https://so01.tci-thaijo.org/index.php/lawchulajournal/issue/feed
วารสารกฎหมาย
2025-12-29T00:00:00+07:00
Editor-in-Chief
journal@law.chula.ac.th
Open Journal Systems
<p>วารสารกฎหมาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นวารสารวิชาการสาขาวิชานิติศาสตร์ มีเป้าหมายและขอบเขตเพื่อตีพิมพ์บทความวิชาการและบทความวิจัยในสาขาวิชานิติศาสตร์ที่มีเนื้อหาน่าสนใจ ทันสมัย ริเริ่มสร้างสรรค์ และมีข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อวงการวิชาการสาขาวิชานิติศาสตร์และต่อสังคมในวงกว้าง </p>
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/lawchulajournal/article/view/282179
การกำกับดูแลแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีอำนาจเหนือตลาด: บทเรียนจากประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศญี่ปุ่น
2025-07-03T11:02:09+07:00
ศักดา ธนิตกุล
Sakda.t@chula.ac.th
<p>จากการศึกษาเปรียบเทียบการกำกับดูแลการผูกขาดในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศญี่ปุ่น ผู้เขียนได้ค้นพบว่าวัตถุประสงค์ของกฎหมายต่อต้านทรัสต์ของประเทศสหรัฐอเมริกาคือ “ประสิทธิภาพ” และ “สวัสดิการผู้บริโภค” ทำให้ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต่อต้านทรัสต์ของประเทศสหรัฐ อเมริกาประสบปัญหาในการกำกับดูแลการผูกขาดโดยบริษัทแพลตฟอร์มอิเล็กทรอนิกส์ที่มีอำนาจเหนือตลาด เนื่องจากผู้บริโภคได้ประโยชน์จากการผูกขาดดังกล่าว แม้ว่าผู้มีส่วนได้เสียอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคู่ค้าที่เป็นบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprise: SME) จะถูกเอารัดเอาเปรียบก็ตาม ส่วนในประเทศญี่ปุ่น วัตถุประสงค์ของกฎหมายป้องกันการผูกขาด คือ การสนับสนุนและรักษาไว้ซึ่ง “การแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรม” ซึ่งหมายความรวมถึงการปกป้อง SMEs จากการถูกเอารัดเอาเปรียบและพฤติกรรมการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม (Unfair Trade Practices) ของบริษัทขนาดใหญ่ด้วย ส่วนวัตถุประสงค์ของกฎหมายแข่งขันทางการค้าในประเทศไทยมีความคล้ายคลึงกับประเทศญี่ปุ่น จึงมีบทบัญญัติเกี่ยวกับพฤติกรรมการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมเช่นเดียวกัน ผู้เขียนจึงเสนอแนะให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายป้องกันการผูกขาดของประเทศไทยออกกฎหมายลำดับรองเพื่อกำกับดูแลพฤติกรรมของผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มตัวกลางการซื้อขาย (E-Commerce) ที่มีอำนาจเหนือตลาดในประเทศไทย</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ศักดา ธนิตกุล
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/lawchulajournal/article/view/280882
หลักความคาดหวังอันชอบธรรมในกฎหมายปกครอง: พัฒนาการ แนวคิดเชิงเปรียบเทียบ และบทวิเคราะห์สำหรับประเทศไทย
2025-05-03T22:21:18+07:00
ปภาณภณ ปภังกรภูรินท์
tonnida4@gmail.com
