https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/issue/feed วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี 2026-06-15T15:08:06+07:00 ผศ.ดร.กุลวดี ละม้ายจีน hujou@ubru.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี </p> <p>Humanities and Social Sciences Journal, Ubon Ratchathani Rajabhat University </p> <p>ISSN 3088-2656 (Print)</p> <p>ISSN 3088-2664 (Online)</p> <p>วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการและผลงานวิจัยด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ผลงานที่ได้รับการพิจารณาลงพิมพ์ในวารสารจะต้องมีสาระน่าสนใจ เป็นงานที่ทบทวนความรู้เดิม หรือองค์ความรู้ใหม่ที่ทันสมัย รวมทั้งข้อคิดเห็นทางวิชาการที่เป็นประโยชน์</p> <p>กำหนดพิมพ์ปีละ 2 ฉบับ ได้แก่</p> <p>ฉบับที่ 1 (เดือนมกราคม - มิถุนายน) </p> <p>ฉบับที่ 2 (เดือนกรกฎาคม-ธันวาคม)</p> <p>โดยทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) บุคคลภายนอก ที่มาจากหลากหลายสถาบัน จำนวน 3 ท่านต่อหนึ่งบทความ ไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิก หรือ สังกัดมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี</p> https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/285811 หนังสือภาพสำหรับเด็ก : พื้นที่การเรียนรู้เรื่องเพศ สิทธิในร่างกายและความหลากหลายทางเพศในสังคมไทยร่วมสมัย 2026-02-09T13:32:49+07:00 ภัทรขวัญ ทองเถาว์ pkwan2528@gmail.com ภัทรลดา ทองเถาว์ Pkwan2528@gmail.com <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์หนังสือภาพสำหรับเด็กที่นำเสนอแนวคิดเรื่องเพศ สิทธิในร่างกาย และความหลากหลายทางเพศ โดยศึกษาจากหนังสือภาพจำนวน 8 เรื่อง ทั้งที่เป็นผลงานของนักเขียนชาวไทยและชาวต่างประเทศที่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทย คัดเลือกตามเกณฑ์ด้านเนื้อหาที่สอดคล้องกับช่วงวัย 5–12 ปี ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า หนังสือภาพสำหรับเด็กนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับการรู้จักร่างกายของตนเอง รวมทั้งอวัยวะที่เรียกว่า “ของสงวน” ก่อนจะนำไปสู่แนวคิดการตระหนักว่าร่างกายของตนเองสำคัญ ร่างกายเป็นของตนเอง เด็กมีสิทธิ์ตัดสินใจปฏิเสธการสัมผัสที่ไม่พึงประสงค์ ขณะเดียวกันหนังสือภาพนำเสนอแนวคิดต่อเนื่องเกี่ยวสถานการณ์ที่เป็นการคุกคามทางเพศ พร้อมแสดงแนวทางการหลีกเลี่ยง การปฏิเสธ และการขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ที่ไว้วางใจได้ นอกจากนี้ยังมีหนังสือภาพที่ขยายกรอบแนวคิดไปสู่การยอมรับในเรื่องเพศวิถี อัตลักษณ์ทางเพศ และครอบครัวที่หลากหลาย ช่วยให้เด็กเข้าใจเรื่องความแตกต่าง ยอมรับในความหลากหลาย และเรียนรู้เรื่องความเท่าเทียมบนพื้นฐานของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์</p> 2026-06-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/286075 บทบาทของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งในการสื่อสารเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2569 2026-02-27T14:33:26+07:00 จำนง ศรีสงคราม j.srisongkram@vcargo.co.th วิทยาธร ท่อแก้ว j.srisongkram@vcargo.co.th กรกช ขันธบุญ j.srisongkram@vcargo.co.th <p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บทบาทของการสื่อสารในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการออกเสียงประชามติภายใต้ระบอบประชาธิปไตย โดยประชามติเป็นกลไกสำคัญของประชาธิปไตยทางตรงที่เปิดโอกาสให้ประชาชนในฐานะผู้ทรงอำนาจอธิปไตยมีส่วนร่วมในการตัดสินใจต่อประเด็นสาธารณะสำคัญ ดังนั้น การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญของการมีส่วนร่วมอย่างมีข้อมูล (Informed Participation) บทความใช้แนวทางการวิเคราะห์เชิงแนวคิด (Conceptual Analysis) ร่วมกับการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) ภายใต้กรอบทฤษฎีการสื่อสารทางการเมือง แนวคิดการสื่อสารเพื่อการพัฒนา และหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยนำกรอบดังกล่าวมาวิเคราะห์กระบวนการสื่อสารของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งในการจัดการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2569 ในฐานะกรณีศึกษา เพื่ออธิบายบทบาทของการสื่อสารในแต่ละช่วงของกระบวนการอย่างเป็นระบบ ผลการศึกษานำเสนอกรอบการสื่อสารแบบผสมผสาน 7 ON ได้แก่ ON AIR, ON LINE, ON PRINT, ON HAND, ON GROUND, ON SITE และ ON DEMAND ผู้เขียนได้ทำการสังเคราะห์กรอบแนวคิดดังกล่าวจากการศึกษาแผนการสื่อสารและสื่อประชาสัมพันธ์ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ควบคู่กับวงจรการสื่อสาร 6 ระยะ ได้แก่ 1) การเตรียมการและวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย 2) การให้ข้อมูลและสร้างความตระหนัก 3) การสื่อสารด้านการลงทะเบียน 4) การเปิดพื้นที่แสดงความคิดเห็น 5) การส่งเสริมการใช้สิทธิ และ 6) การติดตามและประเมินผลการวิเคราะห์ชี้ว่าการสื่อสารในแต่ละระยะมีบทบาทเชิงหน้าที่ที่แตกต่างและเชื่อมโยงกัน ตั้งแต่การสร้างฐานความรู้การกระตุ้นการมีส่วนร่วมเชิงพฤติกรรม ไปจนถึงการเสริมสร้างความเชื่อมั่นและความชอบธรรมของกระบวนการข้อค้นพบสำคัญคือ การสื่อสารทำหน้าที่เป็นกลไกเชิงหน้าที่ (Functional Mechanism) ในการลดความไม่สมดุลของข้อมูล (Information Asymmetry) สร้างพื้นที่สาธารณะ (Public Sphere) และเสริมสร้างความชอบธรรมของกระบวนการประชามติ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของการสื่อสารในฐานะโครงสร้างพื้นฐานของประชาธิปไตยทางตรง</p> 2026-06-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/285759 การพัฒนานโยบายค่าแรงขั้นต่ำเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานไทย 2026-01-30T14:57:45+07:00 นลพรรณ วุฒิช่วย 4673000057@stou.ac.th <p> บทความวิชาการนี้มุ่งวิเคราะห์การพัฒนานโยบายสาธารณะด้านค่าแรงขั้นต่ำของประเทศไทยในฐานะเครื่องมือเชิงนโยบายที่มีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานไทย โดยอาศัยการทบทวนเอกสารและสังเคราะห์แนวคิดเชิงรัฐประศาสนศาสตร์ควบคู่กับมิติทางเศรษฐกิจและสังคม ผลการวิเคราะห์พบว่า นโยบายค่าแรงขั้นต่ำของไทยมีลักษณะเป็นรูปแบบผสมผสาน โดยใช้แนวทางการปรับนโยบายแบบค่อยเป็นค่อยไปเพื่อลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการจ้างงาน ขณะเดียวกันยังอาศัยกลไกการกำกับดูแลแบบมีส่วนร่วมผ่านคณะกรรมการค่าจ้างแบบไตรภาคี ซึ่งเปิดโอกาสให้รัฐ นายจ้าง และผู้แทนแรงงาน เข้ามามีบทบาทในการกำหนดอัตราค่าแรงขั้นต่ำร่วมกัน นโยบายดังกล่าวสะท้อนพลวัตการต่อรองของกลุ่มผลประโยชน์และการนำข้อมูลเชิงประจักษ์มาใช้เพื่อเพิ่มความชอบธรรมและความสมดุลระหว่างความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจกับความยุติธรรมทางสังคม</p> <p> ในช่วงปี พ.