่เกิดขึ้นไปใช้เป็นข้อมูลในกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะและการจัดการภาวะวิกฤตในอนาคต รวมถึงการออกแบบมาตรการเยียวยาที่ครอบคลุมทุกกลุ่มอาชีพอย่างทั่วถึง เข้าถึงง่าย รวดเร็ว และตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นธรรมทางสังคม เพื่อให้นโยบายของรัฐสามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้รับการยอมรับจากประชาชนอย่างถ้วนหน้า</p>
เมวิกา หาญอาษา
วนิดา พรมหล้า
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-10
2026-09-10
15 2
423
448
10.14456/gjl.2026.22
-
การตีความเหตุสุดวิสัยและผลกระทบต่อสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ในสถานการณ์โควิด-19: ศึกษากฎหมายไทยเปรียบเทียบกับ สหภาพยุโรปและญี่ปุ่น
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/288300
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการตีความและการปรับใช้หลัก “เหตุสุดวิสัย” ในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐภายใต้พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 โดยมุ่งวิเคราะห์ปัญหาการขยายระยะเวลาตามสัญญาในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) รวมทั้งศึกษาเปรียบเทียบแนวทางการบริหารสัญญาภาครัฐของสหภาพยุโรปและประเทศญี่ปุ่นภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งใช้วิธีการวิจัยเชิงเอกสาร (Doctrinal Research) โดยศึกษาวิเคราะห์บทบัญญัติของกฎหมาย ระเบียบ หนังสือเวียนของกรมบัญชีกลาง แนวคำพิพากษาของศาลปกครอง ตลอดจนกฎหมายและแนวปฏิบัติของสหภาพยุโรปและประเทศญี่ปุ่นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐในภาวะวิกฤติ ผลการศึกษาพบว่า การตีความเหตุสุดวิสัยในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐไม่อาจยึดหลักกฎหมายแพ่งเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องพิจารณาร่วมกับหลักกฎหมายมหาชน โดยเฉพาะหลักความต่อเนื่องของบริการสาธารณะ หลักความได้สัดส่วน และหลักธรรมาภิบาล เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างประโยชน์สาธารณะกับภาระของคู่สัญญาฝ่ายเอกชน ทั้งนี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 อาจถือเป็นเหตุสุดวิสัยหรือเหตุที่คู่สัญญาไม่ต้องรับผิด อันเป็นเหตุให้สามารถขยายระยะเวลาตามมาตรา 102 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ นอกจากนี้ แนวทางการแก้ไขสัญญาตาม Directive 2014/24/EU และแนวทางบริหารสัญญาภาครัฐของประเทศญี่ปุ่นในภาวะฉุกเฉิน ยังสะท้อนให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในการบริหารสัญญาภาครัฐภายใต้สถานการณ์วิกฤติ ผู้เขียนเสนอว่า ควรกำหนดแนวทางหรือหลักเกณฑ์กลางในการตีความเหตุสุดวิสัยและการขยายระยะเวลาตามสัญญาให้มีความชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อเสริมสร้างความแน่นอนทางกฎหมาย ลดความแตกต่างในการใช้ดุลพินิจของหน่วยงานของรัฐ และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐในสถานการณ์ฉุกเฉิน</p>
นิษฐนาถ บุลสถาพร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-10
2026-09-10
15 2
449
465
10.14456/gjl.2026.23
-
การประเมินความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากมุมมอง ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดขอนแก่น
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/288130
<p>การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นความท้าทายสำคัญระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างซับซ้อน โดยเฉพาะในจังหวัดขอนแก่นซึ่งเป็นศูนย์กลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีความเปราะบางสูงต่อภัยแล้ง อุทกภัย และความแปรปรวนของฤดูกาล งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินและจัดลำดับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในจังหวัดขอนแก่นจากมุมมองขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยอิงกรอบแผนการปรับตัวแห่งชาติ (National Adaptation Plan: NAP) การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงปริมาณ โดยเก็บข้อมูลจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวน 213 แห่ง จากทั้งหมด 225 แห่ง คิดเป็นอัตราการตอบกลับร้อยละ 94.67 ผ่านแบบสอบถามที่ครอบคลุม 6 ด้านความเสี่ยง ได้แก่ ทรัพยากรน้ำ เกษตรกรรมและความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว สาธารณสุข ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ และการตั้งถิ่นฐานและโครงสร้างพื้นฐาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา คำนวณค่าความเสี่ยง (Risk Score) จากความถี่ในการเกิดเหตุการณ์ (Likelihood) และระดับผลกระทบ (Impact) และจัดระดับความเสี่ยงด้วยเมทริกซ์ความเสี่ยง (Risk Matrix) ผลการศึกษาพบว่าความเสี่ยงทั้ง 6 ด้านอยู่ในระดับปานกลาง (Moderate) ทั้งสิ้น โดยด้านทรัพยากรน้ำมีค่าความเสี่ยงสูงสุด (Risk Score = 6.63) รองลงมาคือด้านการตั้งถิ่นฐานและโครงสร้างพื้นฐาน (6.24) และด้านสาธารณสุข (5.99) ขณะที่ด้านทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพมีค่าความเสี่ยงต่ำสุด (4.99) ผลดังกล่าวสะท้อนว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ความสำคัญกับความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนและโครงสร้างพื้นฐานในระยะสั้นมากกว่าความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศที่เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป งานวิจัยเสนอให้นำข้อมูล Risk Score เชิงพื้นที่มาใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการวางแผนปรับตัวในระดับท้องถิ่น เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดลำดับความสำคัญและจัดสรรทรัพยากรได้อย่างตรงจุด รวมถึงเสริมสร้างขีดความสามารถในการจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบและยั่งยืน</p>
นาตารี บึงจันทร์
ณรงค์เดช มหาศิริกุล
สิรวิชญ์ รัฐไสย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-18
2026-09-18
15 2
466
491
10.14456/gjl.2026.24
-
การพัฒนาทรัพยากรท้องถิ่นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ : กรณีศึกษาตำบลตากูก อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/288279
<p>งานวิจัยเรื่อง การพัฒนาทรัพยากรท้องถิ่นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ : กรณีศึกษาตำบลตากูก อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์ศักยภาพทรัพยากรท้องถิ่นในพื้นที่ตำบลตากูก อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ (2) พัฒนาผลิตภัณฑ์จากทรัพยากรท้องถิ่นโดยประยุกต์ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันผลิตภัณฑ์ชุมชนเชิงพาณิชย์ (3) วิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนา โดยใช้การวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทน (CBA) และ (4) ประเมินผลลัพธ์ของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนในด้านการเปลี่ยนแปลงรายได้ครัวเรือน และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน การวิจัยนี้ใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสาน โดยประยุกต์ใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) เป็นกรอบหลักในการขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนา กลุ่มตัวอย่างจำนวน 35 คน ได้รับการคัดเลือกด้วยวิธีการแบบเจาะจง จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงกับการใช้ประโยชน์ทรัพยากรท้องถิ่น ประกอบด้วยผู้ประกอบการชุมชน ผู้นำชุมชน ผู้มีองค์ความรู้ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น และตัวแทนครัวเรือนในตำบลตากูก ซึ่งเข้าร่วมกระบวนการวิจัยตลอดในการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ได้แก่ การวิเคราะห์ศักยภาพทรัพยากร การวางแผน การพัฒนาทดสอบผลิตภัณฑ์ และการประเมินผล สะท้อนความคิดร่วมกัน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม แบบสอบถาม และแบบบันทึกต้นทุน–ผลตอบแทนรายผลิตภัณฑ์ การตรวจสอบเครื่องมือดำเนินการโดยการตรวจสอบดัชนีความสอดคล้อง (IOC≥0.76) และตรวจสอบค่าความเชื่อมั่นด้วยสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.87 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหาเชิงประเด็นร่วมกับการตรวจสอบสามเส้า ขณะที่ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วยสถิติพรรณนา การทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยแบบกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน เพื่อเปรียบเทียบรายได้ก่อนและหลังการพัฒนา และการวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทน (CBA) โดยอัตราคิดลด (Discount Rate) ร้อยละ 7 ต่อปี อ้างอิงจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลและอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารพาณชย์ไทย ปีงบประมาณ 2567 ผลการวิจัยพบว่าทรัพยากรท้องถิ่นที่มีศักยภาพสูงสุดในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน ได้แก่ใบหม่อนและสมุนไพรพื้นบ้าน โดยมีคะแนนการประเมินศักยภาพโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" />= 4.00, S.D.=0.62) กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม นำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์มีประสิทธิผลในระดับมาก ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" />= 4.25 S.D.=0.56) สะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นกลไกสำคัญในการสร้างผลิตภัณฑ์เชิงพื้นที่ การวิเคราะห์มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจพบว่ากระบวนการแปรรูปสามารถยกระดับมูลค่าจากวัตถุดิบตั้งต้นได้ประมาณ 5-6 เท่า และเมื่อเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกันในท้องตลาด พบว่าผลิตภัณฑ์ชุมชนมีต้นทุนการผลิตต่ำ เนื่องจากข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างจากการเข้าถึงวัตถุดิบโดยตรงในชุมชน ผลการวิเคราะห์ CBA พบว่าผลิตภัณฑ์ทั้งสองชนิดมีอัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน สูงกว่า 1 (BCR = 1.80 และ 1.78 ตามลำดับ) แสดงถึงความคุ้มค่าในการลงทุนในระดับชุมชน นอกจากนี้ รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 และผลการทดสอบด้วย Paired Samples <br />t-test ยืนยันว่ารายได้หลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 5.89, p < 0.01) ทั้งนี้ ผลการวิจัยยังพบว่าการเพิ่มขึ้นของรายได้ไม่ได้เกิดจากกระบวนการแปรรูปเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการบูรณาการสามกลไกร่วมกัน ได้แก่ การแปรรูปที่สร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบ การรวมกลุ่มที่ลดต้นทุนต่อหน่วยและเพิ่มอำนาจต่อรอง และทุนทางสังคมที่เกิดจากกระบวนการ PAR ซึ่งสร้างความไว้วางใจและการแบ่งงานที่มีประสิทธิภาพระหว่างสมาชิก งานวิจัยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน ควบคู่กับการวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์ เป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ยกระดับรายได้ครัวเรือน และเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน ข้อค้นพบใหม่ที่สำคัญของงานวิจัยยืนยันว่ากระบวนการ PAR ทำหน้าที่เป็นทั้งกลไกพัฒนาผลิตภัณฑ์และกลไกสร้างมาตรฐานการผลิต และข้อได้เปรียบในการแข่งขันที่แท้จริงของผลิตภัณฑ์ชุมชนตากูกอยู่ที่การควบคุมห่วงโซ่วัตถุดิบภายในชุมชน ซึ่งสร้างต้นทุนที่ต่ำกว่าตลาดอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น หน่วยงานภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์บนฐานทรัพยากรท้องถิ่นควบคู่กับการสนับสนุนการรับรองมาตรฐาน การพัฒนาแบรนด์เชิงอัตลักษณ์ และการเชื่อมโยงเครือข่ายทางเศรษฐกิจ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว</p>
วิมลกานต์ นิธิศิริวริศกุล
พิมภัสสร ชูตระกูล
พรรณนิการ์ กงจักร
ณัฐสุรางค์ ปุคคละนันทน์
อภิสิทธิ์ สมอุปฮาด
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-18
2026-09-18
15 2
492
519
10.14456/gjl.2026.25
-
ปัญหาและแนวทางการบริหารจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรี เทศบาลเมืองนอกเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/288484
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษากระบวนการและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองนอกเมือง จังหวัดสุรินทร์ 2. เพื่อศึกษาปัญหาการบริหารจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรีเมืองนอกเมือง และ 3. เพื่อศึกษาหาแนวทางการบริหารจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองนอกเมือง เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการศึกษาเอกสาร ระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง และการสัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเทศบาลเมืองนอกเมือง และประธานกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง จำนวน 40 ราย ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า (1) กระบวนการเลือกตั้งแบ่งเป็น 4 ช่วง ได้แก่ 1) กระบวนการก่อนประกาศให้มีการเลือกตั้ง 2) กระบวนการหลังประกาศให้มีการเลือกตั้ง 3) กระบวนการในวันเลือกตั้ง และ 4) กระบวนการหลังวันเลือกตั้ง (2) กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติมระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติมระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลีอกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2563 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2563 ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการจัดยานพาหนะโดยหน่วยงานของรัฐเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2563 และประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่องประเภทของค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2563 (3) ผลการศึกษาปัญหาการเลือกตั้ง พบปัญหาใน 3 ระยะ คือ 1) ก่อนการจัดการเลือกตั้ง 2) วันเลือกตั้ง และ 3) ช่วงปิดหีบลงคะแนนและนับคะแนน และ (4) ผลการศึกษาหาแนวทางการบริหารจัดการเลือกตั้ง ดังนี้ 1) การพัฒนาศักยภาพการจัดการเลือกตั้งขององค์กรเครือข่ายการเลือกตั้ง 2) การปฏิรูปโครงสร้างและกระบวนการการบริหารจัดการเลือกตั้ง ได้แก่ แบบฟอร์ม การระบุคำสั่งการใช้งานและลำดับขั้นตอนลงบนแบบฟอร์มและเอกสารที่ใช้ในการรายงานผลการเลือกตั้ง ทั้งนี้เพื่อลดความสับสนของคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</p>
ชัชใช สมรภูมิ
ณัฐฐา ชววิสิฐ
อนุชา พิสมัย
ไพรินทร์ ศัตรูพินาศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-21
2026-09-21
15 2
520
539
10.14456/gjl.2026.26
-
แนวทางส่งเสริมบทบาทภาคประชาชนในการตรวจสอบการบริหารขององค์การบริหารส่วนตำบลชื่นชม อำเภอชื่นชม จังหวัดมหาสารคาม
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/288631
<p>การตรวจสอบการบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยภาคประชาชนเป็นองค์ประกอบสำคัญของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เนื่องจากช่วยส่งเสริมความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนตำบลหลายแห่งยังเผชิญข้อจำกัดด้านการสร้างการมีส่วนร่วมและกลไกการตรวจสอบจากภาคประชาชน การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และอุปสรรคของบทบาทภาคประชาชนในการตรวจสอบการบริหารขององค์การบริหารส่วนตำบลชื่นชม อำเภอชื่นชม จังหวัดมหาสารคาม และ 2) เสนอแนวทางการส่งเสริมบทบาทภาคประชาชนในการตรวจสอบการบริหารขององค์การบริหารส่วนตำบลชื่นชม การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 35 คน ได้แก่ ผู้บริหาร สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ผู้นำชุมชน กลุ่มอาสาสมัคร และตัวแทนภาคประชาชน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า บทบาทภาคประชาชนในการตรวจสอบการบริหารขององค์การบริหารส่วนตำบลชื่นชมยังอยู่ในลักษณะการมีส่วนร่วมเชิงรับ โดยพบปัจจัยที่เกี่ยวข้อง 6 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านบทบาทของผู้นำชุมชน พบว่าผู้นำชุมชนมีบทบาทเป็นตัวกลางในการสื่อสารข้อมูลระหว่างองค์การบริหารส่วนตำบลกับประชาชน แต่การถ่ายทอดข้อมูลยังไม่ทั่วถึง 2) ด้านความตระหนักของประชาชน พบว่าประชาชนส่วนหนึ่งยังมองว่าการตรวจสอบเป็นหน้าที่ของสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลและผู้นำชุมชน 3) ด้านความเข้มแข็งของชุมชน