<p>หลักความคาดหวังอันชอบธรรมเป็นกลไกสำคัญในระบบกฎหมายปกครองสมัยใหม่ที่มุ่งคุ้มครองความไว้วางใจของประชาชนต่อการกระทำของรัฐ บทความนี้ศึกษาพัฒนาการและสาระสำคัญของหลักการดังกล่าวในระบบกฎหมายเปรียบเทียบ ได้แก่ ระบบกฎหมายเยอรมนีที่หลักความคาดหวังอันชอบธรรมได้รับการยอมรับเป็น “หลักรัฐธรรมนูญทั่วไป” ภายใต้หลักนิติรัฐ และเชื่อมโยงกับหลักความมั่นคงแน่นอนทางกฎหมายและหลักความได้สัดส่วน ในอังกฤษหลักนี้มีจุดเริ่มต้นจากแนวคิดเรื่องความเป็นธรรมในกระบวนการก่อนขยายไปสู่การคุ้มครองผลประโยชน์เชิงเนื้อหาโดยใช้หลักการถ่วงดุลกับประโยชน์สาธารณะ ส่วนประเทศอื่น เช่น ออสเตรเลีย แคนาดา โปแลนด์ อินเดีย และฝรั่งเศส ต่างมีลักษณะการปรับใช้เฉพาะที่สะท้อนเป้าหมายร่วมกันในการจำกัดอำนาจรัฐและคุ้มครองความไว้วางใจของประชาชน สำหรับประเทศไทย ศาลปกครองไทยได้วางหลักการตีความสำคัญหลายประการทั้งการคุ้มครองเชิงเนื้อหาที่รับรองฐานะทางกฎหมายแม้คำสั่งจะถูกเพิกถอนในภายหลัง การชั่งน้ำหนักระหว่างความคาดหวังส่วนบุคคลกับประโยชน์สาธารณะ การเชื่อมโยงหลักความคาดหวังอันชอบธรรมกับหลักนิติรัฐ ข้อยกเว้นกรณีประมาทเลินเล่อร้ายแรงและการปกปิดข้อเท็จจริงที่มีสาระสำคัญ อย่างไรก็ตาม การปรับใช้ยังขาดความสม่ำเสมอในสาระสำคัญของการคุ้มครองความไว้วางใจของประชาชน บทความจึงนำเสนอแนวทางการพัฒนากฎหมายปกครองไทย ทั้งการปรับปรุงกฎหมายที่มีอยู่ให้ครอบคลุมรูปแบบความคาดหวังที่หลากหลาย การพัฒนาแนวทางการตีความของศาลที่ยอมรับการคุ้มครองทั้งในเชิงกระบวนการและเชิงเนื้อหา และการสร้างกลไกทางกฎหมายใหม่ เช่น คณะกรรมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท อันจะนำไปสู่การพัฒนาระบบกฎหมายปกครองไทยที่เป็นธรรม โปร่งใส และสอดคล้องกับหลักนิติรัฐอย่างแท้จริง</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปภาณภณ ปภังกรภูรินท์
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/lawchulajournal/article/view/267671
การรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษจำคุกในฐานความผิดทางอาญาร้ายแรง
2023-05-31T09:53:56+07:00
ณฐา วิเชียร
nathawi97@gmail.com
<p>การรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 เป็นมาตรการที่มีความสำคัญในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งเป็นมาตรการที่บัญญัติขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ให้ศาลใช้ดุลพินิจรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษสำหรับคดีที่มีอัตราโทษจำคุกระยะสั้นหรือโทษปรับ ตามทฤษฎีการลงโทษเพื่อแก้ไขพฤติกรรมของผู้กระทำความผิด กล่าวคือ ในคดีความผิดอาญาที่มีโทษจำคุกหรือปรับ และศาลจะลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ทั้งนี้ เพื่อมิให้ผู้กระทำความผิดเล็กน้อยนั้นเข้าไปปะปนกับผู้กระทำความผิดเป็นอาจิณและเลียนแบบพฤติกรรมนั้นจนกลับมากระทำความผิดซ้ำอีก และเพื่อให้โอกาสผู้กระทำความผิดได้รู้สำนึกถึงสิ่งที่ได้กระทำลงไป รวมถึงสามารถกลับมาดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างเป็นปกติ แต่ในทางกลับกันเมื่อพิจารณาจากการบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ศาลสามารถใช้ดุลพินิจได้กับทุกฐานความผิด แม้ลักษณะของฐานความผิดนั้นจะกระทบกระเทือนต่อความปลอดภัยของสังคมมากเพียงใด แต่หากโทษจำคุกที่ศาลลงมีกำหนดไม่เกิน 5 ปี ศาลก็สามารถสั่งรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษได้กับทุกกรณี ซึ่งอาจจะขัดหรือแย้งกับทฤษฎีการลงโทษทางอาญาประการอื่น กล่าวคือ ทฤษฎีการลงโทษเพื่อแก้แค้น การลงโทษเพื่อข่มขู่ยับยั้ง การลงโทษเพื่อตัดผู้กระทำผิดออกจากสังคมรวมถึงการลงโทษเพื่อป้องกันอาชญากรรม อันส่งผลกระทบต่อความรู้สึกและการได้รับความยุติธรรมของผู้เสียหาย หรือเหยื่อในคดีอาญารวมทั้งประชาชนในสังคม เนื่องจากในบางกรณีเป็นฐานความผิดที่มีความร้ายแรง และเป็นอันตรายต่อสังคม แต่ผู้กระทำความผิดกลับไม่ถูกลงโทษ ยิ่งไปกว่านั้นอาจทำให้ผู้เสียหายไม่ได้รับความยุติธรรม และบุคคลทั่วไปย่อมเข้าใจว่าการกระทำร้ายแรงเช่นนั้นสามารถกระทำได้โดยไม่ต้องรับผลใด ๆ จากการกระทำดังกล่าว</p> <p>ฉะนั้นจึงควรปรับปรุงแก้ไข และจัดทำคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น โดยการกำหนดแนวทาง หรือข้อพิจารณาที่ผู้ใช้กฎหมายควรให้การคำนึง และให้ความสำคัญยิ่งขึ้นเกี่ยวกับฐานความผิดร้ายแรงที่ไม่ควรรอการกำหนดโทษหรือรอการลงโทษ เพื่อให้การลงโทษเป็นไปตามสัดส่วนของการกระทำความผิด และตรงตามทฤษฎีวัตถุประสงค์ของการลงโทษ</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ณฐา วิเชียร
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/lawchulajournal/article/view/274764
มาตรการคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวของเด็ก: กรณีศึกษาการโฆษณาโดยเจาะจงตัวบุคคลในประเทศไทย
2024-06-18T13:21:50+07:00
เจนจิรา ดาวเรือง
Janejira.dr@gmail.com
<p>การโฆษณาโดยเจาะจงตัวบุคคลส่งผลกระทบต่อสิทธิในความเป็นส่วนตัวของเด็กทั้งในรูปแบบของการเฝ้ามองพฤติกรรมทางออนไลน์ การเก็บรวบรวม ใช้ หรือการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับความยินยอมหรือไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ การทำโปรไฟล์ หรือการนำเสนอโฆษณาที่ตอบสนองต่อความต้องการหรือลักษณะเฉพาะของตัวเด็ก สามารถชักจูงความคิดหรือกระตุ้นความต้องการของผู้รับโฆษณาได้โดยเฉพาะเพื่อแสวงหาประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง หรือวัตถุประสงค์อื่นใด การที่เด็กซึ่งเป็นบุคคลกลุ่มเปราะบางของสังคมอาจมีความรู้ความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลและเครือข่ายออนไลน์และมีวิจารณญาณในการรับสื่อโฆษณาที่ไม่เพียงพอ ส่งผลให้เด็กมีความเสี่ยงจากการตกเป็นเป้าหมายของการแทรกแซงสิทธิในความเป็นส่วนตัวและการแสวงหาประโยชน์อันไม่ชอบจากการกระทำดังกล่าวได้โดยง่าย จากการศึกษาพิจารณาได้ว่า กฎหมายภายในของไทยในปัจจุบันอาจมีไม่เพียงพอสำหรับการคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวของเด็กจากการโฆษณาโดยเจาะจงตัวบุคคลตามมาตรฐานระหว่างประเทศ ดังนั้น บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาแนวทางการพัฒนามาตรการทางกฎหมายที่เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบันเพื่อคุ้มครองสิทธิในความเป็นส่วนตัวของเด็กให้สอดคล้องกับพันธกรณีของประเทศไทยที่มีอยู่ตามกฎหมายระหว่างประเทศ</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เจนจิรา ดาวเรือง
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/lawchulajournal/article/view/280817
หลักการพัฒนาที่ยั่งยืนในกฎหมายป่าไม้ของประเทศไทย: พัฒนาการทางประวัติศาสตร์จากอดีตจนถึงปัจจุบัน
2025-05-02T12:22:56+07:00
ปวรุตม์ จงศิริรักษ์
pawarut.jongsirirag@gmail.com