ศ. 2566–2568 การปรับค่าแรงขั้นต่ำมีเป้าหมายรองรับค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นและลดความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ของแรงงาน อย่างไรก็ตาม บทความชี้ให้เห็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ยังคงดำรงอยู่ได้ ได้แก่ ความไม่สอดคล้องระหว่างอัตราค่าแรงขั้นต่ำกับค่าครองชีพที่แท้จริงในแต่ละพื้นที่ ความเสี่ยงต่อภาระต้นทุนของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงการที่แรงงานนอกระบบจำนวนมากยังไม่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากนโยบายนี้ ทั้งนี้ บทความใช้ประเทศมาเลเซียเป็นกรณีอ้างอิงเชิงนโยบาย เพื่อสกัดบทเรียนด้านโครงสร้างกฎหมาย กลไกการทบทวนอัตราค่าแรง และการเชื่อมโยงค่าจ้างกับผลิตภาพแรงงาน ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาระบบค่าแรงขั้นต่ำของไทยให้มีความต่อเนื่อง โปร่งใส และยั่งยืนยิ่งขึ้น</p> <p><strong> </strong></p> 2026-06-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/283660 อาชญากรรมออนไลน์: กรณีการเรี่ยไรออนไลน์กับปัญหาทางกฎหมายและมาตรการบังคับใช้กฎหมายเพื่อป้องกันและปราบปราม 2026-02-03T13:58:12+07:00 กรวรรณ เกียรติไกรวัลศิริ kornrawan.k@hotmail.com <p style="font-weight: 400;">อาชญากรรมการหลอกลวงเรี่ยไรออนไลน์ เป็นปรากฏการณ์อาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในสังคมดิจิทัล โดยอาศัยความศรัทธา ความเห็นอกเห็นใจ และความเร่งด่วนของสถานการณ์เพื่อชักจูงให้ประชาชนหลงเชื่อและบริจาคเงิน ปัญหาดังกล่าวไม่เพียงสร้างความเสียหายแก่ผู้บริจาค หากยังบั่นทอนความน่าเชื่อถือขององค์กรการกุศลและระบบการคุ้มครองสัตว์เลี้ยงหรือผู้เดือดร้อนที่แท้จริง บทความนี้จะมุ่งวิเคราะห์ในประเด็นสภาพปัญหาทางด้านกฎหมายและมาตรการในการบังคับใช้ โดยศึกษาเปรียบเทียบกับประเทศอังกฤษและประเทศเกาหลีใต้ โดยศึกษาในประเด็นด้านข้อจำกัดของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การควบคุมและตรวจสอบการเรี่ยไร บทกำหนดโทษตลอดจนการบังคับใช้เชิงปฏิบัติ โดยผลการศึกษาเปรียบเทียบพบว่ากฎหมายประเทศไทยไม่มีบทบัญญัติที่ครอบคลุมถึงการขออนุญาต ระเบียบวิธีปฏิบัติของการเรี่ยไรในรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งการมอบอำนาจในการตรวจสอบและควบคุมการเรี่ยไรไว้อย่างละเอียดเช่นเดียวกับประเทศอังกฤษและประเทศเกาหลีใต้ ดังนั้นในประเทศไทยจึงควรเร่งรัดแก้ไขพระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไรให้มีความรัดกุมและมีประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามการหลอกลวงเรี่ยไรออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าวซึ่งทวีความรุนแรงและสลับซับซ้อนมากขึ้นในสังคมปัจจุบันน</p> 2026-06-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/285843 การย้อมสีธรรมชาติจากผักบุ้งทะเลด้วยเทคนิคมัดย้อมสร้างสรรค์ สู่การออกแบบผลิตภัณฑ์สิ่งทออย่างยั่งยืน 2026-02-20T14:59:21+07:00 Supaporn Ruksamun supaporn-ru@rmutp.ac.th <p> การวิจัยเรื่อง การย้อมสีธรรมชาติจากผักบุ้งทะเลด้วยเทคนิคมัดย้อมสร้างสรรค์สู่การออกแบบผลิตภัณฑ์ สิ่งทออย่างยั่งยืน มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสมบัติและกระบวนการย้อมสีธรรมชาติจากผักบุ้งทะเลด้วยเทคนิคมัดย้อมสร้างสรรค์ 2) เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์จากผ้าย้อมสีธรรมชาติจากผักบุ้งทะเลด้วยเทคนิคมัดย้อมสร้างสรรค์ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบผลิตภัณฑ์ผ้าย้อมสีธรรมชาติจากผักบุ้งทะเลด้วยเทคนิคมัดย้อมสร้างสรรค์</p> <p> การวิจัยดำเนินการในพื้นที่หมู่เกาะพิทักษ์ จังหวัดชุมพร โดยศึกษากระบวนการย้อมสีจากผักบุ้งทะเลร่วมกับสารช่วยติดสีจากธรรมชาติ ได้แก่ น้ำปูนใสและน้ำสนิมเหล็ก ประยุกต์ใช้เทคนิคการมัดย้อมสร้างสรรค์ และนำผ้าย้อมสีที่ได้ไปทดสอบคุณภาพตามมาตรฐาน มอก. 121 เล่ม 3 : 2552 ผลการทดสอบพบว่า ผ้ามัดย้อมมีความคงทนของสีต่อการซักและต่อแสงอยู่ในระดับดีถึงดีมาก ขณะที่ความคงทนของสีต่อการขัดถูอยู่ในระดับต่ำถึงปานกลาง ซึ่งเป็นลักษณะทั่วไปของสีย้อมธรรมชาติ จากนั้นนำผ้ามัดย้อมไปพัฒนาผลิตภัณฑ์จำนวน 3 รูปแบบ ได้แก่ ชุดลำลอง กระเป๋า และหมวก</p> <p> การศึกษาความพึงพอใจของผู้บริโภคกลุ่มตัวอย่างจำนวน 100 คน พบว่า ความพึงพอใจโดยรวมต่อผลิตภัณฑ์ผ้าย้อมสีธรรมชาติจากผักบุ้งทะเลด้วยเทคนิคมัดย้อมสร้างสรรค์ อยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านที่มีความพึงพอใจสูงสุด ได้แก่ ด้านการใช้งานผลิตภัณฑ์และด้านผลิตภัณฑ์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว รองลงมาคือ ด้านการออกแบบลวดลายมัดย้อมและด้านการใช้สีของผลิตภัณฑ์ ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า ผักบุ้งทะเลมีศักยภาพในการเป็นแหล่งสีย้อมธรรมชาติสำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์สิ่งทอเชิงสร้างสรรค์ และสามารถต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์สิ่งทอที่สอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนในมิติสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม</p> 2026-06-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/284495 แนวทางการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบและยั่งยืน ของการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านบากชุม อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี 2025-12-04T14:28:40+07:00 คำพา ยิ่งคง khampha.y@ubu.ac.th พัชรี ธานี khampha.y@ubu.ac.th พรชัย ศักดิ์ศิริโสภณ khampha.y@ubu.ac.th กัญญาภัทร ศรีจันทร์ khampha.y@ubu.ac.th อรอนงค์ จำปาเต็ม khampha.y@ubu.ac.th <p><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"> วิจัยครั้งนี้เพื่อศึกษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของการท่องเที่ยวโดยลบชุมชนบ้านบากชุม 2) เพื่อตรวจประเมินส่วนควบคุมพื้นที่สำหรับทางผ่านที่จากการเดินทางในชุมชนบ้านบากชุม และ 3) เพื่อการกำกับดูแลการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างและทิศทางของการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านบากชุม องค์ประกอบการตรวจสอบข้อมูลของแบบสอบถามแบบกึ่งโครงสร้างแบบประชุมกลุ่มย่อยและแบบประเมินโปรไฟล์การท่องเที่ยวโดยชุมชนตัวอย่างผู้มีอำนาจส่วนได้ส่วนเสียทางการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านบากชุมปริมาณ 15 คน วิเคราะห์ข้อมูลแนวคิดเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยชุมชนและหลักการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนมาจัดข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</span></span></p> <p><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"> ผลการวิจัยพบว่า 1) บ้านบากชุมมีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่จุดท่องเที่ยวโดยชุมชนส่วนใหญ่จะยึดตามริมเขื่อนสิรินธร ที่ให้ประโยชน์ในการประมง 2) การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อมอย่างใดอย่างหนึ่งและการควบคุมบ้านบากชุม ค้นหาผลการวิจัยโดยภาพที่ 5 เป้าประสงค์ที่จะมีค่าคะแนน 3.52 หาข้อมูลให้ดีและ 3) วิจัยทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสำรวจและสำรวจของการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านบากชุมมีผู้นำการพัฒนา ปรับปรุงส่วนชุมชนให้เข้มข้นมากขึ้น และสวยงามตามความเหมาะสมของการรับประทานอาหารที่เป็นผลจากทางลบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตามกิจกรรมท่องเที่ยวและทบทวนการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมในชุมชนให้มีประสิทธิภาพ</span></span></p> 