วารสารวิชาการแสงอีสาน Saeng-Isan Academic Journal ISSN:3027-6152(Print), ISSN:3027-6160(Online) https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jsi <p>วารสารวิชาการแสงอีสานรับตีพิมพ์และเผยแพร่ผลงานทางวิชาการในสาขาที่เกี่ยวกับด้าน ด้านพระพุทธศานา ปรัชญา การศึกษาเชิงประยุกต์ ศึกษาศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ ศิลปะวัฒนธรรม และด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ลักษณะของบทความที่จะนำลงตีพิมพ์ ได้แก่ บทความวิจัย (Research Article) บทความวิชาการ (Academic Article) บทความปริทรรศน์ (Article Review) ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ</p> <p><strong>การพิจารณาคัดเลือกบทความ<br /></strong> บทความแต่ละบทความที่ตีพิมพ์จะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) อย่างน้อย 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์ โดยการพิจารณาบทความจะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อหรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความ (Doubleblind Peer Review)</p> <p><strong>กำหนดจัดพิมพ์</strong><br />ปีละ 2 ฉบับ<br /> - ฉบับประจำเดือน มกราคม - มิถุนายน<br /> - ฉบับประจำเดือน กรกฏาคม - ธันวาคม</p> <p> </p> <p> </p> <p> </p> th-TH <p>เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ตีพิมพ์ในวารสาร ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เชียนบทความโดยตรง ซึ่งวารสารไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง นอกจากนั้น ผู้เขียนทุกท่านต้องยืนยันว่าบทความต้นฉบับที่ส่งมาตีพิมพ์เผยแพร่นั้น จะต้องไม่เป็นบทความที่กำลังอยู่ในการพิจารณาเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่นหรือเคยตีพิมพ์เผยแพร่มาแล้ว หากมีการใช้ภาพ ข้อความหรือตารางของผู้เขียนหรือผู้นิพนธ์ท่านอื่น ผู้เขียนจะต้องอ้างแหล่งที่มาหรือเจ้าของลิขสิทธ์</p> <p>Publication Ethic:</p> <p>The detail published&nbsp; in Saeng Isan Journal is opinion and responsibility of the authors, and it is&nbsp; not relevant with the jouranl. Besides, the authors&nbsp; must certify that the original manuscript is not in the process to publish in other journals or used to publish in other journals. If the authors use paragraphs, pictures&nbsp; or tables from others, the athours must refer to the original sources.</p> <p><strong>Article Consideration</strong><strong>:</strong></p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;Each article will be published by a panel three journalists with expertise in relevant fields, and get the editorial approval before publishing. The review is in the form of &nbsp;The article's double blind.&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp;To comply with copyright law. The author must sign the copy of the article submission form to the journal. In addition, the author must confirm that the original article submitted to the journal is only one publication in&nbsp; Saeng Isan&nbsp; Journal. If the images or tables of other authors appearing in other publications are used, the author must ask permission of the copyright owner before publishing.</p> piakealexander@yahoo.com (ดร.สิทธิพร เกษจ้อย) khamphiraphap.ko@mbu.ac.th (อ.คัมภีรภาพ คงสำรวย) Sun, 21 Jun 2026 00:15:12 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษาในอำเภอสีดา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jsi/article/view/284282 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาระดับสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในอำเภอสีดา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 2) เพื่อศึกษาระดับประสิทธิผลของสถานศึกษาตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในอำเภอสีดา 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในอำเภอสีดา และ 4) เพื่อศึกษาสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในอำเภอสีดา กลุ่มตัวอย่างของการศึกษา คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้สอนครูในอำเภอสีดา จำนวน 103 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเครจซี่และมอร์แกน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง 1.00 มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อระหว่าง 0.223 ถึง 0.775 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.958 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอสีดา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥̅ = 4.64<em>, </em>S.D. = 0.140 ) และรายด้านทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ประสิทธิผลของสถานศึกษาในอำเภอสีดา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( 𝑥̅= 4.60<em>, </em>S.D. = 0.169 ) และรายด้านมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด 3) สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษาในอำเภอสีดา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 มีความ สัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงมาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์โดยรวมเท่ากับ 0.923 และ 4) สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาที่สามารถพยากรณ์ประสิทธิผลของสถานศึกษาในอำเภอสีดา มี 4 ด้าน ได้แก่ ปัจจัยด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ (X<sub>3</sub>) ด้านการบริการที่ดี (X<sub>4</sub>) ด้านการมีวิสัยทัศน์ (X<sub>5</sub>) และด้านการบริหารการเปลี่ยนแปลง (X<sub>6</sub>) สามารถร่วมพยากรณ์ประสิทธิผลของสถานศึกษาในอำเภอสีดา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 6 ได้ร้อยละ 60.30 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และสามารถเขียนสมการพยากรณ์ได้ดังนี้</p> <p> สมการถดถอยสำหรับการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ</p> <p> 0.463 + 0.099(X<sub>3</sub>) + 0.183(X<sub>4</sub>) + 0.292(X<sub>5</sub>) + 0.213(X<sub>6</sub>)</p> <p> สมการถดถอยสำหรับการพยากรณ์ในรูปมาตรฐาน</p> <p> 0.154(X<sub>3</sub>) + 0.279(X<sub>4</sub>) + 0.379(X<sub>5</sub>) + 0.336(X<sub>6</sub>)</p> สิรินรัตน์ ธีระเมธากุล, ธนาศักดิ์ ศิริปุณยนันท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการแสงอีสาน Saeng-Isan Academic Journal ISSN:3027-6152(Print), ISSN:3027-6160(Online) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jsi/article/view/284282 Sun, 21 Jun 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jsi/article/view/284646 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 2) เพื่อศึกษาระดับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 และ 4) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 จำนวน 1,313 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย จำนวน 298 คน แบ่งเป็นผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 100 คน และครูผู้สอน จำนวน 198 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง 0.80 - 1.00 มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อระหว่าง 0.241 ถึง 0.709 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.945 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( 𝑥̅= 4.19 <em>, </em>S.D. = 0.33) 2) ประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( 𝑥̅= 4.20 <em>, </em>S.D. = 0.34) 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 โดยรวม มีความสัมพันธ์กันเชิงบวก ในระดับสูงมาก โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์โดยรวมเท่ากับ 0.903 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 4) ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 3 มี 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการทำงานเป็นทีมและการมีส่วนร่วมเชิงนวัตกรรม (X<sub>1</sub>) ด้านการคิดอย่างสร้างสรรค์เพื่อพัฒนานวัตกรรม (X<sub>3</sub>) ด้านการสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อนวัตกรรม (X<sub>5</sub>) และด้านการสร้างแรงจูงใจในการทำงาน (X<sub>6</sub>) โดยมีอำนาจพยากรณ์ร้อยละ 82.40 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> เกศินี ประวันโต, สุจิตรา อร่ามพงษ์พันธ์, ธนาศักดิ์ ศิริปุณยนันท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการแสงอีสาน Saeng-Isan Academic Journal ISSN:3027-6152(Print), ISSN:3027-6160(Online) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jsi/article/view/284646 Sun, 21 Jun 2026 00:00:00 +0700 องค์ประกอบทักษะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในยุคดิจิทัลของครูผู้สอนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดมหาสารคาม https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jsi/article/view/286027 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบทักษะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในยุคดิจิทัลของครูผู้สอนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดมหาสารคาม เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน บุคลากรทางการศึกษาอื่น และอาสาสมัครส่งเสริมการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดมหาสารคาม จำนวน 400 คน สุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความตรงเชิงเนื้อหา อยู่ระหว่าง 0.67 – 1.00 <br />มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม เท่ากับ 0.95 และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ โดยมีผลการวิจัย ดังนี้</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจของทักษะการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในยุคดิจิทัลของครูผู้สอน พบว่า เรียงตามลำดับค่าน้ำหนักองค์ประกอบ ดังนี้ 1) ด้านการสื่อสารและการเรียนรู้ทางวิชาชีพ มีค่าน้ำหนัก อยู่ระหว่าง 0.750 - 0.985 2) ด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ มีค่าน้ำหนักอยู่ระหว่าง 0.938 - 0.958 3) ด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้เชิงรุก มีค่าน้ำหนักอยู่ระหว่าง 0.819 - 0.957 และ <br />4) ด้านการออกแบบการเรียนรู้เชิงรุก มีค่าน้ำหนักอยู่ระหว่าง 0.793 - 0.964</p> อารัมภ์ คันธี, รดา ฉายผาด ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการแสงอีสาน Saeng-Isan Academic Journal ISSN:3027-6152(Print), ISSN:3027-6160(Online) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jsi/article/view/286027 Sun, 21 Jun 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา ที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงาน ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่นเขต 1 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jsi/article/view/286486 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาระดับความสุขในการทำงานของครูในโรงเรียน 3) เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์และสมการพยากรณ์ระหว่างภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา กับความสุขในการทำงานของครู 4) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของครู ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้มาโดยเทียบตาราง Krejcie &amp; Morgan ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 303 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม โดยใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณแบบมีขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้บริหารสถานศึกษา ในพื้นที่ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 มีภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 โดยภาพรวมทั้ง 4 ด้าน อยู่ในระดับ “มาก” (<strong>x̄</strong> = 3.96) เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยเป็นรายด้าน โดยเรียงจากค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้านความคิดสร้างสรรค์ (<strong>x̄</strong> = 4.00) ด้านการสื่อสาร (<strong>x̄</strong> = 3.97) ด้านวิสัยทัศน์ (<strong>x̄</strong> = 3.96) สำหรับด้านความร่วมมือ (<strong>x̄</strong> = 3.95X เป็นอันดับสุดท้าย 2) ความสุขในการทำงานของครู ในพื้นที่ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<strong>x̄</strong> = 3.97) ทั้ง 5 ด้าน โดยเรียงจากค่าเฉลี่ยสูงสุดได้แก่ ความสำเร็จในการทำงาน (<strong>x̄</strong> = 3.99) การติดต่อสัมพันธ์ (<strong>x̄</strong> =3.98) คุณภาพชีวิตในการทำงาน (<strong>x̄</strong> = 3.97) การเป็นที่ยอมรับ (<strong>x̄</strong> = 3.97) และความพึงพอใจในการทำงาน (<strong>x̄</strong> = 3.96) เป็นอันดันสุดท้าย 3) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21ของผู้บริหารสถานศึกษากับความสุขในการทำงานของครู ในพื้นที่ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 โดยภาพรวมทุกด้านมีความสัมพันธ์กันในทางบวก และมีความสัมพันธ์ในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r=.461) หรือร้อยละ 46.1 4) ภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา ที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 มีจำนวน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านความร่วมมือ (X<sub>4</sub>) ด้านการสื่อสาร (x<sub>1</sub>) ด้านวิสัยทัศน์ (X<sub>2</sub>) ด้านความคิดสร้างสรรค์ (X<sub>3</sub>) และได้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ .654 (R = .654) ซึ่งมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มีค่าสัมประสิทธิ์การทำนายหรืออำนาจพยากรณ์ ร้อยละ 42.80 (R<sup>2</sup> = 0.428) โดยเขียนเป็นสมการในรูปคะแนนดิบ และคะแนนมาตรฐาน ได้ดังนี้</p> <p>สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ (Unstandardized Score)</p> <p>Ŷ = 1.349+ 0.176* (X<sub>4</sub>) + 0.211*(X<sub>1</sub>) + 0.148*(X<sub>3</sub>) + 0.128*(X<sub>2</sub>)</p> <p> สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน (Standardized Score)</p> <p>Ž = 0.239 Z<sub>4</sub> + 0.283 Z<sub>1</sub> + 0.220 Z<sub>3 </sub>+ 0.184 Z<sub>2</sub></p> พีรวัส ศิรินานันท์, อำนาจ ชนะวงศ์, จิราพร วิชระโภชน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการแสงอีสาน Saeng-Isan Academic Journal ISSN:3027-6152(Print), ISSN:3027-6160(Online) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jsi/article/view/286486 Sun, 21 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำแบบยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jsi/article/view/286487 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นภาวะผู้นำแบบยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 2) เพื่อศึกษาแนวทางในการพัฒนาภาวะผู้นำแบบยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 โดยใช้วิธีดำเนินการวิจัยแบบผสานวิธี แบ่งเป็น 2 ระยะคือ ระยะที่ 1 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 จำนวน 330 คน ด้วยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ โดยใช้ขนาดสถานศึกษาเป็นเกณฑ์แล้วสุ่มแบบง่าย เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของผู้นำแบบยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษา แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ระยะที่ 2 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำแบบยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษา สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหาโดยใช้การเขียนบรรยาย</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันภาวะผู้นำแบบยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ (<strong>x̄</strong> =3.37) สภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ ( <strong>x̄</strong>= 4.45) การประเมินความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำแบบยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 โดยภาพรวมมีค่าดัชนีความต้องการจำเป็น PNI <sub>Modified</sub> = 0.322 เรียงลำดับความสำคัญ 3 ลำดับ ได้แก่ ด้านความยั่งยืน ด้านการมีวิสัยทัศน์ และด้านทรัพยากร ตามลำดับ 2) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำแบบยั่งยืนของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 มีทั้งหมด 7 ด้าน รวม 22 แนวทาง ดังนี้ ด้านที่ 1 ด้านความหลากหลาย มี 4 แนวทาง ด้านที่ 2 ด้านความลุ่มลึก มี 3 แนวทาง ด้านที่ 3 ด้านความยุติธรรม มี 3 แนวทาง ด้านที่ 4 ด้านทรัพยากร มี 3 แนวทาง ด้านที่ 5 ด้านการกระจาย มี 3 แนวทาง ด้านที่ 6 ด้านความยั่งยืน มี 3 แนวทาง และด้านที่ 7 ด้านการมีวิสัยทัศน์ มี 3 แนวทาง</p> วชิรา ศิรินานันท์, อำนาจ ชนะวงศ์, สายัณห์ ผาน้อย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการแสงอีสาน Saeng-Isan Academic Journal ISSN:3027-6152(Print), ISSN:3027-6160(Online) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jsi/article/view/286487 Sun, 21 Jun 2026 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารกับแรงจูงใจ ในการปฏิบัติงานของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jsi/article/view/286370 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 2) เพื่อศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 และ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 338 คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ตามแนวคิดของลิเคอร์ท (Likert) หาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่านโดยการหาค่าความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์ได้ค่าระหว่าง 0.60-1.00 และหาค่าความเชื่อมั่นโดยใช้ค่าสัมประสิทธ์แอลฟาของครอนบาคได้เท่ากับ 0.78 สถิติที่ใช้คือ ความถี่ ร้อยละค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัย พบว่า 1. ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก (𝑥̅= 4.08) 2. แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 โดยรวมอยู่ในระดับมาก (𝑥̅= 4.07) 3. ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r) เท่ากับ .653</p> กานติมา สารนอก, อาคม อึ่งพวง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการแสงอีสาน Saeng-Isan Academic Journal ISSN:3027-6152(Print), ISSN:3027-6160(Online) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jsi/article/view/286370 Sun, 21 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ส่งผลต่อการบริหารงานของสถานศึกษายุค BANI World สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jsi/article/view/286697 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของสถานศึกษายุค BANI World สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 2) ศึกษาการบริหารงานของสถานศึกษายุค BANI World สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 และ 3) ศึกษาอำนาจพยากรณ์ปัจจัยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ส่งผลต่อการบริหารงานของสถานศึกษายุค BANI World สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 เป็นการวิจัยเชิงทำนาย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 จำนวน 311 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศยุค BANI World โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก ( 𝑥̅=4.05, S.D.=0.44) 2) การบริหารงานของสถานศึกษายุค BANI World โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก (𝑥̅= 4.02, S.D.=0.47) 3) ปัจจัยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ส่งผลต่อการบริหารงานของสถานศึกษายุค BANI World สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 พบว่าในรูปของคะแนนมาตรฐานมากที่สุด คือ ด้านสมรรถนะดิจิทัลของครูยุค BANI World รองลงมาคือ ด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศยุค BANI World ด้านนโยบายทางเทคโนโลยีสารสนเทศยุค BANI World และด้านภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยียุค BANI World และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ 0.807 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01ส่วนด้านวัฒนธรรมองค์กรดิจิทัลไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ มีค่าอำนาจการพยากรณ์ร้อยละ 65.10 มีสมการพยากรณ์ ดังนี้ สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ ( <sub>i</sub>) = 1.087 + 0.347X<sub>2 </sub>+ 0.145X<sub>1 </sub>+ 0.120X<sub>3 </sub>+ 0.107X<sub>5</sub> และสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน<br />( <sub>yi</sub> ) = 0.523Z<sub>X2 </sub>+ 0.177Z<sub>X1 </sub>+ 0.147Z<sub>X3 </sub>+ 0.140Z<sub>X5</sub></p> ศันสนีย์ โพธิตาทอง, ยุทธศาสตร์ กงเพชร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการแสงอีสาน Saeng-Isan Academic Journal ISSN:3027-6152(Print), ISSN:3027-6160(Online) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jsi/article/view/286697 Sun, 21 Jun 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jsi/article/view/286770 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาสมรรถนะของครูในสถานศึกษาและ 3) ศึกษาอำนาจพยากรณ์ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะของครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 เป็นการวิจัยเชิงทำนาย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 34 คน และครูผู้สอน จำนวน 285 คนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 รวมจำนวนทั้งสิ้น 319 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามด้านภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาเท่ากับ 0.895 และสมรรถนะของครูเท่ากับ 0.889 รวมทั้งฉบับเท่ากับ 0.929 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาพบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( 𝑥̅= 4.07, S.D. = 0.91) 2) สมรรถนะของครู พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( 𝑥̅= 4.06, S.D. = 0.95) 3) ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 พบว่าในรูปของคะแนนมาตรฐานมากที่สุด คือด้านการมีภาวะผู้นำและวิสัยทัศน์เทคโนโลยีดิจิทัล รองลงมาคือ ด้านจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และด้านการสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในด้านการบริหารงาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ 0.887 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มีค่าอำนาจพยากรณ์ร้อยละ 78.70 มีสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ = 1.452 + 0.295X<sub>1</sub> + 0.260X<sub>3</sub> + 0.078X<sub>4</sub> และสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน <strong><sub>y</sub></strong> = 0.472Z<sub>X1</sub> + 0.373Z<sub>X3</sub> + 0.081Z<sub>X4</sub></p> อุทัยวรรณ โพธิ์สม, ชาติชาย เกตุพรหม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการแสงอีสาน Saeng-Isan Academic Journal ISSN:3027-6152(Print), ISSN:3027-6160(Online) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jsi/article/view/286770 Sun, 21 Jun 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาความคิดเห็นของผู้ใช้บัณฑิตและศิษย์เก่าที่มีต่อหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาญี่ปุ่น คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jsi/article/view/286625 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก ได้แก่ ผู้ใช้บัณฑิตและศิษย์เก่าที่มีต่อความเหมาะสมของหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาญี่ปุ่น คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา ในมิติด้านโครงสร้างหลักสูตร สมรรถนะที่พึงประสงค์ และการจัดการเรียนการสอนเพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับการนำความรู้และทักษะไปใช้จริงในบริบทการทำงานและความต้องการของสังคมในปัจจุบัน เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ใช้บัณฑิตจำนวน 21 หน่วยงาน และศิษย์เก่าที่สำเร็จการศึกษาภายในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี จำนวน 60 คน ซึ่งคัดเลือกโดยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่ออธิบายลักษณะทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างและระดับความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอกต่อหลักสูตร</p> <p><strong> </strong>ผลการวิจัย พบว่า ศิษย์เก่ามีความคิดเห็นต่อความเหมาะสมของหลักสูตรด้านโครงสร้างและเนื้อหารายวิชาโดยรวมอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก (μ = 4.49, σ = .688) โดยองค์ประกอบที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ความยืดหยุ่นของหลักสูตรที่รองรับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยี (μ = 4.73, σ = .455) รองลงมาคือความพร้อมของหลักสูตรในการสนับสนุนสหกิจศึกษาและการฝึกงาน (μ = 4.66, σ = .601) ในส่วนของผู้ใช้บัณฑิตพบว่ามีความคิดเห็นต่อสมรรถนะของบัณฑิตโดยรวมอยู่ในระดับมาก (μ = 4.00, σ = .753) โดยทักษะด้านภาษาญี่ปุ่นที่ได้รับการประเมินสูงสุด ได้แก่ การใช้ภาษาญี่ปุ่นในสถานการณ์จริง (μ = 3.90, σ = .700) รองลงมาคือทักษะการฟังในสถานการณ์จริง (μ = 3.81, σ = .750) และทักษะการอ่านเอกสารในงาน (μ = 3.67, σ = .730)</p> <p>ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของศิษย์เก่าและผู้ใช้บัณฑิตต่อทักษะที่จำเป็นของบัณฑิตในอนาคตและความต้องการของตลาดแรงงาน พบว่าทั้งสองกลุ่มมีความคิดเห็นสอดคล้องกันในระดับมากถึงมากที่สุด (μ = 4.32–4.70, σ = .610–.671) โดยทักษะที่ทั้งสองกลุ่มเห็นตรงกันในระดับมากที่สุด ได้แก่ ทักษะการฟัง–พูดภาษาญี่ปุ่นในสถานการณ์จริง (ศิษย์เก่า μ = 4.60, σ = .806 ผู้ใช้บัณฑิต μ = 4.52, σ = .602) และทักษะที่มีความจำเป็นต่อการทำงานในตลาดแรงงานสูงสุด คือ ทักษะภาษาญี่ปุ่นธุรกิจ (ศิษย์เก่า μ = 4.86, σ = .342 ผู้ใช้บัณฑิต μ = 4.52, σ = .602)</p> อิทธิพล บัวย้อย, พันธุ์พิชญา ปัญญาฟู, ปรีชา ใจหาญ, ณัฐกร คำปวน, พิรดา   โตนชัยภูมิ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการแสงอีสาน Saeng-Isan Academic Journal ISSN:3027-6152(Print), ISSN:3027-6160(Online) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jsi/article/view/286625 Sun, 21 Jun 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jsi/article/view/287006 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา <br />2) ศึกษาระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู และ 4) ศึกษาอำนาจพยากรณ์ภาวะผู้นำ<br />เชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างคือครู จำนวน 343 คน กำหนดขนาดโดยใช้สูตรเครจซี่และมอร์แกน ใช้การสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบมีขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( 𝑥̅= 4.63) เรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านความยุติธรรม ด้านความซื่อสัตย์ ด้านความรับผิดชอบ ด้านความเคารพ และด้านความไว้วางใจ ตามลำดับ 2) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( 𝑥̅= 4.55) เรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านความสำเร็จในการปฏิบัติงาน ด้านการยอมรับนับถือ ด้านความก้าวหน้าในการปฏิบัติงาน และด้านลักษณะของงาน ส่วนด้านเงินเดือนและค่าตอบแทนอยู่ในระดับมาก 3) ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (r = 0.707) <br />4) ตัวแปรที่สามารถพยากรณ์แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู ได้แก่ ด้านความไว้วางใจ (X<sub>3</sub>) ด้านความรับผิดชอบ (X<sub>4</sub>) ด้านความเคารพ (X<sub>2</sub>) และด้านความยุติธรรม (X<sub>1</sub>) โดยร่วมกันพยากรณ์ได้ร้อยละ 58.20 (R² = 0.582) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> ธารทิพย์ ชำกรม, วิทูล ทาชา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการแสงอีสาน Saeng-Isan Academic Journal ISSN:3027-6152(Print), ISSN:3027-6160(Online) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jsi/article/view/287006 Sun, 21 Jun 2026 00:00:00 +0700 การใช้กลวิธีสอนอ่านแบบร่วมมือ (CSR) ร่วมกับกลวิธีการสอนแบบแลกเปลี่ยนบทบาท (Reciprocal Strategy) เพื่อพัฒนาความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษและลดความวิตกกังวล กรณีศึกษา: นักศึกษาบรรพชิตมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตร้อยเอ็ด https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jsi/article/view/287292 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษของนักศึกษาบรรพชิตก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้กลวิธีสอนอ่านแบบร่วมมือ (CSR) ร่วมกับกลวิธีการสอนแบบแลกเปลี่ยนบทบาท (Reciprocal Strategy) 2) ศึกษาระดับความวิตกกังวลต่อการทำแบบทดสอบการอ่านภาษาอังกฤษของนักศึกษาบรรพชิตก่อนเรียนและหลังเรียน และ 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวลกับความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษของของนักศึกษาบรรพชิต</p> <p>กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในวิจัยได้แก่ นักศึกษาบรรพชิตระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 27 รูป ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน (One-Group Pretest-Posttest Design) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้การสอนอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กลวิธีสอนอ่านแบบร่วมมือ (CSR) ร่วมกับกลวิธีการสอนแบบแลกเปลี่ยนบทบาท (Reciprocal Strategy) 2) แบบวัดความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษ และ 3) แบบวัดความวิตกกังวลต่อการทำแบบทดสอบการอ่านภาษาอังกฤษ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระ (t-test for Dependent sample) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Correlation Coefficient) การดำเนินการทดลองใช้ระยะเวลา 7 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 ชั่วโมง รวมทั้งหมด 21 ชั่วโมง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>นักศึกษาบรรพชิต มีคะแนนเฉลี่ยความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษก่อนเรียนเท่ากับ 18.85(μ=18.85)คิดเป็นร้อยละ31. 42 และหลังเรียนเท่ากับ28.41(μ=28.41) คิดเป็นร้อยละ 47.35 เมื่อทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย พบว่าความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้กลวิธีสอนอ่านแบบร่วมมือ (CSR) ร่วมกับกลวิธีการสอนแบบแลกเปลี่ยนบทบาท (Reciprocal Strategy) สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>นักศึกษาบรรพชิต มีคะแนนความวิตกกังวลต่อการทำแบบทดสอบก่อนเฉลี่ยเท่ากับ 3.36(μ=3.36) อยู่ในระดับค่อนข้างสูง และหลังเรียนมีคะแนนความวิตกกังวลต่อการทำแบบทดสอบหลังเรียน เท่ากับ 2.19 (μ=2.19)อยู่ในระดับปกติ แสดงให้เห็นว่าระดับความวิตกกังวลลดลงหลังการจัดการเรียนรู้ </li> <li>ความสัมพันธ์ระหว่างความวิตกกังวลกับความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษของของนักศึกษาบรรพชิตมีความสัมพันธ์เชิงลบ กล่าวคือ เมื่อระดับความวิตกกังวลลดลง ความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น</li> </ol> ภัทรลดา วงษ์โยธา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการแสงอีสาน Saeng-Isan Academic Journal ISSN:3027-6152(Print), ISSN:3027-6160(Online) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/jsi/article/view/287292 Sun, 21 Jun 2026 00:00:00 +0700