<p>การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) เป็นแนวคิดด้านการพัฒนาที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลและมีบทบาทเป็นแนวทางการพัฒนาที่ทุกประเทศนำไปปรับใช้ โดยมีนิยามว่า การพัฒนาที่ตอบสนองความต้องการของคนรุ่นปัจจุบัน โดยไม่กระทบต่อความสามารถในการตอบสนองความต้องการของคนรุ่นอนาคต โดยมี สามเสาหลักแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน (The three pillars of sustainability) เป็นหัวใจสำคัญของหลักการ ซึ่งการบูรณาการมิติด้านการพัฒนาทั้งสามด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ให้สอดคล้องกัน ซึ่งประเทศไทยมีพันธกิจในระดับสากลในการนำหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนมาปรับใช้กับการพัฒนาภายในประเทศทุกภาคส่วน รวมถึงการจัดการป่าไม้อันเป็นทรัพยากรธรรมชาติภายในประเทศ</p> <p>บทความฉบับนี้จึงเป็นการศึกษาและวิเคราะห์กฎหมายป่าไม้ของไทย โดยศึกษาในเชิงประวัติศาสตร์กฎหมายนับตั้งแต่ก่อนการก่อตั้งกรมป่าไม้ในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นช่วงแรกเริ่มของการตรากฎหมายป่าไม้ มาจนถึงกฎหมายป่าไม้ในช่วงเวลาปัจจุบัน เพื่อชี้ให้เห็นว่ากฎหมายป่าไม้ของไทยได้นำเอาหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนมาปรับใช้จริงและมีความสอดคล้องกับพัฒนาการของหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยปรากฏผ่านหลักการของกฎหมายป่าไม้ในหลายภาคส่วนที่แสดงให้เห็นถึงการบูรณาการทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปวรุตม์ จงศิริรักษ์
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/lawchulajournal/article/view/283360
นัยของพันธกรณีตามความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุนต่อการทำหน้าที่ของศาลในการกำกับดูแลการอนุญาโตตุลาการทางพาณิชย์ระหว่างประเทศ
2025-09-09T12:26:15+07:00
โชติกา วิทยาวรากุล
chotika.w@chula.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้ศึกษาพันธกรณีภายใต้ความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการกระทำทางตุลาการ และแนวคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่ระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐกับนักลงทุน เพื่อวิเคราะห์นัยของพันธกรณีของรัฐตามความตกลงดังกล่าวต่อการทำหน้าที่ของศาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการกำกับดูแลการอนุญาโต ตุลาการทางพาณิชย์ มีหลายคดีที่นักลงทุนกล่าวหาว่าการกระทำของศาลในการกำกับดูแลการอนุญาโตตุลาการทางพาณิชย์ละเมิดพันธกรณีของรัฐตามความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุน ซึ่งทำให้คณะอนุญาโตตุลาการต้องทบทวนคำพิพากษาและคำสั่งของศาลภายใน จากการศึกษาพบว่าคณะอนุญาโตตุลาการมีแนวโน้มที่จะยอมรับดุลพินิจของศาลภายใน กรณีที่ถือว่าการกระทำของศาลเป็นการละเมิดพันธกรณีตามความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุนต้องเป็นกรณีที่การกระทำของศาลมีความบกพร่องอย่างร้ายแรงซึ่งพิจารณาจากมาตรฐานระหว่างประเทศ อนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับนับถือและการบังคับตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ค.ศ. 1958 มีบทบาทสำคัญในการพิจารณาความรับผิดของรัฐตามความตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการลงทุน</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 โชติกา วิทยาวรากุล