วารสารบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม https://so01.tci-thaijo.org/index.php/journalgrdcru <p data-start="148" data-end="670"> วารสารบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม เป็นวารสารวิชาการที่มุ่งมั่นในการเผยแพร่ผลงานวิจัยและบทความวิชาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยในปัจจุบันได้ดำเนินการเข้าสู่ปีที่ 20 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม–ธันวาคม 2568) วารสารเล่มนี้ได้รับการจดทะเบียนเลขมาตรฐานสากลประจำวารสารอิเล็กทรอนิกส์ <strong data-start="437" data-end="463">Online ISSN: 2985-1388</strong> และได้รับการยอมรับให้อยู่ในกลุ่มที่ 2 ของฐานข้อมูลศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) ในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ซึ่งสะท้อนถึงคุณภาพและมาตรฐานที่สอดคล้องกับเกณฑ์การประเมินวารสารวิชาการไทยอย่างครบถ้วน</p> <p data-start="672" data-end="1375"> กองบรรณาธิการของวารสารประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่ผ่านการคัดเลือกตามหลักเกณฑ์ของ TCI โดยมีสัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกมากกว่าภายใน เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือทางวิชาการ นอกจากนี้ วารสารยังใช้กระบวนการพิจารณาบทความแบบ Double-blind Peer Review ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลในการประเมินผลงาน ผู้เขียนและผู้ประเมินจะไม่ทราบชื่อและสถานภาพของกันและกัน เพื่อป้องกันอคติที่อาจเกิดขึ้น ทั้งนี้ ผู้ประเมินบทความจะต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสม ได้แก่ การดำรงตำแหน่งทางวิชาการหรือสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขา และมีผลงานวิจัยที่ต่อเนื่อง โดยแต่ละบทความต้องผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อยสามท่าน เพื่อรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ และคุณภาพทางวิชาการของบทความที่ได้รับการตีพิมพ์</p> th-TH piyaporn.ta@chandra.ac.th (Assoc. Prof. Dr.Piyaporn Thacheen) nataya.m@chandra.ac.th (Nataya Mamungkon) Tue, 30 Jun 2026 22:40:40 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาด้วยแนวคิด LMPLo เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในช่วงฟื้นตัวทางการศึกษาของโรงเรียนชุมชนบ้านหนองแวงน้อย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/journalgrdcru/article/view/282790 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาด้วยแนวคิด LMPLo เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในช่วงฟื้นตัวทางการศึกษาของโรงเรียนชุมชนบ้านหนองแวงน้อย มีขั้นตอนดังนี้ (1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน และองค์ประกอบของรูปแบบการบริหารสถานศึกษา ของการจัดการศึกษาในช่วงฟื้นตัวทางการศึกษา แบ่งเป็น 2 ขั้นตอน 1.1) การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และการสนทนากลุ่มจากผู้มีส่วนได้เสียทางการศึกษา จำนวน 13 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูล เป็นข้อคำถามในการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการสังเคราะห์การสนทนากลุ่ม 1.2) การศึกษาองค์ประกอบของรูปแบบการบริหารสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถามมาตราส่วน 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่น 0.82 - 0.93 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน และการวิเคราะห์โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ (2) สร้างและตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบ โดยการสัมมนาอิงผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 8 คน โดยเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือเป็นแบบตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน (3) ศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบ จากประชากรทั้งหมด ครูจำนวน 14 คน และนักเรียน จำนวน 122 คน ในปีการศึกษา 2566 เครื่องมือที่ใช้ เป็นแบบบันทึกคะแนน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน (4) ประเมินและปรับปรุงรูปแบบ จาก ครู จำนวน 14 คน และกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 8 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา และค่าสถิติพื้นฐาน</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า (1) คุณภาพผู้เรียนระดับปฐมวัย และการวัดประเมินผล ทั้ง 4 ด้าน จำเป็นต้องวัดประเมินผลตามสภาพจริงในช่วงสถานการณ์ดังกล่าว การจัดทำโครงการและกิจกรรมพัฒนา ควรจัดประสบการณ์ผ่านการเรียนรู้เชิงรุก ในระดับประถมศึกษาควรยกระดับผลสัมฤทธิ์ให้ดียิ่งขึ้นในทุกระดับชั้น และแนวคิด LMPLo มี 4 ด้าน ดังนี้ 1) ภาวะผู้นำ (Leadership: L) 2) การบริหารสถานศึกษา (Management: M) 3) การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา(Participation: P) และ(4) องค์การแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization: Lo) (2) ผลการสร้างรูปแบบการบริหารสถานศึกษาด้วยแนวคิด LMPLo มีองค์ประกอบ 5 ส่วน ดังนี้ 1) หลักการ เป็นพฤติกรรมการบริหารที่สร้างความมั่นคงในสถานศึกษา 2) วัตถุประสงค์ เป็นการสร้างศักยภาพของผู้บริหารทั้งในด้านวิชาการ และการกำหนดทิศทางที่ชัดเจน 3) เนื้อหา เป็นบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในช่วงฟื้นตัวทางการศึกษา 4) วิธีดำเนินการ เป็นยุทธศาสตร์และกลยุทธ์ ที่พัฒนาคุณภาพผู้เรียนในช่วงฟื้นตัวทางการศึกษา 5) กลไก เป็นการทำงานร่วมกันของแนวคิด LMPLo และ 6) การวัดและประเมินผล เป็นปัจจัยนำเข้า กระบวนการ และผลผลิตที่เชื่อมโยงกันเพื่อขับเคลื่อนการบริหารอย่างเป็นระบบ และผลการตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบมีความเหมาะสมคิดเป็นร้อยละ 100 3) ผลการทดลองใช้รูปแบบ พบว่า 1) ระดับชั้นปฐมวัยมีพัฒนาการที่สูงขึ้น 2) ระดับประถมศึกษาปีที่ 1-6 มี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น 3) ผลการประเมิน RT มีค่าเฉลี่ยมากกว่าระดับเขตพื้นที่การศึกษาและระดับประเทศ ผลการทดสอบ NT มีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น และผลการทดสอบ O-NET มีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น และสูงกว่าระดับเขตพื้นที่การศึกษา 4) ผลการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน มีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 5) ผลการประเมินสมรรถนะสำคัญ มีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 6) ผลการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ มีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 7) นักเรียนได้รับรางวัลในระดับเขตพื้นที่การศึกษา 8) ครูได้รับรางวัลในระดับเขตพื้นที่การศึกษาและระดับประเทศ 9) ชุมชนได้รับรางวัลระดับในระดับเขตพื้นที่การศึกษา และ 10) โรงเรียนได้รับรางวัลในระดับเขตพื้นที่การศึกษาและระดับประเทศ และ 4) ผลการประเมินและปรับปรุงรูปแบบ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ย 4.71 ส่วนรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้านได้แก่ ด้านความเป็นไปได้ ด้านความถูกต้อง ครอบคลุม ด้านความ และด้านความเป็นประโยชน์ โดยมีค่าเฉลี่ย 4.80, 4.72, 4.68 และ4.64 ตามลำดับ</p> สุริยัน ทรัพย์ผล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/journalgrdcru/article/view/282790 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำเชิงรุกของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/journalgrdcru/article/view/277454 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงรุกของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 