วารสารวิทยาลัยดุสิตธานี https://so01.tci-thaijo.org/index.php/journaldtc <p><strong>วารสารวิทยาลัยดุสิตธานี </strong></p> <p>เริ่มดำเนินการตีพิมพ์เผยแพร่อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2550 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลา 17 ปี วารสาร มีเป้าหมายและขอบเขตเพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและผลการศึกษาวิจัยทางด้านอุตสาหกรรมบริการ การจัดการครัวและศิลปะการประกอบอาหาร การท่องเที่ยว การโรงแรมและรีสอร์ท ธุรกิจสุขภาพ สปาและความงาม การจัดการนิทรรศการและการประชุม การจัดการ การตลาด การบริหารธุรกิจ การท่องเที่ยวเชิงกีฬา การบริหารจัดการกีฬา วิทยาการจัดการและการศึกษา สาขาที่เกี่ยวข้อง ของนักวิชาการทั้งภายในและภายนอก</p> <p><strong>Print ISSN:</strong>1906-070X <strong>Online ISSN:</strong>2697-5742</p> วิทยาลัยดุสิตธานี (Dusit Thani College) en-US วารสารวิทยาลัยดุสิตธานี 1906-070X <p><strong>นโยบายการพิจารณากลั่นกรองบทความ</strong></p> <ol> <li class="show">บทความวิจัยและบทความวิชาการทุกเรื่องที่จะได้รับการตีพิมพ์ต้องผ่านการพิจารณากลั่นกรองโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ในสาขาที่เกี่ยวข้อง จำนวน 3 ท่าน/บทความ</li> <li class="show">บทความ ข้อความ ภาพประกอบและตารางประกอบที่ลงตีพิมพ์ในวารสารเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน กองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยเสมอไป และไม่มีส่วนรับผิดชอบใด ๆ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว</li> <li class="show">บทความที่จะได้รับการตีพิมพ์จะต้องไม่เคยตีพิมพ์ เผยแพร่ที่ใดมาก่อน และไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาของวารสารฉบับอื่น หากตรวจสอบพบว่ามีการตีพิมพ์ซ้ำซ้อน ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนแต่เพียงผู้เดียว</li> <li class="show">บทความใดที่ผู้อ่านเห็นว่าได้มีการลอกเลียนหรือแอบอ้างโดยปราศจากการอ้างอิง หรือทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นผลงานของผู้เขียน กรุณาแจ้งให้กองบรรณาธิการวารสารทราบจะเป็นพระคุณยิ่ง</li> </ol> การพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวแตนจากข้าวไรซ์เบอร์รี่รสมะยงชิดหน้าธัญพืช https://so01.tci-thaijo.org/index.php/journaldtc/article/view/283958 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปริมาณข้าวไรซ์เบอร์รี่ทดแทนข้าวเหนียวที่เหมาะสมของข้าวแตน 2) ศึกษาปริมาณมะยงชิดที่เหมาะสมในกระบวนการผลิตข้าวแตนและน้ำตาลเคี่ยว 3) ศึกษาคุณค่าทางโภชนาการและจุลินทรีย์เพื่อกำหนดอายุการเก็บรักษา และ 4) ศึกษาการยอมรับของผู้บริโภค งานวิจัยเป็นการวิจัยเชิงทดลอง โดยใช้แผนการทดลอง<br />แบบสุ่มบล็อกสมบูรณ์ (RCBD) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) และทดสอบความแตกต่างทางสถิติด้วยวิธี DMRT ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05 เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบทดสอบทางประสาทสัมผัส แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้บริโภค และเครื่องมือวิเคราะห์คุณภาพทางเคมีและจุลินทรีย์ตามมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สูตรที่เหมาะสมที่สุด คือ ข้าวเหนียวร้อยละ 70 ต่อข้าวไรซ์เบอร์รี่ร้อยละ 30 ใช้น้ำมะยงชิดที่มีเนื้อมะยงชิดร้อยละ 20 ในการทดแทนน้ำแตงโม และน้ำตาลเคี่ยวที่ใช้เนื้อมะยงชิดร้อยละ 100 ผลิตภัณฑ์ให้พลังงาน 190 กิโลแคลอรีต่อหน่วยบริโภค (40 กรัม) มีคาร์โบไฮเดรต 27 กรัม โปรตีน 3 กรัม ไขมันทั้งหมด 8 กรัม และไม่พบโคเลสเตอรอล ปริมาณจุลินทรีย์ทั้งหมด และยีสต์และราอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานตลอดการเก็บรักษา 12 สัปดาห์ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ที่บรรจุในรูปแบบกระปุกพลาสติกและถุงฟอยล์มีอายุการเก็บรักษานาน 3 เดือน ผู้บริโภคจำนวน 100 คน ให้คะแนนความชอบโดยรวมระดับชอบมากที่สุด (8.26 คะแนน) ยอมรับผลิตภัณฑ์ร้อยละ 100 และตัดสินใจซื้อเมื่อวางจำหน่ายร้อยละ 88 ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนามีศักยภาพในการเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ของวิสาหกิจชุมชน RICE CARE จังหวัดนครนายก ช่วยเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบท้องถิ่น และสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน</p> ไชยสิทธิ์ พันธุ์ฟูจินดา อภิเดช พงษ์ประจักษ์ พงษ์ศักดิ์ ทรงพระนาม อรวรรณ พึ่งคำ ณฤดี อ่อนศรี เสริมศรี สงเนียม