https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jsi/issue/feed วารสารวิชาการแสงอีสาน Saeng-Isan Academic Journal ISSN:3027-6152(Print), ISSN:3027-6160(Online) 2026-06-21T00:15:12+07:00 ดร.สิทธิพร เกษจ้อย piakealexander@yahoo.com Open Journal Systems <p>วารสารวิชาการแสงอีสานรับตีพิมพ์และเผยแพร่ผลงานทางวิชาการในสาขาที่เกี่ยวกับด้าน ด้านพระพุทธศานา ปรัชญา การศึกษาเชิงประยุกต์ ศึกษาศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ ศิลปะวัฒนธรรม และด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ลักษณะของบทความที่จะนำลงตีพิมพ์ ได้แก่ บทความวิจัย (Research Article) บทความวิชาการ (Academic Article) บทความปริทรรศน์ (Article Review) ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ</p> <p><strong>การพิจารณาคัดเลือกบทความ<br /></strong> บทความแต่ละบทความที่ตีพิมพ์จะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) อย่างน้อย 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ โดยการพิจารณาบทความจะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อหรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความ (Doubleblind Peer Review)</p> <p><strong>กำหนดจัดพิมพ์</strong><br />ปีละ 2 ฉบับ<br /> - ฉบับประจำเดือน มกราคม - มิถุนายน<br /> - ฉบับประจำเดือน กรกฏาคม - ธันวาคม</p> <p> </p> <p> </p> <p> </p> https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jsi/article/view/284282 สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษาในอำเภอสีดา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 2025-10-30T22:41:08+07:00 สิรินรัตน์ ธีระเมธากุล junesirinrat@gmail.com ธนาศักดิ์ ศิริปุณยนันท์ junesirinrat@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาระดับสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในอำเภอสีดา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 2) เพื่อศึกษาระดับประสิทธิผลของสถานศึกษาตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในอำเภอสีดา 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในอำเภอสีดา และ 4) เพื่อศึกษาสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในอำเภอสีดา กลุ่มตัวอย่างของการศึกษา คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้สอนครูในอำเภอสีดา จำนวน 103 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง 1.00 มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อระหว่าง 0.223 ถึง 0.775 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.958 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอสีดา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥̅ = 4.64<em>, </em>S.D. = 0.140 ) และรายด้านทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ประสิทธิผลของสถานศึกษาในอำเภอสีดา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( 𝑥̅= 4.60<em>, </em>S.D. = 0.169 ) และรายด้านมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด 3) สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษาในอำเภอสีดา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 มีความ สัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงมาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์โดยรวมเท่ากับ 0.923 และ 4) สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาที่สามารถพยากรณ์ประสิทธิผลของสถานศึกษาในอำเภอสีดา มี 4 ด้าน ได้แก่ ปัจจัยด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ (X<sub>3</sub>) ด้านการบริการที่ดี (X<sub>4</sub>) ด้านการมีวิสัยทัศน์ (X<sub>5</sub>) และด้านการบริหารการเปลี่ยนแปลง (X<sub>6</sub>) สามารถร่วมพยากรณ์ประสิทธิผลของสถานศึกษาในอำเภอสีดา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 ได้ร้อยละ 60.30 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และสามารถเขียนสมการพยากรณ์ได้ดังนี้</p> <p> สมการถดถอยสำหรับการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ</p> <p> 0.463 + 0.099(X<sub>3</sub>) + 0.183(X<sub>4</sub>) + 0.292(X<sub>5</sub>) + 0.213(X<sub>6</sub>)</p> <p> สมการถดถอยสำหรับการพยากรณ์ในรูปมาตรฐาน</p> <p> 0.154(X<sub>3</sub>) + 0.279(X<sub>4</sub>) + 0.379(X<sub>5</sub>) + 0.336(X<sub>6</sub>)</p> 2026-06-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการแสงอีสาน Saeng-Isan Academic Journal ISSN:3027-6152(Print), ISSN:3027-6160(Online) https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jsi/article/view/284646 ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 2025-12-07T21:46:58+07:00 เกศินี ประวันโต kesinee.juneii@gmail.com สุจิตรา อร่ามพงษ์พันธ์ Kesinee.juneii@gmail.com ธนาศักดิ์ ศิริปุณยนันท์ Kesinee.juneii@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 