วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru <p>วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี </p> <p>Humanities and Social Sciences Journal, Ubon Ratchathani Rajabhat University </p> <p>ISSN 3088-2656 (Print)</p> <p>ISSN 3088-2664 (Online)</p> <p>วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการและผลงานวิจัยด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ผลงานที่ได้รับการพิจารณาลงพิมพ์ในวารสารจะต้องมีสาระน่าสนใจ เป็นงานที่ทบทวนความรู้เดิม หรือองค์ความรู้ใหม่ที่ทันสมัย รวมทั้งข้อคิดเห็นทางวิชาการที่เป็นประโยชน์</p> <p>กำหนดพิมพ์ปีละ 2 ฉบับ ได้แก่</p> <p>ฉบับที่ 1 (เดือนมกราคม - มิถุนายน) </p> <p>ฉบับที่ 2 (เดือนกรกฎาคม-ธันวาคม)</p> <p>โดยทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) บุคคลภายนอก ที่มาจากหลากหลายสถาบัน จำนวน 3 ท่านต่อหนึ่งบทความ ไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิก หรือ สังกัดมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี</p> th-TH hujou@ubru.ac.th (ผศ.ดร.กุลวดี ละม้ายจีน) hujou@ubru.ac.th (นางสาวศิวัชญา ธงศรี) Tue, 23 Dec 2025 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การศึกษาประเมินความต้องการผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีต่อการพัฒนาคุณภาพ หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/279963 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่มีต่อการพัฒนาหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี กลุ่มเป้าหมายคือ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 4 กลุ่ม ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 85 คน อาจารย์ผู้สอนและอาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี จำนวน 10 คน ศิษย์เก่า จำนวน 35 คน และผู้ใช้บัณฑิต จำนวน 29 คน เก็บข้อมูลในเชิงปริมาณผ่านแบบสอบถามในรูปแบบออนไลน์ โดยแบบสอบถามเป็นมาตราส่วน 5 ระดับ ของ Likert (Likert Five Rating Scales) ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายต้องการและสนใจศึกษาด้านทักษะการสื่อสารภาษาไทย และคาดหวังผลลัพธ์การมีความรู้ด้านการสื่อสารภาษาไทยในระดับที่สูงขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาจารย์ผู้สอนและอาจารยผู้รับผิดชอบหลักสูตร ต้องการรายวิชาที่มุ่งเน้นการสร้างสมรรถนะผู้เรียนให้ตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานและความเปลี่ยนแปลงของบริบทสังคม บัณฑิตมีความมุ่งมั่น อดทน ตั้งใจในการศึกษา ศิษย์เก่าและผู้ใช้บัณฑิตต้องการให้บัณฑิตสามารถนำความรู้ด้านการสื่อสารภาษาไทย วรรณกรรมไทย คติชนไปประยุกต์ใช้ในการทำงานได้จริง</p> ภัทรขวัญ ทองเถาว์; นิศานาจ โสภาพล , ปานรดา วรรณประภา , ณัฐสุดา ภาระพันธ์ , กนกศักดิ์ ธานี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/279963 Tue, 23 Dec 2025 00:00:00 +0700 มุมมองของนักศึกษาที่มีต่อรูปแบบการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐานผ่านการบูรณาการกับการทำงานในรายวิชาภาษาอังกฤษสำหรับการท่องเที่ยว กรณีศึกษานักศึกษาวิชาเอกภาษาอังกฤษ 4 คน https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/281579 <p> งานวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามุมมองของนักศึกษาระดับปริญญาตรีที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนรูปแบบโครงงานผ่านการบูรณาการกับการทำงาน (Project-based Learning through Work-Integrated Learning Model: PBL through WIL Model) โดยใช้กรณีศึกษาจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารทางธุรกิจ ในรายวิชาภาษาอังกฤษสำหรับการท่องเที่ยว (English for Tourism) ภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ซึ่งมีผู้เลือกเรียนด้วยวิธีการดังกล่าว จำนวน 4 คน โดยใช้วิธีการเก็บข้อมูลแบบการสนทนากลุ่ม (Focus Group Interview) หลังจากเสร็จสิ้นภาคการศึกษาที่ผู้เรียนที่อาสาสมัครเข้าร่วมการวิจัยได้ผ่านการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว ผลการศึกษาพบว่า ผู้เรียนมีทัศนคติที่ดีต่อวิธีการดังกล่าวและมองว่าการจัดกิจกรรมในรูปแบบ PBL through WIL Model ทำให้ผู้เรียนได้รับประโยชน์สามด้านหลักด้วยกัน คือ ด้านอาชีพ ด้านวิชาการ และด้านการพัฒนาทักษะระหว่างบุคคล ดังนั้น รูปแบบการจัดการเรียนการสอนรูปแบบโครงงานผ่านการบูรณาการกับการทำงาน จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางการจัดการเรียนการสอนที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในรายวิชาภาษาอังกฤษเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะในระดับอุดมศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่นักศึกษาก่อนสำเร็จการศึกษาเพื่อเข้าปฏิบัติงานจริงต่อไป</p> ก่อพงศ์ เกตุแก้ว; ณปภัช ทองวิจิตร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/281579 Tue, 23 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาธุรกิจแคมป์ปิ้งแบบมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/280729 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษารูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชนในธุรกิจแคมป์ปิ้ง 2) เพื่อการพัฒนาธุรกิจแคมป์ปิ้งแบบมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน โดยใช้แนวทางการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ประกอบการธุรกิจแคมป์ปิ้ง ชุมชน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในธุรกิจแคมป์ปิ้ง โดยการสัมภาษณ์ จำนวน 12 คน ซึ่งเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ 1) แบบสัมภาษณ์รูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชนในธุรกิจแคมป์ปิ้งและการพัฒนาธุรกิจแคมป์ปิ้งแบบมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชนในธุรกิจแคมป์ปิ้ง มี 4 รูปแบบ ได้แก่ 1.1) การมีส่วนร่วมเชิงข้อมูล 1.2) การมีส่วนร่วมเชิงปรึกษาหารือ 1.3) การมีส่วนร่วมเชิงปฏิบัติการ และ 1.4) การมีส่วนร่วมแบบเสริมสร้างอำนาจ ซึ่งแต่ละระดับมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความยั่งยืนของธุรกิจแคมป์ปิ้ง และ 2) การพัฒนาธุรกิจแคมป์ปิ้งแบบมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ซึ่งแนวทางเหล่านี้จะช่วยให้การมีส่วนร่วมของชุมชนในธุรกิจแคมป์ปิ้ง สามารถ สร้างความสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและการรักษาสิ่งแวดล้อม ตลอดจนส่งเสริมบทบาทของชุมชนให้เป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนในระยะยาว</p> เอกชัย จากศรีพรหม; ไพริน เวชธัญญะกุล , ศิริศักดิ์ ศรีวิสรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/280729 Tue, 23 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความวิตกกังวลในการเขียนภาษาอังกฤษในห้องเรียนเสมือนจริงของนักศึกษา ปริญญาตรีผู้เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศ (EFL) https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/282753 <p> การศึกษานี้มุ่งสำรวจระดับความวิตกกังวลในการเขียนภาษาอังกฤษและกลยุทธ์การเผชิญปัญหาที่นักศึกษาปริญญาตรีในฐานะผู้เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศ (EFL) ใช้ ในรายวิชาเขียนย่อหน้าออนไลน์เต็มรูปแบบกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักศึกษาชั้นปีที่ 2 จำนวน 34 คน ที่ลงทะเบียนเรียนในหลักสูตรภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารระหว่างประเทศ (EIC) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ตาก การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสม โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบสอบถาม Second Language Writing Anxiety Inventory (SLWAI) เพื่อวัดความวิตกกังวล 3 มิติ ได้แก่ มิติด้านความคิด (Cognitive) มิติด้านอาการทางกาย (Somatic) และมิติด้านการหลีกเลี่ยง (Avoidance) ขณะเดียวกันเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างเพื่อทำความเข้าใจสาเหตุของความวิตกกังวลและวิธีการที่นักศึกษาใช้จัดการกับความรู้สึกดังกล่าว</p> <p> ผลการวิจัยพบว่านักศึกษาส่วนใหญ่มีระดับความวิตกกังวลในการเขียนอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีความวิตกกังวลด้านความคิดสูงที่สุด (𝑥̄ = 3.40) รองลงมาคือด้านอาการทางกาย (𝑥̄ = 3.15) และด้านการหลีกเลี่ยง (𝑥̄ = 2.72) นักศึกษาที่มีความวิตกกังวลสูงรายงานถึงความกังวลในการเลือกคำศัพท์ ความถูกต้องทางไวยากรณ์ และข้อจำกัดของเวลา ส่วนผู้ที่มีความวิตกกังวลระดับปานกลางพบอุปสรรคด้านความรู้เนื้อหาและการใช้ภาษา ในขณะที่ผู้มีความวิตกกังวลต่ำเผชิญปัญหาในการจัดระเบียบแนวคิด สำหรับกลยุทธ์การเผชิญปัญหา นักศึกษามักเลือกใช้การขอความช่วยเหลือจากเพื่อนและอาจารย์ การใช้พจนานุกรมและแหล่งข้อมูลไวยากรณ์ออนไลน์ การควบคุมตนเอง และการนำข้อเสนอแนะไปปรับแก้การเขียน ทั้งนี้ ข้อเสนอแนะจากอาจารย์เป็นสิ่งที่นักศึกษาที่มีความวิตกกังวลต่ำให้คุณค่าเป็นพิเศษ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนของความวิตกกังวลในการเขียนภาษาอังกฤษในสภาพแวดล้อมการเรียนการสอนเสมือนจริง และสะท้อนความจำเป็นในการจัดการเรียนการสอนที่บูรณาการเครื่องมือดิจิทัล การสนับสนุนด้านอารมณ์ และการจัดกระบวนการเขียนอย่างมีขั้นตอน เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและสมรรถนะด้านการเขียนภาษาอังกฤษของนักศึกษา</p> ฐิติรัตน์ วิจารณ์ปรีชา; ธนพัฒน์ วุฒิสารวัฒนา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/282753 Tue, 23 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาส่วนประสมทางการตลาด 7Ps สำหรับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กรณีศึกษา: ตลาดน้ำวัดลำพญา จังหวัดนครปฐม https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/283239 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาส่วนประสมทางการตลาด 7Ps สำหรับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม กรณีศึกษา: ตลาดน้ำวัดลำพญา จังหวัดนครปฐม การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากร คือ นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยวตลาดน้ำวัดลำพญา จังหวัดนครปฐม จำนวน 400 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง วัยรุ่นและวัยทำงานตอนต้น มีการศึกษาระดับปริญญาตรี รายได้ปานกลาง และนิยมเดินทางท่องเที่ยวกับครอบครัวหรือเพื่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์ ความคิดเห็นต่อส่วนประสมทางการตลาดทั้ง 7 ด้านอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านผลิตภัณฑ์และบุคลากรได้รับคะแนนเฉลี่ยสูงสุด ข้อเสนอแนะจากผลการวิจัยคือ ควรพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์ (Product) ให้มีเอกลักษณ์และคุณภาพ สะท้อนวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างโดดเด่น ด้านราคา (Price) ควรกำหนดอย่างเหมาะสม โปร่งใส และคุ้มค่ากับคุณภาพสินค้า ส่วนของ ด้านสถานที่ (Place) ควรปรับปรุงความสะดวกในการเดินทาง การจัดโซนร้านค้า และพื้นที่บริการให้เป็นระเบียบและปลอดภัย ด้านการส่งเสริมการตลาด (Promotion) ควรใช้สื่อออนไลน์และจัดกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว ด้านกระบวนการ (Process) ควรพัฒนาการให้บริการให้รวดเร็วและมีระบบ ด้านบุคลากร (People) ควรเสริมทักษะการบริการ ความรู้ และไมตรีจิตในการต้อนรับนักท่องเที่ยว และด้านลักษณะทางกายภาพ (Physical Evidence) ควรรักษาความสะอาดความปลอดภัย เพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวก และตกแต่งภูมิทัศน์ให้สวยงาม เพื่อสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและยั่งยืน</p> ยุพเรศ วิเศษเผ่า; ศุภชัย ชาญวรรณกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/283239 Tue, 23 Dec 2025 00:00:00 +0700 ศักยภาพทางการตลาดของถนนคนเดินกาดกองเก่า จังหวัดแพร่ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/281391 <p> การวิจัยศักยภาพทางการตลาดของถนนคนเดินกาดกองเก่า จังหวัดแพร่ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางประชากรศาสตร์ของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนถนนคนเดินกาดกองเก่าจังหวัดแพร่ ศึกษาพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่มาเยือนถนนคนเดินกาดกองเก่าจังหวัดแพร่ และเพื่อศึกษาศักยภาพทางการตลาดของถนนคนเดินกาดกองเก่า จังหวัดแพร่ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 385 คน นำมาวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือด้านความเที่ยงตรง (IOC) เท่ากับ 0.91 และความเชื่อมั่น (Reliability) ได้ค่าสัมประสิทธิ์อัลฟา 0.95</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า นักท่องเที่ยวที่มาเยือนถนนคนเดินกาดกองเก่าจังหวัดแพร่ เป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 21-37 ปี มีระดับการศึกษาเป็นปริญญาตรี สถานภาพโสด ประกอบอาชีพเป็นนักเรียนนักศึกษา มีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน พฤติกรรมของนักท่องเที่ยว พบว่าส่วนใหญ่มีจำนวนครั้งของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนจำนวน 1-2 ครั้ง มีจุดประสงค์การเดินทางท่องเที่ยวเพื่อการซื้อสินค้า ความสัมพันธ์ผู้เข้าร่วมเดินทางเป็นเพื่อน การเดินทางมาท่องเที่ยวโดยรถยนต์ส่วนตัว มีค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยว 100-1,324 บาท และช่องทางข่าวสารที่มีต่อการตัดสินใจจากสื่อสารออนไลน์ ผลการศึกษาชี้ว่า ศักยภาพทางการตลาดของถนนคนเดินกาดกองเก่า จังหวัดแพร่ การตัดสินใจระดับมากที่สุดทุกประเด็น ได้แก่ ด้านผลิตภัณฑ์ ค่าเฉลี่ย 4.42 รองลงมาด้านราคา ค่าเฉลี่ย 4.41 ถัดมาด้านกระบวนการ มีค่าเฉลี่ย 4.40 ถัดมาด้านลักษณะทางกายภาพ ค่าเฉลี่ย 4.38 ด้านบุคคล ค่าเฉลี่ย 4.32 ด้านช่องทางการจำหน่าย ค่าเฉลี่ย 4.30 และด้านการส่งเสริมการตลาด ค่าเฉลี่ย 3.26</p> อำนวยพร ใหญ่ยิ่ง; ปฐมพร ใจวงค์เป็ง , เกษราพร ทิราวงศ์ , นฤพนธ์ เลิศกาญจนาพร , วรรณวรี ละลิ่ว , สมบัติ กันบุตร, อโนชา สุภาวกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/281391 Tue, 23 Dec 2025 00:00:00 +0700 การกำหนดอัตลักษณ์และการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมที่มีต่อแหล่งท่องเที่ยว ตามลำน้ำมูลในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษตอนบน https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/282211 <p> การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันของลำน้ำมูลในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษตอนบน 2) ศึกษาอัตลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยว และ 3) กำหนดแนวทางการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมที่มีต่อแหล่งท่องเที่ยว การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้ได้ใช้เครื่องมือและการเก็บรวบรวมข้อมูล 3 รูปแบบในช่วง 6 เดือนแรกของการวิจัย ได้แก่ การสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม และการระดมความคิดเห็น กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญใน 5 อำเภอของจังหวัด ศรีสะเกษ จากนั้นทำการวิเคราะห์เนื้อหาโดยจัดหมวดหมู่และตีความ</p> <p> การศึกษาพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของลำน้ำมูล มีลักษณะทางกายภาพและวัฒนธรรม จำแนกเป็น 3 ส่วน คือ ต้นน้ำ (ปากน้ำห้วยทับทัน) เป็นชุมชนตั้งแต่สมัยทวารวดี มีกลุ่มชาติพันธุ์เยอที่โดดเด่น ในขณะที่กลางน้ำ (ปากน้ำห้วยสำราญ) เป็นชุมชนในสายวัฒนธรรมลาว กับกลุ่มไทโคราช และปลายน้ำ (ปากน้ำห้วยขะยุง) เป็นชุมชนที่มีระบบนิเวศป่าบุ่งป่าทาม บนฐานวัฒนธรรมลุ่มน้ำมูล-ชี และ 2) อัตลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยว พบว่าอัตลักษณ์ที่จับต้องได้ คือ สถาปัตยกรรมและหัตถกรรม ในขณะที่อัตลักษณ์ที่จับต้องไม่ได้ คือ ความเชื่อ ประเพณี และพิธีกรรม และ 3) แนวทางการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมที่มีต่อแหล่งท่องเที่ยว คือ ด้านเศรษฐกิจ พบว่ามีการสร้างรายได้จากการใช้ประโยชน์แม่น้ำมูลในรูปแบบเศรษฐกิจฐานราก ด้านสังคมมีการรวมกลุ่มเพื่อวัตถุประสงค์ในการจัดการตนเอง เช่น สมาคม สภาองค์กรชุมชน และเครือข่ายลุ่มน้ำ ในขณะที่ด้านสิ่งแวดล้อม พบว่ามีการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดิน 3 ลักษณะ คือ พื้นที่ดอน (ดอนปู่ตา) พื้นที่ชุ่มน้ำ (ป่าบุ่งป่าทาม) และพื้นที่ลำน้ำ (แก่งและแม่น้ำ)</p> อรรถพล ศิริเวชพันธุ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/282211 Tue, 23 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาคุณภาพการบริการที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ณ ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/282796 <p> การวิจัยเชิงปริมาณครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับคุณภาพการบริการและความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ใช้บริการ ณ ท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต โดยใช้กรอบแนวคิด SERVQUAL ที่ปรับเป็น 7 มิติ กลุ่มตัวอย่างคือนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ จำนวน 400 คน ได้จากการสุ่มแบบบังเอิญ (Accidental Sampling) โดยพิจารณาจากสถิติผู้โดยสารรวมของท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต และคำนวณขนาดตัวอย่างตามสูตร Yamane ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Likert Scale) ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน (IOC = 0.60–1.00) และค่าความเชื่อมั่น (Cronbach’s Alpha = 0.87) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานพร้อมเกณฑ์การแปลผล 5 ระดับ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก (𝑥̄ = 4.51, S.D. = 0.59) มิติที่ได้ค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ สิ่งที่จับต้องได้และความพร้อมใช้งาน รองลงมา คือ ความรวดเร็วในการตอบสนอง การสื่อสาร และคุณภาพของผลลัพธ์ ส่วนมิติที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ความน่าเชื่อถือและความตรงต่อเวลา แต่ยังอยู่ในระดับมากเช่นกัน ข้อค้นพบนี้ชี้ให้เห็นว่าสภาพแวดล้อม ความสะอาด ความสะดวกสบาย ความรวดเร็วในการให้บริการและการสื่อสารที่ชัดเจนมีผลสำคัญต่อการสร้างความพึงพอใจและประสบการณ์ที่ดีแก่นักท่องเที่ยวข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติจากงานวิจัย คือ สนามบินควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก ที่ทันสมัย การรักษาความสะอาด และการยกระดับทักษะการสื่อสารของพนักงานด่านหน้า เพื่อเสริมสร้างความ มั่นใจและความพึงพอใจของผู้โดยสารต่างชาติ ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป ควรขยายพื้นที่ศึกษาไปยังท่าอากาศยานนานาชาติแห่งอื่นของประเทศไทย และพิจารณาใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) เพื่อสะท้อนมุมมองเชิงคุณภาพที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ งานวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา จึงยังไม่สามารถยืนยันความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างคุณภาพการบริการและความพึงพอใจได้ ถือเป็นข้อจำกัดที่ควรนำไปพิจารณาในการศึกษาครั้งต่อไป</p> วีรชัย บุญญาพัฒนาพงศ์; รุจิรา มาลัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/282796 Tue, 23 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางในการพัฒนาคุณภาพการบริการและภาพลักษณ์องค์กรที่ส่งผลต่อความตั้งใจกลับมาใช้บริการซ้ำของนักท่องเที่ยวไทยในโรงแรม อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/283263 <p>การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญต่อโลกธุรกิจโรงแรมในอำเภอเมืองสงขลาให้ประสบปัญหาในการฟื้นตัวอย่างช้าของอัตราการเข้าพัก รายได้จากการท่องเที่ยว และความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวไทย ซึ่งการพัฒนาคุณภาพการบริการและภาพลักษณ์องค์กรสามารถสร้างความแตกต่างทำให้ธุรกิจโรงแรมกลับมาเติบโตแข็งแกร่งและอยู่รอดได้ บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพัฒนาคุณภาพการบริการและภาพลักษณ์องค์กรเพื่อเพิ่มความตั้งใจกลับมาใช้บริการซ้ำของนักท่องเที่ยวไทยในโรงแรมในอำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ในการดำเนินการศึกษาใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพโดยการพัฒนาเครื่องมือการวิจัยในรูปแบบแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ซึ่งเป็นแนวทางการเก็บรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิ จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ทั้งหมด 28 ราย ซึ่งได้แก่ แผนกบริหาร แผนกบริการส่วนหน้า แผนกบริการห้องพัก และแผนกบริการอาหารและเครื่องดื่ม โดยใช้แนวทางการวิจัยเชิงคุณภาพที่ประกอบด้วยการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง เป็นหลัก พร้อมทั้งได้ดำเนินการสืบค้นและรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย ได้แก่ แหล่งข้อมูลบนระบบอินเทอร์เน็ต บทความทางวิชาการ หนังสือตำรา งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถือเป็นแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ ที่สำคัญ และได้นำข้อมูลเหล่านี้มาดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์แก่นสาระ อย่างเป็นระบบ จากผลการวิจัยที่ได้ดำเนินการดังกล่าว พบข้อค้นพบที่สำคัญว่า การพัฒนาคุณภาพการบริการ ประกอบด้วย การพัฒนามาตรฐานการบริการที่เป็นเลิศ การพัฒนาทักษะบุคลากรอย่างครอบคลุม การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ และการพัฒนาทักษะการบริการเฉพาะด้าน ในส่วนการพัฒนาภาพลักษณ์องค์กร ประกอบด้วย การสร้างเอกลักษณ์ท้องถิ่น การสื่อสารแบรนด์ที่มีประสิทธิภาพ และการสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำ ซึ่งจะนำมาสู่การเพิ่มความตั้งใจกลับมาใช้บริการซ้ำอันเกี่ยวกับความพึงพอใจของลูกค้า ความไว้วางใจ และการสร้างความผูกพันระยะยาว</p> กรกมล มุสิกชาติ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/283263 Tue, 23 Dec 2025 00:00:00 +0700 การเรียบเรียงเสียงประสานเพลงมาร์ชมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์สำหรับวงโยธวาทิต https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/280460 <div> <p> งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการพัฒนาการจัดวางเสียงให้แตกต่างจากผลงานเดิมเพื่อสร้างสรรค์เพลงมาร์ชมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ สำหรับวงโยธวาทิตที่มีอัตลักษณ์และคุณค่าเชิงนวัตกรรมทางดนตรี ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์บทเพลงมาร์ชมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ 2) เพื่อเรียบเรียงเสียงประสานเพลงมาร์ชมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์สำหรับวงโยธวาทิต ดำเนินการวิจัย 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การวางแผน 2) การเรียบเรียงดนตรี และ 3) การนำเสนอผลงาน และเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้างจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พรรณราย คำโสภา และพันเอกประทีป สุพรรณโรจน์ นำเสนอในรูปแบบไฟล์คอมพิวเตอร์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า เป็นโครงสร้างเพลงแบบ March–Trio–March ใช้กุญแจเสียง F และ B♭ เมเจอร์ จัดวางเสียงตามแนวทาง Foreground Middle ground และ Background ให้สอดคล้องกับศักยภาพของเครื่องดนตรีแต่ละชนิด ดังนี้ <strong>1) ทำนองหลัก </strong>เลือกใช้กลุ่มเครื่องที่เหมาะสม เสริมด้วยเสียงประสานและการวางเสียงอย่างมีระบบ เช่น ทรัมเป็ต คลาริเน็ต อัลโตแซ็กโซโฟน หรือกลุ่มเครื่องเสียงต่ำเพื่อสร้างสีสัน (Bass Subject) <strong>2) ทำนองรอง </strong>จัดให้คลอไปกับทำนองหลัก โดยใช้ ฟลูต ปิกโกโล หรือยูโฟเนียม เพื่อสร้างความนุ่มนวลและเอกลักษณ์เฉพาะ <strong>3) ดนตรีประกอบ </strong>กำหนดบทบาทอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะกลุ่มคอร์ดทั้งเสียงค้าง จังหวะคอร์ด และแนวเบส เพื่อสร้างความสมดุลเชิงมิติทั้งแนวตั้งและแนวนอนอย่างเหมาะสม ข้อเสนอแนะ คือ ควรนำแนวทางการจัดวางเสียงไปประยุกต์ใช้กับการเรียบเรียงดนตรีประเภทอื่น และทดลองสร้างเสียงประสานในระบบต่าง ๆ รวมทั้งเพิ่มเทคนิคการพัฒนาทำนองที่หลากหลายเพื่อขยายขอบเขตการสร้างสรรค์และยกระดับคุณค่าดนตรีร่วมสมัย</p> </div> ผศ.ดร.อัศวิน นาดี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/280460 Tue, 23 Dec 2025 00:00:00 +0700 วิเคราะห์การบรรเลงซออู้ เพลงเชิดจีน ทางครูฉลวย จิยะจันทน์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/279665 <p> วิเคราะห์การบรรเลงซออู้เพลงเชิดจีน ทางครูฉลวย จิยะจันทน์ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์การดำเนินทำนองซออู้เพลงเชิดจีน ทางครูฉลวย จิยะจันทน์ และ 2) เพื่อวิเคราะห์สังคีตลักษณ์และกลวิธีพิเศษของซออู้เพลงเชิดจีน ทางครูฉลวย จิยะจันทน์ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากการศึกษาเอกสาร งานวิจัย การสัมภาษณ์ และการวิเคราะห์สังคีตลักษณ์ จังหวะ บันไดเสียง การดำเนินทำนอง และกลวิธีพิเศษ กรณีศึกษาครูณัฏฐวิต จิยะจันทน์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ครูฉลวย จิยะจันทน์ ได้รับการถ่ายทอดทางเพลงจากพระสรรเพลงสรวง (บัว กมลวาทิน) ต่อมาได้ถ่ายทอดให้หลานชายและลูกศิษย์ในสายของครู กลุ่มเสียงที่พบในทางซออู้ คือ ทางเพียงออบนและทางเพียงออล่าง มีลักษณะการดำเนินทำนองที่สอดคล้องกับทางฆ้อง พบการแทรกสำนวนกลอนที่มีการกระโดดของเสียง สำนวนการเรียงเสียงเรียงนิ้ว สำนวนการใช้ กลอนฝาก สำนวนลักษณะที่มีการยืนเสียง การซ้ำวรรค ซ้ำประโยค และสำนวนกลอนพิเศษ อันเป็นอัตลักษณ์ โดยมีกลวิธีพิเศษในการบรรเลง คือ การกดสายโดยใช้นวมนิ้วสลับกับการใช้ปลายนิ้ว การสะบัดนิ้ว การสะบัดคันชัก การพรมประ การพรมปิด การพรมเปิด การรูดสาย การคลึงนิ้ว การกล้ำเสียง การเอื้อนเสียง การขยี้ การสีควงและการลักคันชัก (คันชัก 2) ซึ่งลักษณะดังกล่าวทำให้ทางซออู้มีคุณภาพเสียงที่นุ่มนวล เสียงมีความต่อเนื่อง สำนวนกลอนสัมพันธ์กัน เอื้อต่อความคล่องตัวของผู้บรรเลง เกิดความโดดเด่นของการบรรเลงในอัตราจังหวะที่รุกเร้า ดุดัน และสนุกสนาน</p> วสวัตติ์ ทองรักษ์; ชาคริต เฉลิมสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/279665 Tue, 23 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบการสอนทักษะปฏิบัติดนตรีในระบบการศึกษาโดยใช้กระบวนการสอน แบบผู้ชี้นำและการคิดสร้างสรรค์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/283592 <p> การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาระบบการสอนทักษะปฏิบัติดนตรีในระบบการศึกษาโดยใช้กระบวนการสอนแบบผู้ชี้นำและการคิดสร้างสรรค์ มีการคัดเลือกประชากรและกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ตามเกณฑ์ ได้แก่ กลุ่มผู้รู้ กลุ่มผู้ปฏิบัติ กลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แบบสำรวจ แบบสังเกตแบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม การสนทนากลุ่ม ชุดระบบการสอนทักษะปฏิบัติดนตรีในระบบการศึกษาโดยใช้กระบวนการสอน แบบผู้ชี้นำและการคิดสร้างสรรค์ นำเสนอผลการวิจัยแบบพรรณนาวิเคราะห์ และบรรยายสรุปผลการวิจัยประกอบตาราง</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยสภาพปัญหาและอุปสรรคของการจัดการเรียนการสอนดนตรี 6 ด้าน จากการสังเคราะห์ข้อมูลปัญหาพบประเด็นสำคัญที่มีความต้องการสอดคล้องในการแก้ไขปัญหาการสอนทักษะปฏิบัติดนตรีในระบบการศึกษาอยู่ในระดับประถมศึกษา ช่วงชั้นที่ 1 ประกอบด้วย การออกเสียง ฝึกหู ฟัง จังหวะ ทำนอง และการออกเสียงประกอบทำนอง ผลที่ได้สู่การพัฒนาระบบการสอนตามแนวคิดหลักในการพัฒนา ประกอบด้วย การเรียนปฏิบัติดนตรี กระบวนการสอนแบบผู้ชี้นำ และการสร้างการเรียนรู้ด้วยกระบวนการคิดสร้างสรรค์ นำมาพัฒนาเป็นระบบการสอนทักษะปฏิบัติดนตรีในระบบการศึกษาโดยใช้กระบวนการสอนแบบผู้ชี้นำและการคิดสร้างสรรค์ ช่วงชั้นที่ 1 ประกอบด้วย 4 โครงสร้างหลัก ได้แก่ เนื้อหาการสอน เทคนิคการสอน กระบวนการสอน และการประเมินผล</p> <p> การพัฒนาระบบการสอนทักษะปฏิบัติดนตรีในระบบการศึกษาโดยใช้กระบวนการสอนแบบผู้ชี้นำและการคิดสร้างสรรค์ ได้แก่ เนื้อหาการสอน เทคนิคการสอน กระบวนการสอน และการประเมินผล ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของกลุ่มตัวอย่าง 50 คน พบว่าคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน (ร้อยละ 84.26, SD = 4.80) สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน (ร้อยละ 67.66, SD = 5.18) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และระดับความพึงพอใจของกลุ่มผู้ปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.55, SD = 0.18) และความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับมาก ( = 4.22, SD = 0.52)</p> กำพร ประชุมวรรณ; ธีรวุฒิ มูลเมืองแสน, สุวัตน์ ดวงรัตน์, นันทวรภัทร พิมพ์ศักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/283592 Tue, 23 Dec 2025 00:00:00 +0700 การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะสื่อผสม: แรงบันดาลใจจากดอกไม้ริมทาง https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/279715 <p> วิจัยสร้างสรรค์เรื่อง การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะสื่อผสม : แรงบันดาลใจจากดอกไม้ริมทาง (Creating Mixed Media Artworks: Inspiration from roadside flowers) ได้รับแรงบันดาลใจจากดอกไม้ป่าที่พบได้ทั่วไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ซึ่งเป็นถิ่นที่ผู้สร้างสรรค์อาศัยอยู่ ดอกไม้ป่าเหล่านี้มักจะบานสะพรั่งในฤดูต่าง ๆ เสมอ แต่ทว่าความงามของดอกไม้เหล่านี้อาจไม่ดึงดูดความสนใจต่อผู้คนมากนัก เนื่องจากมักพบในพื้นที่ว่างเปล่า ทุ่งนา และริมถนน ทำให้ดอกไม้เหล่านี้ดูธรรมดาและไม่ค่อยได้รับความสนใจจากคนส่วนใหญ่ ดอกไม้ป่าบางชนิดในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีความสำคัญทางวัฒนธรรม ประเพณี และศาสนา และถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความหมายต่าง ๆ ผู้สร้างตระหนักว่าความงามที่แท้จริงของดอกไม้เหล่านี้มักถูกมองข้ามในแง่ของรูปร่างและรูปแบบ การรับรู้ดังกล่าวทำให้เกิดแนวคิดในการสร้างงานศิลปะโดยใช้รูปร่างและรูปแบบเหล่านี้เป็นตัวแทนของดอกไม้ริมถนน โดยผสมผสานความรู้ด้านศิลปะภาพเข้าไปด้วย ดอกไม้ เช่น ดอกรัก ดอกมหาหงส์ ดอกชบา ดอกพุดมาลัย และอื่น ๆ มีความสำคัญทางวัฒนธรรมและนำมาใช้ในพิธีกรรม และสัญลักษณ์ของภูมิภาค วัตถุประสงค์ของการวิจัยนี้คือ 1) เพื่อศึกษารูปแบบและรูปทรงที่ซ่อนอยู่ในดอกไม้ริมทาง ควบคู่ไปกับทฤษฎีของงานทัศนศิลป์ 2) เพื่อสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์ในรูปแบบสื่อผสมโดยใช้เส้นลวดโลหะขนาดเล็ก 3) เพื่อเผยแพร่ผลงานสร้างสรรค์ศิลปะสื่อผสม ด้วยวัสดุ เส้นใยโลหะ สู่สาธารณะชน โดยมีวัตถุประสงค์ที่สอดคล้องกับแรงบันดาลใจเริ่มต้น ผลงานทัศนศิลป์ที่ได้จะสะท้อนมุมมอง แนวคิด และการโต้ตอบกับผู้ชมใหม่ ๆ สื่อถึงสัญลักษณ์ที่เรียบง่ายแต่มีความหมายผ่านเรื่องราวและรูปทรงที่สร้างขึ้นจากวัสดุที่แสดงถึงความคิดและความรู้สึก ผลงานทัศนศิลป์ประกอบด้วยงานประติมากรรมงานศิลปะสื่อผสม และการจัดวาง โดยแต่ละชิ้นผสมผสานองค์ประกอบทางศิลปะได้อย่างกลมกลืน รูปทรงของสัญลักษณ์เหล่านี้แสดงถึงความหมายผ่านการดัด ถัก และผสมเส้นลวดโลหะขนาดเล็กซึ่งเป็นเทคนิคเฉพาะของผู้สร้างสรรค์</p> <p> ผลการสร้างสรรค์ ในวิจัยสร้างสรรค์นี้ ได้รับพิจารณารางวัลเกียรตินิยม อันดับ 3 เหรียญทองแดง ประเภทศิลปะสื่อผสม ในการประกวดศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 70 ประจำปี 2568</p> สุนันทา - ผาสมวงค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/279715 Tue, 23 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความคิดเห็นต่อปัจจัยแห่งความสำเร็จของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต บ้านหนองสำราญ หมู่ 8 ตำบลโนนค้อ อำเภอโนนคูณ จังหวัดศรีสะเกษ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/281719 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความคิดเห็นต่อปัจจัยแห่งความสำเร็จของกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านหนองสำราญ หมู่ 8 ตำบลโนนค้อ อำเภอโนนคูณ จังหวัดศรีสะเกษ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารจัดการสู่ความสำเร็จของกลุ่ม เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ จำนวนทั้งสิ้น 143 คน และกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย ประธานและกรรมการ ทั้ง 4 ฝ่าย ๆ ละ 2 คน จำนวนทั้งสิ้น 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และแบบสัมภาษณ์เกี่ยวกับแนวทางการบริหารจัดการ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ความคิดเห็นต่อปัจจัยแห่งความสำเร็จของกลุ่มโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการบริหาร จัดการกลุ่ม มีความสำเร็จเป็นอันดับ 1 รองลงมาคือ ด้านการเสริมสร้างค่านิยมในการออม ด้านคุณลักษณะของผู้นำ ด้านความสามัคคีของสมาชิก และด้านการมีส่วนร่วมของสมาชิก ตามลำดับ</li> <li>แนวทางการบริหารจัดการที่นำไปสู่ความสำเร็จของกลุ่ม ได้แก่ การดำเนินงานตามระเบียบของกรมการพัฒนาชุมชน การเลือกตั้งคณะกรรมการโดยสมาชิก ซึ่งส่งเสริมความโปร่งใสและความเชื่อมั่น ระบบการบริหารเงินทุนที่ชัดเจนและเป็นธรรม การลงทุนเพื่อสร้างรายได้ เช่น ร้านค้าชุมชน และการบริหารทรัพยากรบุคคลตามแนวคิดการบริหารของ Fayol รวมถึงการใช้หลักธรรมาภิบาล 5 ประการในการบริหารจัดการ ส่งผลให้กลุ่มได้รับการประเมินในระดับดีมาก</li> </ol> เฉลิมพล กิจคณะ, ไพศาล พากเพียร, รัตนะ ปัญญาภา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/281719 Tue, 23 Dec 2025 00:00:00 +0700 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานีกับการเสริมสร้างความสุขของชุมชน https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/279951 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะความสุขของชุมชนที่อยู่ในพื้นที่บริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี และ 2) ศึกษาแนวทางการเสริมสร้างความสุขของชุมชนที่อยู่ในพื้นที่บริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน การวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถาม เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้นำชุมชน ผู้อำนวยการ ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และประชาชนที่เคยเข้าร่วมโครงการของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ในช่วงปี พ.ศ.2563-2566 จำนวน 395 คน ทำการสุ่มโดยใช้สูตรของ W.G. Cochran การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่ม เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 25 คน ทำการคัดเลือกแบบเจาะจงจากผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการภายใต้แผนงานพัฒนาชุมชนท้องถิ่นและโรงเรียนตามบทบาทของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานีและตามพระบรมราโชบาย (Flagship project) ในช่วงปี พ.ศ. 2565-2566 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา เขียนบรรยายเชิงพรรณนา </p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะความสุขของชุมชนที่อยู่ในพื้นที่บริการของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานีในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยอยู่ในระดับมากที่สุด 4 ด้าน ได้แก่ Happy Soul (ทางสงบ) Happy Heart (น้ำใจงาม) Happy Society (สังคมดี) และ Happy Family (ครอบครัวดี) ตามลำดับ และอยู่ในระดับมาก 4 ด้าน ได้แก่ Happy Brain (หาความรู้) Happy Body (สุขภาพดี) Happy Relax (ผ่อนคลาย) และ Happy Money (ปลอดหนี้) ตามลำดับ 2) แนวทางการเสริมสร้างความสุขของชุมชน ควรมุ่งเน้นการเสริมสร้างความสุขที่ยั่งยืนใน 6 องค์ประกอบ ได้แก่: 1) ครอบครัวอบอุ่นและชุมชนเข้มแข็ง ด้วยการส่งเสริมการศึกษา อาชีพ สุขภาพ และการดูแลผู้สูงอายุ 2) สภาพแวดล้อมสมดุล ผ่านการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้มั่นคง และสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย 3) ชุมชนประชาธิปไตยและธรรมาภิบาล ด้วยการสนับสนุนสิทธิเสรีภาพ ความสามัคคี และการแก้ปัญหาอย่างมีส่วนร่วม 4) การบริหารจัดการชุมชนที่ดี โดยส่งเสริมการรักษาประเพณี วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการบริหารชุมชนอย่างมีเหตุผล 5) สุขภาวะที่ดี ผ่านการดูแลสุขภาพกาย ใจ ปลูกฝังคุณธรรม และ 6) เศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็งและเป็นธรรม โดยการพัฒนาอาชีพ และการเสริมศักยภาพผู้นำชุมชน </p> กนิษฐา จัตุพันธ์, ภูษิต ฉัตรวิริยาวงศ์, อรทัย เลียงจินดาถาวร, ไวกูณฐ์ ครองยุทธ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/279951 Tue, 23 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความคิดเห็นของบุคลากรกรมป่าไม้ต่อการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส ในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/283516 <p> การดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐต้องมีคุณธรรมและความโปร่งใส การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลทั่วไป ความคิดเห็น และปัจจัยที่มีผลต่อความคิดเห็นของบุคลากรกรมป่าไม้ต่อการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 385 คน ซึ่งเริ่มดำเนินการจัดส่งข้อมูลเมื่อเดือนมิถุนายน และเก็บรวบรวมข้อมูลเสร็จสิ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2567 และทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ t และ F ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 56.62 มีอายุเฉลี่ย 41.49 ปี ส่วนใหญ่มีสถานภาพโสด ร้อยละ 56.36 มีสมาชิกในครัวเรือนเฉลี่ย 3.29 คน ส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ร้อยละ 53.25 เป็นพนักงานราชการ ร้อยละ 56.36 ที่มีอายุราชการเฉลี่ย 12.50 ปี มีรายได้หลักต่อเดือนเฉลี่ย 25,890.91 บาท ส่วนใหญ่ไม่มีอาชีพเสริม ร้อยละ 87.01 มีรายรับเท่ากับรายจ่าย ร้อยละ 43.12 มีการรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ภายในหน่วยงาน ร้อยละ 42.86 และเคยเข้าร่วมการประเมิน เฉลี่ย 1.93 ครั้ง ส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคุณธรรมและความโปร่งใสในระดับมาก ร้อยละ 75.32 ความคิดเห็นของบุคลากรกรมป่าไม้ต่อการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐอยู่ในระดับมาก (3.75) โดยปัจจัยที่มีผลต่อความคิดเห็นของบุคลากรกรมป่าไม้ต่อการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ เพศ และอายุ ผลของการศึกษาในครั้งนี้จะนำไปพัฒนาให้เกิดคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของกรมป่าไม้ เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือของหน่วยงาน</p> <p> </p> นันทวุฒิ ธนะกิจรุ่งเรือง; สันติ สุขสะอาด, อภิชาต ภัทรธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/283516 Tue, 23 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า บุณฑริก-ยอดมน จังหวัดอุบลราชธานี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/282374 <p> การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ และสัตว์ป่า 2) เพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะต่อแนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ และสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าบุณฑริก-ยอดมน จำนวน 200 ราย โดยใช้สูตรการคำนวณของ Krejcie and Morgan และทำการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย กลุ่มเป้าหมายคือ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำกลุ่มต่าง ๆ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 10 ราย เครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ใน การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p><strong> ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <ol> <li>การมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ และสัตว์ป่า ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าบุณฑริก-ยอดมน พบว่า โดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติ รองลงมา คือ ด้านการมีส่วนร่วมในการวางแผน ด้านการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ และด้านการมีส่วนร่วมในการประเมินผล</li> <li>ปัญหา อุปสรรค และแนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าบุณฑริก-ยอดมน พบว่า ควรกำหนดพื้นที่ในการส่งเสริมพืชเกษตร หรือพืชเศรษฐกิจที่ติดกับป่าอนุรักษ์ ไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ และสัตว์ป่า หน่วยงานของรัฐควรต้องบูรณาการร่วมกันแก้ไขปัญหา ประสานการทำงานระหว่าง สปป. ลาว ร่วมประชุม ทำความเข้าใจในเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ประชาสัมพันธ์และชี้ให้เห็นถึงผลเสียที่เกิดขึ้นจากการกระทำของกลุ่มที่ไม่หวังดี สนับสนุนให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากร และการป้องกันรักษาทรัพยากร ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการแจ้งเตือน รณรงค์การงดใช้สารเคมี ส่งเสริมให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า ผู้บริหารสร้างขวัญกำลังใจเจ้าหน้าที่ในการผู้ปฏิบัติงาน สวัสดิการทั้งตนเอง และครอบครัว เพื่อให้ผู้พิทักษ์ป่าได้ทำงานพิทักษ์ป่าได้อย่างเต็มที่</li> </ol> อัศนัย นิลพุดชา; ไพศาล พากเพียร, รัตนะ ปัญญาภา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/282374 Tue, 23 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความคิดเห็นของราษฎรต่อการจัดการช้างป่าที่ออกนอกพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่: ชุมชนตำบลสาริกา อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/282476 <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ข้อมูลทั่วไป และระดับความคิดเห็นของราษฎรในชุมชนตำบลสาริกา อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก ต่อการจัดการช้างป่าที่ออกนอกพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ รวมถึงปัจจัยที่มีผลต่อความคิดเห็น โดยใช้แบบสัมภาษณ์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล จำนวน 373 ครัวเรือน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช้วิธีการวิเคราะห์สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐานประกอบด้วย t-test และ F-test ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ราษฎรกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุเฉลี่ย 46.87 ปี ส่วนใหญ่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี มีสถานภาพสมรส มีจำนวนสมาชิกในครัวเรือนเฉลี่ย 3.62 คน มีภูมิลำเนาตั้งถิ่นฐานอยู่ดั้งเดิมในหมู่บ้าน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพหลักค้าขายและมีอาชีพรอง ครัวเรือนมีรายได้ทั้งหมดเฉลี่ย 434,949.60 บาทต่อปี มีพื้นที่ถือครองเฉลี่ย 3.13 ไร่ ราษฎรกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นสมาชิกกลุ่มเกี่ยวกับช้างป่าและเคยได้รับความเสียหายในทรัพย์สินและพืชผลทางการเกษตรจากกรณีที่ช้างป่าเข้ามายังชุมชน ส่วนใหญ่รับรู้แนวเขตของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นอย่างดี และรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับช้างป่า และรับรู้ว่าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ได้ช่วยเหลือโดยการจัดตั้งเครือข่ายชุมชนเฝ้าระวังและผลักดันช้างป่า ราษฎรกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เคยมีประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาช้างป่าร่วมกับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ผ่านการร่วมประชุมและให้ความคิดเห็น ความคิดเห็นของราษฎรในชุมชนต่อการจัดการช้างป่าที่ออกนอกพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่อยู่ในระดับเห็นด้วย ( =3.42) โดยปัจจัยที่มีผลต่อความคิดเห็นของราษฎรต่อการจัดการช้างป่า ได้แก่ เพศ จำนวนสมาชิกในครัวเรือน อาชีพหลัก จำนวนพื้นที่ถือครอง การได้รับผลกระทบจากช้างป่า และการรับรู้แนวเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ทั้งนี้ ผลที่ได้เป็นประโยชน์ในการกำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหาช้างป่าในพื้นที่ต่อไป</p> พรรษพร มานะจงประเสริฐ, สันติ สุขสอาด; อภิชาต ภัทรธรรม, ศุภศิษย์ ศรีอักขรินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/282476 Tue, 23 Dec 2025 00:00:00 +0700 การใช้ประโยชน์ของประชาชนต่อการใช้บริการพื้นที่สีเขียวของศูนย์เรียนรู้ป่าในกรุง เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/281974 <p> การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานทางเศรษฐกิจ สังคม ของประชาชนที่มาใช้บริการพื้นที่สีเขียวของศูนย์เรียนรู้ป่าในกรุง เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของประชาชนที่มาใช้บริการพื้นที่สีเขียวของศูนย์เรียนรู้ป่าในกรุง เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร และปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจของประชาชนที่มาใช้บริการพื้นที่สีเขียวของศูนย์เรียนรู้ป่าในกรุง เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล จำนวน 377 คน และทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าสูงสุด ค่าต่ำสุด สถิติ t และ f ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 56.0 มีอายุเฉลี่ย 25 ปี มีสถานภาพโสด คิดเป็นร้อยละ 64.7 มีระดับการศึกษาสูงสุดในระดับปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 67.9 ประกอบอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน คิดเป็นร้อยละ 48.8 รายได้ต่อเดือนส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 15,001–25,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 35.8 มีวัตถุประสงค์หลักในการเข้ามาใช้บริการ คือ ชมธรรมชาติ คิดเป็น ร้อยละ 57.6 และความถี่ในการเข้ามาใช้บริการพื้นที่สีเขียวต่อเดือน ส่วนใหญ่เข้ามาใช้บริการ 1 ครั้งต่อเดือน คิดเป็นร้อยละ 87 โดยความพึงพอใจต่อการใช้บริการพื้นที่สีเขียวของศูนย์เรียนรู้ป่าในกรุง เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร อยู่ในระดับมาก ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.96 โดยแบ่งเป็นความพึงพอใจ เป็น 5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านบริการพื้นที่สีเขียวอยู่ในระดับมาก ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.07 2) ด้านรูปแบบการจัดการเชิงพื้นที่อยู่ในระดับมากซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.06 3) ด้านชนิดพันธุ์ไม้ (ไม้ยืนต้น) อยู่ในระดับมากซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.14 4) ด้านสิ่งอำนวยความสะดวกและการบริการอยู่ในระดับมาก ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.48 5) ด้านคุณภาพของแหล่งเรียนรู้ ที่ให้กับประชาชน นิสิต นักศึกษา และนักเรียนที่สนใจอยู่ในระดับมากซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.03 ปัจจัยที่มีผลต่อความพึงพอใจต่อการใช้บริการพื้นที่สีเขียวของศูนย์เรียนรู้ป่าในกรุง เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ได้แก่ อายุ ระดับการศึกษาสูงสุด อาชีพหลัก รายได้ส่วนบุคคลต่อเดือน และวัตถุประสงค์หลักในการเข้าใช้บริการพื้นที่สีเขียว</p> นาตาชา ดีประเสริฐ; กิติชัย รัตนะ, อภิชาต ภัทรธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/281974 Tue, 23 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความคิดเห็นของผู้ปฏิบัติงานกรมป่าไม้ต่อการดำเนินงานตามภารกิจของกรมป่าไม้ภายใต้นโยบายป่าไม้แห่งชาติ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/283531 <p>นโยบายป่าไม้แห่งชาติเป็นกรอบในการบริหารทรัพยากรป่าไม้ทั้งระบบของประเทศในการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลทั่วไปของผู้ปฏิบัติงานกรมป่าไม้ ความคิดเห็นและปัจจัยที่มีผลต่อความคิดเห็นของผู้ปฏิบัติงานกรมป่าไม้ต่อการดำเนินงานตามภารกิจของกรมป่าไม้ภายใต้นโยบายป่าไม้แห่งชาติ โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูลจำนวน 385 คน เริ่มดำเนินการจัดส่งข้อมูลเมื่อเดือนมิถุนายน และเก็บรวบรวมข้อมูลเสร็จสิ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 และทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ t และ F ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 53.50 มีอายุเฉลี่ย 42.09 ปี ส่วนใหญ่มีระดับการศึกษาปริญญาตรี ร้อยละ 53.25 มีสถานภาพโสดร้อยละ 58.18 เป็นข้าราชการ ร้อยละ 47.50 ที่มีอายุราชการเฉลี่ย 13.22 ปี โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อ่านนโยบายป่าไม้แห่งชาติเพียง 1 ครั้ง ร้อยละ 27.79 และไม่เคยเข้าร่วมประชุมที่เกี่ยวข้องกับนโยบายป่าไม้แห่งชาติ ร้อยละ 76.88 มีความรู้เกี่ยวกับนโยบายป่าไม้แห่งชาติอยู่ในระดับความรู้มาก โดยความคิดเห็นของผู้ปฏิบัติงานกรมป่าไม้ต่อการดำเนินงานตามภารกิจของกรมป่าไม้ภายใต้นโยบายป่าไม้แห่งชาติอยู่ในระดับมาก ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.92 ปัจจัยที่มีผลต่อความคิดเห็นของผู้ปฏิบัติงานกรมป่าไม้ต่อการดำเนินงานตามภารกิจของกรมป่าไม้ภายใต้นโยบายป่าไม้แห่งชาติ ได้แก่ ความรู้เกี่ยวกับนโยบายป่าไม้แห่งชาติ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อการดำเนินงานของผู้ปฏิบัติงานกรมป่าไม้ ดังนั้น ควรจัดให้มีโครงการฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพของผู้ปฏิบัติงานกรมป่าไม้เพื่อเพิ่มพูนองค์ความรู้ และส่งเสริมให้เกิดการปฏิบัติงานภายใต้นโยบายป่าไม้แห่งชาติอย่างเป็นระบบและบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้</p> เมธาวี ศุกรวรรณ; สันติ สุขสอาด, อภิชาต ภัทรธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/283531 Tue, 23 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/281015 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของพัฒนาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 และ 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 โดยการวิจัยแบบผสานวิธี แบ่งการวิจัยออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู โดยดำเนินการสุ่มตัวอย่าง (Random Sampling) โดยใช้เทคนิคการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) ตามขนาดของโรงเรียนเป็น 3 ขนาด ได้แก่ โรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนขนาดกลาง และโรงเรียนขนาดใหญ่ จากนั้นกำหนดสัดส่วนตามจำนวนของประชากรได้กลุ่มตัวอย่าง จากโรงเรียนขนาดเล็ก จำนวน 282 คน โรงเรียนขนาดกลาง จำนวน 115 คน และโรงเรียนขนาดใหญ่ จำนวน 36 คน รวมทั้งสิ้น 433 คน จากนั้นทำการสุ่มอย่างง่ายด้วยวิธีการจับสลากตามจำนวนกลุ่มตัวอย่างของแต่ละขนาดเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม ซึ่งแบบสอบถามสภาพปัจจุบันมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.91 และแบบสอบถามสภาพที่พึงประสงค์มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.96 ระยะที่ 2 ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็นปรับปรุง </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบัน โดยรวมอยู่ในระดับมาก และสภาพที่พึงประสงค์ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าดัชนีความต้องการจำเป็นสูงที่สุด คือ ด้านความเคารพ และการยอมรับนับถือ 2) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งผลการประเมินแนวทางทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมมีความเหมาะสมและความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด</p> เยาวลักษณ์ ธรรมโส; รัชนีเพ็ญ พลเยี่ยม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/281015 Tue, 23 Dec 2025 00:00:00 +0700 การประกอบสร้างอุดมการณ์ที่ปรากฏในหนังสือผูกใบลานเรื่องท้าวดาวเรือง https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/283185 <p> บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประกอบสร้างอุดมการณ์ที่ปรากฏในหนังสือผูกใบลานเรื่องท้าวดาวเรือง โดยใช้แนวคิดเรื่องอุดมการณ์ (Ideology) โดยศึกษาวิเคราะห์จากตัวบทหนังสือผูกใบลานเรื่อง ท้าวดาวเรือง สำนวนวัดบ้านนาคำใหญ่ ตำบลนาคำใหญ่ อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า การประกอบสร้างอุดมการณ์ที่ปรากฏในหนังสือผูกใบลานเรื่องท้าวดาวเรือง สำนวน วัดบ้านนาคำใหญ่ ตำบลนาคำใหญ่ อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี มีการประกอบสร้างอุดมการณ์ 4 อุดมการณ์ได้แก่ 1) การประกอบสร้างอุดมการณ์ด้านความเชื่อ 2) การประกอบสร้างอุดมการณ์ราชาธิปไตย 3) การประกอบสร้างอุดมการณ์ความเป็นกุลสตรีภายใต้แนวคิดปิตาธิปไตย และ 4) การประกอบสร้างอุดมการณ์ด้านคุณธรรมและจริยธรรม ซึ่งทั้ง 4 อุดมการณ์นี้ส่งผลต่อค่านิยมความเชื่อของชาวอีสานผู้อ่านและฟังวรรณกรรม</p> กิติราช พงษ์เฉลียว; กอบชัย รัฐอุบล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/283185 Tue, 23 Dec 2025 00:00:00 +0700 การใช้ภาษาถิ่นกับการแสดงอัตลักษณ์: กรณีศึกษาการใช้ภาษาไทตาด ต.บ้านผึ้ง อ.เมือง จ. นครพนม https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/283692 <p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจบทบาทของการใช้ภาษาท้องถิ่นไทตาดเพื่อแสดงอัตลักษณ์ลดความเหลื่อมล้ำ โดยอ้างแนวคิดของ ปิแยร์ บูดิเยอร์ และ เปาโล เฟรรี บทความนี้ชี้ให้เห็นว่าการจัดการศึกษาไม่ควรมีมาตรฐานเดียวแต่ควรปรับให้เข้ากับความหลากหลายทางภาษาและวัฒนธรรมของผู้เรียน แนวคิดของบูดิเยอร์เกี่ยวกับ “ฮาบิทัส” อธิบายว่าโครงสร้างภายในตัวบุคคลนั้นถูกสร้างขึ้นจากการเรียนรู้ในชีวิตประจำวัน การศึกษาเป็นกลไกที่ขับเคลื่อนระบบการผลิต บูดิเยอร์เน้นย้ำถึงความสำคัญของ “สำนึกแห่งศักดิ์ศรี” และ “ความเป็นอัตวิสัย” ในทางกลับกัน เปาโล เฟรรี วิพากษ์การศึกษาแบบ “ฝากธนาคาร” ที่ครูยัดเยียดความรู้ให้แก่นักเรียน เขาเสนอว่าการศึกษาที่แท้จริงควรมีเป้าหมายเพื่อปลุก “จิตสำนึกวิพากษ์” ในตัวผู้ถูกกดขี่ เฟรรีมองว่าภาษาเป็นพื้นที่ของการต่อสู้ และการนำภาษาของผู้ถูกกดขี่กลับคืนมาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันเป็นเครื่องมือในการไตร่ตรองเพื่อความจริง ทั้งบูดิเยอร์และเฟรรีต่างเห็นพ้องต้องกันว่า การศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้จากการปฏิบัติที่เชื่อมโยงคนกับโลกภายนอกอย่างสร้างสรรค์ โดยใช้ความรู้ที่สั่งสมมาตามกาลเวลา ในบริบทของประเทศไทย นโยบายภาษาได้กำหนดให้ภาษาไทยกลางเป็นภาษาหลักของชาติ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2461 ซึ่งส่งผลให้ภาษาท้องถิ่นอื่น ๆ ถูกจำกัดการใช้และอาจถูกละเลยภูมิปัญญาที่มาพร้อมกับภาษาเหล่านั้น อย่างไรก็ตาม ภาษาท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญในการรักษา “ตัวตน” และ “เอกลักษณ์” ของชุมชน กรณีศึกษาของกลุ่มไทตาดในจังหวัดนครพนม พบว่า ภาษาไทตาด มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแสดงตัวตนและสร้างองค์ความรู้จากภูมิปัญญาของตนเอง</p> <p> </p> กฤติมา จรรยาเพศ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/283692 Tue, 23 Dec 2025 00:00:00 +0700 พิธีกรรมการสู่ขวัญของชาวอีสานใต้ : สู่นาฏยลักษณ์เรือมมองก็วลจองได https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/275195 <p> เนื้อหาในสาระบทความวิชาการฉบับนี้ ผู้เขียนต้องการนำเสนอถึงพิธีกรรมการสู่ขวัญ เป็นประเพณีดั้งเดิมของชาวอีสานใต้ที่มีมายาวนาน สะท้อนความเชื่อ ความศรัทธา และค่านิยมของชาวอีสานใต้ บทความนี้มุ่งศึกษาพิธีกรรมการ สู่ขวัญอีสานใต้ในมิติของนาฏยลักษณ์ โดยเฉพาะการแสดงเรือมมองก็วลจองได ซึ่งเป็นการฟ้อนรำประกอบพิธีกรรม บทความวิชาการ รวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์เนื้อหาพิธีกรรมสู่ขวัญอีสานใต้ และองค์ประกอบทางนาฏศิลป์เรือมมองก็วลจองได</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า พิธีกรรมการสู่ขวัญและการแสดงเรือมมองก็วลจองได มีความสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง พิธีกรรมการสู่ขวัญเป็นเสมือนเนื้อหาสาระ แก่นแท้ และปรัชญาที่หล่อหลอมการแสดงเรือมมองก็วลจองได ซึ่งสะท้อนผ่านท่ารำ เนื้อเพลง เครื่องแต่งกาย และองค์ประกอบอื่น ๆ ของการแสดงพิธีกรรมการสู่ขวัญอีสานใต้และการแสดงเรือมมองก็วลจองได จึงเป็นตัวอย่างอันดีของนาฏยลักษณ์อีสานใต้ ที่แสดงออกถึงความงดงามทางวัฒนธรรมภูมิปัญญา และความเชื่อของชาวอีสานใต้</p> เอกสิทธิ์ ศรีสุวรรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/275195 Tue, 23 Dec 2025 00:00:00 +0700 ภาพสะท้อนสังคมเมืองขุขันธ์ยุคสร้างบ้านแปงเมือง: กรณีศึกษาจิตรกรรมฝาผนัง วัดลำภูรัมพนีวาส อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/279840 <p> บทความนี้ศึกษาภาพสะท้อนสังคมเมืองขุขันธ์ยุคสร้างบ้านแปงเมืองจากจิตรกรรมฝาผนังวัดลำภูรัมพนีวาส อำเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งสร้างสรรค์แล้วเสร็จใน พ.ศ. 2565 ปัจจุบันอยู่ในสภาพสมบูรณ์ โดยเริ่มจากการวิเคราะห์เอกสารชั้นต้นและชั้นรอง ซึ่งจิตรกรรมฝาผนังได้สะท้อนสภาพแวดล้อมของผู้คนในวัฒนธรรมเขมร-ลาว-ไทย ในอดีต ซึ่งประกอบด้วยภาพพระบรมมหาราชวัง ปราสาทหิน รูปเคารพ บ้านเรือน สิ่งก่อสร้าง การสัญจร สัตว์ และพรรณพืชต่าง ๆ กลุ่มคนในสังคม ได้แก่ พระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ ขุนนาง ไพร่ ทาสชาวเขมรป่าดง พระภิกษุสงฆ์ สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในสังคมกลุ่มต่าง ๆ นั้น มีอยู่ 2 ลักษณะคือ ความสัมพันธ์ในรูปแบบของความร่วมมือและความขัดแย้ง นอกจากนี้ยังสะท้อนสถาบันที่ทางสังคม ได้แก่ สถาบันการปกครอง ศาสนา ตลอดจนวัฒนธรรมประเพณีต่าง ๆ ได้แก่ วิถีชีวิต เครื่องใช้ไม้สอย การแต่งกาย อาวุธ พระราชพิธี ธรรมเนียม พิธีกรรม ความเชื่อ การสัญจร สัตว์พาหนะ และปัญหาของคนในสังคม ได้แก่ ปัญหาภายในพระบรมมหาราชวัง และปัญหาจากราชภัย</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ข้อมูลเริ่มต้นจากการสถาปนาปราสาทพระวิหาร และจบลงที่การอัญเชิญพระแก้วเนรมิตมาไว้ที่บ้านเมือง และภาพเจ้าเมืองขุขันธ์ 5 ท่าน ซึ่งสังคมเมืองขุขันธ์เป็นสังคมเกษตรกรรม แต่มีการจัดระเบียบสังคมที่ซับซ้อน ด้วยผู้คนมีความสัมพันธ์กันมานาน ชาวเขมรป่าดงมีความสัมพันธ์กับชนชั้นนำสยามลุ่มน้ำเจ้าพระยา แต่ยังคงเอกลักษณ์ท้องถิ่น ดังกล่าวทำให้เห็นภาพสังคมเมืองขุขันธ์ยุคสร้างบ้านแปงเมืองที่เป็นรูปธรรม นอกจากนี้ข้อมูลยังเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาเเขนงวิชาอื่น ๆ และสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลทำการวิเคราะห์ได้ต่อไป</p> ธันยพงศ์ สารรัตน์; ธนพล ป้องแก้ว, เอนก ศรีภพ, ธีรพัฒน์ ผงกุลา, อัครพล เอี่ยมละออ, ศรชัย กันทอง , บดินทร์ มานะวงศ์ , ศิวกร อร่ามเรือง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/humanjubru/article/view/279840 Tue, 23 Dec 2025 00:00:00 +0700