2026-06-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/285130 แนวทางการท่องเที่ยวแบบ 4E’s สำหรับการท่องเที่ยวเชิงส่งเสริมสุขภาพในชุมชน บางกะเจ้าจังหวัดสมุทรปราการ 2025-12-29T14:04:16+07:00 อรอุมา อุ่นจิตเจริญ onuma.unc@student.mahidol.edu ศุภชัย ชาญวรรณกุล onuma.unc@student.mahidol.ac.th <p> ชุมชนบางกะเจ้า จังหวัดสมุทรปราการ เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มีศักยภาพสูง ด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ วิถีชีวิตดั้งเดิม และกิจกรรมท่องเที่ยวที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนะแนวทางการท่องเที่ยวแบบ 4E’s สำหรับการท่องเที่ยวเชิงส่งเสริมสุขภาพในชุมชนบางกะเจ้า จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งประกอบด้วยการสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่า นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติและวิถีชีวิตชุมชนและภูมิปัญญาชุมชน สะท้อนว่าประสบการณ์ที่มีความหมายเป็นปัจจัยสำคัญต่อความพึงพอใจ การแลกเปลี่ยนคุณค่าระหว่างนักท่องเที่ยวกับชุมชน นักท่องเที่ยวรู้สึกคุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้รับ ทั้งด้านกิจกรรมการบริการและสินค้าชุมชน แสดงถึงความโปร่งใสด้านราคา ความจริงใจของชุมชนที่ช่วยสร้างความไว้วางใจ การเข้าถึงที่สะดวก นักท่องเที่ยวเห็นว่าการเดินทางสะดวกและสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ดีผ่านสื่อออนไลน์ และการสร้างความสัมพันธ์ที่นำไปสู่ความภักดี การบอกต่อความเป็นกันเองและการบริการด้วยความเอาใจใส่ของคนในชุมชนเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้เกิดความตั้งใจกลับมาท่องเที่ยวซ้ำและบอกต่อถือเป็นจุดแข็งเด่นของบางกะเจ้า โดยเป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 400 คน ผ่านแบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่อให้ผลการวิจัยมีความถูกต้องและแม่นยำ จากการทบทวนวรรณกรรม พบว่า แนวคิด 4E’s มีความสำคัญต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงส่งเสริมสุขภาพ โดยเฉพาะในด้านการสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิต วัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมของชุมชน งานวิจัยนี้จึงสามารถเป็นแนวทางที่มีประโยชน์ในการวางกลยุทธ์การพัฒนาการท่องเที่ยวในพื้นที่อย่างยั่งยืน และช่วยเสริมสร้างศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กลับมาท่องเที่ยวซ้ำและกระจายรายได้สู่ชุมชนได้อย่างแท้จริง</p> 2026-06-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/285428 กลยุทธ์การจัดกีฬาโอเรียนเทียริ่งเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงผจญภัยในเมืองพัทยา 2026-01-13T10:07:13+07:00 เสาวลักษณ์ สุดประเสริฐ saowaluk.utcc@gmail.com คณิต เขียววิชัย KHEOVICHAI_K@SU.AC.TH วรรณวิสา บุญมาก amimaami@hotmail.com วิชิต อิ่มอารมย์ IMAROM_V@SU.AC.TH <p> การวิจัยเรื่อง “กลยุทธ์การจัดกีฬาโอเรียนเทียริ่งเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงผจญภัยในเมืองพัทยา” มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากลยุทธ์ที่เหมาะสมกับบริบทของเมืองพัทยาในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงผจญภัยอย่างยั่งยืน โดยผสานวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 4 กลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม (SWOT Analysis) และเมทริกซ์ TOWS เพื่อกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ รวมทั้งใช้สถิติเชิงพรรณนาในการอธิบายแนวโน้มของข้อมูล</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า เมืองพัทยามีจุดแข็งสำคัญ ได้แก่ ระบบคมนาคมที่สะดวก ความหลากหลายของที่พักและภาพลักษณ์เมืองกีฬาที่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่จุดอ่อน คือความหนาแน่นของพื้นที่เขตเมือง การขาดแหล่งธรรมชาติขนาดใหญ่ และข้อจำกัดด้านงบประมาณ ด้านโอกาส พบว่าแนวโน้มการท่องเที่ยวเชิงกีฬาและเชิงผจญภัยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ และมีศักยภาพในการใช้พื้นที่ทางเลือกในจังหวัดชลบุรี–พัทยา ส่วนอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ การแข่งขันจากประเทศเพื่อนบ้าน และการขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับรูปแบบและกติกากีฬาโอเรียนเทียริ่งของบุคลากรในท้องถิ่น</p> <p> จากการวิเคราะห์ดังกล่าว ผู้วิจัยได้พัฒนากลยุทธ์การจัดกีฬาโอเรียนเทียริ่งที่ครอบคลุมการบริหารจัดการองค์กร การใช้ประโยชน์จากภูมิประเทศและพื้นที่ทางเลือก การสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชน รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับมาตรฐานกิจกรรม ผลการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญด้านความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความคุ้มค่า พบว่ากลยุทธ์ทั้ง 14 รูปแบบมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับสูงถึงสูงที่สุด สะท้อนศักยภาพในการนำไปใช้เป็นกรอบปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนเมืองพัทยาสู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงกีฬาและการท่องเที่ยวเชิงผจญภัยในระดับนานาชาติอย่างยั่งยืน</p> 2026-06-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/284402 แนวทางการพัฒนาศักยภาพขององค์ประกอบทางการท่องเที่ยวของอุทยานแห่งชาติ ภูจองนายอย จังหวัดอุบลราชธานี 2025-11-19T14:53:28+07:00 สุวภัทร ศิริธรรมะสกุล ajarntaes@gmail.com เขมจิรา หนองเป็ด Suwaphat.s@ubu.ac.th <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่อุทยานแห่งชาติภูจองนายอย 2) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีต่อศักยภาพขององค์ประกอบทางการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติภูจองนายอย และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาศักยภาพขององค์ประกอบทางการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติภูจองนายอย การวิจัยในครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยมีตัวอย่างในการวิจัยคือ นักท่องเที่ยวชาวไทย จำนวน 400 คน และเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติภูจองนายอย จำนวน 5 คน เครื่องที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจะใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางท่องเที่ยวส่วนมากเป็นเพศหญิง มีอายุ 21-30 ปี สถานภาพโสด ระดับการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า อาชีพพนักงานบริษัท /ลูกจ้างเอกชน มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001–20,000 บาท มีภูมิลำเนาส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดอุบลราชธานี โดยมีพฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยวมีพฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยว ส่วนใหญ่เคยเดินทางมาท่องเที่ยว 1-2 ครั้ง เดินทางกับครอบครัว/ญาติพี่น้อง เพื่อการพักผ่อน ตัดสินใจเดินทางด้วยตัวเอง โดยค้นหาข้อมูลผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว ในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ มีค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เฉลี่ย 1,001-3,000 บาท ในส่วนของความคิดเห็นของนักท่องเที่ยวที่มีต่อศักยภาพขององค์ประกอบทางการท่องเที่ยว พบว่า ด้านแหล่งท่องเที่ยวมีระดับศักยภาพในระดับสูงที่สุด ด้านกิจกรรมทางการท่องเที่ยว ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านการเข้าถึง และด้านที่พักแรมมีระดับศักยภาพในระดับมาก โดยแนวทางการพัฒนาศักยภาพขององค์ประกอบทางการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติภูจองนายอยจะต้องมีการจัดการตามองค์ประกอบของการท่องเที่ยวทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ การควบคุมปริมาณนักท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยว ด้านกิจกรรมโดยการพัฒนาแนวทางการสื่อความหมายทางการท่องเที่ยว ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก การเพิ่มการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวสำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุ การจัดการระบบฐานข้อมูลห้องพักออนไลน์สำหรับที่พักแรม และการบริหารจัดการด้านความสะอาดและสุขอนามัยของร้านอาหารและเครื่องดื่มในอุทยานแห่งชาติ</p> 2026-06-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/285435 การศึกษาเปรียบเทียบสำนวนไทยและสำนวนจีนที่มีคำเรียกพืช 2026-01-15T14:10:40+07:00 นลินภัสร์ เมฆเกรียงไกร nalinpat.pi@up.ac.th ซินเยว่ หลิน 1137573359@qq.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ของการศึกษาดังนี้ 1) ศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบและความหมายของสำนวนไทยและสำนวนจีนที่มีคำเรียกพืช 2) ศึกษาภาพสะท้อนจากสำนวนไทยและสำนวนจีนที่มีคำเรียกพืช การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยเก็บข้อมูลจากหนังสือและพจนานุกรมสำนวนไทยและสำนวนจีน ด้วยวิธีการสุ่มเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) แหล่งข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นหนังสือและพจนานุกรมสำนวนไทย จำนวน 4 เล่ม และพจนานุกรมสำนวนจีน จำนวน 4 เล่ม แนวคิดทฤษฎีที่ใช้ในการวิจัยใช้ทฤษฎีขอบข่ายความหมาย (Semantic Field Theory) ของ Adrianne Lehrer และแนวคิดด้านความหมายของคำของนววรรณ พันธุเมธา (2568) ผลการศึกษาพบว่าสำนวนไทยพบคำเรียกพืชจำนวน 57 คำ สำนวนจีนพบคำเรียกพืช 45 คำ รูปแบบของคำเรียกพืชทั้งสำนวนไทยและสำนวนจีนพบทั้งสำนวนที่มีคำเรียกพืชจำนวน 1 คำ และจำนวนมากกว่า 1 คำ คำเรียกพืชแบ่งเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ 1) คำเรียกพืชทั่วไป 2) คำเรียกส่วนของพืช และ 3) คำเรียกชนิดของพืช ด้านความหมายของสำนวนที่มีคำเรียกพืชทั้งไทยและจีนมีทั้งสำนวนที่มีความหมายเหมือนกัน สำนวนที่มีความหมายคล้ายกัน และสำนวนที่มีความหมายต่างกัน ด้านคำเรียกพืชที่ปรากฏในสำนวนไทยและสำนวนจีนซึ่งมีความหมายเหมือนกันหรือคล้าย กันพบการใช้คำเรียกพืชที่เหมือนกัน คำเรียกพืชที่คล้ายกัน และคำเรียกพืชที่ต่างกัน ภาพสะท้อนจากสำนวนไทยและสำนวนจีนพบภาพสะท้อนทางสภาพภูมิศาสตร์ ภาพสะท้อนเกี่ยวกับความผูกพันกับธรรมชาติ ภาพสะท้อนเกี่ยวกับสังคมวัฒนธรรม ภาพสะท้อนเกี่ยวกับความเชื่อทางศาสนา และภาพสะท้อนเกี่ยวกับการสื่อความหมายเชิงสัญลักษณ์</p> <p> </p> 2026-06-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/284469 กลวิธีการตั้งชื่อร้านอาหารไทยในนครคุนหมิง สาธารณรัฐประชาชนจีน 2026-01-23T14:07:15+07:00 เนตรน้ำทิพย์ ดวงมาลา nednamthip.b@ubru.ac.th สรรพสิริ ส่งสุขรุจิโรจน์ Nednamthip.b@ubru.ac.th <p> บทความวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์กลวิธีการตั้งชื่อร้านอาหารไทยในนครคุนหมิง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้เก็บรวบรวมข้อมูลรายชื่อร้านอาหารไทยในคุนหมิง จำนวนทั้งหมด 14 ชื่อ จากแอปพลิเคชัน ต้าจ้งเตี่ยนผิง(大宗点评)ในปี ค.ศ. 2025 ผลการศึกษาพบว่า มีกลวิธีการตั้งชื่อทั้งหมด 4 กลวิธี ได้แก่ 1) กลวิธีการแปล จำนวน 7 ชื่อ คิดเป็นร้อยละ 50 2) กลวิธีการสร้างคำขึ้นใหม่ จำนวน 3 ชื่อ คิดเป็นร้อยละ 21.42 3) กลวิธีการถอดเสียง จำนวน 2 ชื่อ คิดเป็นร้อยละ 14.29 และ 4) กลวิธีการใช้สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมไทย จำนวน 2 ชื่อ คิดเป็นร้อยละ 14.28</p> <p> กลวิธีการตั้งชื่อร้านอาหารไทยในนครคุนหมิงแสดงให้เห็นว่า ร้านอาหารไทยมีความพยายามในการสร้างอัตลักษณ์ความเป็นไทยโดยการตั้งชื่อร้านที่ประกอบไปด้วยคำศัพท์ที่สื่อถึงความเป็นไทยจากมุมมองของชาวจีน อาทิ จังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวของไทย วัตถุดิบประกอบอาหารไทย รวมถึงผลไม้ที่สามารถหาบริโภคได้โดยทั่วไปในประเทศไทย แต่กลับพบได้ยากหรือมีอยู่อย่างจำกัดในประเทศจีน</p> 2026-06-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/286802 การวิเคราะห์มโนทัศน์ทางวัฒนธรรมจีนในแบบเรียนภาษาจีนสำหรับชาวไทย: การประยุกต์ใช้ทฤษฎีของ Adaskou, Britten และ Fahsi ในงานเขียนของ เหยินจิ่งเหวิน (任景文) 2026-04-07T14:26:28+07:00 Weerapat Pakapongpan tanjinhai88@gmail.com มาลิน หัตถกิจธาตรี malin_ha@rmutto.ac.th <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบสัดส่วนและพัฒนาการของมโนทัศน์ทางวัฒนธรรมในแต่ละระดับจากแบบเรียนภาษาจีนทั้ง 4 เล่ม ในชุดภาษาจีนระดับต้นและระดับกลางของเหยินจิ่งเหวินตามกรอบทฤษฎีของ Adaskou, Britten และ Fahsi ที่ประยุกต์ขึ้นโดยผู้วิจัย งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน โดยใช้กระบวนการวิจัยทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณร่วมกัน ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการตีความเนื้อหา การนับความถี่ และการเปรียบเทียบผลการศึกษา ผลการวิจัยพบว่า แบบเรียนมีเนื้อหาทางด้านวัฒนธรรมรวมจำนวนทั้งสิ้น 332 รายการ โดยเนื้อหาทางวัฒนธรรมจีนในแบบเรียนมีสัดส่วนสูงถึง 302 รายการ คิดเป็นร้อยละ 90.96 เมื่อเทียบกับวัฒนธรรมไทย 30 รายการ คิดเป็นร้อยละ 9.04 ส่วนใหญ่ของเนื้อหาอยู่ในกลุ่มมิติทางสังคมวิทยา คิดเป็นร้อยละ 43.97 สะท้อนให้เห็นว่า แบบเรียนให้ความสำคัญกับวิถีชีวิตและโครงสร้างทางสังคมเป็นหลัก ขณะที่กลุ่มมิติด้านสังคมภาษา มีเนื้อหาทางวัฒนธรรมน้อยที่สุด คิดเป็นร้อยละ 14.76 โดยกลุ่มดังกล่าวถือเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้เรียนสามารถใช้ภาษาได้อย่างถูกต้องในสถานการณ์จริง ซึ่งผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า 1) แบบเรียนให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมจีนเป็นหลัก ให้ความสำคัญกับมิติการเปรียบเทียบข้ามวัฒนธรรมค่อนข้างน้อย 2) แบบเรียนมีจุดเด่นในด้านของการจัดลำดับและพัฒนาอย่างเป็นระบบตามระดับการเรียนรู้ของผู้เรียน 3) ขาดการกระจายเนื้อหามโนทัศน์ทางวัฒนธรรมจีนในแต่ละมิติและรายกลุ่มย่อย 4) แบบเรียนให้ความสำคัญกับมิติทางสังคมวิทยา ซึ่งมีบทบาทในการวางรากฐานความเข้าใจเกี่ยวกับบริบททางสังคมของภาษาจีนแก่ผู้เรียนในระยะเริ่มต้น 5) มิติด้านความหมายเชิงอรรถศาสตร์มีสัดส่วนที่เหมาะสม แต่ขาดการกระจายเนื้อหาในกลุ่มย่อย 6) แบบเรียนให้ความสำคัญกับมิติด้านสังคมภาษาค่อนข้างน้อย ลักษณะดังกล่าวอาจส่งผลให้ผู้เรียนขาดโอกาสในการพัฒนาการใช้ภาษาในบริบทจริง</p> 2026-06-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/284882 