2) เพื่อศึกษาระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 และ 4) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 จำนวน 1,313 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 298 คน แบ่งเป็นผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 100 คน และครูผู้สอน จำนวน 198 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง 0.80 - 1.00 มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อระหว่าง 0.241 ถึง 0.709 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.945 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( 𝑥̅= 4.19 <em>, </em>S.D. = 0.33) 2) ประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( 𝑥̅= 4.20 <em>, </em>S.D. = 0.34) 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 โดยรวม มีความสัมพันธ์กันเชิงบวก ในระดับสูงมาก โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์โดยรวมเท่ากับ 0.903 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 4) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 มี 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการทำงานเป็นทีมและการมีส่วนร่วมเชิงนวัตกรรม (X<sub>1</sub>) ด้านการคิดอย่างสร้างสรรค์เพื่อพัฒนานวัตกรรม (X<sub>3</sub>) ด้านการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อนวัตกรรม (X<sub>5</sub>) และด้านการสร้างแรงจูงใจในการทำงาน (X<sub>6</sub>) โดยมีอำนาจพยากรณ์ร้อยละ 82.40 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> 2026-06-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการแสงอีสาน Saeng-Isan Academic Journal ISSN:3027-6152(Print), ISSN:3027-6160(Online) https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jsi/article/view/286027 องค์ประกอบทักษะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในยุคดิจิทัลของครูผู้สอนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดมหาสารคาม 2026-02-18T22:21:52+07:00 อารัมภ์ คันธี kotbanphue@gmail.com รดา ฉายผาด kotbanphue@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบทักษะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในยุคดิจิทัลของครูผู้สอนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดมหาสารคาม เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน บุคลากรทางการศึกษาอื่น และอาสาสมัครส่งเสริมการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดมหาสารคาม จำนวน 400 คน สุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา อยู่ระหว่าง 0.67 – 1.00 <br />มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม เท่ากับ 0.95 และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ โดยมีผลการวิจัย ดังนี้</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจของทักษะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในยุคดิจิทัลของครูผู้สอน พบว่า เรียงตามลำดับค่าน้ำหนักองค์ประกอบ ดังนี้ 1) ด้านการสื่อสารและการเรียนรู้ทางวิชาชีพ มีค่าน้ำหนัก อยู่ระหว่าง 0.750 - 0.985 2) ด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ มีค่าน้ำหนักอยู่ระหว่าง 0.938 - 0.958 3) ด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้เชิงรุก มีค่าน้ำหนักอยู่ระหว่าง 0.819 - 0.957 และ <br />4) ด้านการออกแบบการเรียนรู้เชิงรุก มีค่าน้ำหนักอยู่ระหว่าง 0.793 - 0.964</p> 2026-06-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการแสงอีสาน Saeng-Isan Academic Journal ISSN:3027-6152(Print), ISSN:3027-6160(Online) https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jsi/article/view/286486 ภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา ที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงาน ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่นเขต 1 2026-02-21T00:21:27+07:00 พีรวัส ศิรินานันท์ phirawas.m@hotmail.com อำนาจ ชนะวงศ์ Phirawas.m@hotmail.com จิราพร วิชระโภชน์ Phirawas.m@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาระดับความสุขในการทำงานของครูในโรงเรียน 3) เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์และสมการพยากรณ์ระหว่างภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา กับความสุขในการทำงานของครู 4) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของครู ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้มาโดยเทียบตาราง Krejcie &amp; Morgan ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 303 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม โดยใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณแบบมีขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้บริหารสถานศึกษา ในพื้นที่ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 มีภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 โดยภาพรวมทั้ง 4 ด้าน อยู่ในระดับ “มาก” (<strong>x̄</strong> = 3.96) เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยเป็นรายด้าน โดยเรียงจากค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านความคิดสร้างสรรค์ (<strong>x̄</strong> = 4.00) ด้านการสื่อสาร (<strong>x̄</strong> = 3.97) ด้านวิสัยทัศน์ (<strong>x̄</strong> = 3.96) สำหรับด้านความร่วมมือ (<strong>x̄</strong> = 3.95X เป็นอันดับสุดท้าย 2) ความสุขในการทำงานของครู ในพื้นที่ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<strong>x̄</strong> = 3.97) ทั้ง 5 ด้าน โดยเรียงจากค่าเฉลี่ยสูงสุดได้แก่ ความสำเร็จในการทำงาน (<strong>x̄</strong> = 3.99) การติดต่อสัมพันธ์ (<strong>x̄</strong> =3.98) คุณภาพชีวิตในการทำงาน (<strong>x̄</strong> = 3.97) การเป็นที่ยอมรับ (<strong>x̄</strong> = 3.97) และความพึงพอใจในการทำงาน (<strong>x̄</strong> = 3.96) เป็นอันดันสุดท้าย 3) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21ของผู้บริหารสถานศึกษากับความสุขในการทำงานของครู ในพื้นที่ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 โดยภาพรวมทุกด้านมีความสัมพันธ์กันในทางบวก และมีความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r=.461) หรือร้อยละ 46.1 4) ภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา ที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 มีจำนวน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านความร่วมมือ (X<sub>4</sub>) ด้านการสื่อสาร (x<sub>1</sub>) ด้านวิสัยทัศน์ (X<sub>2</sub>) ด้านความคิดสร้างสรรค์ (X<sub>3</sub>) และได้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ .654 (R = .654) ซึ่งมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มีค่าสัมประสิทธิ์การทำนายหรืออำนาจพยากรณ์ ร้อยละ 42.80 (R<sup>2</sup> = 0.428) โดยเขียนเป็นสมการในรูปคะแนนดิบ และคะแนนมาตรฐาน ได้ดังนี้</p> <p>สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ (Unstandardized Score)</p> <p>Ŷ = 1.349+ 0.176* (X<sub>4</sub>) + 0.211*(X<sub>1</sub>) + 0.148*(X<sub>3</sub>) + 0.128*(X<sub>2</sub>)</p> <p> สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน (Standardized Score)</p> <p>Ž = 0.239 Z<sub>4</sub> + 0.283 Z<sub>1</sub> + 0.220 Z<sub>3 </sub>+ 0.184 Z<sub>2</sub></p> 2026-06-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการแสงอีสาน Saeng-Isan Academic Journal ISSN:3027-6152(Print), ISSN:3027-6160(Online) https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jsi/article/view/286487 แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำแบบยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 2026-02-21T00:33:08+07:00 วชิรา ศิรินานันท์ wachira6356@gmail.com อำนาจ ชนะวงศ์ wachira6356@gmail.com สายัณห์ ผาน้อย wachira6356@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นภาวะผู้นำแบบยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 2) เพื่อศึกษาแนวทางในการพัฒนาภาวะผู้นำแบบยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 โดยใช้วิธีดำเนินการวิจัยแบบผสานวิธี แบ่งเป็น 2 ระยะคือ ระยะที่ 1 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 จำนวน 330 คน ด้วยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ โดยใช้ขนาดสถานศึกษาเป็นเกณฑ์แล้วสุ่มแบบง่าย เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของผู้นำแบบยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษา แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ระยะที่ 2 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำแบบยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหาโดยใช้การเขียนบรรยาย</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันภาวะผู้นำแบบยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ (<strong>x̄</strong> =3.37) สภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ( <strong>x̄</strong>= 4.45) การประเมินความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำแบบยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 โดยภาพรวมมีค่าดัชนีความต้องการจำเป็น PNI <sub>Modified</sub> = 0.322 เรียงลำดับความสำคัญ 3 ลำดับ ได้แก่ ด้านความยั่งยืน ด้านการมีวิสัยทัศน์ และด้านทรัพยากร ตามลำดับ 2) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำแบบยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 มีทั้งหมด 7 ด้าน รวม 22 แนวทาง ดังนี้ ด้านที่ 1 ด้านความหลากหลาย มี 4 แนวทาง ด้านที่ 2 ด้านความลุ่มลึก มี 3 แนวทาง ด้านที่ 3 ด้านความยุติธรรม มี 3 แนวทาง ด้านที่ 4 ด้านทรัพยากร มี 3 แนวทาง ด้านที่ 5 ด้านการกระจาย มี 3 แนวทาง ด้านที่ 6 ด้านความยั่งยืน มี 3 แนวทาง