ตามการรับรู้ของครู จําแนกตามวุฒิการศึกษา อายุ ตำแหน่ง และขนาดสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ ครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 จำนวน 301 คน ในปี 2567 กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง โดยเปิดตารางสำเร็จรูปโคเฮน และใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.988 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลวิจัย คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว และเปรียบเทียบความแตกต่างเป็นรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) ภาวะผู้นำเชิงรุกของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก (2) การเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงรุกของผู้บริหารสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู พบว่า ครูที่มีวุฒิการศึกษาต่างกันมีการรับรู้ต่อภาวะผู้นำเชิงรุกของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านการรู้จักตนเอง แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ครูที่อายุและตำแหน่งต่างกันมีการรับรู้ต่อภาวะผู้นำเชิงรุกของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน และครูที่ในสถานศึกษาที่มีขนาดต่างกัน มีการรับรู้ต่อภาวะผู้นำเชิงรุกของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อเปรียบเทียบรายคู่สถานศึกษาขนาดเล็กมีการรับรู้ต่อภาวะผู้นำเชิงรุกโดยรวมแตกต่างกับขนาดกลาง ส่วนรายคู่อื่นไม่พบความแตกต่าง</p> ดวงกมล ฟองสินธุ์, วิสุทธิ์ วิจิตรพัชราภรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/journalgrdcru/article/view/277454 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาชุดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้รายวิชา การสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์โดยใช้กระบวนการหลักธรรมอิทธิบาท สำหรับนักศึกษาสาขาวิชานาฏศิลป์ศึกษา วิทยาลัยนาฏศิลปนครศรีธรรมราช https://so01.tci-thaijo.org/index.php/journalgrdcru/article/view/277346 <p> การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้รายวิชา การสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์ โดยใช้กระบวนการหลักธรรมอิทธิบาท สำหรับนักศึกษาสาขาวิชานาฏศิลป์ศึกษา วิทยาลัยนาฏศิลปนครศรีธรรมราช (2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาสาขาวิชานาฏศิลป์ศึกษา วิทยาลัยนาฏศิลปนครศรีธรรมราช หลังใช้ชุดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้รายวิชา การสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์ โดยใช้กระบวนการหลักธรรมอิทธิบาท และ (3) เพื่อประเมินระดับคุณภาพงานสร้างสรรค์ด้านนาฏศิลป์ ของนักศึกษาสาขาวิชานาฏศิลป์ศึกษา วิทยาลัยนาฏศิลปนครศรีธรรมราช หลังใช้ชุดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้รายวิชา การสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์ โดยใช้กระบวนการหลักธรรมอิทธิบาท มีกลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาปริญญาตรีชั้นปีที่ 3 หลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขานาฏศิลป์ศึกษา วิทยาลัยนาฏศิลปนครศรีธรรมราช จำนวน 25 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ดำเนินการวิจัย แบ่งเป็น 2 ประเภทด้วยกัน คือ (1) เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลในงานวิจัย และ (2) เครื่องมือที่ใช้กับกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัย มีสถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความยากง่าย ค่าอำนาจจำแนก ค่าความเชื่อมั่น และค่า t-test แบบ Dependent sample</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) ผลการพัฒนาชุดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้รายวิชา การสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์ โดยใช้กระบวนการหลักธรรมอิทธิบาท มีระดับคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก ( = 4.56, S.D. = 0.26) (2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยหลังเรียน ( = 31.00, S.D. = 4.56) สูงกว่าก่อนเรียน ( = 17.60, S.D. = 5.31) และ (3) ผลการประเมินระดับคุณภาพงานสร้างสรรค์ด้านนาฏศิลป์ ของนักศึกษาสาขาวิชานาฏศิลป์ศึกษาอยู่ในเกณฑ์ระดับดีมาก ( = 3.77, S.D. = 0.11)</p> อัครวัฒน์ รัตติ, ชมนาด กิจขันธ์, พระเมธีวัชบัณฑิต (หรรษา ธมฺมหาโส) ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/journalgrdcru/article/view/277346 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยด้านภาวะผู้นำของผู้บริหารและบรรยากาศองค์กรที่มีอิทธิพลต่อผลการปฏิบัติงานของพนักงานที่ปฏิบัติงานในภาคธุรกิจโรงแรมเขตจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/journalgrdcru/article/view/281231 <p><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"><span dir="auto" style="vertical-align: inherit;"> การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงปริมาณตามลำดับ (1) เพื่อศึกษาระดับของภาวะผู้นำขององค์กรและผลการรักษาของพนักงานกลุ่มตัวอย่างคือพนักงานระดับ 3 ถึง 5 ดาวจำนวน 534 คนโดยศูนย์ตัวอย่างตัวอย่างชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) การจัดเก็บรวมข้อมูลสารสนเทศส่วนหน้า มาตราส่วนค่าการวัด Rating Scale ประสิทธิภาพของทั้งฉบับเท่ากับ 0.912 ตรวจสอบข้อมูลที่สำคัญโปรแกรมทางสถิติ สถิติเป็นส่วนสำคัญของข้อมูลในส่วนสหสัมพันธ์ของสันและวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณผลการวิจัยพบว่า (1) ภาวะของผู้บริหารระดับสูงและผลการวิจัยของพนักงาน การดำเนินการมากในการดำเนินการและรายด้านเมื่อพิจารณารายข้อที่สามารถตรวจสอบได้มาก (2) ภาวะของผู้บริหารและบรรยากาศมีผลการวิจัยที่มีความสำคัญ (r) อยู่ที่ 0.55 ถึง 0.68 และ (3) ภาวะผู้นำและบรรยากาศองค์กร ประวัติผลของพนักงาน ความถี่ปานกลาง (β = 0.42) สามารถคาดการณ์ได้ตามความต้องการ 52 (R² = 0.52) เป็นสถิติทางสถิติ (F = 96.87, p &lt; 0.01) ผลการวิจัยสามารถนำมาใช้เป็นผู้บริหารระดับสูงของผู้นำในบรรยากาศองค์กรเพื่อรวบรวมข้อมูลของพนักงานในธุรกิจโรงแรม</span></span></p> ศุภาสิณีย์ กาญจนโรจน์, เรวิตา สายสุด, รัชตา กาญจนโรจน์, ฐกร กิจอานันท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/journalgrdcru/article/view/281231 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจของผู้ใช้บริการร้านมูลนิธิพระดาบส ในโรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ สมุทรปราการ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/journalgrdcru/article/view/282454 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคลด้านเศรษฐกิจและสังคมของผู้ใช้บริการร้านมูลนิธิพระดาบส (2) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้บริการของผู้ใช้บริการร้านมูลนิธิพระดาบส (3) เพื่อศึกษา<br />ความพึงพอใจของผู้ใช้บริการต่อการให้บริการในร้านมูลนิธิพระดาบส และ (4) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคลด้านเศรษฐกิจและสังคม และพฤติกรรมการใช้บริการกับความพึงพอใจของผู้ใช้บริการในร้านมูลนิธิพระดาบส กลุ่มตัวอย่างสำหรับงานวิจัย คือ กลุ่มผู้ใช้บริการร้านมูลนิธิพระดาบสในโรงพยาบาลรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร์ สมุทรปราการ จำนวน 398 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ผู้ใช้บริการร้านมูลนิธิพระดาบส ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 19 – 38 ปี มีรายได้อยู่ระหว่าง 9,000 – 28,000 บาท/เดือน เป็นบุคลากรในโรงพยาบาล ช่วงเวลาที่ใช้บริการร้านจะอยู่ในช่วงเวลาเร่งรีบ ผู้ใช้บริการมีความพึงพอใจในส่วนประสมทางการตลาดโดยรวมและอยู่ในระดับมาก