วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu <p><strong>วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์<br />Governance Journal, Kalasin University<br /></strong><strong>ISSN: 3027-8589 (Online) <br /><br /></strong>วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ เป็นวารสารวิชาการที่ครอบคลุมสาขารัฐประศาสนศาสตร์ สาขานิติศาสตร์ สาขารัฐศาสตร์ และสาขาสังคมศาสตร์ที่เกี่ยวข้องด้านการบริหารภาครัฐ โดยยินดีรับบทความจากนักวิชาการและนักวิจัยทั้งชาวไทยและต่างประเทศเพื่อนำเสนอในรูปแบบบทความวิชาการ บทความวิจัย และบทความปริทัศน์หนังสือ โดยเป็นสิ่งพิมพ์เผยแพร่ผลงานที่มีกำหนดเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ ในเดือนมิถุนายน และเดือนธันวาคม ซึ่งบทความที่ลงตีพิมพ์ทุกเรื่องได้รับการตรวจทางวิชาการโดยผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก (Peer Review) จำนวน 3 คน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาของบทความและมาจากหลากหลายสถาบันภายนอก มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ และไม่ได้อยู่ในสังกัดเดียวกันกับผู้เขียน ข้อคิดเห็นใดๆ ของบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารการบริหารปกครองเล่มนี้เป็นของผู้เขียนบทความ คณะผู้จัดทำวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือรับผิดชอบต่อความคิดเห็นของผู้เขียนบทความดังกล่าวแต่ประการใด และกองบรรณาธิการวารสารการบริหารปกครอง ไม่สงวนสิทธิคัดลอกเนื้อหาหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของเนื้อหาในบทความต่าง ๆ แต่ให้อ้างอิงที่มาของข้อความที่นำไปกล่าวอ้างในที่ต่าง ๆ อย่างถูกต้องเหมาะสมตามหลักวิชาการ</p> th-TH governance_journal@ksu.ac.th (Assoc.Prof.Dr.Kathanyoo Kaewhanam) ariya.po@ksu.ac.th (Asst.Prof.Dr.Ariya Pongsiri) Fri, 04 Sep 2026 13:16:38 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 เมทริกซ์ประเมินความเสี่ยงอุทกภัย เพื่อเสริมขีดความสามารถในการจัดการภัยพิบัติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: กรณีอำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/288697 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อพัฒนาเมทริกซ์ประเมินความเสี่ยงอุทกภัยระดับท้องถิ่น : กรณีอำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา และ 2. เสนอแนวทางการเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการอุทกภัยระดับท้องถิ่น ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น : กรณีอำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา คณะผู้วิจัยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) โดยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ บุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 30 คน และกรรมการชุมชนจำนวน 80 คน ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องจัดการภัยพิบัติ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ระหว่างเดือนมีนาคม พ.ศ. 2566 ถึง เดือนมีนาคม พ.ศ. 2567 และการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาเมทริกซ์ประเมินความเสี่ยงอุทกภัย ผลการวิจัยพบว่า 1. การพัฒนาเมทริกซ์ประเมินความเสี่ยงอุทกภัย ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ขั้นตอนที่หนึ่ง สร้างรายการประเมินความเสี่ยงองค์ประกอบอุทกภัย ขั้นตอนที่สอง สร้างตารางเมทริกซ์ประเมินความเสี่ยงอุทกภัย ขั้นตอนที่สาม สร้างเมทริกซ์การประเมินผลและการจัดลำดับความสำคัญความเสี่ยง และ ขั้นตอนที่สี่ รายงานผลการประเมินความเสี่ยง 2. แนวทางการเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการอุทกภัยระดับท้องถิ่น ได้แก่ การปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการอุทกภัยพจากเชิงรับสู่เชิงรุก การเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านองค์ประกอบความเสี่ยงอุทกภัยอย่างเป็นระบบ การพัฒนากระบวนการวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงอุทกภัยอย่างเป็นขั้นตอน และ การยกระดับศักยภาพบุคลากรสู่ความเป็นมืออาชีพด้านการบริหารจัดการอุทกภัย</p> วรัชยา เชื้อจันทึก, ธานี จงยัง, ประพจน์ คงบุญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/288697 Fri, 04 Sep 2026 00:00:00 +0700 สภาพและเงื่อนไขความสำเร็จในการพัฒนาการจัดการปกครองท้องถิ่นดิจิทัล: กรณีศึกษาเทศบาลนครนนทบุรี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/287858 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพการนำระบบเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการจัดการปกครองท้องถิ่นของเทศบาลนครนนทบุรี และ 2) เงื่อนไขความสำเร็จของการนำระบบเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการจัดการปกครองท้องถิ่นของเทศบาลนครนนทบุรี ใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ เลือกกรณีศึกษาจากเทศบาลนครนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ทำการเก็บข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่เลือกแบบเจาะจงจำนวน 22 คน จากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำระบบเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการจัดการปกครองท้องถิ่นของเทศบาลนครนนทบุรี และการวิจัยเอกสารที่เกี่ยวข้อง ทำการวิเคราะห์ข้อมูลแบบการวิเคราะห์เนื้อหาด้วยการสรุปความแบบอุปนัยของข้อมูลที่สอดคล้องกัน ผลการศึกษาพบว่า 1) เทศบาลนครนนทบุรีมีการขับเคลื่อนการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการจัดการปกครองท้องถิ่นจากนโยบายของผู้บริหารที่ชัดเจน มีบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญและมีศักยภาพในการปฏิบัติงาน และมีแนวทางในการบริหารจัดการเมืองด้วยการบูรณาการงานบริการสาธารณะด้านต่างๆ เข้ากับระบบเทคโนโลยีดิจิทัล โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนและภาคีเครือข่ายเพื่อพัฒนาท้องถิ่นให้ตรงตามบริบทของเมือง และ 2) เงื่อนไขความสำเร็จของการนำระบบเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการจัดการปกครองท้องถิ่นของเทศบาลนครนนทบุรี ประกอบด้วย 1) เงื่อนไขจากกลไกการบริหารจัดการขององค์กร ได้แก่ (1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารท้องถิ่น (2) ระบบทำงานและความพร้อมขององค์กรที่ขับเคลื่อน (3) การมีส่วนร่วมและสนับสนุนจากภาคประชาชนในพื้นที่ (4) การได้รับการสนับสนุนจากภาคีเครือข่ายต่างๆ และ 2 เงื่อนไขจากการนำระบบเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้งาน ได้แก่ (1) การมีกลยุทธ์และวิสัยทัศน์ด้านดิจิทัลขององค์การที่ชัดเจน (2) การปรับให้เป็นคนดิจิทัลและสร้างวัฒนธรรมการทำงานแบบดิจิทัล (3) การเปลี่ยนแปลงกระบวนการและการบริหารจัดการให้เป็นดิจิทัล และ (4) การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการเปลี่ยนแปลงองค์การอย่างเต็มที่</p> นพพล อัคฮาด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/287858 Fri, 04 Sep 2026 00:00:00 +0700 มาตรฐานแรงงานในกฎหมายการค้าโลกกับผลกระทบต่อผู้ประกอบการ สิ่งทอไทยภายใต้กรอบสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/288037 <p>อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของประเทศไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงของกฎเกณฑ์การค้าโลก จากมาตรการภาษีและโควตาไปสู่มาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี โดยเฉพาะมาตรฐานแรงงานที่สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปใช้เป็นเงื่อนไขในการเข้าถึงตลาด ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวต่อข้อกำหนดด้านแรงงาน สิทธิมนุษยชน และระบบตรวจสอบย้อนกลับในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ผลกระทบของมาตรฐานแรงงานต่อผู้ประกอบการสิ่งทอไทย (2) การปรับตัวและอุปสรรคในการปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงานของประเทศผู้นำเข้า และ (3) แนวทางการพัฒนามาตรฐานแรงงานไทยสู่มาตรฐานสากล โดยใช้วิธีวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) จากข้อมูลทุติยภูมิ ได้แก่ กฎหมายระหว่างประเทศ รายงานขององค์การระหว่างประเทศ งานวิจัย บทความวิชาการ และเอกสารทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง แล้วนำมาวิเคราะห์เชิงคุณภาพด้วยการตีความและสังเคราะห์เชิงกฎหมายเปรียบเทียบ ผลการศึกษาพบว่า มาตรฐานแรงงานได้พัฒนาเป็นมาตรการกำกับการค้าโลกในลักษณะ Non-Product Related Process and Production Methods (NPR-PPMs) ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องแบกรับต้นทุนการปฏิบัติตามมาตรฐานเพิ่มขึ้น ทั้งด้านสภาพการจ้างงาน ระบบตรวจสอบย้อนกลับ และการรับรองมาตรฐานสากล โดย SMEs ได้รับผลกระทบมากที่สุด นอกจากนี้ ไทยยังเผชิญข้อจำกัดจากการที่ยังไม่ได้ให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 งานวิจัยเสนอให้ประเทศไทยเร่งปรับปรุงกฎหมายแรงงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล จัดตั้งคณะกรรมการสนับสนุน SMEs ในการพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับและการรับรองมาตรฐานแรงงาน รวมทั้งส่งเสริมมาตรฐานแรงงานแห่งชาติในรูปแบบThai Green Labor เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของสินค้าไทยและรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก</p> สุดา เตชะประจักษ์จิตต์, ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/288037 Fri, 04 Sep 2026 00:00:00 +0700 ผลกระทบของการบังคับใช้มาตรการป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของจังหวัดกาฬสินธุ์ ต่อผู้ประกอบอาชีพในสถานบันเทิง ในเขตอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/288116 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบจากการบังคับใช้มาตรการป้องกันและควบคุมโรค COVID-19 ของจังหวัดกาฬสินธุ์ ต่อผู้ประกอบอาชีพในสถานบันเทิงในเขตอำเภอเมืองกาฬสินธุ์จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ประกอบอาชีพในสถานบันเทิงในเขตอำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เครื่องมือในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 83 คน จากสถานบันเทิง จำนวน 3 แห่ง และการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 6 คน จากร้านตะวันแดง มหาซน กาฬสินธุ์ ห้องอาหารกุฉินารายณ์ และบ้านกรู คลับแอนด์บาร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลวิจัยพบว่า ระดับผลกระทบจากการบังคับใช้มาตรการป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) อยู่ในระดับมาก ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\overline{X}" alt="equation" /> = 3.56, S.D. = 0.35) โดยมิติที่ได้รับผลกระทบสูงสุด คือ ด้านเศรษฐกิจ รองลงมา คือ ด้านสังคม และด้านการบังคับใช้กฎหมาย ตามลำดับ และผลจากการวิเคราะห์เชิงคุณภาพยังสะท้อนให้เห็นว่า แม้จะมีการยกเลิกมาตรการไปแล้ว แต่ผู้ประกอบอาชีพในสถานบันเทิงยังคงได้รับผลกระทบสืบเนื่องทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ภาครัฐควรนำผลกระทบที่เกิดขึ้นไปใช้เป็นข้อมูลในกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะและการจัดการภาวะวิกฤตในอนาคต รวมถึงการออกแบบมาตรการเยียวยาที่ครอบคลุมทุกกลุ่มอาชีพอย่างทั่วถึง เข้าถึงง่าย รวดเร็ว และตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นธรรมทางสังคม เพื่อให้นโยบายของรัฐสามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้รับการยอมรับจากประชาชนอย่างถ้วนหน้า</p> เมวิกา หาญอาษา, วนิดา พรมหล้า ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/288116 Thu, 10 Sep 2026 00:00:00 +0700 การตีความเหตุสุดวิสัยและผลกระทบต่อสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ในสถานการณ์โควิด-19: ศึกษากฎหมายไทยเปรียบเทียบกับ สหภาพยุโรปและญี่ปุ่น https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/288300 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการตีความและการปรับใช้หลัก “เหตุสุดวิสัย” ในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐภายใต้พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 โดยมุ่งวิเคราะห์ปัญหาการขยายระยะเวลาตามสัญญาในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) รวมทั้งศึกษาเปรียบเทียบแนวทางการบริหารสัญญาภาครัฐของสหภาพยุโรปและประเทศญี่ปุ่นภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งใช้วิธีการวิจัยเชิงเอกสาร (Doctrinal Research) โดยศึกษาวิเคราะห์บทบัญญัติของกฎหมาย ระเบียบ หนังสือเวียนของกรมบัญชีกลาง แนวคำพิพากษาของศาลปกครอง ตลอดจนกฎหมายและแนวปฏิบัติของสหภาพยุโรปและประเทศญี่ปุ่นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐในภาวะวิกฤติ ผลการศึกษาพบว่า การตีความเหตุสุดวิสัยในสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐไม่อาจยึดหลักกฎหมายแพ่งเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องพิจารณาร่วมกับหลักกฎหมายมหาชน โดยเฉพาะหลักความต่อเนื่องของบริการสาธารณะ หลักความได้สัดส่วน และหลักธรรมาภิบาล เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างประโยชน์สาธารณะกับภาระของคู่สัญญาฝ่ายเอกชน ทั้งนี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 อาจถือเป็นเหตุสุดวิสัยหรือเหตุที่คู่สัญญาไม่ต้องรับผิด อันเป็นเหตุให้สามารถขยายระยะเวลาตามมาตรา 102 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ นอกจากนี้ แนวทางการแก้ไขสัญญาตาม Directive 2014/24/EU และแนวทางบริหารสัญญาภาครัฐของประเทศญี่ปุ่นในภาวะฉุกเฉิน ยังสะท้อนให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในการบริหารสัญญาภาครัฐภายใต้สถานการณ์วิกฤติ ผู้เขียนเสนอว่า ควรกำหนดแนวทางหรือหลักเกณฑ์กลางในการตีความเหตุสุดวิสัยและการขยายระยะเวลาตามสัญญาให้มีความชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อเสริมสร้างความแน่นอนทางกฎหมาย ลดความแตกต่างในการใช้ดุลพินิจของหน่วยงานของรัฐ และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐในสถานการณ์ฉุกเฉิน</p> นิษฐนาถ บุลสถาพร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/288300 Thu, 10 Sep 2026 00:00:00 +0700 การประเมินความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากมุมมอง ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดขอนแก่น https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/288130 <p>การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นความท้าทายสำคัญระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างซับซ้อน โดยเฉพาะในจังหวัดขอนแก่นซึ่งเป็นศูนย์กลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีความเปราะบางสูงต่อภัยแล้ง อุทกภัย และความแปรปรวนของฤดูกาล งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินและจัดลำดับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในจังหวัดขอนแก่นจากมุมมองขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยอิงกรอบแผนการปรับตัวแห่งชาติ (National Adaptation Plan: NAP) การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงปริมาณ โดยเก็บข้อมูลจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวน 213 แห่ง จากทั้งหมด 225 แห่ง คิดเป็นอัตราการตอบกลับร้อยละ 94.67 ผ่านแบบสอบถามที่ครอบคลุม 6 ด้านความเสี่ยง ได้แก่ ทรัพยากรน้ำ เกษตรกรรมและความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว สาธารณสุข ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ และการตั้งถิ่นฐานและโครงสร้างพื้นฐาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา คำนวณค่าความเสี่ยง (Risk Score) จากความถี่ในการเกิดเหตุการณ์ (Likelihood) และระดับผลกระทบ (Impact) และจัดระดับความเสี่ยงด้วยเมทริกซ์ความเสี่ยง (Risk Matrix) ผลการศึกษาพบว่าความเสี่ยงทั้ง 6 ด้านอยู่ในระดับปานกลาง (Moderate) ทั้งสิ้น โดยด้านทรัพยากรน้ำมีค่าความเสี่ยงสูงสุด (Risk Score = 6.63) รองลงมาคือด้านการตั้งถิ่นฐานและโครงสร้างพื้นฐาน (6.24) และด้านสาธารณสุข (5.99) ขณะที่ด้านทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพมีค่าความเสี่ยงต่ำสุด (4.99) ผลดังกล่าวสะท้อนว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ความสำคัญกับความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนและโครงสร้างพื้นฐานในระยะสั้นมากกว่าความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศที่เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป งานวิจัยเสนอให้นำข้อมูล Risk Score เชิงพื้นที่มาใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการวางแผนปรับตัวในระดับท้องถิ่น เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดลำดับความสำคัญและจัดสรรทรัพยากรได้อย่างตรงจุด รวมถึงเสริมสร้างขีดความสามารถในการจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบและยั่งยืน</p> นาตารี บึงจันทร์, ณรงค์เดช มหาศิริกุล, สิรวิชญ์ รัฐไสย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/288130 Fri, 18 Sep 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาทรัพยากรท้องถิ่นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ : กรณีศึกษาตำบลตากูก อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/288279 <p>งานวิจัยเรื่อง การพัฒนาทรัพยากรท้องถิ่นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ : กรณีศึกษาตำบลตากูก อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์ศักยภาพทรัพยากรท้องถิ่นในพื้นที่ตำบลตากูก อำเภอเขวาสินรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ (2) พัฒนาผลิตภัณฑ์จากทรัพยากรท้องถิ่นโดยประยุกต์ใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันผลิตภัณฑ์ชุมชนเชิงพาณิชย์ (3) วิเคราะห์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนา โดยใช้การวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทน (CBA) และ (4) ประเมินผลลัพธ์ของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนในด้านการเปลี่ยนแปลงรายได้ครัวเรือน และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน การวิจัยนี้ใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสมผสาน โดยประยุกต์ใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) เป็นกรอบหลักในการขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนา กลุ่มตัวอย่างจำนวน 35 คน ได้รับการคัดเลือกด้วยวิธีการแบบเจาะจง จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงกับการใช้ประโยชน์ทรัพยากรท้องถิ่น ประกอบด้วยผู้ประกอบการชุมชน ผู้นำชุมชน ผู้มีองค์ความรู้ด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น และตัวแทนครัวเรือนในตำบลตากูก ซึ่งเข้าร่วมกระบวนการวิจัยตลอดในการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ได้แก่ การวิเคราะห์ศักยภาพทรัพยากร การวางแผน การพัฒนาทดสอบผลิตภัณฑ์ และการประเมินผล สะท้อนความคิดร่วมกัน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม แบบสอบถาม และแบบบันทึกต้นทุน–ผลตอบแทนรายผลิตภัณฑ์ การตรวจสอบเครื่องมือดำเนินการโดยการตรวจสอบดัชนีความสอดคล้อง (IOC≥0.76) และตรวจสอบค่าความเชื่อมั่นด้วยสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.87 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหาเชิงประเด็นร่วมกับการตรวจสอบสามเส้า ขณะที่ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วยสถิติพรรณนา การทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยแบบกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน เพื่อเปรียบเทียบรายได้ก่อนและหลังการพัฒนา และการวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทน (CBA) โดยอัตราคิดลด (Discount Rate) ร้อยละ 7 ต่อปี อ้างอิงจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลและอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารพาณชย์ไทย ปีงบประมาณ 2567 ผลการวิจัยพบว่าทรัพยากรท้องถิ่นที่มีศักยภาพสูงสุดในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชน ได้แก่ใบหม่อนและสมุนไพรพื้นบ้าน โดยมีคะแนนการประเมินศักยภาพโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 4.00, S.D.=0.62) กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม นำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์มีประสิทธิผลในระดับมาก ( <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />= 4.25 S.D.=0.56) สะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นกลไกสำคัญในการสร้างผลิตภัณฑ์เชิงพื้นที่ การวิเคราะห์มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจพบว่ากระบวนการแปรรูปสามารถยกระดับมูลค่าจากวัตถุดิบตั้งต้นได้ประมาณ 5-6 เท่า และเมื่อเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกันในท้องตลาด พบว่าผลิตภัณฑ์ชุมชนมีต้นทุนการผลิตต่ำ เนื่องจากข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างจากการเข้าถึงวัตถุดิบโดยตรงในชุมชน ผลการวิเคราะห์ CBA พบว่าผลิตภัณฑ์ทั้งสองชนิดมีอัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน สูงกว่า 1 (BCR = 1.80 และ 1.78 ตามลำดับ) แสดงถึงความคุ้มค่าในการลงทุนในระดับชุมชน นอกจากนี้ รายได้เฉลี่ยของครัวเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 16 และผลการทดสอบด้วย Paired Samples <br />t-test ยืนยันว่ารายได้หลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (t = 5.89, p &lt; 0.01) ทั้งนี้ ผลการวิจัยยังพบว่าการเพิ่มขึ้นของรายได้ไม่ได้เกิดจากกระบวนการแปรรูปเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการบูรณาการสามกลไกร่วมกัน ได้แก่ การแปรรูปที่สร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบ การรวมกลุ่มที่ลดต้นทุนต่อหน่วยและเพิ่มอำนาจต่อรอง และทุนทางสังคมที่เกิดจากกระบวนการ PAR ซึ่งสร้างความไว้วางใจและการแบ่งงานที่มีประสิทธิภาพระหว่างสมาชิก งานวิจัยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน ควบคู่กับการวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์ เป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่ม ยกระดับรายได้ครัวเรือน และเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน ข้อค้นพบใหม่ที่สำคัญของงานวิจัยยืนยันว่ากระบวนการ PAR ทำหน้าที่เป็นทั้งกลไกพัฒนาผลิตภัณฑ์และกลไกสร้างมาตรฐานการผลิต และข้อได้เปรียบในการแข่งขันที่แท้จริงของผลิตภัณฑ์ชุมชนตากูกอยู่ที่การควบคุมห่วงโซ่วัตถุดิบภายในชุมชน ซึ่งสร้างต้นทุนที่ต่ำกว่าตลาดอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น หน่วยงานภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์บนฐานทรัพยากรท้องถิ่นควบคู่กับการสนับสนุนการรับรองมาตรฐาน การพัฒนาแบรนด์เชิงอัตลักษณ์ และการเชื่อมโยงเครือข่ายทางเศรษฐกิจ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว</p> วิมลกานต์ นิธิศิริวริศกุล, พิมภัสสร ชูตระกูล, พรรณนิการ์ กงจักร, ณัฐสุรางค์ ปุคคละนันทน์, อภิสิทธิ์ สมอุปฮาด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/288279 Fri, 18 Sep 2026 00:00:00 +0700 ปัญหาและแนวทางการบริหารจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรี เทศบาลเมืองนอกเมือง อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/288484 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษากระบวนการและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองนอกเมือง จังหวัดสุรินทร์ 2. เพื่อศึกษาปัญหาการบริหารจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรีเมืองนอกเมือง และ 3. เพื่อศึกษาหาแนวทางการบริหารจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองนอกเมือง เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการศึกษาเอกสาร ระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง และการสัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเทศบาลเมืองนอกเมือง และประธานกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง จำนวน 40 ราย ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า (1) กระบวนการเลือกตั้งแบ่งเป็น 4 ช่วง ได้แก่ 1) กระบวนการก่อนประกาศให้มีการเลือกตั้ง 2) กระบวนการหลังประกาศให้มีการเลือกตั้ง 3) กระบวนการในวันเลือกตั้ง และ 4) กระบวนการหลังวันเลือกตั้ง (2) กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติมระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติมระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลีอกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2563 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2563 ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการจัดยานพาหนะโดยหน่วยงานของรัฐเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2563 และประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่องประเภทของค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ.2563 (3) ผลการศึกษาปัญหาการเลือกตั้ง พบปัญหาใน 3 ระยะ คือ 1) ก่อนการจัดการเลือกตั้ง 2) วันเลือกตั้ง และ 3) ช่วงปิดหีบลงคะแนนและนับคะแนน และ (4) ผลการศึกษาหาแนวทางการบริหารจัดการเลือกตั้ง ดังนี้ 1) การพัฒนาศักยภาพการจัดการเลือกตั้งขององค์กรเครือข่ายการเลือกตั้ง 2) การปฏิรูปโครงสร้างและกระบวนการการบริหารจัดการเลือกตั้ง ได้แก่ แบบฟอร์ม การระบุคำสั่งการใช้งานและลำดับขั้นตอนลงบนแบบฟอร์มและเอกสารที่ใช้ในการรายงานผลการเลือกตั้ง ทั้งนี้เพื่อลดความสับสนของคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</p> ชัชใช สมรภูมิ, ณัฐฐา ชววิสิฐ, อนุชา พิสมัย, ไพรินทร์ ศัตรูพินาศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/288484 Mon, 21 Sep 2026 00:00:00 +0700 แนวทางส่งเสริมบทบาทภาคประชาชนในการตรวจสอบการบริหารขององค์การบริหารส่วนตำบลชื่นชม อำเภอชื่นชม จังหวัดมหาสารคาม https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/288631 <p>การตรวจสอบการบริหารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยภาคประชาชนเป็นองค์ประกอบสำคัญของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี เนื่องจากช่วยส่งเสริมความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนตำบลหลายแห่งยังเผชิญข้อจำกัดด้านการสร้างการมีส่วนร่วมและกลไกการตรวจสอบจากภาคประชาชน การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และอุปสรรคของบทบาทภาคประชาชนในการตรวจสอบการบริหารขององค์การบริหารส่วนตำบลชื่นชม อำเภอชื่นชม จังหวัดมหาสารคาม และ 2) เสนอแนวทางการส่งเสริมบทบาทภาคประชาชนในการตรวจสอบการบริหารขององค์การบริหารส่วนตำบลชื่นชม การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 35 คน ได้แก่ ผู้บริหาร สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล ผู้นำชุมชน กลุ่มอาสาสมัคร และตัวแทนภาคประชาชน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า บทบาทภาคประชาชนในการตรวจสอบการบริหารขององค์การบริหารส่วนตำบลชื่นชมยังอยู่ในลักษณะการมีส่วนร่วมเชิงรับ โดยพบปัจจัยที่เกี่ยวข้อง 6 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านบทบาทของผู้นำชุมชน พบว่าผู้นำชุมชนมีบทบาทเป็นตัวกลางในการสื่อสารข้อมูลระหว่างองค์การบริหารส่วนตำบลกับประชาชน แต่การถ่ายทอดข้อมูลยังไม่ทั่วถึง 2) ด้านความตระหนักของประชาชน พบว่าประชาชนส่วนหนึ่งยังมองว่าการตรวจสอบเป็นหน้าที่ของสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลและผู้นำชุมชน 3) ด้านความเข้มแข็งของชุมชน พบว่าการรวมกลุ่มเพื่อตรวจสอบการทำงานของ อบต. ยังไม่ต่อเนื่องและยังขึ้นอยู่กับแกนนำบางกลุ่ม 4) ด้านนโยบายและและบทบาทขององค์กรภาครัฐ พบว่าช่องทางการเปิดเผยข้อมูลและกลไกสนับสนุนการมีส่วนร่วมยังไม่เอื้อต่อการตรวจสอบเชิงรุก 5) ด้านผลประโยชน์ตอบแทน พบว่าประชาชนให้ความสำคัญกับกิจกรรมที่เห็นผลประโยชน์ต่อชุมชนอย่างชัดเจน และ 6) ด้านการสื่อสารและการประชาสัมพันธ์ พบว่าช่องทางการสื่อสารยังไม่ครอบคลุมกลุ่มผู้สูงอายุและประชาชนที่ไม่เข้าถึงเทคโนโลยี แนวทางการส่งเสริมบทบาทภาคประชาชน ได้แก่ การพัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชนและเครือข่าย STRONG การสร้างความรู้ด้านกฎหมาย สิทธิ หน้าที่ และภารกิจขององค์การบริหารส่วนตำบล การเพิ่มช่องทางสื่อสารที่เข้าใจง่ายและเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม และการออกแบบกลไกการมีส่วนร่วมที่เปิดโอกาสให้ประชาชนตรวจสอบการบริหารได้อย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม<strong><em> </em></strong></p> สิริกัญญา เสติ, พิชิต เปลี่ยนขำ, สุธินี อัตถากร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/288631 Tue, 22 Sep 2026 00:00:00 +0700 สภาพปัญหา ความต้องการและการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน นิเวศการเรียนรู้เมืองกาฬสินธุ์ผ่านกลไกทุนศิลปวัฒนธรรมแบบร่วมมือ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/287763 <p>การวิจัยเรื่อง สภาพปัญหา ความต้องการ และการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนนิเวศการเรียนรู้เมืองกาฬสินธุ์ผ่านกลไกทุนศิลปวัฒนธรรมแบบร่วมมือ มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยอยู่ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหานิเวศการเรียนรู้เมืองกาฬสินธุ์ 2) เพื่อศึกษาความต้องการพัฒนานิเวศการเรียนรู้เมืองกาฬสินธุ์ และ 3) เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมในดำเนินงานการพัฒนาให้เป็นพื้นที่ต้นแบบ (Sandbox) ของการพัฒนานิเวศเมืองด้วยการขับเคลื่อนกลไกทุนศิลปวัฒนธรรมแบบร่วมมือ การวิจัยครั้งนี้ได้ออกแบบวิธีการวิจัยโดยใช้เทคนิคการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถาม ซึ่งดำเนินการเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างจำนวน 500 คน ในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ทั้งสิ้น 41 ชุมชน ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหานิเวศการเรียนรู้เมืองกาฬสินธุ์ โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับน้อย (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=2.18 SD=1.29) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ด้านที่ค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านกายภาพและโครงสร้างพื้นฐาน (Physical and Infrastructure) อยู่ในระดับน้อย (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=2.33 SD=1.27) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านเศรษฐกิจ (Economic) อยู่ในระดับน้อย (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=1.90 SD=1.30) 2) ความต้องการพัฒนานิเวศการเรียนรู้เมืองกาฬสินธุ์ โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=3.87 SD=1.29) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่ค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (Environmental and Sustainability) อยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=4.06 SD=1.31) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านกายภาพและโครงสร้างพื้นฐาน (Physical and Infrastructure) อยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=3.68 SD=1.26) 3) การมีส่วนร่วมในดำเนินงานการพัฒนาให้เป็นพื้นที่ต้นแบบ (Sandbox) ของการพัฒนานิเวศเมืองด้วยการขับเคลื่อนกลไกทุนศิลปะวัฒนธรรมแบบมีส่วนร่วม โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=3.91 SD=1.27) เมื่อพิจารณาเป็น รายด้าน พบว่า ด้านที่ค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านการสื่อสารและการสร้างเครือข่าย (Communication and Networking) อยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=4.18 SD=1.24) และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการติดตามและประเมินผล (Monitoring and Evaluation อยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{X}" alt="equation" />=3.68 SD=1.25) และ 4) แนวทางการดำเนินงานการพัฒนาให้เป็นพื้นที่ต้นแบบ (Sandbox) ของการพัฒนานิเวศเมืองด้วยการขับเคลื่อนกลไกทุนศิลปวัฒนธรรมแบบร่วมมือ พบว่า 1) การพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ (Sandbox) ของการพัฒนานิเวศเมือง 2) รูปแบบเครือข่ายภาครัฐเอกชนและประชาชนในการขับเคลื่อนพื้นที่ต้นแบบ (Sandbox) ของการพัฒนานิเวศเมือง 3) การสร้างการมีส่วนร่วมในฐานะพลเมือง (Citizen engagement) และ 4) การบริหารจัดการเครือข่ายแบบร่วมมือในการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ (Sandbox) ของการพัฒนานิเวศเมืองให้เกิดความความต่อเนื่องและยั่งยืน</p> โสภณ มูลหา, พรพิทักษ์ เห็มบาสัตย์, พิพิธธนวดี สมคะเณย์, อ๊อต โนกระยอม, ปรีชา ทับสมบัติ , วนุชชิดา สุภัควนิช, กมลพัฒน์ ไชยสงคราม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/287763 Tue, 22 Sep 2026 00:00:00 +0700 วิจัยความสำเร็จการพัฒนาประเทศ : กรณีศึกษาการปฏิบัติหน้าที่กับ คสช. https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/291066 <p>ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผ่านปรากฎทางการเมืองหลายด้านมาอย่างเหลือคณานับ มีการนำปัจจัยทางด้านทฤษฎีชนชั้นนำ ทฤษฎีการปฏิรูป และทฤษฎีรัฐธรรมนูญ เข้ามาอธิบายปรากฎการณ์ต่างๆ ในฐานะสมาชิกสภาปฏิรูปประเทศด้านการเมือง การดำรงตำแหน่งกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) และการเป็น โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้สัมผัสปรากฎการณ์ที่ได้พบเห็นจากประสบการณ์ตรง นำมาศึกษาวิจัยเผยแพร่เกี่ยวกับการค้นพบ และความสำเร็จต่างๆ ในการทำหน้าที่คณะกรรมการชุดต่างๆ ขึ้นมา โดยหวังจะให้เป็นแนวทางและกระตุ้นเตือนให้กับผู้ทำหน้าที่เกี่ยวกับการพัฒนาประเทศ</p> อมร วาณิชวิวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/291066 Tue, 22 Sep 2026 00:00:00 +0700 พลวัตการก่อรูปวาระนโยบายการขยายอายุเกษียณข้าราชการพลเรือนไทย พ.ศ. 2557–2568 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/289651 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ลำดับเหตุการณ์และการเปลี่ยนแปลงสถานะของวาระนโยบายการขยายอายุเกษียณข้าราชการพลเรือนไทย พ.ศ. 2557–2568 2) อธิบายกลไกการเชื่อมโยงกระแสปัญหา กระแสนโยบาย และกระแสการเมืองภายใต้เงื่อนไขเชิงสถาบันและวาทกรรมสาธารณะ และ 3) วิเคราะห์บทบาทและกลยุทธ์ของผู้ประกอบการนโยบายในแต่ละช่วงเวลา การวิจัยเชิงคุณภาพนี้ใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสารจำนวน 29 รายการ ประกอบด้วยเอกสารทางราชการ 3 รายการ ข่าวและบทความสื่อ 6 รายการ และงานวิชาการ 20 รายการ โดยใช้การลงรหัสเชิงธีมตามกรอบพหุกระแสร่วมกับการวิเคราะห์กรอบความหมายและการเปรียบเทียบเชิงเวลา ผลการวิจัยพบว่า การก่อรูปวาระนโยบายมีพัฒนาการอย่างไม่เป็นเส้นตรงและเปลี่ยนแปลงสถานะตามบริบทผ่าน 3 ช่วงเวลา โดยพัฒนาจากวาระเชิงยุทธศาสตร์ในช่วงแรกไปสู่สภาวะวาระถูกชะลอชั่วคราวในช่วงที่สองอันเนื่องมาจากวิกฤตโรคระบาดและแรงต้านด้านการแย่งงานคนรุ่นใหม่ และกลับเข้าสู่วาระศึกษาของฝ่ายบริหารในช่วงปัจจุบัน ข้อค้นพบชี้ให้เห็นกลไกสำคัญว่า แรงกดดันด้านประชากรและการคลังเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการเปิดหน้าต่างโอกาส แต่ต้องอาศัยผู้ประกอบการนโยบายในการใช้กลยุทธ์ประนีประนอมเชิงสถาบันและปรับข้อเสนอสู่ทางเลือกการจ้างงานที่ยืดหยุ่น เพื่อลดแรงต้านด้านวาทกรรมความไม่เท่าเทียมระหว่างรุ่นในพื้นที่สาธารณะ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายคือ รัฐบาลควรส่งเสริมรูปแบบการจ้างงานต่อหลังเกษียณโดยสมัครใจแบบยืดหยุ่น และปรับปรุงระบบบำนาญด้วยกลไกชะลอการรับบำนาญเพื่อรักษาความยั่งยืนทางการคลัง</p> ปิยากร หวังมหาพร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/289651 Wed, 23 Sep 2026 00:00:00 +0700 "หาดใหญ่มูเตลู": แนวทางการพัฒนาส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวเชิงศรัทธา ของพื้นที่เทศบาลนครหาดใหญ่ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/288585 <p>บทความวิจัยเรื่องนี้มีที่มาจากบริบทของพื้นที่เทศบาลนครหาดใหญ่เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ มีประชากรและจำนวนรายได้ของพื้นที่จำนวนมาก รวมทั้งเมืองเศรษฐกิจมีนักท่องเที่ยวจากประเทศมาเลเซียจำนวนมาก บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลสภาพปัจจุบันของแหล่งท่องเที่ยวเชิงศรัทธา (มูเตลู) ในพื้นที่เทศบาลนครหาดใหญ่ 2) ศึกษาพฤติกรรมนักท่องเที่ยวด้านความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับแหล่งท่องเที่ยวเชิงศรัทธามูเตลู และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวเชิงศรัทธาของเทศบาลนครหาดใหญ่ การดำเนินการวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ด้วยวิธีการสัมภาษณ์และเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง (Semi-structured Interview) จากกลุ่มเป้าหมายผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 4 กลุ่ม ได้แก่ ผู้นำทางความเชื่อ หน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง นักท่องเที่ยว และชาวบ้านในชุมชน ร่วมกับการสังเกตภาคสนามกับศึกษาเอกสาร ผลการวิจัยพบว่า แหล่งท่องเที่ยวเชิงศรัทธาในพื้นที่เทศบาลนครหาดใหญ่มีจำนวนทั้งสิ้น 20 แห่ง โดยสถานที่ที่ได้รับความนิยมสูงสุด 3 อันดับแรก คือ สวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่ วัดฉื่อฉาง และมูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) พฤติกรรมนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นชาวไทยเชื้อสายจีนและนักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย สิงคโปร์ และจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งนิยมเดินทางมาสักการะในช่วงวันหยุดยาว เพื่อเสริมสิริมงคลในด้านการงาน การเงิน และโชคลาภ สำหรับแนวทางการพัฒนาประกอบด้วยการยกระดับต้นทุนทางวัฒนธรรมและความเชื่อให้เป็นทุนทางเศรษฐกิจของชุมชน การสร้างอัตลักษณ์การท่องเที่ยวพหุวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงระหว่างพุทธ อิสลาม และความเชื่อจีน อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยพบว่า ในอดีตมีการจัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยวมูเตลูในอำเภอหาดใหญ่มุ่งเน้นเพียงการประกอบพิธีกรรมเชิงพาณิชย์และใช้ผู้ดำเนินงานจากภายนอกพื้นที่ ซึ่งอาจไม่สะท้อนถึงภูมิสถานแห่งศรัทธาที่แท้จริง ผลการวิจัยชี้ว่า การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงศรัทธาของหาดใหญ่ควรดำเนินบนฐานทุนวัฒนธรรมท้องถิ่น ความร่วมมือของชุมชน และการจัดการเชิงสร้างสรรค์โดยเทศบาลนครหาดใหญ่</p> สุทธิชัย รักจันทร์, สุรเชษ พรหมศาสตร์, ภาคิน เกษมปริยากร, วิทยา สามัญ, วันเฉลิม ว่องสนั่นศิลป์, ปัฐมพงศ์ รัตนโกศัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/288585 Wed, 23 Sep 2026 00:00:00 +0700 ความพร้อมขององค์กรในการปรับเปลี่ยนสู่รัฐบาลดิจิทัล : กรณีศึกษาสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดขอนแก่น https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/289489 <p>รัฐบาลไทยมุ่งขับเคลื่อนให้เกิดการปฏิรูประบบราชการตามแนวคิดรัฐบาลดิจิทัล ซึ่งส่งผลให้หน่วยงานราชการส่วนภูมิภาคต้องปรับกลไกนำนโยบายจากส่วนกลางสู่การปฏิบัติงานเชิงพื้นที่ งานวิจัยนี้จึงมุ่งศึกษาความพร้อมองค์กรในการปรับเปลี่ยนสู่รัฐบาลดิจิทัลของสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดขอนแก่น (พมจ.ขอนแก่น) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความพร้อมองค์กรในการปรับเปลี่ยนสู่รัฐบาลดิจิทัล 2) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการ และ 3) ศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาและอุปสรรค ผู้วิจัยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์บุคลากรของ พมจ.ขอนแก่น จำนวน 17 คน และใช้การวิเคราะห์เนื้อหาเพื่อสังเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผลการวิจัยพบว่า พมจ.ขอนแก่น มีความพร้อมองค์กรในการปรับเปลี่ยนสู่รัฐบาลดิจิทัล ระดับสูง ด้านแนวนโยบายและหลักปฏิบัติ ด้านบริการภาครัฐ ด้านกระบวนการพัฒนาด้วยข้อมูล ด้านการบริหารจัดการรูปแบบดิจิทัล และด้านศักยภาพเจ้าหน้าที่ภาครัฐด้านดิจิทัล ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการ คือ การปฏิบัติราชการตามระเบียบไม่เอื้อต่อการทำธุรกรรมแบบไร้กระดาษ บุคลากรมีความเหลื่อมล้ำทางทักษะดิจิทัลที่เกิดจากช่วงวัย ความไม่เชื่อมโยงของระบบฐานข้อมูลที่เกิดจากนำเข้าข้อมูลชุดเดิม และโครงสร้างพื้นฐานความล้าสมัยของอุปกรณ์ ส่งผลต่อประสิทธิภาพการประมวลผล ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ได้แก่ จัดทำนโยบายด้านดิจิทัลจากความต้องการทิศทางเดียวกันในบริบทของพื้นที่ สร้างมาตรฐานด้านข้อมูลเพื่อการประชาสัมพันธ์ผลงานภาครัฐกับจรรยาบรรณวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ลดความเหลื่อมล้ำทางทักษะดิจิทัลระหว่างช่วงวัยเน้นการจัดการความรู้ สรรหาบุคลากรเทคโนโลยีดิจิทัลประจำที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และจัดสรรงบประมาณด้านอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่ใหม่มีประสิทธิภาพ ในการสนับสนุนปรับเปลี่ยนสู่องค์กรดิจิทัลให้มากยิ่งขึ้น</p> ภัทรานิษฐ์ วิทยตมาภรณ์, กฤชวรรธน์ โล่ห์วัชรินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารปกครอง มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/gjournal-ksu/article/view/289489 Wed, 23 Sep 2026 00:00:00 +0700