และด้านที่ 7 ด้านการมีวิสัยทัศน์ มี 3 แนวทาง</p> 2026-06-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการแสงอีสาน Saeng-Isan Academic Journal ISSN:3027-6152(Print), ISSN:3027-6160(Online) https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jsi/article/view/286370 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารกับแรงจูงใจ ในการปฏิบัติงานของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 2026-03-02T14:49:55+07:00 กานติมา สารนอก aomamsn11@gmail.com อาคม อึ่งพวง aomamsn11@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 2) เพื่อศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 และ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 338 คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ตามแนวคิดของลิเคอร์ท (Likert) หาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่านโดยการหาค่าความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ได้ค่าระหว่าง 0.60-1.00 และหาค่าความเชื่อมั่นโดยใช้ค่าสัมประสิทธ์แอลฟาของครอนบาคได้เท่ากับ 0.78 สถิติที่ใช้คือ ความถี่ ร้อยละค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัย พบว่า 1. ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก (𝑥̅= 4.08) 2. แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก (𝑥̅= 4.07) 3. ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r) เท่ากับ .653</p> 2026-06-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการแสงอีสาน Saeng-Isan Academic Journal ISSN:3027-6152(Print), ISSN:3027-6160(Online) https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jsi/article/view/286697 ปัจจัยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ส่งผลต่อการบริหารงานของสถานศึกษายุค BANI World สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 2026-03-13T16:46:24+07:00 ศันสนีย์ โพธิตาทอง sansanee.pho@gmail.com ยุทธศาสตร์ กงเพชร Sansanee.pho@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของสถานศึกษายุค BANI World สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 2) ศึกษาการบริหารงานของสถานศึกษายุค BANI World สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 และ 3) ศึกษาอำนาจพยากรณ์ปัจจัยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ส่งผลต่อการบริหารงานของสถานศึกษายุค BANI World สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 เป็นการวิจัยเชิงทำนาย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 จำนวน 311 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศยุค BANI World โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก ( 𝑥̅=4.05, S.D.=0.44) 2) การบริหารงานของสถานศึกษายุค BANI World โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก (𝑥̅= 4.02, S.D.=0.47) 3) ปัจจัยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ส่งผลต่อการบริหารงานของสถานศึกษายุค BANI World สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 พบว่าในรูปของคะแนนมาตรฐานมากที่สุด คือ ด้านสมรรถนะดิจิทัลของครูยุค BANI World รองลงมาคือ ด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศยุค BANI World ด้านนโยบายทางเทคโนโลยีสารสนเทศยุค BANI World และด้านภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยียุค BANI World และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ 0.807 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01ส่วนด้านวัฒนธรรมองค์กรดิจิทัลไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ มีค่าอำนาจการพยากรณ์ร้อยละ 65.10 มีสมการพยากรณ์ ดังนี้ สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ ( <sub>i</sub>) = 1.087 + 0.347X<sub>2 </sub>+ 0.145X<sub>1 </sub>+ 0.120X<sub>3 </sub>+ 0.107X<sub>5</sub> และสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน<br />( <sub>yi</sub> ) = 0.523Z<sub>X2 </sub>+ 0.177Z<sub>X1 </sub>+ 0.147Z<sub>X3 </sub>+ 0.140Z<sub>X5</sub></p> 2026-06-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการแสงอีสาน Saeng-Isan Academic Journal ISSN:3027-6152(Print), ISSN:3027-6160(Online) https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jsi/article/view/286770 ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 2026-03-13T16:38:57+07:00 อุทัยวรรณ โพธิ์สม utaiwanjomjam@gmail.com ชาติชาย เกตุพรหม utaiwanjomjam@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาสมรรถนะของครูในสถานศึกษาและ 3) ศึกษาอำนาจพยากรณ์ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 เป็นการวิจัยเชิงทำนาย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 34 คน และครูผู้สอน จำนวน 285 คนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 