ร่องรอยของภาษาเวียดนามในชุมชนโพนบก อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม 2025-12-29T13:43:51+07:00 พัชรพงษ์ ภูเบศรพีรวัส tomphubetpeerawat@gmail.com <p><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาร่องรอยของภาษาเวียดนามแบบเก่า โดยมีขอบเขตการศึกษาเกี่ยวกับระบบเสียงและคำศัพท์ที่ยังคงหลงเหลือและใช้อยู่ในชุมชนโพนบกมาจนถึงปัจจุบันนี้ เก็บข้อมูลโดยใช้วิธีการสังเกต สำรวจและบันทึกเสียงการใช้ภาษาเวียดนามในชุมชนโพนบก อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม จากชาวไทยเชื้อสายเวียดนามชุมชนโพนบกทั้งสิ้น 10 คนที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ผลการศึกษาพบว่า ชุมชนโพนบกถือเป็นชุมชนชาวไทยเชื้อสายเวียดนามที่มีความเก่าแก่อีกแห่งหนึ่ง ของจังหวัดนครพนม ด้วยระบบของชุมชนที่เป็นระบบปิดและมีกฎชุมชนที่เข้มแข็ง จึงส่งผลให้คนในชุมชนยังคงใช้ภาษาเวียดนามในชีวิตประจำวันมาอย่างต่อเนื่องจากรุ่นสู่รุ่น อีกทั้งยังทำให้สามารถรักษาอัตลักษณ์ในภาษาเวียดนามถิ่นเอาไว้ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งอัตลักษณ์ในภาษาถิ่นภาคกลางของเวียดนาม ไม่ว่าจะเป็นในด้านระบบเสียงหรือคำศัพท์ อาทิ หน่วยเสียง /p<sup>h</sup>/ อันเป็นหน่วยเสียงที่ยังคงปรากฏเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่ใช้ภาษาเวียดนามถิ่นภาคกลางตอนบนในเขตจังหวัดเงอานและฮาติงห์ ซึ่งหน่วยเสียงนี้ยังคงปรากฏในภาษาเวียดนามที่ใช้ในชุมชนโพนบกมาจนถึงปัจจุบัน </span></span></p> <p> </p> 2026-06-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/283293 การพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษเพื่อการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการด้านการท่องเที่ยว ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นของจังหวัดอุบลราชธานี ของนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี 2025-09-30T13:50:05+07:00 nannapat yooprayong nannapat.y@ubru.ac.th วิลาสินี คำห่อ nannapat.y@ubru.ac.th <p>การวิจัยนี้มีจุดประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักศึกษาเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นของจังหวัดอุบลราชธานี 2) เพื่อพัฒนาทักษะการใช้นวัตกรรมดิจิตอลในการนำเสนอข้อมูลภาษาอังกฤษด้านการท่องเที่ยว ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นของจังหวัดอุบลราชธานี 3) เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้โดยใช้นวัตกรรมการเรียนรู้แบบบูรณาการด้านการท่องเที่ยว ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นของจังหวัดอุบลราชธานีเป็นภาษาอังกฤษ สำหรับนักศึกษาเอกภาษาอังกฤษชั้นปีที่ 3 หลักสูตรวิชาภาษาอังกฤษ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ในรายวิชาการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต</p> <p> ตัวอย่างเป็นนักศึกษา หลักสูตรภาษาอังกฤษ จำนวน 50 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นการสอนแบบเชิงรุก (Active Learning Instruction) และใช้การสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) วิธีการเก็บข้อมูลเป็นการสังเกตอย่างมีส่วนร่วม (Participant Observation) และการประเมินจากนวัตกรรมหรือวิดีโอคอนเทนต์ (Video Contents)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า มีผลการวิจัยพบว่าถึงแม้ว่าทักษะภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารภาษาอังกฤษเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในอุบลราชธานีและทักษะดิจิทัลจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ 0.05 แต่พบหลายปัจจัยที่ต้องต่อยอดเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษของนักศึกษา เพื่อนำไปสู่การสร้างนวัตกรรมในรูปแบบวีดีโอคอนเทนต์ รวมถึงปัญหาในการใช้นวัตกรรมดิจิตอลในการนำเสนอข้อมูลการท่องเที่ยวเป็นภาษาอังกฤษ จึงยังไม่สามารถที่จะนำมาเผยแพร่สู่สาธารณชนได้ เนื่องจากเป็นการวิจัยครั้งแรกเพื่อศึกษาภาพรวม และยังต้องมีการพัฒนาต่อไป อีกทั้งปัจจัยทางด้านการรับรู้ความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรมที่มีผลต่อการสร้างนวัตกรรมเป็นภาษาอังกฤษสำหรับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ</p> 2026-06-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/284493 การเลือกและการปรับใช้คำยืมภาษาต่างประเทศในบทเพลงเทิดพระเกียรติอีสาน: การประกวดวงดนตรีพื้นบ้านโปงลาง กรมพลศึกษา 2025-12-29T13:48:37+07:00 ว่าที่ ร.ต. ธนพล สกลสุนทรเทพา สุดายงค์ thanapee333@gmail.com <p><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"> บทความวิจัยเรื่องนี้การวิจัยเชิงคุณภาพ (การวิจัยเชิงคุณภาพ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อการศึกษาการเลือกและตัวเลือกคำภาษาต่างประเทศในบทเพลงเทิดพระเกียรติ การลงทะเบียนดนตรีพื้นบ้านวงโปงลาง กรมพลศึกษาวิจัย พ.ศ. 2565-2567 ประเภท 30 เพลงที่ข่าวทางช่องยูทูบ (YouTube) ซึ่งเป็นการประพันธ์ขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายพระพรสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีการศึกษาวิจัยพบทั้งหมด 4 ประเด็นรวมถึง 1) คำสแกนจากภาษาบาลี-สันสกฤต ต้นเครื่องมือหลักภาษาให้สืบสวนและวรรณกรรมแบ่งตามหน้าที่ทางภาษาได้ 5 หมวดหมู่คือพระนามและอิสริยศ บารมีและคุณูปการในปัจจุบันสำหรับคำมงคลและคำที่กล่าวถึงเฉพาะในส่วนนั้น 2) คำสแกนจากภาษาขอมโบราณ เสริมสร้างความเป็นราชสำนักในรูปของราชาทั่วไปมาตรฐาน 3) การปกครองภาษาต่างประเทศกับภาษาท้องถิ่นเสียงประสานและสัมผัสเทคนิคการเล่นเสียงพยัญชนะและสระการแทรกคาถาบาลีโดยตรง การตรวจสอบช่วงของการเพิ่มความความขลังและประวัติศาสตร์คำใหม่จากภาษาต่างประเทศกับภาษาไทย 4) พระตรวจสอบของเสียงและการพิจารณาพบทั้งหมด 2 ส่วนทั้งหมดภายในเสียงคือการตัดเสียง ... ส่วนด้านการรับรู้คือความหมายแบบเคลื่อนย้ายที่และความหมายแบบความกว้างออก</span></span></p> <p><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"> โครงสร้างทางภาษาอย่างเห็นได้ชัดทลักษณ์หลักภาษาอีสานในต่าง ๆ แต่ผู้ประพันธ์ได้เลือกสรรและในส่วนของคำสแกนภาษาต่างประเทศคำจากภาษาบาลีและสันสกฤตเข้ามาเป็นจุดเด่นเพื่อเน้นความสำคัญทางภาษา (Linguistic Mechanism) กล่าวถึงความโดดเด่น (Sacralization) และยกระดับภาษา (Linguistic Elevation) ให้ต่อเนื่องและพิจารณาระบบแห่งราชสำนัก อย่างเป็นทางการภาษาถิ่นในการรวมตัวกันรวมไปถึงทางภาษาชั้นสูงเพื่อรับใช้เป้าหมายที่เห็นได้ชัดอย่างเด่นชัด</span></span></p> 2026-06-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/285020 กลวิธีการบรรเลงระนาดเอกเพลงแขกลพบุรี เถา ทางบางคอแหลม ของครูนัฐพงศ์ โสวัตร ตามแนวทางครูประสิทธิ์ ถาวร (ศิลปินแห่งชาติ) 2025-12-30T13:41:21+07:00 Nopphanan Yambhunmee nopphanan.y@fda.bpi.ac.th บำรุง พาทยกุล Nopphanan.y@fda.bpi.ac.th ดุษฎี มีป้อม Nopphanan.y@fda.bpi.ac.th <p> การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ วิเคราะห์โครงสร้างลักษณะทำนองและจังหวะของเพลงแขกลพบุรี เถา ทางบางคอแหลม และวิเคราะห์กลวิธีและกลอน การบรรเลงระนาดเอกเพลงแขกลพบุรี เถา ทางบางคอแหลม ของครูนัฐพงศ์ โสวัตร ตามแนวทางครูประสิทธิ์ ถาวร (ศิลปินแห่งชาติ) ผลการวิจัยพบดังนี้</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ประวัติเพลงแขกลพบุรี เถา ทางบางคอแหลมพบว่า เพลงแขกลพบุรี เถา ทางบางคอแหลม หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เป็นผู้ประพันธ์ทำนองในอัตราจังหวะสามชั้น ต่อมาครูประสิทธิ์ ถาวร ได้ประพันธ์ทำนองในอัตราจังหวะสองชั้นและอัตราจังหวะชั้นเดียวเพิ่มเติมจนครบเถา ในการบรรเลงเพลงแขกลพบุรี เถา ทางบางคอแหลม จากรายการแสดงศูนย์สังคีตศิลป์ ธนาคารกรุงเทพ ครั้งที่ 343 วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2529 มีผู้อยู่ในวงบรรเลงทั้งหมด 8 ท่าน โดยครูนัฐพงศ์ โสวัตร เป็นผู้บรรเลงระนาดเอกในครั้งนั้น ควบคุมวงโดยครูประสิทธิ์ ถาวร ท่านให้ความสำคัญในเรื่องความไพเราะของเพลงเป็นสำคัญ โดยมุ่งเน้นกระบวนการฝึกบรรเลงระนาดเอกเป็นพิเศษ เนื่องจากทางเพลงนี้มีความยากในการบรรเลง ดังนั้นผู้ที่จะบรรเลงเพลงแขกลพบุรี เถา ทางบางคอแหลมได้นั้นจะต้องมีพื้นฐานที่ดี มีพละกำลัง อีกทั้งต้องมีไหวพริบ ที่ดี โครงสร้างลักษณะของเพลงแขกลพบุรี เถา ทางบางคอแหลม เป็นเพลงประเภททยอย หน้าทับสองไม้ลูกโยน บันไดเสียงที่อยู่ในระดับเสียง ทางนอก ทางใน และทางเพียงออล่าง กลวิธีและสำนวนกลอนระนาดเอกที่ปรากฏประกอบด้วย พบกลวิธีทั้งหมด 8 วิธีการ ได้แก่ การตีสะบัด การตีสะเดาะ การตีขยี้ การตีรัว การตีกวาด การตีไขว้มือ การตีปริบ และกลวิธีพิเศษเฉพาะ และพบสำนวนกลอน ทั้งหมด 5 สำนวน ได้แก่ กลอนไต่ลวด กลอนร้อยลูกโซ่ กลอนเดินตะเข็บ กลอนย้อนตะเข็บ และกลอนสับ</p> 2026-06-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/285672 จากภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่อัตลักษณ์แห่งชาติและสากล: วิเคราะห์บทบาทผู้นำทางวัฒนธรรมและยุทธศาสตร์การส่งเสริมผ้าไทยในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง 2026-01-26T15:42:26+07:00 กำจร แซ่เจียง jornbook@gmail.com อุรารมย์ จันทมาลา jornbook@gmail.com <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บทบาทของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในฐานะผู้นำทางวัฒนธรรมและยุทธศาสตร์การส่งเสริมผ้าไทยจากภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่อัตลักษณ์แห่งชาติและสากล โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการวิเคราะห์เนื้อหาจากเอกสารและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ผลการวิจัยพบว่า ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ (1) ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ทรงเปลี่ยนสถานะราษฎรจาก “ผู้รอรับความช่วยเหลือ” สู่การเป็น “ช่างฝีมือที่พึ่งพาตนเองได้” ผ่านการก่อตั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ (2) ยุทธศาสตร์อัตลักษณ์ ทรงสร้างสรรค์และกำหนดให้ "ชุดไทยพระราชนิยม" เป็นเครื่องแต่งกายประจำชาติที่มีแบบแผนอย่างเป็นทางการสำหรับการแต่งกายของสตรีไทย และ (3) ยุทธศาสตร์สากล ทรงใช้การทูตวัฒนธรรมและการร่วมมือกับแฟชั่นดีไซเนอร์ระดับโลกเพื่อยกระดับผ้าไทยสู่แฟชั่นชั้นสูง ความสำเร็จนี้สะท้อนถึง พระปรีชาสามารถในการใช้ซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับความทันสมัย สร้างความภาคภูมิใจในรากเหง้าทางวัฒนธรรมและยกระดับคุณภาพชีวิตของราษฎรอย่างยั่งยืน</p> 2026-06-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/285976 การแสดง แสง สี เสียง ในเทศกาลเที่ยวพิมาย : องค์ประกอบนาฏกรรมในพื้นที่ มรดกวัฒนธรรม 2026-03-09T11:09:30+07:00 ชนกนาฏ วรแสน cworasaen@gmail.com ขวัญแก้ว ประสานพานิช Cworasaen@gmail.com <p>การแสดงแสง สี เสียง เป็นรูปแบบการแสดงร่วมสมัยที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในบริบทของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในประเทศไทย โดยเฉพาะการจัดแสดงในพื้นที่โบราณสถานและแหล่งมรดกวัฒนธรรม บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการแสดงแสง สี เสียง ในงานเทศกาลเที่ยวพิมาย อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา นาฏกรรมร่วมสมัยที่ผสานองค์ประกอบทางนาฏยศิลป์เข้ากับบริบททางประวัติศาสตร์และพื้นที่สถาปัตยกรรมโบราณ โดยการวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ จากการศึกษาจากเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์องค์ประกอบของนาฏกรรม ได้แก่ เนื้อหาและโครงสร้างการแสดง การเคลื่อนไหวและท่าทาง การใช้พื้นที่การแสดง เครื่องแต่งกาย เทคนิคแสง เสียงและดนตรีประกอบ ผู้แสดง และผู้ชม ผลการศึกษาพบว่า การแสดงแสง สี เสียง ในงานเทศกาลเที่ยวพิมาย มีลักษณะเป็นนาฏกรรมแบบศิลปะการแสดงเฉพาะที่ (Site Specific Performance) ที่ใช้พื้นที่ปราสาทหินพิมายเป็นเวทีการแสดง ถ่ายทอดเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมผ่านการจัดวางองค์ประกอบทางนาฏศิลป์อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้เป็นสื่อทางศิลปะ รวมทั้งเป็นเครื่องมือสร้างประสบการณ์ทางสุนทรียะ และความรู้ให้แก่ผู้ชม นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทของนาฏกรรมในการเสริมคุณค่า การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมในบริบทสังคมร่วมสมัย</p> 2026-06-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/283690 การส่งเสริมศักยภาพของหน่วยงานภาครัฐผ่านการยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชน อำเภอเหล่าเสือโก้ก จังหวัดอุบลราชธานี 2025-12-11T13:20:41+07:00 สุมิตรชา สุมิตรชา ซาเสน sutthi21512151@gmail.com สุทธิพงษ์ สุทธิลักษมุนีกุล sutthi21512151@gmail.com สุรพล ซาเสน sutthi21512151@gmail.com ปรีดี ทุมเมฆ sutthi21512151@gmail.com <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาท ประเมินบทบาท และเสนอแนวทางส่งเสริมศักยภาพหน่วยงานภาครัฐในการยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนตำบลโพนเมืองและตำบลหนองบก อำเภอเหล่าเสือโก้ก จังหวัดอุบลราชธานี ใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน เก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่าง 120 คน (ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ภาครัฐ 45 คน ผู้ประกอบการ 60 คน และผู้นำชุมชน 15 คน) ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น ใช้การแบ่งกลุ่มตัวอย่างตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ช่องว่าง การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวเชิงคุณภาพสัมภาษณ์เชิงลึก 20 คน วิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า 1) บทบาทหน่วยงานภาครัฐประกอบด้วย ด้านการผลิต 6 องค์ประกอบ ด้านการตลาด 4 องค์ประกอบ และด้านการบริหารจัดการ 8 องค์ประกอบ แต่ยังขาดการบูรณาการและประสานงานที่มีประสิทธิภาพ 2) การประเมินบทบาทพบว่า ด้านการผลิตอยู่ในระดับมาก (X̄ = 3.95) ด้านการตลาดระดับปานกลาง (X̄ = 2.89) และด้านการบริหารจัดการระดับน้อย (X̄ = 2.35) แสดงความไม่สมดุลชัดเจน การวิเคราะห์ช่องว่างที่ทำให้ควรปรับปรุงคือ ด้านการบริหารจัดการสูงสุด (Gap = 2.14) รองลงมาด้านการตลาด (Gap = 1.52) และด้านการผลิต (Gap = 0.56) อีกทั้งปัญหาสำคัญคือขาดการติดตามประเมินผลต่อเนื่อง (80%) ขาดการประสานงานระหว่างหน่วยงาน (75%) และขาดช่องทางจำหน่ายยั่งยืน (70%) และ 3) แนวทางส่งเสริมควรสร้างความสมดุลทั้ง 3 ด้าน โดยพัฒนา ด้านการผลิต (Production Aspect) ด้านการตลาด (Marketing Aspect) และด้านการบริหารจัดการ (Management Aspect)</p> 2026-06-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/285999 ความต้องการด้านการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลหานโพธิ์ อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง 2026-02-09T15:37:55+07:00 ศดานนท์ วัตตธรรม sadanon.wa@skru.ac.th ณัฐณิชา ศรียา sadanon.wa@skru.ac.th กนิษฐา เหลาะเหม sadanon.wa@skru.ac.th สุริยะ ทองชนะ sadanon.wa@skru.ac.th อิศรานุวัฒน์ เกตุศรี sadanon.wa@skru.ac.th <p> การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับความต้องการด้านการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลหานโพธิ์ และ 2) เพื่อเปรียบเทียบระดับความต้องการด้านการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์การบริหารส่วนตำบลหานโพธิ์ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ จำนวน 330 คน และใช้แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยมีค่าความเชื่อมั่น .94 แล้ววิเคราะห์การแจกแจงค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความต้องการด้านการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุในภาพรวม ผู้สูงอายุมีความต้องการด้านการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า มีความต้องการด้านการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุ ด้านสุขภาพอนามัยมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านการบริการทางสังคมทั่วไป ด้านการมีงานทำและรายได้ ด้านที่อยู่อาศัย ด้านนันทนาการ ด้านกระบวนการยุติธรรม และด้านการศึกษา ตามลำดับ และ 2) ผลการเปรียบเทียบระดับความต้องการด้านการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ผู้สูงอายุที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ มีความต้องการด้านการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุแตกต่างกันอย่างมีนัยสถิติที่ระดับ .01 และ .001 ส่วนผู้สูงอายุที่มีสถานภาพต่างกัน มีความต้องการด้านการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุไม่แตกต่างกัน ซึ่งทางองค์การบริหารส่วนตำบลหานโพธิ์สามารถนำผลการวิจัยไปใช้ในการจัดทำหรือปรับปรุงแผนพัฒนาท้องถิ่น โดยเฉพาะแผนด้านสวัสดิการสังคม เพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้สูงอายุในพื้นที่อย่างแท้จริง</p> 2026-06-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/283513 การมีส่วนร่วมของราษฎรในการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี) อุทยานแห่งชาติภูสระดอกบัว 2025-10-31T15:04:24+07:00 อรุณ สีทา aroonseeta@gmail.com ไพศาล พากเพียร aroonseeta@gmail.com รัตนะ ปัญญาภา aroonseeta@gmail.com <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมของราษฎรในการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ อุทยานแห่งชาติภูสระดอกบัว ตัวอย่าง คือ ราษฎร จำนวน 285 คน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 15 คน โดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ และการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์ข้อมูลคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. การมีส่วนร่วมของราษฎรในการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง 2. แนวทางในการแก้ไขปัญหา ประกอบด้วย (1) ลดขั้นตอนในการดำเนินการและอนุญาตเพื่ออำนวยความสะดวกให้ราษฎรในพื้นที่เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของราษฎร (2) ปรับปรุงระเบียบข้อบังคับในการขออนุญาตทำประโยชน์ในพื้นที่ถือครอง (3) ส่งเสริมอาชีพของเกษตรกร (4) พื้นที่ตรวจยึดจับกุมดำเนินคดีควรพิจารณาดำเนินการ ในลักษณะประนีประนอม (5) ราษฎรที่ได้รับสิทธิทำกินสามารถเปลี่ยนสิทธิครอบครองนอกจากทายาทได้ (6) ออกเอกสารรับรองสิทธิของราษฎรเพื่อจะใช้เป็นหลักประกันในการทำเกษตรหรือเพื่อขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานรัฐเพื่อรับเงินช่วยเหลือกรณีเกิดภัยพิบัติ (7) การแก้ปัญหาให้เน้นการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายด้วยการไกล่เกลี่ย (8) ควรกำหนดแนวเขตความกว้างของถนนในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติเป็นมาตรฐาน (9) พื้นที่ทับซ้อนกับ ส.ป.ก. ควรได้รับสิทธิ์ในการใช้ประโยชน์จากที่ดิน (10) เจ้าหน้าที่ควรเข้าใจชุมชนเกี่ยวกับการเก็บหาของป่าเพื่อป้องกันการสูญพันธุ์ของพืชและสัตว์ในพื้นที่</p> 2026-06-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/285334 ปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จในการดำเนินโครงการนวัตกรรมท้องถิ่นขององค์การบริหาร ส่วนตำบลที่ได้รางวัลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการบริหารจัดการที่ดี 2026-01-13T10:49:53+07:00 จามรี บุษย์ชญานนท์ jameeree1979@gmail.com นราธิป ศรีราม Jameeree1979@gmail.com นพพล อัคฮาด Jameeree1979@gmail.com <p>วัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาลักษณะและสาระสำคัญของโครงการนวัตกรรม 2) วิเคราะห์ปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จขององค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ในการดำเนินโครงการ และ 3) เสนอแนวทางในการพัฒนาต่อยอดโครงการนวัตกรรมของ อบต. ที่ได้รับรางวัลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มีการบริหารจัดการที่ดี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ประชากร คือ อบต. ที่ได้รับรางวัลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการบริหารจัดการที่ดี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 จำนวน 22 แห่ง ตัวอย่างคือ อบต. ได้รับรางวัลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการบริหารจัดการที่ดี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 รางวัลที่ 1, 2 และ 3 จำนวน 7 แห่ง กลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือ คือแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง การสัมภาษณ์เชิงลึก รวม 21 คน การวิเคราะห์เนื้อหาและสรุปอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า 1) นวัตกรรมของ อบต. ที่ได้รับรางวัลดโดยรวมมีลักษณะที่เป็นสิ่งใหม่และเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปหรือปรับปรุงต่อยอดจากนวัตกรรมเดิม สาระสำคัญของนวัตกรรมมีที่มาจากปัญหาในท้องถิ่น และการดำเนินการโดยอาศัยทรัพยากรและการมีส่วนร่วมจากประชาชน และนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดบริการสาธารณะ 2) ปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จเฉพาะที่สำคัญคือ การมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การแก้ปัญหาได้ตรงจุดและตรงกับความต้องการของประชาชน ผู้นำมีวิสัยทัศน์ ความสอดคล้องของนวัตกรรมกับสภาพปัญหาในพื้นที่ และประชาชนรับผลเชิงประจักษ์ และ 3) แนวทางในการพัฒนาต่อยอดโครงการนวัตกรรม คือ ควรดำเนินการนำปัญหาหรืออัตลักษณ์ของท้องถิ่นและทรัพยากรท้องถิ่นมาต่อยอดและพัฒนานวัตกรรมเพื่อเสริมสร้างรายได้ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนบนพื้นฐานของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง</p> 