พบว่าการรวมกลุ่มเพื่อตรวจสอบการทำงานของ อบต. ยังไม่ต่อเนื่องและยังขึ้นอยู่กับแกนนำบางกลุ่ม 4) ด้านนโยบายและและบทบาทขององค์กรภาครัฐ พบว่าช่องทางการเปิดเผยข้อมูลและกลไกสนับสนุนการมีส่วนร่วมยังไม่เอื้อต่อการตรวจสอบเชิงรุก 5) ด้านผลประโยชน์ตอบแทน พบว่าประชาชนให้ความสำคัญกับกิจกรรมที่เห็นผลประโยชน์ต่อชุมชนอย่างชัดเจน และ 6) ด้านการสื่อสารและการประชาสัมพันธ์ พบว่าช่องทางการสื่อสารยังไม่ครอบคลุมกลุ่มผู้สูงอายุและประชาชนที่ไม่เข้าถึงเทคโนโลยี แนวทางการส่งเสริมบทบาทภาคประชาชน ได้แก่ การพัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชนและเครือข่าย STRONG การสร้างความรู้ด้านกฎหมาย สิทธิ หน้าที่ และภารกิจขององค์การบริหารส่วนตำบล การเพิ่มช่องทางสื่อสารที่เข้าใจง่ายและเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม และการออกแบบกลไกการมีส่วนร่วมที่เปิดโอกาสให้ประชาชนตรวจสอบการบริหารได้อย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม<strong><em> </em></strong></p>
สิริกัญญา เสติ
พิชิต เปลี่ยนขำ
สุธินี อัตถากร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-22
2026-09-22
15 2
540
567
10.14456/gjl.2026.27
-
สภาพปัญหา ความต้องการและการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน นิเวศการเรียนรู้เมืองกาฬสินธุ์ผ่านกลไกทุนศิลปวัฒนธรรมแบบร่วมมือ
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/287763
<p>การวิจัยเรื่อง สภาพปัญหา ความต้องการ และการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนนิเวศการเรียนรู้เมืองกาฬสินธุ์ผ่านกลไกทุนศิลปวัฒนธรรมแบบร่วมมือ มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยอยู่ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหานิเวศการเรียนรู้เมืองกาฬสินธุ์ 2) เพื่อศึกษาความต้องการพัฒนานิเวศการเรียนรู้เมืองกาฬสินธุ์ และ 3) เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมในดำเนินงานการพัฒนาให้เป็นพื้นที่ต้นแบบ (Sandbox) ของการพัฒนานิเวศเมืองด้วยการขับเคลื่อนกลไกทุนศิลปวัฒนธรรมแบบร่วมมือ การวิจัยครั้งนี้ได้ออกแบบวิธีการวิจัยโดยใช้เทคนิคการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถาม ซึ่งดำเนินการเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างจำนวน 500 คน ในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ทั้งสิ้น 41 ชุมชน ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหานิเวศการเรียนรู้เมืองกาฬสินธุ์ โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับน้อย (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" />=2.18 SD=1.29) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ด้านที่ค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านกายภาพและโครงสร้างพื้นฐาน (Physical and Infrastructure) อยู่ในระดับน้อย (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" />=2.33 SD=1.27) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านเศรษฐกิจ (Economic) อยู่ในระดับน้อย (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" />=1.90 SD=1.30) 2) ความต้องการพัฒนานิเวศการเรียนรู้เมืองกาฬสินธุ์ โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" />=3.87 SD=1.29) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่ค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (Environmental and Sustainability) อยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" />=4.06 SD=1.31) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านกายภาพและโครงสร้างพื้นฐาน (Physical and Infrastructure) อยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" />=3.68 SD=1.26) 3) การมีส่วนร่วมในดำเนินงานการพัฒนาให้เป็นพื้นที่ต้นแบบ (Sandbox) ของการพัฒนานิเวศเมืองด้วยการขับเคลื่อนกลไกทุนศิลปะวัฒนธรรมแบบมีส่วนร่วม โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" />=3.91 SD=1.27) เมื่อพิจารณาเป็น รายด้าน พบว่า ด้านที่ค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านการสื่อสารและการสร้างเครือข่าย (Communication and Networking) อยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" />=4.18 SD=1.24) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการติดตามและประเมินผล (Monitoring and Evaluation อยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{X}" alt="equation" />=3.68 SD=1.25) และ 4) แนวทางการดำเนินงานการพัฒนาให้เป็นพื้นที่ต้นแบบ (Sandbox) ของการพัฒนานิเวศเมืองด้วยการขับเคลื่อนกลไกทุนศิลปวัฒนธรรมแบบร่วมมือ พบว่า 1) การพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ (Sandbox) ของการพัฒนานิเวศเมือง 2) รูปแบบเครือข่ายภาครัฐเอกชนและประชาชนในการขับเคลื่อนพื้นที่ต้นแบบ (Sandbox) ของการพัฒนานิเวศเมือง 3) การสร้างการมีส่วนร่วมในฐานะพลเมือง (Citizen engagement) และ 4) การบริหารจัดการเครือข่ายแบบร่วมมือในการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ (Sandbox) ของการพัฒนานิเวศเมืองให้เกิดความความต่อเนื่องและยั่งยืน</p>
โสภณ มูลหา
พรพิทักษ์ เห็มบาสัตย์
พิพิธธนวดี สมคะเณย์
อ๊อต โนกระยอม
ปรีชา ทับสมบัติ
วนุชชิดา สุภัควนิช
กมลพัฒน์ ไชยสงคราม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-22
2026-09-22
15 2
568
594
10.14456/gjl.2026.28
-
วิจัยความสำเร็จการพัฒนาประเทศ : กรณีศึกษาการปฏิบัติหน้าที่กับ คสช.
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/291066
<p>ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผ่านปรากฎทางการเมืองหลายด้านมาอย่างเหลือคณานับ มีการนำปัจจัยทางด้านทฤษฎีชนชั้นนำ ทฤษฎีการปฏิรูป และทฤษฎีรัฐธรรมนูญ เข้ามาอธิบายปรากฎการณ์ต่างๆ ในฐานะสมาชิกสภาปฏิรูปประเทศด้านการเมือง การดำรงตำแหน่งกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) และการเป็น โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้สัมผัสปรากฎการณ์ที่ได้พบเห็นจากประสบการณ์ตรง นำมาศึกษาวิจัยเผยแพร่เกี่ยวกับการค้นพบ และความสำเร็จต่างๆ ในการทำหน้าที่คณะกรรมการชุดต่างๆ ขึ้นมา โดยหวังจะให้เป็นแนวทางและกระตุ้นเตือนให้กับผู้ทำหน้าที่เกี่ยวกับการพัฒนาประเทศ</p>
อมร วาณิชวิวัฒน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-22
2026-09-22
15 2
595
613
10.14456/gjl.2026.29
-
พลวัตการก่อรูปวาระนโยบายการขยายอายุเกษียณข้าราชการพลเรือนไทย พ.ศ. 2557–2568
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/289651
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ลำดับเหตุการณ์และการเปลี่ยนแปลงสถานะของวาระนโยบายการขยายอายุเกษียณข้าราชการพลเรือนไทย พ.ศ. 2557–2568 2) อธิบายกลไกการเชื่อมโยงกระแสปัญหา กระแสนโยบาย และกระแสการเมืองภายใต้เงื่อนไขเชิงสถาบันและวาทกรรมสาธารณะ และ 3) วิเคราะห์บทบาทและกลยุทธ์ของผู้ประกอบการนโยบายในแต่ละช่วงเวลา การวิจัยเชิงคุณภาพนี้ใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสารจำนวน 29 รายการ ประกอบด้วยเอกสารทางราชการ 3 รายการ ข่าวและบทความสื่อ 6 รายการ และงานวิชาการ 20 รายการ โดยใช้การลงรหัสเชิงธีมตามกรอบพหุกระแสร่วมกับการวิเคราะห์กรอบความหมายและการเปรียบเทียบเชิงเวลา ผลการวิจัยพบว่า การก่อรูปวาระนโยบายมีพัฒนาการอย่างไม่เป็นเส้นตรงและเปลี่ยนแปลงสถานะตามบริบทผ่าน 3 ช่วงเวลา โดยพัฒนาจากวาระเชิงยุทธศาสตร์ในช่วงแรกไปสู่สภาวะวาระถูกชะลอชั่วคราวในช่วงที่สองอันเนื่องมาจากวิกฤตโรคระบาดและแรงต้านด้านการแย่งงานคนรุ่นใหม่ และกลับเข้าสู่วาระศึกษาของฝ่ายบริหารในช่วงปัจจุบัน ข้อค้นพบชี้ให้เห็นกลไกสำคัญว่า แรงกดดันด้านประชากรและการคลังเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการเปิดหน้าต่างโอกาส แต่ต้องอาศัยผู้ประกอบการนโยบายในการใช้กลยุทธ์ประนีประนอมเชิงสถาบันและปรับข้อเสนอสู่ทางเลือกการจ้างงานที่ยืดหยุ่น เพื่อลดแรงต้านด้านวาทกรรมความไม่เท่าเทียมระหว่างรุ่นในพื้นที่สาธารณะ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายคือ รัฐบาลควรส่งเสริมรูปแบบการจ้างงานต่อหลังเกษียณโดยสมัครใจแบบยืดหยุ่น และปรับปรุงระบบบำนาญด้วยกลไกชะลอการรับบำนาญเพื่อรักษาความยั่งยืนทางการคลัง</p>
ปิยากร หวังมหาพร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-23
2026-09-23
15 2
614
635
10.14456/gjl.2026.30
-
"หาดใหญ่มูเตลู": แนวทางการพัฒนาส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวเชิงศรัทธา ของพื้นที่เทศบาลนครหาดใหญ่
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/288585
<p>บทความวิจัยเรื่องนี้มีที่มาจากบริบทของพื้นที่เทศบาลนครหาดใหญ่เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ มีประชากรและจำนวนรายได้ของพื้นที่จำนวนมาก รวมทั้งเมืองเศรษฐกิจมีนักท่องเที่ยวจากประเทศมาเลเซียจำนวนมาก บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลสภาพปัจจุบันของแหล่งท่องเที่ยวเชิงศรัทธา (มูเตลู) ในพื้นที่เทศบาลนครหาดใหญ่ 2) ศึกษาพฤติกรรมนักท่องเที่ยวด้านความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับแหล่งท่องเที่ยวเชิงศรัทธามูเตลู และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวเชิงศรัทธาของเทศบาลนครหาดใหญ่ การดำเนินการวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ด้วยวิธีการสัมภาษณ์และเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview) จากกลุ่มเป้าหมายผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 4 กลุ่ม ได้แก่ ผู้นำทางความเชื่อ หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง นักท่องเที่ยว และชาวบ้านในชุมชน ร่วมกับการสังเกตภาคสนามกับศึกษาเอกสาร ผลการวิจัยพบว่า แหล่งท่องเที่ยวเชิงศรัทธาในพื้นที่เทศบาลนครหาดใหญ่มีจำนวนทั้งสิ้น 20 แห่ง โดยสถานที่ที่ได้รับความนิยมสูงสุด 3 อันดับแรก คือ สวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่ วัดฉื่อฉาง และมูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) พฤติกรรมนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นชาวไทยเชื้อสายจีนและนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย สิงคโปร์ และจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งนิยมเดินทางมาสักการะในช่วงวันหยุดยาว เพื่อเสริมสิริมงคลในด้านการงาน การเงิน และโชคลาภ สำหรับแนวทางการพัฒนาประกอบด้วยการยกระดับต้นทุนทางวัฒนธรรมและความเชื่อให้เป็นทุนทางเศรษฐกิจของชุมชน การสร้างอัตลักษณ์การท่องเที่ยวพหุวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงระหว่างพุทธ อิสลาม และความเชื่อจีน อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยพบว่า ในอดีตมีการจัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยวมูเตลูในอำเภอหาดใหญ่มุ่งเน้นเพียงการประกอบพิธีกรรมเชิงพาณิชย์และใช้ผู้ดำเนินงานจากภายนอกพื้นที่ ซึ่งอาจไม่สะท้อนถึงภูมิสถานแห่งศรัทธาที่แท้จริง ผลการวิจัยชี้ว่า การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงศรัทธาของหาดใหญ่ควรดำเนินบนฐานทุนวัฒนธรรมท้องถิ่น ความร่วมมือของชุมชน และการจัดการเชิงสร้างสรรค์โดยเทศบาลนครหาดใหญ่</p>
สุทธิชัย รักจันทร์
สุรเชษ พรหมศาสตร์
ภาคิน เกษมปริยากร
วิทยา สามัญ
วันเฉลิม ว่องสนั่นศิลป์
ปัฐมพงศ์ รัตนโกศัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-23
2026-09-23
15 2
636
666
10.14456/gjl.2026.31
-
ความพร้อมขององค์กรในการปรับเปลี่ยนสู่รัฐบาลดิจิทัล : กรณีศึกษาสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดขอนแก่น
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/289489
<p>รัฐบาลไทยมุ่งขับเคลื่อนให้เกิดการปฏิรูประบบราชการตามแนวคิดรัฐบาลดิจิทัล ซึ่งส่งผลให้หน่วยงานราชการส่วนภูมิภาคต้องปรับกลไกนำนโยบายจากส่วนกลางสู่การปฏิบัติงานเชิงพื้นที่ งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาความพร้อมองค์กรในการปรับเปลี่ยนสู่รัฐบาลดิจิทัลของสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดขอนแก่น (พมจ.ขอนแก่น) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความพร้อมองค์กรในการปรับเปลี่ยนสู่รัฐบาลดิจิทัล 2) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการ และ 3) ศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาและอุปสรรค ผู้วิจัยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์บุคลากรของ พมจ.ขอนแก่น จำนวน 17 คน และใช้การวิเคราะห์เนื้อหาเพื่อสังเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า พมจ.ขอนแก่น มีความพร้อมองค์กรในการปรับเปลี่ยนสู่รัฐบาลดิจิทัล ระดับสูง ด้านแนวนโยบายและหลักปฏิบัติ ด้านบริการภาครัฐ ด้านกระบวนการพัฒนาด้วยข้อมูล ด้านการบริหารจัดการรูปแบบดิจิทัล และด้านศักยภาพเจ้าหน้าที่ภาครัฐด้านดิจิทัล ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการ คือ การปฏิบัติราชการตามระเบียบไม่เอื้อต่อการทำธุรกรรมแบบไร้กระดาษ บุคลากรมีความเหลื่อมล้ำทางทักษะดิจิทัลที่เกิดจากช่วงวัย ความไม่เชื่อมโยงของระบบฐานข้อมูลที่เกิดจากนำเข้าข้อมูลชุดเดิม และโครงสร้างพื้นฐานความล้าสมัยของอุปกรณ์ ส่งผลต่อประสิทธิภาพการประมวลผล ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ได้แก่ จัดทำนโยบายด้านดิจิทัลจากความต้องการทิศทางเดียวกันในบริบทของพื้นที่ สร้างมาตรฐานด้านข้อมูลเพื่อการประชาสัมพันธ์ผลงานภาครัฐกับจรรยาบรรณวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ลดความเหลื่อมล้ำทางทักษะดิจิทัลระหว่างช่วงวัยเน้นการจัดการความรู้ สรรหาบุคลากรเทคโนโลยีดิจิทัลประจำที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และจัดสรรงบประมาณด้านอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่ใหม่มีประสิทธิภาพ ในการสนับสนุนปรับเปลี่ยนสู่องค์กรดิจิทัลให้มากยิ่งขึ้น</p>
ภัทรานิษฐ์ วิทยตมาภรณ์
กฤชวรรธน์ โล่ห์วัชรินทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-23
2026-09-23
15 2
667
696
10.14456/gjl.2026.32
-
อำนาจฟ้องของพนักงานอัยการในคดีทุจริตที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติใช้ระยะเวลาไต่สวนเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/289999
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และมาตรการทางกฎหมายของประเทศไทยและต่างประเทศในประเด็นปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องของพนักงานอัยการในคดีทุจริตที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติใช้ระยะเวลาไต่สวนเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยเป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการศึกษาค้นคว้าทางเอกสาร เช่น ตำราทางวิชาการ รายงานการวิจัย วิทยานิพนธ์ รายงานและเอกสารของหน่วยงาน คำพิพากษาของศาล และข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต แล้วนำมาประมวลและวิเคราะห์ผลอย่างเป็นระบบเพื่อหาข้อสรุปและเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหา ผลการศึกษาพบว่า กำหนดระยะเวลาไต่สวนที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 นั้น ไม่ได้มีสภาพบังคับดังเช่นอายุความหรือระยะเวลาบังคับ แต่เป็นเพียงระยะเวลาเร่งรัดที่กำหนดขึ้นเพื่อเร่งรัดการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้เป็นไปด้วยความรวดเร็วโดยที่มิได้ตัดหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่จะดำเนินการไต่สวนภายหลังจากที่พ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ระยะเวลาดังกล่าวจึงไม่ส่งผลต่ออำนาจฟ้องของพนักงานอัยการในคดีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด แล้วผลการศึกษายังพบว่าในประเด็นปัญหาดังกล่าวนั้นยังมีสาเหตุที่สำคัญมาจากปัญหา 3 ประการ คือ 1) กระบวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่ไม่มีมาตรการควบคุมตรวจสอบที่รัดกุมเพียงพอ 2) การดำเนินคดีทุจริตในชั้นก่อนฟ้องที่มิได้เป็นไปตามหลักอำนาจสอบสวนฟ้องร้องเป็นกระบวนการเดียวกันหรือเป็นอำนาจเดียวกันและ 3) วิธีพิจารณาคดีของศาลที่ไม่สอดคล้องกับหลักการดำเนินคดีอาญาในระบบไต่สวน ซึ่งในปัญหาข้อที่ 1 เห็นควรมีการกำหนดมาตรการในการควบคุมตรวจสอบกระบวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ให้เป็นไปด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ปัญหาข้อที่ 2 เห็นควรปรับปรุงแก้ไขรูปแบบการดำเนินคดีทุจริตในชั้นก่อนฟ้องโดยกำหนดให้มีพนักงานอัยการ<br />เข้ามาร่วมไต่สวนในคดีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไต่สวนเกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดเพื่อช่วยให้การไต่สวนในคดีที่ล่วงพ้นกำหนดระยะเวลามาแล้วนั้นสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้โดยเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ส่วนปัญหาข้อที่ 3 เห็นว่าศาลที่มีหน้าที่พิจารณาพิพากษาคดีทุจริตควรยึดหลักการดำเนินคดีอาญาแบบระบบไต่สวน ยึดหลักการค้นหาความจริงในระบบตรวจสอบข้อเท็จจริง และให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน</p>
อนุสรณ์ คำแผง
กฤษฎา แสงเจริญทรัพย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-29
2026-09-29
15 2
697
731
10.14456/gjl.2026.33
-
ท้องถิ่นนิยมทางการเมืองในเลือกตั้งทั่วไปปี พ.ศ. 2569 : กรณีศึกษาเขต 3 จังหวัดอุบลราชธานี
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/288793
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการตัดสินใจลงคะเเนนเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วไปพ.ศ. 2569 เขต 3 จังหวัดอุบลราชธานี บนฐานแนวคิดท้องถิ่นนิยมทางการเมือง การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 30 คน แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้ลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2) แกนนำเครือข่ายคะแนนเสียง 3) ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เขต 3 จังหวัดอุบลราชธานี และ 4) ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ โดยใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและการวิเคราะห์เชิงแก่นสารเป็นวิธีหลักในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการศึกษาพบว่า การตัดสินใจลงคะแนนเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เขต 3 จังหวัดอุบลราชธานี สะท้อนลักษณะของท้องถิ่นนิยมทางการเมืองผ่าน 4 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ 1) ความสามารถของผู้ลงสมัครในการจัดสรรทรัพยากรและผลประโยชน์สู่พื้นที่ 2) เครือข่ายทางการเมืองและสังคม 3) ความเป็นคนในพื้นที่ของผู้ลงสมัคร และ 4) ความผูกพันเชิงพื้นที่ อย่างไรก็ตาม การซื้อเสียงยังคงปรากฏในการเลือกตั้งทั่วไปปี พ.ศ. 2569 แบบปูพรมผ่านเครือข่ายหัวคะแนนในท้องถิ่น เพื่อสร้างแรงจูงใจทางการเมืองและเพิ่มประสิทธิภาพการระดมคะแนนเสียงของผู้ลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร</p>
จิรัฏฐ์ จึงตระกูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-09-29
2026-09-29
15 2
732
752
10.14456/gjl.2026.34
-
บทบาทของบรรทัดฐานในฐานะแนวทางแก้ไขปัญหาทางกฎหมายอันเกิดจากการทับซ้อนกันของเนื้อหาสาระแห่งบทบัญญัติ ภายใต้สนธิสัญญาพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อม
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/288881
<p>การศึกษานี้มุ่งตรวจสอบปัญหาการทับซ้อนกันของเนื้อหาแห่งบทบัญญัติภายใต้สนธิสัญญาพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อม (Multilateral Environmental Treaties) โดยตั้งสมมติฐานว่าบรรทัดฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศสามารถทำหน้าที่เป็นกลไกในการระงับความขัดแย้งระหว่างพันธกรณีที่เกิดจากสนธิสัญญาพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อมได้ การศึกษาได้ดำเนินการจากข้อสังเกตที่ว่าอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 มิได้บัญญัติบทมาตราที่เพียงพอสำหรับการแก้ไขสถานการณ์ทั้งปวงอันเกิดจากการทับซ้อนกันในเนื้อหาสาระ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่สนธิสัญญาพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อมได้รับการทำขึ้นต่อเนื่องตามลำดับในห้วงเวลาและภูมิภาคที่แตกต่างกัน แต่กลับมุ่งกำกับดูแลเรื่องเดียวกัน จนท้ายที่สุดทำให้รัฐประสบปัญหาทางกฎหมายที่เรียกได้ว่าเป็น "ความไม่แน่นอนในการปฏิบัติตามพันธกรณี" ซึ่งก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการละเมิดสนธิสัญญาและบั่นทอนประสิทธิภาพของการธำรงรักษาไว้ซึ่งธรรมาภิบาลของสิ่งแวดล้อมโลก ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าความพยายามในการแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการอาศัยบรรทัดฐานมรดกร่วมของมวลมนุษยชาติ (Common Heritage of Mankind) และความห่วงกังวลร่วมของมวลมนุษยชาติ (Common Concern of Humankind) รวมทั้งวิธีการตีความสนธิสัญญาในรูปแบบต่าง ๆ นั้น ล้วนปรากฏว่าขาดความแน่ชัดทางกฎหมาย หรือมีข้อจำกัดเชิงปฏิบัติที่ขัดขวางการนำไปใช้อย่างได้ผล ด้วยเหตุนี้ เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวในเมื่อยังปราศจากแนวทางแก้ไขที่มีประสิทธิผล การศึกษานี้โดยอาศัยระเบียบวิธีวิจัยทางกฎหมายแบบผสมผสานระหว่างแนวทางหลักนิติศาสตร์ (doctrinal) และแนวทางเชิงบรรทัดฐาน (normative) และการประยุกต์ทฤษฎีศีลธรรมภายในของกฎหมาย (Internal Morality of Law) ของลอน ฟูลเลอร์ (Lon Fuller) ทฤษฎีกฎหมายปฏิสัมพันธ์ (Interactional Law) ทฤษฎีอัตลักษณ์เชิงปฏิบัติ (Practical Identity) ของคริสทีน คอร์สการ์ด (Christine Korsgaard) และทฤษฎีบรรทัดฐานนิยม (Normativity Theories) ของเดวิด ฮูม (David Hume) ตลอดจนของนักคิดคนอื่น ๆ เพื่อเสนอการกำหนดโครงสร้างของบรรทัดฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศบรรทัดฐานใหม่อันเป็นทางออกสำหรับปัญหาทางกฎหมายดังกล่าว การศึกษานี้เสนอให้มีการสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศใหม่ผ่านกระบวนการสื่อสารระหว่างรัฐที่มีโครงสร้างชัดเจนและดำเนินไปเป็นลำดับขั้น โดยอาศัยองค์กรของสหประชาชาติเป็นตัวกลางอำนวยความสะดวก ด้วยกรอบทฤษฎีที่ใช้ในการกำหนดทิศทางดังกล่าว บรรทัดฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศที่เสนอและสร้างขึ้นโดยผ่านกลไกที่อธิบายไว้ในการศึกษานี้จะก่อให้เกิดความรู้สึกแห่งพันธกรณีที่ถูกกลืนให้เป็นส่วนหนึ่งของจิตสำนึก (internalised sense of obligation) แก่รัฐ อันจะนำพาให้รัฐปฏิบัติตามมิใช่ด้วยความหวาดกลัวต่อบทลงโทษ หากแต่เป็นเพราะรับรู้ถึงความชอบธรรม (legitimacy) ของบรรทัดฐานนั้น อันจะไม่เพียงธำรงรักษาความเป็นไปได้และประสิทธิภาพของบรรทัดฐานดังกล่าวเองเท่านั้น แต่ยังรับประกันการปฏิบัติตามอย่างสมัครใจและมีประสิทธิผลของรัฐต่าง ๆ เพื่อให้ปัญหาทางกฎหมายอันเกิดจากการทับซ้อนกันของเนื้อหาสาระภายใต้สนธิสัญญาพหุภาคีด้านสิ่งแวดล้อมสามารถได้รับการแก้ไขโดยบรรทัดฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศดังกล่าว กล่าวในท้ายที่สุด การสร้างบรรทัดฐานใหม่นี้ยังเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงแห่งสถาปัตยกรรมของธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมโลกอีกด้วย</p>
วรพจน์ สืบประเสริฐกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-10-05
2026-10-05
15 2
753
776
10.14456/gjl.2026.35
-
การพัฒนาคุณภาพวารสารวิชาการเพื่อยกระดับสู่ฐานข้อมูลนานาชาติ: กรณีศึกษาวารสารการเมืองการปกครอง
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/291099
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์คุณภาพการดำเนินงานของวารสารการเมืองการปกครองตามองค์ประกอบที่สอดคล้องกับเกณฑ์การประเมินของฐานข้อมูลนานาชาติ และ (2) เสนอแนวทางการพัฒนาวารสารเพื่อเพิ่มความพร้อมในการเข้าสู่ฐานข้อมูลระดับนานาชาติ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสม โดยบูรณาการการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพเข้าด้วยกัน กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ ได้แก่ นักวิชาการและนักวิจัยที่เคยตีพิมพ์บทความในวารสารการเมืองการปกครอง จำนวน 30 คน ซึ่งคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขณะที่การวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ก่อนบูรณาการผลการวิจัยทั้งสองส่วนด้วยวิธีการตรวจสอบสามเส้า (Triangulation) ผลการวิจัยพบว่า วารสารการเมืองการปกครองมีคุณภาพการดำเนินงานโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเฉพาะด้านการบริหารจัดการวารสารและกระบวนการพิจารณาบทความซึ่งดำเนินงานสอดคล้องกับมาตรฐานสากล อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ควรได้รับการพัฒนา ได้แก่ การเพิ่มความเป็นนานาชาติของกองบรรณาธิการและผู้ทรงคุณวุฒิ การขยายเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศ การพัฒนาระบบการเผยแพร่แบบเปิด (Open Access) การกำหนดรหัสดิจิทัลประจำบทความ (DOI) และการเพิ่มการมองเห็นของวารสารในฐานข้อมูลสากล ผลการสังเคราะห์นำไปสู่ข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาวารสารใน 4 ด้าน ได้แก่ การบริหารจัดการวารสาร กระบวนการพิจารณาบทความ ความเป็นนานาชาติ และการเผยแพร่และการเข้าถึงบทความ พร้อมทั้งจัดทำแผนพัฒนาเชิงยุทธศาสตร์ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อยกระดับคุณภาพวารสารให้สอดคล้องกับเกณฑ์การประเมินของ Scopus และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของวารสารวิชาการไทยในระดับนานาชาติ</p>
กวินทร์ พิมจันนา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-10-05
2026-10-05
15 2
777
799
10.14456/gjl.2026.36