รวมจำนวนทั้งสิ้น 319 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามด้านภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาเท่ากับ 0.895 และสมรรถนะของครูเท่ากับ 0.889 รวมทั้งฉบับเท่ากับ 0.929 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาพบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( 𝑥̅= 4.07, S.D. = 0.91) 2) สมรรถนะของครู พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( 𝑥̅= 4.06, S.D. = 0.95) 3) ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 พบว่าในรูปของคะแนนมาตรฐานมากที่สุด คือด้านการมีภาวะผู้นำและวิสัยทัศน์เทคโนโลยีดิจิทัล รองลงมาคือ ด้านจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และด้านการสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในด้านการบริหารงาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ 0.887 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มีค่าอำนาจพยากรณ์ร้อยละ 78.70 มีสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ = 1.452 + 0.295X<sub>1</sub> + 0.260X<sub>3</sub> + 0.078X<sub>4</sub> และสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน <strong><sub>y</sub></strong> = 0.472Z<sub>X1</sub> + 0.373Z<sub>X3</sub> + 0.081Z<sub>X4</sub></p> 2026-06-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการแสงอีสาน Saeng-Isan Academic Journal ISSN:3027-6152(Print), ISSN:3027-6160(Online) https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jsi/article/view/286625 การศึกษาความคิดเห็นของผู้ใช้บัณฑิตและศิษย์เก่าที่มีต่อหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาญี่ปุ่น คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา 2026-03-23T23:12:27+07:00 อิทธิพล บัวย้อย pholorama@gmail.com พันธุ์พิชญา ปัญญาฟู ittiphol.bu@up.ac.th ปรีชา ใจหาญ ittiphol.bu@up.ac.th ณัฐกร คำปวน ittiphol.bu@up.ac.th พิรดา โตนชัยภูมิ ittiphol.bu@up.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก ได้แก่ ผู้ใช้บัณฑิตและศิษย์เก่าที่มีต่อความเหมาะสมของหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาญี่ปุ่น คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา ในมิติด้านโครงสร้างหลักสูตร สมรรถนะที่พึงประสงค์ และการจัดการเรียนการสอนเพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับการนำความรู้และทักษะไปใช้จริงในบริบทการทำงานและความต้องการของสังคมในปัจจุบัน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ใช้บัณฑิตจำนวน 21 หน่วยงาน และศิษย์เก่าที่สำเร็จการศึกษาภายในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี จำนวน 60 คน ซึ่งคัดเลือกโดยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่ออธิบายลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างและระดับความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอกต่อหลักสูตร</p> <p><strong> </strong>ผลการวิจัย พบว่า ศิษย์เก่ามีความคิดเห็นต่อความเหมาะสมของหลักสูตรด้านโครงสร้างและเนื้อหารายวิชาโดยรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก (μ = 4.49, σ = .688) โดยองค์ประกอบที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ความยืดหยุ่นของหลักสูตรที่รองรับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยี (μ = 4.73, σ = .455) รองลงมาคือความพร้อมของหลักสูตรในการสนับสนุนสหกิจศึกษาและการฝึกงาน (μ = 4.66, σ = .601) ในส่วนของผู้ใช้บัณฑิตพบว่ามีความคิดเห็นต่อสมรรถนะของบัณฑิตโดยรวมอยู่ในระดับมาก (μ = 4.00, σ = .753) โดยทักษะด้านภาษาญี่ปุ่นที่ได้รับการประเมินสูงสุด ได้แก่ การใช้ภาษาญี่ปุ่นในสถานการณ์จริง (μ = 3.90, σ = .700) รองลงมาคือทักษะการฟังในสถานการณ์จริง (μ = 3.81, σ = .750) และทักษะการอ่านเอกสารในงาน (μ = 3.67, σ = .730)</p> <p>ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของศิษย์เก่าและผู้ใช้บัณฑิตต่อทักษะที่จำเป็นของบัณฑิตในอนาคตและความต้องการของตลาดแรงงาน พบว่าทั้งสองกลุ่มมีความคิดเห็นสอดคล้องกันในระดับมากถึงมากที่สุด (μ = 4.32–4.70, σ = .610–.671) โดยทักษะที่ทั้งสองกลุ่มเห็นตรงกันในระดับมากที่สุด ได้แก่ ทักษะการฟัง–พูดภาษาญี่ปุ่นในสถานการณ์จริง (ศิษย์เก่า μ = 4.60, σ = .806 ผู้ใช้บัณฑิต μ = 4.52, σ = .602) และทักษะที่มีความจำเป็นต่อการทำงานในตลาดแรงงานสูงสุด คือ ทักษะภาษาญี่ปุ่นธุรกิจ (ศิษย์เก่า μ = 4.86, σ = .342 ผู้ใช้บัณฑิต μ = 4.52, σ = .602)</p> 2026-06-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการแสงอีสาน Saeng-Isan Academic Journal ISSN:3027-6152(Print), ISSN:3027-6160(Online) https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jsi/article/view/287006 ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น 2026-03-26T23:17:58+07:00 ธารทิพย์ ชำกรม thanthip.cha@student.mbu.ac.th วิทูล ทาชา thanthip.cha@student.mbu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา <br />2) ศึกษาระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู และ 4) ศึกษาอำนาจพยากรณ์ภาวะผู้นำ<br />เชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างคือครู จำนวน 343 คน กำหนดขนาดโดยใช้สูตรเครจซี่และมอร์แกน ใช้การสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบมีขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( 𝑥̅= 4.63) เรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านความยุติธรรม ด้านความซื่อสัตย์ ด้านความรับผิดชอบ ด้านความเคารพ และด้านความไว้วางใจ ตามลำดับ 2) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( 𝑥̅= 4.55) เรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านความสำเร็จในการปฏิบัติงาน ด้านการยอมรับนับถือ ด้านความก้าวหน้าในการปฏิบัติงาน และด้านลักษณะของงาน ส่วนด้านเงินเดือนและค่าตอบแทนอยู่ในระดับมาก 3) ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (r = 0.707) <br />4) ตัวแปรที่สามารถพยากรณ์แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู ได้แก่ ด้านความไว้วางใจ (X<sub>3</sub>) ด้านความรับผิดชอบ (X<sub>4</sub>) ด้านความเคารพ (X<sub>2</sub>) และด้านความยุติธรรม (X<sub>1</sub>) โดยร่วมกันพยากรณ์ได้ร้อยละ 58.20 (R² = 0.582) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> 2026-06-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการแสงอีสาน Saeng-Isan Academic Journal ISSN:3027-6152(Print), ISSN:3027-6160(Online) https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jsi/article/view/287292 การใช้กลวิธีสอนอ่านแบบร่วมมือ (CSR) ร่วมกับกลวิธีการสอนแบบแลกเปลี่ยนบทบาท (Reciprocal Strategy) เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษและลดความวิตกกังวล กรณีศึกษา: นักศึกษาบรรพชิตมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด 2026-04-12T12:44:50+07:00 ภัทรลดา วงษ์โยธา Patladakk@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษของนักศึกษาบรรพชิตก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้กลวิธีสอนอ่านแบบร่วมมือ (CSR) ร่วมกับกลวิธีการสอนแบบแลกเปลี่ยนบทบาท (Reciprocal Strategy) 2) ศึกษาระดับความวิตกกังวลต่อการทำแบบทดสอบการอ่านภาษาอังกฤษของนักศึกษาบรรพชิตก่อนเรียนและหลังเรียน และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวลกับความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษของของนักศึกษาบรรพชิต</p> <p>กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในวิจัยได้แก่ นักศึกษาบรรพชิตระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 27 รูป ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน (One-Group Pretest-Posttest Design) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้การสอนอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กลวิธีสอนอ่านแบบร่วมมือ (CSR) ร่วมกับกลวิธีการสอนแบบแลกเปลี่ยนบทบาท (Reciprocal Strategy) 2) แบบวัดความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษ และ 3) แบบวัดความวิตกกังวลต่อการทำแบบทดสอบการอ่านภาษาอังกฤษ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระ (t-test for Dependent sample) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Correlation Coefficient) การดำเนินการทดลองใช้ระยะเวลา 7 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง รวมทั้งหมด 21 ชั่วโมง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>นักศึกษาบรรพชิต มีคะแนนเฉลี่ยความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษก่อนเรียนเท่ากับ 18.85(μ=18.85)คิดเป็นร้อยละ31. 42 และหลังเรียนเท่ากับ28.41(μ=28.41) คิดเป็นร้อยละ 47.35 เมื่อทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย พบว่าความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กลวิธีสอนอ่านแบบร่วมมือ (CSR) ร่วมกับกลวิธีการสอนแบบแลกเปลี่ยนบทบาท (Reciprocal Strategy) สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>นักศึกษาบรรพชิต มีคะแนนความวิตกกังวลต่อการทำแบบทดสอบก่อนเฉลี่ยเท่ากับ 3.36(μ=3.36) อยู่ในระดับค่อนข้างสูง และหลังเรียนมีคะแนนความวิตกกังวลต่อการทำแบบทดสอบหลังเรียน เท่ากับ 2.19 (μ=2.19)อยู่ในระดับปกติ แสดงให้เห็นว่าระดับความวิตกกังวลลดลงหลังการจัดการเรียนรู้ </li> <li>ความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวลกับความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษของของนักศึกษาบรรพชิตมีความสัมพันธ์เชิงลบ กล่าวคือ เมื่อระดับความวิตกกังวลลดลง ความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น</li> </ol> 2026-06-21T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการแสงอีสาน Saeng-Isan Academic Journal ISSN:3027-6152(Print), ISSN:3027-6160(Online)