2026-06-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/283689 พฤติกรรมและปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดในการตัดสินใจใช้บริการการสั่งอาหาร แบบเดลิเวอรี่ของผู้บริโภคในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี 2025-10-06T13:05:28+07:00 รฐา จันทวารา ratha.c@ubru.ac.th <p> การวิจัยเรื่อง พฤติกรรมและปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดในการตัดสินใจใช้บริการการสั่งอาหารแบบเดลิเวอรี่ของผู้บริโภคในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการใช้บริการการสั่งอาหารแบบเดลิเวอรี่ของผู้บริโภคในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี 2) ศึกษาระดับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดในการตัดสินใจใช้บริการสั่งอาหารแบบเดลิเวอรี่ของผู้บริโภคในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยประชากรศาสตร์กับการตัดสินใจใช้บริการการสั่งอาหารแบบเดลิเวอรี่ในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามในการวิจัย จากกลุ่มตัวอย่างที่เคยใช้บริการการสั่งอาหารแบบเดลิเวอรี่ในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี จำนวน 400 คน โดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และไคสแควร์ </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมการใช้บริการ ส่วนใหญ่เลือกใช้บริการ Grab โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อความสะดวกในการดำเนินชีวิต ใช้บริการเฉลี่ย 3–5 ครั้งต่อเดือน นิยมสั่งอาหารจานหลักในช่วงมื้อกลางวัน เพื่อรับประทานคนเดียว และมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อครั้ง 100–300 บาท โดยแหล่งข้อมูลสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจ คือเพื่อนหรือเพื่อนร่วมงาน ด้านปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด พบว่า ในภาพรวมมีผลต่อการตัดสินใจใช้บริการอยู่ในระดับมาก โดยด้านผลิตภัณฑ์มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ผลการทดสอบความสัมพันธ์ของตัวแปรด้านประชากรศาสตร์ พบว่า อายุ อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจใช้บริการสั่งอาหารแบบเดลิเวอรี่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> 2026-06-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/285696 การตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์และการสื่อสารการตลาดดิจิทัลที่มีผลต่อ กระบวนการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์คอนเฟลก 2026-03-04T10:03:11+07:00 Pratoom Kaenkong pratoom.k@rmutsv.ac.th พิเชษฐ์ พรหมใหม่ prommai.p@rmutsv.ac.th <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และ การสื่อสารการตลาดดิจิทัลกับกระบวนการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์คอนเฟลก และเปรียบเทียบกระบวนการตัดสินใจซื้อ จำแนกตามปัจจัยประชากรศาสตร์ จากกลุ่มตัวอย่างที่เคยซื้อผลิตภัณฑ์คอนเฟลก จำนวน 400 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์สหสัมพันธ์พหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุระหว่าง 21–30 ปี ระดับการศึกษาปริญญาตรี อาชีพรับจ้าง และมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 15,001–20,000 บาท ลูกค้ามีความคิดเห็นต่อการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์อยู่ในระดับปานกลาง โดยเฉพาะการตลาดที่ใช้ความบันเทิงและการตลาดเชิงปฏิสัมพันธ์ และระดับความคิดเห็นของลูกค้าต่อการสื่อสารการตลาดดิจิทัลอยู่ในระดับปานกลางเช่นกัน สำหรับกระบวนการตัดสินใจซื้อ ลูกค้ามีระดับความคิดเห็นโดยรวมอยู่ในระดับมาก ครอบคลุมตั้งแต่ขั้นการรับรู้ความต้องการ การค้นหาข้อมูล การประเมินทางเลือก การตัดสินใจซื้อ และพฤติกรรมหลังการซื้อ ผลการทดสอบความแตกต่างพบว่า ลูกค้าที่มีเพศ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่างกัน มีกระบวนการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์คอนเฟลกแตกต่างกัน นอกจากนี้ยังพบความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูงระหว่างการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์และการสื่อสารการตลาดดิจิทัลกับกระบวนการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์คอนเฟลกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 การวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าทั้งการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์และการสื่อสารการตลาดดิจิทัลมีบทบาทสำคัญต่อพฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดคอนเฟลก ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่สามารถนำไปใช้พัฒนากลยุทธ์การตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์และการสื่อสารดิจิทัลให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคปัจจุบันได้อย่างเหมาะสม</p> 2026-06-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/284914 นวัตกรรมการนิเทศภายในของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 2 2025-12-30T14:15:32+07:00 จิราวรรณ รักคง jirawun.ra@ku.th สุมิตร สุวรรณ jirawun.ra@ku.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพการนิเทศภายในของสถานศึกษา และ 2) นวัตกรรมการนิเทศภายในของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 2 จำนวน 278 คน ซึ่งกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซี่และมอร์แกน และสุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิจำแนกตามอำเภอร่วมกับการสุ่มอย่างง่าย ได้รับแบบสอบถามกลับคืน จำนวน 233 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 83.81 นอกจากนี้ ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ข้าราชการครู และศึกษานิเทศก์ จำนวน 6 คน คัดเลือกโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1. สภาพการนิเทศภายในของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 2 ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ การสร้างสื่อและเครื่องมือนิเทศ รองลงมา คือ การปฏิบัติการนิเทศ การประเมินและรายงานผล การวางแผนการนิเทศ และการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการ ตามลำดับ 2. นวัตกรรมการนิเทศภายในของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 2 ซึ่งเป็นแนวคิด วิธีการ รูปแบบ กระบวนการใหม่ ๆ ที่ผู้บริหารสถานศึกษานำมาใช้ในการนิเทศ คือ เปลี่ยนจากจับผิดเป็นการนิเทศที่บูรณาการอยู่ในกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน มีการร่วมกันถอดบทเรียน เปิดโอกาสให้ครูได้สะท้อนตนเอง รับข้อเสนอแนะและนำไปปรับปรุงการสอนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ครูได้พัฒนาแนวคิดใหม่ ๆ และปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะกับผู้เรียนมากขึ้น อีกทั้งยังมีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วย ทำให้มีฐานข้อมูลการนิเทศที่ตรวจสอบติดตามได้ต่อเนื่อง โดยมีผู้บริหารสถานศึกษาทำหน้าที่อำนวยความสะดวกหรือเป็นที่ปรึกษามากกว่าการเป็นผู้ประเมิน</p> 2026-06-15T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี