https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jaad/issue/feed วารสารศิลปกรรมและการออกแบบแห่งเอเชีย 2026-06-22T08:26:28+07:00 Teerayut Pengchai jaad.udru@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสารศิลปกรรมและการออกแบบแห่งเอเชีย (</strong><strong>JAAD)</strong><strong> </strong>เป็นวารสารที่เผยแพร่ผลงานทางวิชาการและงานวิจัยทางด้านศิลปกรรมและการออกแบบ เพื่อให้เป็นสื่อกลางในการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานศิลปกรรมและการออกแบบของนักศึกษา คณาจารย์ นักวิชาการและส่วนเกี่ยวข้อง เป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าและเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ การวิจัยและผลงานสร้างสรรค์ด้านศิลปะและด้านนวัตกรรมศิลปกรรม การออกแบบที่มีมาตรฐานและได้รับการยอมรับในวงกว้างทั้งในระดับชาติและนานาชาติ และเป็นพื้นที่สำหรับนักศึกษา อาจารย์ นักวิชาการอิสระ ได้นำเสนอผลงานการศึกษาค้นคว้าและการสร้างสรรค์ทางศิลปกรรมและผลงานการประดิษฐ์สร้างสรรค์สู่สาธารณชน เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ในวงกว้าง</p> <p>ISSN : 2730-213X (Print)</p> <p>ISSN : 2730-3381 (Online) </p> https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jaad/article/view/289149 การพัฒนาอัตลักษณ์สิ่งทอเศรษฐกิจจังหวัดบุรีรัมย์ สู่ผลิตภัณฑ์แฟชั่นร่วมสมัย 2026-06-21T23:50:50+07:00 ชินานาง สวัสดิ์รัมย์ Chinanang.sw@bru.ac.th ทิพย์สุดา ทาสีดำ thipsuda.ts@bru.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์แฟชั่นร่วมสมัยจากอัตลักษณ์สิ่งทอเศรษฐกิจจังหวัดบุรีรัมย์ เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์กลุ่มผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งทอและผู้ปฏิบัติ จำนวน 30 คน กลุ่มผู้จำหน่ายสินค้าและผู้ซื้อ นักท่องเที่ยว Gen-Y&nbsp; จำนวน 400 คน ผลการวิจัยพบว่า ในพื้นที่วิจัย ตำบลโคกสะอาด อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ บริบทสังคมในอดีตผู้หญิงส่วนใหญ่เรียนรู้วัฒนธรรมการทอผ้าจากบรรพบุรุษ เพื่อทอผ้าใช้ในชีวิตประจำวัน พิธีกรรมประเพณี พิธีทางศาสนา เช่น พิธีแต่งงานต้องมีของรับไหว้ผู้ใหญ่ นิยมใช้ผ้าไหมและผ้าโสร่ง และมีการแปรรูปผ้าเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ และเป็นสินค้าทางวัฒนธรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม วัสดุที่ใช้ในการทอคือ เส้นใยไหม เส้นใยฝ้าย ทอด้วยเทคนิคหางกระรอกและนิยมใช้เทคนิคมัดหมี่ตีนแดง ใช้สีย้อมธรรมชาติ โดยผ้าโสร่งนิยมเฉดสีเข้มโดยใช้สีหลัก 5 สี ได้แก่ สีน้ำเงิน สีแดง สีม่วง สีส้ม และสีเขียว จากข้อค้นพบดังกล่าว คณะผู้วิจัยได้นำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาผลิตภัณฑ์แฟชั่นร่วมสมัย โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้มีค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 ลำดับแรก ดังนี้ กระเป๋าสะพาย (&nbsp;= 4.36, S.D. = 0.79) กระเป๋าถือ (&nbsp;= 4.35, S.D. = 0.81) และชุดสุภาพบุรุษ ชุดที่ 2 (&nbsp;= 4.15, S.D. = 0.91) มีความเหมาะสมในการพัฒนา ต่อยอดให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่น่าสนใจและสร้างมูลค่าเพิ่มที่สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชน จังหวัด และประเทศชาติ</p> 2026-06-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jaad/article/view/289150 การศึกษาและพัฒนาเก้าอี้สตูลจากเสื่อกก สำหรับวิสาหกิจชุมชนในกลุ่มทอเสื่อกก อำเภอเมือง จังหวัดตาก 2026-06-22T00:02:33+07:00 สมชาย บุญพิทักษ์ boonpitak.chai@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลวดลายเสื่อกก พัฒนารูปแบบเก้าอี้สตูล และประเมินความพึงพอใจของผู้บริโภค โดยศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 40 คน ด้วยแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ลวดลายการทอเสื่อกกและลักษณะกายภาพของลำต้นกกที่มีรูปทรงเรขาคณิต สามารถนำมาประยุกต์เป็นแนวคิดหลักในการออกแบบผลิตภัณฑ์ได้เป็นอย่างดี ผู้วิจัยได้นำเสนอแนวคิดการออกแบบผลิตภัณฑ์ 3 รูปแบบที่เชื่อมโยงกับอัตลักษณ์และระบบโครงสร้างวัสดุพื้นบ้าน ได้แก่ รูปแบบที่ 1 รูปทรงกระบอก (แรงบันดาลใจจากลำต้นกกจันทบูร) รูปแบบที่ 2 รูปทรงสามเหลี่ยม (แรงบันดาลใจจากเรขาคณิตของลำต้นกก) และ รูปแบบที่ 3 รูปทรงสี่เหลี่ยม (แรงบันดาลใจจากลำต้นกกราชินี) ในด้านเทคนิคการผลิต ผู้วิจัยได้ประยุกต์ใช้ "เทคนิคการสานลวดลายหมากรุก" ซึ่งมีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับขนาดลวดลายให้สอดรับกับโครงสร้างเก้าอี้สตูลแต่ละรูปทรงได้อย่างแม่นยำ ช่วยเสริมประสิทธิภาพการขึ้นรูป การรับน้ำหนัก และความคงทนของชิ้นงาน ผลการประเมินความพึงพอใจพบว่า ผู้บริโภคมีความพึงพอใจต่อ เก้าอี้สตูลรูปแบบที่ 1 (รูปทรงกระบอก) ในระดับ "มาก" (ค่าเฉลี่ย 4.22) เนื่องจากรูปทรงกระบอกมีความสอดคล้องกับคุณสมบัติของเสื่อกกในการโอบรับโครงสร้างได้อย่างต่อเนื่อง ช่วยกระจายแรงกดทับได้อย่างสมดุล ประกอบกับการใช้สีธรรมชาติและฟังก์ชันการใช้งานที่สามารถจัดเก็บของได้จริง ทำให้เก้าอี้สตูลมีความโดดเด่นทั้งในด้านความสวยงาม ความแข็งแรง และอรรถประโยชน์ใช้สอย การวิจัยครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับภูมิปัญญาการทอเสื่อกกสู่ผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์ร่วมสมัยที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับวิสาหกิจชุมชนได้อย่างยั่งยืน</p> 2026-06-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jaad/article/view/289151 แนวทางการออกแบบที่นั่งสาธารณะในพื้นที่เปิด ตามแนวคิดการออกแบบเพื่อคนทุกคน 2026-06-22T00:08:28+07:00 อริสา สุยะปัน suyapan.aris@gmail.com ธัญญาภักดิ์ ธิเดช suyapan.aris@gmail.com นภพล มุ่งปั่นกลาง suyapan.aris@gmail.com <p>การวิจัยนี้เพื่อศึกษาแนวทางการออกแบบที่นั่งสาธารณะในพื้นที่เปิดตามแนวคิดการออกแบบเพื่อคนทุกคน&nbsp; โดยกำหนดวัตถุประสงค์ในการทำวิจัยดังนี้&nbsp; 1) เพื่อศึกษาปัญหาในการใช้ที่นั่งสาธารณะในพื้นที่เปิด&nbsp; 2) เพื่อวิเคราะห์และประเมินสภาพแวดล้อมทางกายภาพของที่นั่งสาธารณะตามหลักการออกแบบเพื่อคนทุกคน (Universal Design)&nbsp; 3) เพื่อเสนอแนวทางการออกแบบที่นั่งสาธารณะในพื้นที่เปิดตามแนวคิดการออกแบบเพื่อคนทุกคน&nbsp; ผู้วิจัยได้ศึกษาปัญหาซึ่งมีกระบวนการการเก็บข้อมูลภาคทฤษฎีและการจัดทำแบบสอบถามความต้องการด้านการใช้งาน&nbsp; และนำมาวิเคราะห์เพื่อเป็นแนวทางในการออกแบบ โดยใช้กลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้สูงอายุและบุคคลทั่วไปรวมถึงกลุ่มคนที่มีข้อจำกัดทางร่างกายที่มาใช้สวนสาธารณะในจังหวัดตากและจังหวัดกำแพงเพชร จำนวน 50 คน โดยมีเครื่องมือแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ นำมาวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย () และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) &nbsp;&nbsp;</p> <p>ผลการศึกษาตามวัตถุประสงค์ของงานวิจัย <em>“ที่นั่งสาธารณะ”</em>&nbsp;เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่มีการจัดวางไว้ให้สำหรับใช้บริการในพื้นที่สาธารณะเพื่อรองรับการทำกิจกรรมต่างๆ&nbsp; และจากการสอบถามกลุ่มตัวอย่าง ปัญหาที่พบในปัจจุบันของ "ที่นั่งสาธารณะ" มักถูกออกแบบโดยใช้มาตรฐานคนปกติ (Average Man) ซึ่งละเลยความเสื่อมถอยทางร่างกาย หรือผู้ที่มีข้อจำกัดทางร่างกาย&nbsp; อาจก่อให้เกิดความลำบากในการใช้งาน หรือในบางกรณีอาจนำไปสู่อุบัติเหตุได้&nbsp; ผู้วิจัยได้ออกแบบที่นั่งสาธารณะในพื้นที่เปิดตามแนวคิดการออกแบบเพื่อคนทุกคน&nbsp; โดยมีแบบร่างการออกแบบ ทั้ง 3 รูปแบบซึ่งคัดเลือกโดยใช้การวิเคราะห์ตามลำดับขั้น&nbsp; ในการประเมินแบบร่างการออกแบบ&nbsp; รูปแบบที่&nbsp; 3&nbsp; มีความเหมาะสมมากที่สุด&nbsp; ผลการวิจัย&nbsp; พบว่า มีความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างต่อแนวทางการออกแบบที่นั่งสาธารณะในพื้นที่เปิดตามแนวคิดการออกแบบเพื่อคนทุกคน&nbsp; จากแนวคิด รูปแบบที่ 3 มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย &nbsp;= 4.37 ใน 2 ด้าน คือ 1) ด้านรูปร่างรูปทรง 2) ด้านการใช้งาน อีกทั้งวัสดุเน้นใช้วัสดุที่มีความทนต่อสภาพโดยเลือกใช้ไม้เทียมในส่วนของพื้นนั่ง และโครงสร้างให้เป็นไฟเบอร์กลาส ที่มีความแข็งแรงสูงและขึ้นรูปได้หลากหลาย ทำให้ตัวที่นั่งมีความโดดเด่น ทันสมัย และสะดุดตา ซึ่งผู้วิจัยได้ศึกษาและนำไปสู่การออกแบบที่มีประสิทธิภาพบรรลุตรงตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์อีกทั้งยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตของคนทุกกลุ่มในสังคมให้สามารถใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกันได้อย่างปลอดภัยและสะดวกสบายและเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ต่อไป</p> 2026-06-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jaad/article/view/289152 การศึกษาศิลปหัตถกรรมพื้นถิ่นผ้าทอย้อมครามจังหวัดสกลนคร สู่การสร้างสรรค์งานออกแบบเฟอร์นิเจอร์ 2026-06-22T00:15:48+07:00 ธัญญาภักดิ์ ธิเดช thanyapak.t@gmail.com อริสา สุยะปัน suyapan.aris@gmail.com นภพล มุ่งปั่นกลาง thanyapak.t@gmail.com <p>การศึกษาศิลปหัตถกรรมพื้นถิ่นผ้าทอย้อมครามจังหวัดสกลนคร สู่การสร้างสรรค์งานออกแบบเฟอร์นิเจอร์ มีวัตถุประสงค์ของงานวิจัยดังนี้ 1. เพื่อศึกษาอัตลักษณ์งานศิลปหัตถกรรมพื้นถิ่นลวดลายผ้าทอย้อมคราม จังหวัดสกลนคร&nbsp; 2. เพื่อออกแบบเฟอร์นิเจอร์จากอัตลักษณ์ลวดลายผ้าทอย้อมคราม จังหวัดสกลนคร &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;และ 3. เพื่อประเมินความพึงพอใจของผู้บริโภคที่มีต่อเฟอร์นิเจอร์จากอัตลักษณ์ศิลปหัตถกรรมพื้นถิ่นลวดลายผ้าทอย้อมคราม จังหวัดสกลนคร การเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร ซึ่งผู้วิจัยได้เข้าไปศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลและสัมภาษณ์กลุ่มชาวบ้านในชุมชนที่เป็นผู้ทอผ้าย้อมครามพื้นถิ่น เพื่อนำข้อมูลมาเป็นแนวทางในการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัยได้แก่ โดยเก็บข้อมูลจากปราชญ์ท้องถิ่น ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน และกลุ่มผู้บริโภค จำนวน 50 ท่าน ด้วยการสัมภาษณ์ การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และแบบสอบถาม ซึ่งผู้วิจัยเลือกใช้วิธีการสุ่มอย่างเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) แล้วนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิตและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน &nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการออกแบบเริ่มจากการถอดอัตลักษณ์ลวดลายผ้าทอย้อมคราม โดยเฉพาะ<strong>ลายสะเก็ดธรรม</strong> อันเป็นลวดลายที่ช่างทอได้จินตนาการจากธรรมชาติรอบตัวแล้วสร้างสรรค์ถ่ายทอดลงบนผืนผ้า นำมาลดทอนและแปลงรูป (Stylization) เพื่อประยุกต์ใช้ใน 2 แนวทางหลัก คือ การนำลวดลายมาบุหุ้มพื้นผิวเฟอร์นิเจอร์โดยใช้ผ้าทอย้อมครามเป็นวัสดุหุ้มเบาะ เนื่องจากเส้นใยฝ้ายธรรมชาติที่ผ่านการย้อมครามมีความนุ่ม ทนทาน และระบายอากาศได้ดี เหมาะสมกับเฟอร์นิเจอร์ประเภทที่นั่ง และการนำโครงสร้างจังหวะซ้ำของลายสะเก็ดธรรมมากำหนดรูปทรงและโมดูลโครงสร้างของเฟอร์นิเจอร์ ทำให้ผลงานสะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นทั้งในเชิงรูปแบบและวัสดุอย่างเป็นเอกภาพ ทั้งนี้กลุ่มผู้บริโภคมีความพึงพอใจต่อรูปแบบจำลองเฟอร์นิเจอร์จากศิลปหัตถกรรมพื้นถิ่นผ้าทอย้อมครามจังหวัดสกลนคร อยู่ในระดับมาก คือ รูปแบบที่ 1 ( &nbsp;= 4.47)</p> 2026-06-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jaad/article/view/289153 การสร้างสรรค์ภาพพิมพ์ย้อม ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากตัวละครตลกในหนังประโมทัย 2026-06-22T00:22:54+07:00 ชญตว์ อินทร์ชา charyata_In@365.reru.ac.th <p>การวิจัยเชิงสร้างสรรค์นี้มุ่งศึกษาและพัฒนาผลงานศิลปะภาพพิมพ์ย้อมที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์ตัวละครตลกในหนังประโมทัยอีสาน มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปลักษณ์และท่าทางที่สะท้อนบทบาทของตัวละครตลกในหนังประโมทัยอีสาน 2) สร้างสรรค์ผลงานภาพพิมพ์ย้อมที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์ตัวละครตลกโดยใช้โครงสร้างช่องภาพแบบฮูปแต้มอีสาน และ 3) นำเสนอผลงานสร้างสรรค์ภาพพิมพ์ย้อมด้วยการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในรูปแบบศิลปะภาพพิมพ์ร่วมสมัย ใช้เครื่องมือได้แก่แบบสังเกตลักษณะท่าทางตัวละคร, แบบบันทึกกระบวนการทดลองเทคนิค</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; รวบรวมข้อมูลจากการศึกษาเอกสาร การสังเกตภาคสนาม และการทดลองเชิงสร้างสรรค์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ทัศนธาตุ ผลการวิจัยพบว่า ตัวละครตลก เช่น ปลัดตื้อ บักป่อง และบักแก้ว เป็นตัวหลักประจำทุกคณะ บุคลิกไม่เฉลียวฉลาด รูปร่างสันทัด ไม่ใช้รูปร่างในอุดมคติ หรือ "บุคลิกลักษณะตัวกาก"&nbsp; ใช้กระบวนการสร้างสรรค์ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน 1) การออกแบบแม่พิมพ์กระดาษและวัสดุในท้องถิ่น 2) การใช้ใบไม้และดอกไม้พื้นถิ่น (ดอกดาวกระจาย ดาวเรือง คอสมอส) และการสกัดสีย้อมจากเปลือกมังคุด แก่นฝาง และเปลือกต้นมะฮอกกานี ใช้น้ำสนิมในอัตรา 0.4 กรัมต่อน้ำ 500 มิลลิลิตร เพื่อเป็นปฏิกิริยา 3) จัดองค์ประกอบเป็นเลียนแบบโครงสร้างช่องภาพฮูปแต้มอีสาน 4) การห่อม้วนแม่พิมพ์ ต้มชิ้นงานที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส นาน 1 ชั่วโมง&nbsp; ผลการทดลองพบว่าสีย้อมจากธรรมชาติให้เฉดสีหม่น ไม่ฉูดฉาด และมีความคงทนต่อแสงจำกัด ผู้วิจัยจึงตีความลักษณะสีซีดจางนี้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของร่องรอยวัฒนธรรมที่กำลังเลือนหายไปตามกระแส มุ่งเน้นให้ผู้ชมร่วม “ตั้งคำถาม” ต่อสิ่งที่กำลังสูญหายไป ผลงานผ่านการพิจรนาร่วมจัดแสดงในนิทรรศการ “Soft Power บนฐานอัตลักษณ์ศิลปินไทย ครั้งที่ 10” และ “ยลศิลป์ถิ่นท่าเหนือ” ในปี พ.