รัฐ ชมภูพาน กรวิทย์ สักแกแก้ว ชัยศักดิ์ คล้ายแดง กฤติน ชุมแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยดุสิตธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-28 2025-12-28 19 3 1 15 การใช้แป้งสาคูและน้ำเฉาก๊วยทดแทนในผลิตภัณฑ์ขนมเข่ง https://so01.tci-thaijo.org/index.php/journaldtc/article/view/283677 <p>งานวิจัยนี้เป็นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมเข่งโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษา 1) สูตรพื้นฐานของขนมเข่งจำนวน 3 สูตร 2) ปริมาณที่เหมาะสมของแป้งสาคู 3 ระดับทดแทนแป้งข้าวเหนียวในขนมเข่ง 3) ปริมาณที่เหมาะสมของน้ำเฉาก๊วย 3 ระดับทดแทนน้ำเปล่าในขนมเข่งที่ใช้แป้งสาคูทดแทนแป้งข้าวเหนียว 4) คุณลักษณะทางกายภาพและคุณค่าทางโภชนาการในขนมเข่งสูตรพื้นฐาน ขนมเข่งที่ใช้แป้งสาคูทดแทนแป้งข้าวเหนียวและขนมเข่งแป้งสาคูที่ใช้น้ำเฉาก๊วยทดแทนน้ำปล่า การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบทดลองโดยการใช้แป้งสาคูทดแทนแป้งข้าวเหนียวในระดับร้อยละ 10 15 และ 20 ของน้ำหนักแป้ง และใช้น้ำเฉาก๊วยทดแทนน้ำเปล่าในสูตรขนมเข่งที่ใช้แป้งสาคูทดแทนแป้งข้าวเหนียวในระดับร้อยละ 50 75 และ 100 ประเมินผลต่อคุณภาพทางประสาทสัมผัสโดยใช้ผู้ชิมจำนวน 60 คน และศึกษาคุณลักษณะทางกายภาพ และศึกษาคุณค่าทางโภชนาการของขนมเข่งสูตรพื้นฐาน ขนมเข่งที่ใช้แป้งสาคูทดแทนแป้ง<br />ข้าวเหนียว และขนมเข่งแป้งสาคูที่ใช้น้ำเฉาก๊วยทดแทนน้ำปล่า</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) สูตรที่ 1 ได้รับการยอมรับเป็นสูตรพื้นฐาน 2) ปริมาณแป้งสาคูทดแทนแป้งข้าวเหนียวในปริมาณร้อยละ 15 ได้รับคะแนนความชอบในด้านต่าง ๆ ใกล้เคียงกับสูตรพื้นฐานอย่างไม่มีนัยสำคัญ (p&gt;0.05) 3) การใช้น้ำเฉาก๊วยทดแทนน้ำเปล่าในระดับร้อยละ 100 ได้รับคะแนนความชอบในด้านต่าง ๆ สูงที่สุดอย่างมีนัยสำคัญ (p≤0.05) และ 4) การศึกษาลักษณะทางกายภาพและคุณค่าทางโภชนาการ ด้านคุณสมบัติทางกายภาพพบว่าความสว่าง (L*) ลดลงจาก ขนมเข่งสูตรพื้นฐาน ขนมเข่งที่ใช้แป้งสาคูทดแทนแป้งข้าวเหนียว และขนมเข่งแป้งสาคูที่ใช้<br />น้ำเฉาก๊วยทดแทนน้ำเปล่า ตามลำดับ ในขณะที่ค่าความเป็นสีแดง (a*) และสีน้ำเงิน (b*) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p≤0.05) ลักษณะเนื้อสัมผัสแสดงค่าความแข็งเพิ่มขึ้นและค่าการเกาะติดลดลงอย่างมีนัยสำคัญ (p≤0.05) จากขนมเข่งสูตรพื้นฐาน ขนมเข่งที่ใช้แป้งสาคูทดแทนแป้งข้าวเหนียว และขนมเข่งแป้งสาคูที่ใช้น้ำเฉาก๊วยทดแทนน้ำเปล่า ตามลำดับ ด้านคุณค่าทางโภชนาการพบว่า ปริมาณไขมัน Total Dietary Fiber และเถ้า เพิ่มขึ้น จากขนมเข่งสูตรพื้นฐาน ขนมเข่งที่ใช้แป้งสาคูทดแทนแป้งข้าวเหนียว และขนมเข่งแป้งสาคูที่ใช้น้ำเฉาก๊วยทดแทนน้ำเปล่า ตามลำดับ ผลการศึกษานี้เป็นแนวทางการส่งเสริมการใช้แป้งสาคูและน้ำเฉาก๊วยในผลิตภัณฑ์อาหารหรือขนมอื่น ๆ เป็นทางเลือกให้กลุ่มคนรักสุขภาพได้เลือกรับประทาน</p> <p> </p> จักรกฤษณ์ ทองคำ ศิวกร ตลับนาค ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยดุสิตธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-28 2025-12-28 19 3 16 30 การผลิตชิฟฟ่อนเค้กเสริมผงใบหม่อนเพื่อการถ่ายทอดความรู้สู่ชุมชน https://so01.tci-thaijo.org/index.php/journaldtc/article/view/284111 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) คัดเลือกสูตรต้นแบบของผลิตภัณฑ์ชิฟฟ่อนเค้ก 2) ศึกษาปริมาณผงใบหม่อนที่เหมาะสมในชิฟฟ่อนเค้ก 3) ศึกษาการยอมรับของผู้บริโภคที่มีต่อชิฟฟ่อนเค้กเสริมผงใบหม่อน และ 4) ถ่ายทอดกระบวนการผลิตชิฟฟ่อนเค้กเสริมผงใบหม่อนสู่ชุมชน โดยศึกษาปริมาณผงใบหม่อน 3 ระดับ ได้แก่ ร้อยละ 3, 5 และ 10 ของน้ำหนักแป้งเค้ก นำไปทดสอบทางประสาทสัมผัส โดยวางแผนการทดลองแบบสุ่มบล็อกสมบูรณ์ ใช้ผู้ทดสอบชิมจำนวน 50 คน ด้วยวิธีการให้คะแนนความชอบ 9 ระดับ (9 - Point Hedonic Scale) ด้านลักษณะปรากฏ สี กลิ่น รสชาติ เนื้อสัมผัส (ความนุ่ม) และความชอบโดยรวม วิเคราะห์หาค่าความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยด้วยวิธี Duncan’s New Multiple Range Test (DMRT) ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95</p> <p>ผลการศึกษาทางประสาทสัมผัสของชิฟฟ่อนเค้กเพื่อคัดเลือกสูตรต้นแบบ พบว่า ผู้ชิมให้คะแนนความชอบสูตรที่ 3 มากกว่าสูตรที่ 1 และสูตรที่ 2 ทุกด้านอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p ≤ 0.05) ผลการศึกษาปริมาณผงใบหม่อนในที่เหมาะสมในชิฟฟ่อนเค้ก พบว่า ผู้ชิมให้คะแนนความชอบชิฟฟ่อนเค้กสูตรเสริมผงใบหม่อนร้อยละ 10 มากกว่าสูตรที่เสริมผงใบหม่อนร้อยละ 3 และ 5 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p ≤ 0.05) โดยมีคะแนนความชอบด้านลักษณะปรากฏสี กลิ่น รสชาติ เนื้อสัมผัส และความชอบโดยรวม เท่ากับ 7.32, 7.32, 7.54, 7.46, 7.42 และ7.36 คะแนน ตามลำดับ <br />อยู่ในเกณฑ์ชอบปานกลาง ผลความพึงพอใจต่อการจัดอบรมการถ่ายทอดกระบวนการผลิตชิฟฟ่อนเค้กเสริมผงใบหม่อนสู่ชุมชน พบว่า ผู้เข้าร่วมโครงการอบรมมีความพึงพอใจโดยภาพรวมต่อการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้อยู่ใน<br />ระดับมากที่สุด โดยมีคะแนนเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />) เท่ากับ 4.65 คะแนน และคิดว่าสามารถนำชิฟฟ่อนเค้กเสริมผงใบหม่อนไปสร้างอาชีพได้</p> ไกรรัช เทศมี ดวงดี วิเชียรโหตุ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยดุสิตธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-28 2025-12-28 19 3 31 44 การพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมปังดอกอัญชันเสริมเต้าหู้ถั่วเหลือง https://so01.tci-thaijo.org/index.php/journaldtc/article/view/277951 <p>การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสูตรขนมปังดอกอัญชัน และ 2) ศึกษาปริมาณเต้าหู้ถั่วเหลืองที่เหมาะสมในผลิตภัณฑ์ขนมปังดอกอัญชัน โดยวางแผนการทดลองแบบสุ่มในบล็อกสมบูรณ์ (Randomized Complete Block Design, RCBD) โดยประเมินคุณภาพทางประสาทสัมผัสในด้านลักษณะปรากฏสี กลิ่น รสชาติ เนื้อสัมผัส และความชอบโดยรวม ด้วยวิธีการชิมแบบให้คะแนนความชอบ 9 ระดับ (9 - Point Hedonic Scale) โดยใช้ผู้ชิมจำนวน <br />50 คน ได้แก่ อาจารย์ นักศึกษา และบุคลากร คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล<br />พระนคร นำข้อมูลมาหาค่าเฉลี่ย ( ) วิเคราะห์ความแปรปรวน (Analysis of Variance, ANOVA) และเปรียบเทียบ<br />ความแตกต่างทางสถิติ (Least Significant Difference, LSD) </p> <p> ผลการศึกษาสูตรพื้นฐานผลิตภัณฑ์ขนมปัง 3 สูตร พบว่า ผู้ชิมมีการยอมรับขนมปังสูตรที่ 2 มากที่สุด โดยมีคะแนนความชอบโดยรวม ลักษณะปรากฏ สี กลิ่น รสชาติ เนื้อสัมผัส ของขนมปังอยู่ในระดับชอบมาก ผลการศึกษาปริมาณน้ำดอกอัญชันที่เหมาะสมผลิตภัณฑ์ขนมปัง 4 ระดับ ได้แก่ ร้อยละ 0, 4, 6 และ 8 ของน้ำหนักน้ำในส่วนผสมทั้งหมด พบว่า ผู้ชิมให้การยอมรับขนมปังดอกอัญชันสูตรที่ 2 ในระดับร้อยละ 4 ของน้ำหนักน้ำในส่วนผสมทั้งหมด โดยมีคะแนนความชอบโดยรวม ลักษณะปรากฏ สี กลิ่น รสชาติ เนื้อสัมผัส ของขนมปังดอกอัญชันอยู่ในระดับชอบปานกลาง ผลการศึกษาปริมาณเต้าหู้ถั่วเหลืองที่เหมาะสมในผลิตภัณฑ์ขนมปังดอกอัญชันที่ปริมาณต่างกัน 4 ระดับ คือ ร้อยละ 0, 15, 25 และ 35 ของน้ำหนักส่วนผสมทั้งหมดที่ใช้ในสูตร พบว่า ผู้ชิมให้การยอมรับขนมปังดอกอัญชันเสริมเต้าหู้ถั่วเหลืองร้อยละ 25 ของน้ำหนักส่วนผสมทั้งหมด ในด้านความชอบโดยรวม ลักษณะปรากฏ สี กลิ่น รสชาติ เนื้อสัมผัส ในระดับชอบปานกลาง โดยการเสริมเต้าหู้มีผลต่อสีของขนมปังดอกอัญชัน ทำให้ค่า L* และ b* ลดลง ค่า a* เพิ่มขึ้น เนื้อสัมผัสมีความแข็งและแน่นขึ้น มีความยืดหยุ่นและนุ่มขึ้น ขนมปังดอกอัญชันเสริมเต้าหู้ถั่วเหลือง 100 กรัม มีคาร์โบไฮเดรต 46.95 กรัม โปรตีน 11.42 กรัม ไขมัน 6.88 กรัม เถ้า 0.75 กรัม ความชื้น 34.00 กรัม และแอนโทไซยานิน 4.00 กรัม</p> ธิดารัตน์ สิงหบุญพงศ์ ชญาภัทร์ กี่อาริโย เชาวลิต อุปฐาก น้อมจิตต์ สุธีบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยดุสิตธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-28 2025-12-28 19 3 45 59 การศึกษาสีย้อมธรรมชาติและผลิตภัณฑ์ผ้าทอเพื่อการถ่ายทอดความรู้และการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างยั่งยืน กรณีศึกษากลุ่มทอผ้าบ้านคลองบนใต้ อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/journaldtc/article/view/282614 <p>กลุ่มทอผ้าบ้านคลองบนใต้ อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ มีความต้องการสีย้อมผ้าและผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนเอกลักษณ์ท้องถิ่น โดยเฉพาะโทนสีม่วงที่สามารถสกัดได้จากพืชในพื้นที่ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพืชในท้องถิ่นที่สามารถทำสีย้อมธรรมชาติเป็นสีม่วงที่ติดผ้าฝ้ายได้คงทนเพื่อทดแทนสีย้อมเคมี 2) ออกแบบผลิตภัณฑ์กระเป๋าผ้าทอจากสีย้อมธรรมชาติ และ 3) ถ่ายทอดความรู้การย้อมผ้าสีย้อมธรรมชาติกับชุมชน ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ทดลองย้อมผ้าฝ้ายด้วยใบสัก ฝาง และอัญชัน ร่วมกับสารส้มและน้ำปูนใส ภายใต้การออกแบบการทดลอง Factorial Design 3×2 วิเคราะห์ค่าพารามิเตอร์สี (L*, a*, b*) ด้วยเครื่อง Spectrophotometer และทดสอบความคงทนต่อการซักตามมาตรฐาน AATCC</p> <p> ผลการทดลองพบว่า ใบสักให้น้ำย้อมสีม่วงแดงชัดเจนที่สุด และเมื่อนำมาใช้ร่วมกับน้ำปูนใสมีความคงทนต่อการซักดีกว่าสารส้ม (ระดับ 3–4) และการติดสีอยู่ในระดับดี (4–5) ผ้าฝ้ายที่ได้ถูกนำไปออกแบบเป็นกระเป๋าทรงถุงและกระเป๋าของที่ระลึก ซึ่งผู้เชี่ยวชาญประเมินว่ากระเป๋าทรงถุงแบบที่ 2 และของที่ระลึกแบบที่ 3 มีความเหมาะสมสูงสุด และถูกพัฒนาต้นแบบจริง การประเมินโดยสมาชิกกลุ่มทอผ้า 30 คน แสดงความพึงพอใจในระดับมากที่สุดทั้งด้านคุณภาพ ราคา และความสวยงาม รวมทั้งการอบรมเชิงปฏิบัติการที่ช่วยเพิ่มศักยภาพการนำไปใช้จริงในชุมชน การวิจัยนี้จึงชี้ให้เห็นศักยภาพของพืชท้องถิ่นในการผลิตสีย้อมธรรมชาติสีม่วงที่มีความคงทน สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ทอผ้าที่มีเอกลักษณ์ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และสนับสนุนการพึ่งพาตนเองของกลุ่มทอผ้าอย่างยั่งยืน</p> กฤษณา เกตุคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยดุสิตธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-28 2025-12-28 19 3 60 74 การเปรียบเทียบการพยากรณ์อนุกรมเวลาจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทาง เข้ามาในประเทศไทยผ่านด่านพรมแดนสะเดา จังหวัดสงขลา https://so01.tci-thaijo.org/index.php/journaldtc/article/view/284007 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ลักษณะการเคลื่อนไหวของข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาประเทศไทยผ่านด่านพรมแดนสะเดา จังหวัดสงขลา ในแต่ละช่วงเวลาเพื่อศึกษารูปแบบแนวโน้ม ความผันแปรตามฤดูกาลและวัฏจักรของข้อมูลอนุกรมเวลา และเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพการพยากรณ์ระหว่างวิธีการปรับให้เรียบแบบเอกซ์โพเนนเชียลของโฮลต์-วินเทอร์ส และวิธีบอกซ์–เจนกินส์ การวิจัยนี้ใช้ข้อมูลจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยผ่านด่านพรมแดนสะเดา จังหวัดสงขลารายเดือนในปี พ.ศ. 2555 – 2562 จำนวน 96 เดือน ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้แบ่งข้อมูลออกเป็น 2 ส่วน คือ ชุดข้อมูลสำหรับสร้างแบบจำลองในปี พ.ศ. 2555 – 2561 และชุดข้อมูลสำหรับการทดสอบแบบจำลองในปี พ.ศ. 2562 เพื่อนำไปใช้ในการวิเคราะห์ด้วยแบบจำลองอนุกรมเวลา จำนวน 2 เทคนิค ได้แก่ วิธีการปรับให้เรียบแบบเอกซ์โพเนนเชียลของโฮลต์-วินเทอร์ส และวิธีบอกซ์–เจนกินส์ พร้อมทำ<br />การประเมินความเหมาะสมของแบบจำลองโดยใช้ค่าเฉลี่ยของเปอร์เซ็นต์ความคลาดเคลื่อนสมบูรณ์และค่ารากที่สองของความคลาดเคลื่อนกำลังสอง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าจํานวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยผ่านด่านพรมแดนสะเดา จังหวัดสงขลา ในปี พ.ศ. 2555 – 2562 ผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่าข้อมูลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเวลาผ่านไป และได้รับอิทธิพลจากปัจจัยด้านฤดูกาลอย่างมีนัยสำคัญ โดยดัชนีฤดูกาลในเดือนธันวาคมมีค่าสูงที่สุด รองลงมา ได้แก่ เดือนมิถุนายน เดือนเมษายน และเดือนมีนาคม ตามลำดับ ในขณะที่เดือนกันยายนมีค่าดัชนีฤดูกาลต่ำที่สุด รองลงมา ได้แก่ เดือนมกราคม และเดือนตุลาคม ตามลำดับและมีอิทธิพลของวัฏจักรเนื่องจากรูปแบบการเคลื่อนไหวของจำนวนนักท่องเที่ยวจะเกิดรูปแบบเพิ่มขึ้นและลดลงซ้ำในช่วงเวลาเดียวกันของทุกปี และการเปรียบเทียบประสิทธิภาพพบว่าวิธีการปรับให้เรียบแบบเอกซ์โพเนนเชียลของโฮลต์-วินเทอร์สมีประสิทธิภาพสูงกว่าวิธีบอกซ์–เจนกินส์ โดยให้ค่าเฉลี่ยของเปอร์เซ็นต์ความคลาดเคลื่อนสมบูรณ์ต่ำกว่า (ร้อยละ11.29) และค่ารากที่สองของความคลาดเคลื่อนกำลังสอง (24,609.12 คน) ต่ำกว่า ดังนั้นวิธีการปรับให้เรียบแบบเอกซ์โพเนนเชียลของโฮลต์ - วินเทอร์ส จึงมีความเหมาะสมในการคาดการณ์จํานวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทยผ่านด่านพรมแดนสะเดา จังหวัดสงขลามากกว่าวิธีบอกซ์–เจนกินส์ ทั้งนี้ การคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวด้วยแบบจำลองที่มีความแม่นยำย่อมเป็นข้อมูลสำคัญใน<br />การสนับสนุนการกำหนดนโยบายและการวางแผนด้านการท่องเที่ยว ตลอดจนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรและการพัฒนาการท่องเที่ยวในระยะยาว</p> วันดี นวนสร้อย อัมรินทร์ สันตินิยมภักดี อารีย์ เต๊ะหละ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยดุสิตธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-28 2025-12-28 19 3 75 89 การออกแบบและการพัฒนา “โมเดลผู้ประกอบการน้อย” ผ่านการศึกษาปัญหาจากผู้เรียนสู่การสร้างประสบการณ์แห่งความสำเร็จระดับเล็กในระหว่างทาง https://so01.tci-thaijo.org/index.php/journaldtc/article/view/283265 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพมีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อสำรวจและวิเคราะห์ปัญหาเชิงลึกของผู้เรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษาที่มาจากครอบครัวที่มีข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเรียนรู้ 2) เพื่อออกแบบและพัฒนา “โมเดลผู้ประกอบการน้อย” ในฐานะเส้นทางการเปลี่ยนแปลงที่สอดคล้องกับบริบทจริงของผู้เรียน กลุ่มผู้ให้ข้อมูลเป็นการเลือกแบบเจาะจง (Purposive samping) ประกอบด้วย 4 กลุ่ม ได้แก่ 1) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในโรงเรียนทวารวดี อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐมที่มีข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและสังคม จำนวน 30 คน 2) ครู และผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 20 คน <br />3) ผู้ปกครอง และชุมชนที่เกี่ยวข้อง จำนวน 5 คน และ 4) ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้มีประสบการณ์ในด้านการศึกษาและการพัฒนาอาชีพ จำนวน 3 คน เครื่องมือของการวิจัย คือ แบบการระดมความเห็นผ่านโปรแกรมแพดเลท (Padlet) และเมนทิมีเทอร์ (Mentimeter) และแบบบันทึกภาคสนาม (Field notes) การเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นการสังเกต การสัมภาษณ์เชิงลึก <br />การสนทนากลุ่ม และเวทีสาธารณะ ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัญหาและข้อจำกัดของผู้เรียนที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจนและประสบความเหลื่อมล้ำทางสังคม ได้แก่ ปัญหาด้านการเงิน ปัญหาครอบครัว ปัญหาสุขภาพกาย และปัญหาสุขภาพจิต รวมทั้งทักษะการอ่านออกเขียนได้และพฤติกรรมการเรียนรู้ที่ไม่สอดคล้องกับชีวิตจริง และ 2) การออกแบบ “โมเดลผู้ประกอบการน้อย” ประกอบด้วย 3 เส้นทาง ได้แก่ 2.1) การสร้างเส้นทางของการมีรายได้เป็นการสร้างรายได้ระหว่างเรียน (Income Path) 2.2) การสร้างเส้นทางชีวิตเป็นการแนะแนวและออกแบบเส้นทางชีวิต (Life Path) และ 2.3) การสร้างเส้นทางของการมีชีวิตที่ดีเป็นการพัฒนาสุขภาพกายและจิตใจ (Well-being Path) ด้วยการใช้กลยุทธ์การเรียนรู้แบบบูรณาการในการส่งเสริมสมรรถนะและความภาคภูมิใจในตนเองและโมเดลผู้ประกอบการน้อยสามารถทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อม “ปัญหา” ของผู้เรียนไปสู่ “โอกาส” ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีและอาชีพอย่างยั่งยืน</p> สุทธินันท์ รัตนโชติถาวร วรรณดี สุทธินรากร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยดุสิตธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-28 2025-12-28 19 3 90 100 การศึกษาผลการใช้แนวคิดการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ร่วมกับการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านแบบกระตือรือร้น (Active Reading) เพื่อพัฒนาสมรรถนะการจัด การเรียนรู้ของครูในการส่งเสริมการอ่านรู้เรื่องของนักเรียนระดับประถมศึกษาจังหวัดลำปาง https://so01.tci-thaijo.org/index.php/journaldtc/article/view/283181 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูผู้สอนระดับประถมศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็ก จังหวัดลำปาง ในการประยุกต์ใช้แนวคิดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ร่วมกับแบบฝึกทักษะการอ่านแบบกระตือรือร้น (Active Reading) และเพื่อศึกษาผลการใช้แนวคิดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ร่วมกับแบบฝึกทักษะการอ่านแบบกระตือรือร้น (Active Reading) ที่มีต่อความสามารถในการอ่านของนักเรียนระดับประถมศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็กจังหวัดลำปาง ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ ครูผู้สอนรายวิชาภาษาไทยระดับประถมศึกษา โรงเรียนขนาดเล็กในจังหวัดลำปาง จำนวน 115 คน ได้มาโดยการเลือกแบบอาสาสมัคร และนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 1-6 จำนวน 1,342 คน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง โดยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบฝึกทักษะการอ่านแบบกระตือรือร้น ตามแนวทางการประเมินของ PISA แบบประเมินสมรรถนะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูผู้สอน และแบบประเมินความสามารถด้านการอ่านของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ครูผู้สอนมีสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกอยู่ในระดับดีมาก ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.48 โดยพิจารณาเป็น 3 ด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับดีเยี่ยม ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.52 ส่วนด้านออกแบบการเรียนรู้และด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ อยู่ในระดับดีมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.48 และ 4.38 ตามลำดับ และความสามารถการอ่านของนักเรียนโดยการใช้แนวคิดการเรียนรู้เชิงรุกร่วมกับแบบฝึกทักษะ<br />การอ่านแบบกระตือรือร้น มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 14.66 อยู่ในระดับดี คิดเป็นร้อยละ 73.30 ซึ่งนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีคะแนนเฉลี่ยด้านการอ่านรู้เรื่องสูงที่สุด คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 19.29 คิดเป็นร้อยละ 95.10 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีคะแนนเฉลี่ยด้านการอ่านรู้เรื่องน้อยที่สุด คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 13.24 คิดเป็นร้อยละ 66.20</p> ณัฐชยา ปันทกา เบญจมาศ พุทธิมา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยดุสิตธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-28 2025-12-28 19 3 101 114 แนวทางการพัฒนาหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาสาขาวิชาชีพครูสำหรับครูอาชีวศึกษา: จากการวิเคราะห์ความต้องการและมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/journaldtc/article/view/283307 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาหลักสูตรระดับมหาบัณฑิตสำหรับครูอาชีวศึกษาเป็นการวิจัยเชิงพรรณนา แบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การสำรวจความต้องการศึกษาต่อ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูและบุคลากรในสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั้งรัฐและเอกชน ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 123 แห่ง จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 330 คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ความถี่ และร้อยละ ระยะที่ 2 การหาแนวทางในการพัฒนาหลักสูตร โดยการสนทนากลุ่มย่อยจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 7 ท่าน เครื่องมือที่ใช้คือแนวคำถาม และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า มีความต้องการในการศึกษาต่อระดับปริญญาโท ร้อยละ 52.12 และมีความต้องการใบประกอบวิชาชีพครูร้อยละ 69.10 โดยช่วงเวลาที่ส่วนใหญ่สะดวกในการเรียนคือช่วงนอกเวลาราชการ ร้อยละ 71.51 โดยปัจจัยในการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อ 3 อันดับแรก ได้แก่ 1) คุณวุฒิทางการศึกษา 2) การนำไปเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานหรือการประกอบอาชีพ 3) เนื้อหารายวิชาที่สามารถนำไปใช้ได้จริง และความสะดวกในการเข้าเรียนซึ่งแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรระดับมหาบัณฑิตสำหรับครูอาชีวศึกษาที่สอนสายอาชีพ ควรกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ที่มุ่งการพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะทางอาชีวศึกษาเชิงบูรณาการโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่หลากหลายและสร้างสรรค์ การพัฒนาองค์ความรู้หรือเลือกใช้องค์ความรู้ทางด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ทางอาชีวศึกษา และการปฏิบัติตนอย่างมีคุณธรรม จริยธรรมตามหลักจรรยาบรรณวิชาการและวิชาชีพทางอาชีวศึกษา และมีประเด็นสำคัญเพิ่มเติม 3 ประเด็น ได้แก่ 1) แนวโน้มของการอาชีวศึกษาที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลก 2) จุดเน้นของหลักสูตร และ3) แผนการศึกษาของหลักสูตร</p> อนุชัย รามวรังกูร ถวิกา เมฆอัคฆกรณ์ นลินรัตน์ รักกุศล เรวดี ดาบทอง สถิดาพร คำสด สุธนิต เวชโช อุทุมพร อินทจักร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยดุสิตธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-29 2025-12-29 19 3 115 128 การวิเคราะห์ประสิทธิภาพการดำเนินงานโดยใช้แผนผังกระแสคุณค่าเพื่อการจัดการ ห่วงโซ่อุปทานสับปะรดเพื่อการส่งออกจากประเทศไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน https://so01.tci-thaijo.org/index.php/journaldtc/article/view/284483 <p>ระบบห่วงโซ่อุปทานสับปะรดเพื่อส่งออกจากประเทศไทยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนถือเป็นผลิตภัณฑ์ทางเกษตรที่มีความสำคัญเกี่ยวกับการส่งออกสินค้าเกษตรของไทย ทั้งนี้การบริหารจัดการในระบบห่วงโซ่อุปทานยังมีปัญหาอันเนื่องมาจาก การบริหารจัดการเฉพาะปลายน้ำ การให้ความสำคัญด้านการบริหารจัดการต้นน้ำที่ไม่เพียงพอ เช่น การสรรหาเกษตรกรที่ได้มาตรฐาน การตกลงและการคัดขนาดของสับปะรด การลดการสูญเสียของการช้ำที่เกิดจากการเดินทาง ทั้งนี้วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้คือ การวิเคราะห์ระบบห่วงโซ่อุปทานสับปะรดเพื่อส่งออกจากเชียงราย ประเทศไทยไปยังคุนหมิง สาธารณรัฐประชาชนจีนโดยเส้นทาง R3A โดยมีการประยุกต์ใช้แผนผังสายธารคุณค่า (Value Stream Mapping: VSM) เพื่อทำการวิเคราะห์กิจกรรมที่เกิดขึ้นทั้งระบบห่วงห่วงโซ่อุปทาน โดยการเก็บข้อมูลเชิงลึกจากการสัมภาษณ์และเก็บข้อมูลจากหน้างานจริง เริ่มตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ เริ่มจาก เกษตรกร โรงงานตัดแต่งผู้ให้บริการขนส่ง ด่านศุลกากรในประเทศไทย และผู้จัดหาจากประเทศจีน ซึ่งเป็นระบบโซ่อุปทานที่ในประเทศไทย และจากผลการศึกษาพบว่าทั้งระบบห่วงโซ่อุปทานการส่งออกสับปะรดไปยังประเทศจีนมีทั้งหมด 38 กิจกรรม ซึ่งแบ่งออกได้เป็น กิจกรรมที่ไม่เพิ่มมูลค่า (NVA) ทั้งสิ้น 5 กิจกรรม คิดเป็นร้อยละ 10.70 กิจกรรมที่จำเป็นแต่ไม่เพิ่มมูลค่า (NNVA) มี 25 กิจกรรมคิดเป็น ร้อยละ 82.12 และกิจกรรมที่เพิ่มมูลค่า (VA) มี 8 กิจกรรมคิดเป็นร้อยละ 7.18 ทั้งนี้ กิจกรรมที่สามารถปรับลดหรือลดเวลาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพได้แก่ ผู้จัดหารอคอยการตอบรับจากทางโรงงาน 1,440 นาที หรือ<br />การรอคอยรถบรรทุกรับสับปะรดที่สวน 60 นาที โดยการบริหารจัดการเวลา มีการคุยกันเพื่อตกลงเวลาและคุณภาพที่แน่นอน มีการร่วมมือกันระหว่างเกษตรกร โรงงานและผู้จัดหาเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด โดยมีการประยุกต์แนวคิดการผลิตแบบลีนในการร่วมมือของทั้งห่วงโซ่อุปทานจะสามารถยกระดับประสิทธิภาพและความยั่งยืนของการส่งออกผลไม้ไทยไปยังประเทศจีนได้อย่างมีนัยสำคัญ</p> สุนิดา ธิว่อง ทศพร อารีราษฏร์ กฤช สิทธิวางค์กูล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยดุสิตธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-29 2025-12-29 19 3 129 143 ทักษะทางปัญญาสำหรับบุคลากรด้านอุตสาหกรรมบริการในยุคโลกพลิกผัน https://so01.tci-thaijo.org/index.php/journaldtc/article/view/282929 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา หน้าที่บริหารจัดการสมอง ความคิดสร้างสรรค์ และการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน ของบุคลากรในอุตสาหกรรมบริการในยุคโลกพลิกผัน ซึ่งเป็นยุคที่สังคมและเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา และมีความไม่แน่นอนว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด การที่อุตสาหกรรมบริการจะดำเนินการสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลจนสามารถสร้างความพึงพอใจ การกลับมาใช้ซ้ำของลูกค้า และส่งผลให้ธุรกิจในอุตสาหกรรมบริการนั้นมีการเจริญเติบโตในยุคโลกพลิกผันนั้นจำเป็นต้องใช้บุคลากรที่มีทักษะทางปัญญาที่ดี ทักษะทางปัญญาที่มีความสำคัญในยุคโลกพลิกผัน ประกอบด้วย 1) หน้าที่บริหารจัดการสมอง คือ การมีพฤติกรรมที่ทำงาน ต่าง ๆ เพื่อบรรลุเป้าหมาย 2) ความคิดสร้างสรรค์ คือ ความสามารถในการคิดริเริ่ม คิดอย่างกว้างไกล คิดกว้างอย่างหลายทิศทาง และคิดโดยเชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ เพื่อสร้างสิ่งใหม่ ๆ และ 3) การแก้ปัญหาที่ซับซ้อน คือ ความสามารถในการแก้ปัญหาที่ไม่สามารถรู้ถึงอุปสรรคปัญหาต่าง ๆ ระหว่างทางได้ และอุปสรรคนั้น ๆ สามารถเปลี่ยนแปลงไป<br />ตามกาลเวลาที่เปลี่ยนไปได้ และมีวิธีการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้หลายวิธีการ บทความนี้ได้นำเสนอ ความหมาย ความสำคัญของทักษะทางปัญญา ตัวอย่างบทบาทหน้าที่ต่าง ๆ ที่บุคลากรในอุตสาหกรรมบริการจำเป็นต้องใช้ทักษะ<br />ทางปัญญาดังกล่าวรวมถึงแนวทางการประยุกต์ใช้วิธีการต่าง ๆ ในการพัฒนาทักษะทางปัญญาของบุคลากร เพื่อเป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรมบริการ</p> อนุรักษ์ ทองขาว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยดุสิตธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-29 2025-12-29 19 3 144 153 โรงอาหารในฐานะพื้นที่เรียนรู้ทางสังคมของนักเรียน: มิติใหม่ของการพัฒนาในโรงเรียน https://so01.tci-thaijo.org/index.php/journaldtc/article/view/281799 <p>บทความวิชาการนี้มุ่งนำเสนอแนวคิดการพัฒนาโรงอาหารของโรงเรียนให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ทางสังคมที่ส่งเสริมการเรียนรู้แบบมีความหมายและหล่อหลอมคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ผ่านกิจกรรมในชีวิตประจำวัน บนพื้นฐานแนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม ทักษะชีวิต หลักสูตรซ่อนเร้น และสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ โดยเสนอให้โรงอาหารทำหน้าที่เป็นบริบทของหลักสูตรซ่อนเร้นที่สะท้อนผ่านกิจวัตรของนักเรียน เช่น การต่อแถว การสื่อสาร การเจรจา และการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพความแตกต่าง บทความได้นำเสนอกิจกรรมและแนวปฏิบัติที่ดี<br />จาก 4 โรงเรียนในประเทศไทย พร้อมข้อเสนอเชิงปฏิบัติ ข้อเสนอเชิงระบบ และข้อจำกัดในการดำเนินงาน ข้อค้นพบสำคัญคือการพัฒนาโรงอาหารให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ทางสังคมที่ยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยการออกแบบเชิงระบบที่เชื่อมโยงนโยบายโรงเรียน สภาพแวดล้อม บทบาทบุคลากร และกิจกรรมที่สัมพันธ์กับบริบทชีวิตจริงของผู้เรียน เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตและคุณลักษณะอันพึงประสงค์อย่างรอบด้านในบริบทที่สามารถประยุกต์ใช้ได้จริง</p> ณัฐนิชา สุโพธิ์ ยาตรา จำปาเฟื่อง นิกูล ชุ่มมั่น สรัญญา ปัญญะสุทธิ์ ชุติมา ตลอดไธสง อิสรีย์ มหาขันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยดุสิตธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-29 2025-12-29 19 3 154 168 แรงจูงใจในการเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาและการจัดการแข่งขันกีฬากับมูลค่าเพิ่มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงกีฬาในงานวิ่งมาราธอน บางแสน 42 ชลบุรี มาราธอน https://so01.tci-thaijo.org/index.php/journaldtc/article/view/284264 <p>บทความทางวิชาการนี้ มุ่งศึกษาถึงแนวทางการจัดการแข่งขันกีฬากับมูลค่าเพิ่มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงกีฬาในงานวิ่งมาราธอน บางแสน 42 ชลบุรี มาราธอน โดยการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องมาทำการศึกษาวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของแรงจูงใจในการเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาและการจัดการแข่งขันกีฬากับมูลค่าเพิ่มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา แรงจูงใจในการเข้าร่วมการแข่งขันกีฬา แบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ 1) แรงจูงใจภายใน เกิดจากแรงขับเคลื่อนภายในจิตใจ 2) แรงจูงในภายนอก มาจากการได้รับรางวัล ชื่อเสียง หรือตำแหน่ง และ 3) แรงจูงใจด้านสังคม เกิดจากเพื่อน สังคม และชุมชน การสร้างแรงจูงใจที่ส่งผลต่อการพัฒนาศักยภาพนักกีฬา และนำไปสู่มูลค่าเพิ่มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา มี 3 ประเภทหลัก คือ 1) การเติบโตของตลาดการสร้างและขยายโอกาสทางธุรกิจในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา 2) การสร้างชุมชน การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและความร่วมมือในชุมชนเพื่อเป้าหมายความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และ 3) การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา การสร้างงาน สร้างรายได้ และสนับสนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงกีฬาในพื้นที่จัดกิจกรรม การจัดการแข่งขันกีฬาที่เหมาะสม ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อมูลค่าเพิ่มของการท่องเที่ยวเชิงกีฬา เกิดห่วงโซ่คุณค่าการท่องเที่ยว มีองค์ประกอบสำคัญ 4 ด้าน คือ 1) การวางแผนการจัดการแข่งขัน การกำหนดนโยบายและแผนงาน 2) การจัดการองค์กร จัดสรรบุคลากรและทีมงานให้เพียงพอ 3) การเป็นผู้นำ <br />มีความสามารถในการชี้นำ สร้างแรงบันดาลใจกับทีมงานบรรลุเป้าหมาย และ 4) การควบคุม การวิเคราะห์และประเมินผลในการจัดการแข่งขันกีฬา ดังนั้นการจัดการแข่งขันกีฬาอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างแรงจูงใจให้มีนักวิ่งเข้าร่วมแข่งขันงานเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้เกิดห่วงโซ่คุณค่าการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจในพื้นที่และนำไปสู่การกำหนดแนวทางการจัดการแข่งขันงานวิ่งมาราธอนบางแสน 42 ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา</p> อิสริยา ศรีกลัด ธนริศย์ ธนัยอุดมพัฒน์ นลินีวรรณ ประพันธา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาลัยดุสิตธานี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-29 2025-12-29 19 3 169 182