อายุ รายได้ และ สถานภาพ ค่าใช้จ่ายในการซื้อแต่ละครั้ง และความถี่ในการเข้าใช้บริการ มีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจในส่วนประสมทางการตลาดด้านราคา และด้านบุคลากรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> จิตติมา คณารักสมบัติ, เมตตา เร่งขวนขวาย, พัฒนา สุขประเสริฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/journalgrdcru/article/view/282454 Wed, 01 Jul 2026 00:00:00 +0700 การส่งเสริมการผลิตและการตลาดทุเรียนของเกษตรกรอำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง https://so01.tci-thaijo.org/index.php/journalgrdcru/article/view/281303 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) สภาพพื้นฐานทางสังคมและเศรษฐกิจของเกษตรกร (2) การรับรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับการผลิตและการตลาดทุเรียน (3) ต้นทุนและผลตอบแทนในการผลิตทุเรียน (4) ความต้องการการส่งเสริมการผลิตและการตลาดทุเรียน และ (5) ปัญหาและข้อเสนอแนะ ประชากรในการวิจัย คือ เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานเกษตรอำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง ปี 2565 จำนวน 712 ราย กลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของ ทาโร ยามาเน ที่ความคลาดเคลื่อน 0.07 ได้จำนวน 159 ราย การสุ่มตัวอย่างแบบพบโดยบังเอิญ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าต่ำสุด ค่าสูงสุด ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการจัดอันดับ </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ย 54.30 ปี จำนวนสมาชิกในครัวเรือนเฉลี่ย 3.20 คน ส่วนใหญ่จบการศึกษาประถมศึกษา ปลูกทุเรียนตามบรรพบุรุษ มีเอกสารสิทธิ์ของตนเอง พื้นที่ถือครองเฉลี่ย 5.40 ไร่ ส่วนใหญ่เป็นสวนเดี่ยวและปลูกทุเรียนสายพันธุ์หมอนทอง แรงงานในครัวเรือนเฉลี่ย 2.50 คน แรงงานจ้างเฉลี่ย 3.8 คน รายได้รวมภาคการเกษตรในปี 2565 เฉลี่ย 1,621,245.28 บาท/ปี รายจ่ายจากการผลิตทุเรียนเฉลี่ย 482,298.55 บาท/ปี เกษตรกรร้อยละ 84.9 มีเงินทุนของตัวเองและมีหนี้สินเฉลี่ย 1,268,987.34 บาท จาก ธ.ก.ส. (2) การรับรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับการผลิตและการตลาดทุเรียน ในระดับมากที่สุด ประเด็นด้านการกำหนดราคา (3) ต้นทุนการผลิตทุเรียนเฉลี่ย 316,504.28 บาท/ปี และผลตอบแทนการทำสวนทุเรียนเฉลี่ย 2,708,438.51 บาท/ปี (4) ภาพรวมความต้องการการส่งเสริมระดับมาก ( = 3.99) โดยการสนับสนุนปัจจัยการผลิตระดับมากที่สุด ( = 4.28) รองลงมาารส่งเสริมการเกษตรระดับมาก ( = 4.10) และความต้องการด้านการตลาดระดับมาก ( = 4.09) 5) ภาพรวมปัญหาการส่งเสริมการผลิตและการตลาดทุเรียน ระดับมาก ( = 3.49) โดยด้านน้ำและดิน ระดับมาก ( = 3.75) รองลงมาด้านการปลูกและดูแลรักษา ระดับมาก ( = 3.70) และด้านการตลาดระดับมาก ( = 3.60) ข้อเสนอแนะด้านการผลิตความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับเทคโนโลยีการผลิตมากขึ้น มีการตรวจสอบคุณภาพของผลทุเรียนที่ส่งออก และภาครัฐควรส่งเสริมการส่งออกทุเรียน รวมถึงการส่งเสริมและพัฒนา Application ที่เกี่ยวกับการผลิตและการตลาดทุเรียนที่สะดวกและเข้าถึงง่าย การวิจัยนี้สามารถศึกษาและแนะนำวิธีการจัดการสวนทุเรียน การใช้ปุ๋ยและน้ำที่เหมาะสม การป้องกันศัตรูพืช และการเก็บเกี่ยวที่ถูกต้อง เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่และคุณภาพของทุเรียนให้เป็นที่ต้องการของตลาด ตลอดจนการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้เกษตรกรมีองค์ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการผลิตทุเรียนอย่างยั่งยืน</p> การะเกด เดชกุมพล, พลสราญ สราญรมย์, เฉลิมศักดิ์ ตุ้มหิรัญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/journalgrdcru/article/view/281303 Wed, 01 Jul 2026 00:00:00 +0700