ศ. 2568</p> 2026-06-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jaad/article/view/289155 การสร้างสรรค์จิตรกรรมทิวทัศน์ร่วมสมัย การตีความสุนทรียภาพและพลังแห่งความเคลื่อนไหว ณ ทุ่งนา บ้านวังเบน 2026-06-22T00:27:57+07:00 ณัฐศักดิ์ พลศรี nuthasak88@gmail.com <p>การวิจัยสร้างสรรค์เรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบททางกายภาพและสุนทรียศาสตร์ของทัศนียภาพบ้านวังเบน อำเภอทองแสนขัน จังหวัดอุตรดิตถ์ 2) สร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมทิวทัศน์ที่ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกประทับใจผ่านเทคนิคการปาดสีหนา (Impasto) โดยได้รับแรงบันดาลใจจากลัทธิโพสต์-อิมเพรสชันนิสม์ (Post-Impressionism) และแนวคิดของ สิงขร ภักดี (2559) กระบวนการวิจัยเน้นการแปลงค่าความงามจาก "ความจริงทางตา" (Visual Reality) ที่เป็นทุ่งนาเขียวขจีและหุบเขาสลับซับซ้อน ให้กลายเป็น "ความจริงทางอารมณ์" (Emotional Reality) ผ่านภาษาทางทัศนศิลป์ ผลการวิจัยพบว่า การใช้สัดส่วนของพื้นที่ฉากหลังและท้องฟ้าที่สัมพันธ์กัน การใช้จุดและแต้มสี (Spots of Color) เพื่อสร้างรูปทรง และการกำหนดเส้นนำสายตาที่เกิดจากรอยแปรงที่รุนแรง สามารถสร้าง "พลังความเคลื่อนไหว" ที่สะท้อนถึงกระแสลมและความเย็นสบายของพื้นที่ได้ดียิ่งกว่าการวาดแบบเหมือนจริง ผลงานชุดนี้จึงเป็นประจักษ์พยานของการเดินทางภายในจิตใจ ที่เปลี่ยนความทรงจำอันยาวนานให้กลายเป็นสสารที่จับต้องได้บนผืนผ้าใบ</p> 2026-06-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jaad/article/view/289156 การสร้างสรรค์ภาพพิมพ์แกะไม้จากอัตลักษณ์จิตรกรรม ฝาผนังวัดโพธิ์ชัยนาพึง 2026-06-22T00:32:04+07:00 ณัฎฐกาญจน์ อนันทราวัน nattakarn.art21@gmail.com โสมฉาย บุญญานันต์ nattakarn.art21@gmail.com ไกรฤกษ์ แสวงผล nattakarn.art21@gmail.com ทินกร กาษรสุวรรณ nattakarn.art21@gmail.com <p>การวิจัยเรื่องการสร้างสรรค์ภาพพิมพ์แกะไม้จากอัตลักษณ์จิตรกรรมฝาผนังวัดโพธิ์ชัยนาพึง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตลักษณ์จิตรกรรมฝาผนังวัดโพธิ์ชัยนาพึง อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย และเพื่อสร้างสรรค์ผลงานภาพพิมพ์แกะไม้ที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์จิตรกรรมฝาผนังวัดโพธิ์ชัยนาพึง อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method)โดยรวบรวมข้อมูลผ่านการศึกษาเอกสาร การสำรวจภาคสนามและการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวิเคราะห์ แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ แบบบันทึกการทดลองออกแบบภาพพิมพ์และแบบประเมินผลงานภาพพิมพ์ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาด้วยแนวคิดทฤษฎีของ Panofsky (1955) ,Abell (2015) และFeldman (1972) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติบรรยาย ได้แก่ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ &nbsp;&nbsp; &nbsp;</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่าจิตรกรรมฝาผนังวัดโพธิ์ชัยนาพึงมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่น 3 ด้าน คือ ด้านที่หนึ่งเนื้อหาที่ผสมผสานพุทธประวัติ ทศชาติชาดก และวรรณกรรมพื้นบ้าน สอดแทรกภาพสะท้อนวิถีชีวิต ประเพณีวัฒนธรรมพื้นถิ่นสังคมในสมัยรัชกาลที่ 4-6 และพุทธรรมคำสอน ด้านรูปแบบทางทัศนศิลป์มีการเน้นการตัดเส้นรอบนอกชัดเจน การระบายสีแบบเรียบแบน มีลักษณะเด่นคือการเล่าเรื่องแบบภาพต่อเนื่อง โดยไม่แบ่งกรอบ ภาพแต่ละฉากไหลต่อกันอย่างเป็นธรรมชาติ และด้านบริบทสังคมวัฒนธรรมที่แสดงถึงคติธรรมและความเชื่อของชาวอีสาน เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์เชิงภาพที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของสังคมอีสานจากสังคมจารีตสู่สังคมสมัยใหม่ ส่วนผลงานสร้างสรรค์ผลงานภาพพิมพ์แกะไม้ จำนวน 10 ผลงาน ถ่ายทอดเรื่องราวพุทธประวัติ ทศชาติชาดก และวรรณกรรมพื้นบ้าน มีขนาดและรูปแบบการนำเสนอที่แตกต่างกันไป สร้างสรรค์ด้วย 5 ขั้นตอนคือ การศึกษาภาพต้นแบบ,การเตรียมวัสดุและอุปกรณ์, การสร้างแม่พิมพ์, การพิมพ์ภาพ,และการเติมสีฝุ่น เพื่อคงบรรยากาศของจิตรกรรมฝาผนังต้นแบบ การประเมินผลงานโดยผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่าในภาพรวมผลงานมีความเหมาะสมในระดับมาก ( &nbsp;= 4.34, S.D. = 0.70) งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าการนำอัตลักษณ์ทางศิลปกรรมพื้นถิ่นมาตีความใหม่ผ่านกระบวนการภาพพิมพ์ เป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการอนุรักษ์เชิงสร้างสรรค์และการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมสู่ศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย</p> 2026-06-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jaad/article/view/289157 GENES AND GENESIS: A STUDY ON PIANO MUSIC COMPOSITION OF ETHNIC MINORITIES IN SOUTHWEST CHINA 2026-06-22T00:46:48+07:00 YU LUO s64584947032@ssru.ac.th NATAPORN RATTANACHAIWONG nataporn.ra@ssru.ac.th <p>This study, “Genes and Genesis: A Study on Piano Music Composition of Ethnic Minorities in Southwest China,” examines how the musical genes of Southwest China’s ethnic minorities have been inherited and transformed in contemporary piano composition. The study addresses two primary objectives: (1) to analyse the genetic characteristics of folk music in the Southwest region, with particular focus on how ethnic musical identity is at risk of erosion within contemporary piano curricula; and (2) to investigate the compositional techniques employed by Chinese composers in integrating these musical genes into piano works, thereby offering a theoretical framework for culturally informed composition practice. This study employs a qualitative research design using four data collection and analysis methods: literature review, field investigation, ontological analysis, and cultural interpretation. A purposive sample of 20 piano works representing key ethnic and regional traditions of Southwest China was selected and systematically analysed. The findings reveal that: (1) the musical genes of ethnic minorities—encompassing melodic, tonal, rhythmic, and instrumental dimensions—have been replicated and regenerated by Chinese composers and applied in the creation of piano works; and (2) the application of these musical genes exhibits national, regional, and integrative characteristics, offering composers a structured framework of creative ideas grounded in pentatonic scales, compound rhythmic patterns, and modal structures specific to Southwest China.</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; In conclusion, the study examined four major cultural regions of Southwest China—the Dian culture of Yunnan, the Qian culture of Guizhou, the Ba-Shu culture of Sichuan, and the Wuling Corridor culture—through source analysis, musical score analysis, and creative practice analysis. The results demonstrate that the systematic identification and application of ethnic musical genes can serve as a vital mechanism for preserving intangible cultural heritage, enriching the musical language of contemporary piano composition, and strengthening ethnic cultural identity within music education.</p> 2026-06-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Udonthani Rajabhat University https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jaad/article/view/289158 DESIGN OF A PROTOTYPE PERFORMANCE TO PROMOTE CULTURAL TOURISM THROUGH NEW MEDIA TECHNOLOGY: A CASE STUDY OF THE “PENGLAI, THE LAND OF PARADISE” SERIES 2026-06-22T00:51:38+07:00 WENTAO HUANG 64810049@go.buu.ac.th BUNCHOO BUNLIKHITSIRI bunchoo@buu.ac.th AND RASA SUNTRAYUTH kasa@go.buu.ac.th <p>This study aims to (1) analyze the Taoist immortal culture and the current state of cultural tourism in Penglai; (2) examine successful case studies of new media performances in China, specifically “Unique Henan: Land of Dramas” and “Night at Yellow Crane Tower” ; and (3) design a prototype performance series titled “Penglai, the Land of Paradise” using new media technology. A qualitative methodology was employed, integrating documentary research, case study analysis, and fieldwork at key sites including Penglai Pavilion, Sanxianshan, and Eight Immortals Ferry. Findings reveal that while Penglai has a deep cultural foundation in Taoist mythology, its current tourism model relies on static sightseeing and lacks the interactive, immersive night-time experiences sought by modern visitors. The case studies illustrate that technologies such as 3D mapping and drone shows can significantly enhance emotional engagement and cultural storytelling. Consequently, this research proposes three prototypes: the “Danlu Theater,” the “Eight Immortals Crossing the Sea” drone show, and the “Penglai, the Land of Paradise” light show. These designs serve as a 'digital bridge' to reinterpret heritage, filling the gap in night tourism and elevating Penglai’s identity as a contemporary cultural destination.&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> 2026-06-22T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Udonthani Rajabhat University