วารสารกฎหมาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/lawchulajournal <p>วารสารกฎหมาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นวารสารวิชาการสาขาวิชานิติศาสตร์ มีเป้าหมายและขอบเขตเพื่อตีพิมพ์บทความวิชาการและบทความวิจัยในสาขาวิชานิติศาสตร์ที่มีเนื้อหาน่าสนใจ ทันสมัย ริเริ่มสร้างสรรค์ และมีข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ต่อวงการวิชาการสาขาวิชานิติศาสตร์และต่อสังคมในวงกว้าง&nbsp;</p> Faculty of Law, Chulalongkorn University th-TH วารสารกฎหมาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 3057-0980 <p><strong>ลิขสิทธิ์และเนื้อหาในเว็บไซต์ของวารสารกฎหมาย (รวมถึง โดยไม่จำกัดเฉพาะ เนื้อหา รหัสคอมพิวเตอร์ งานศิลป์ ภาพถ่าย รูปภาพ ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ) เป็นกรรมสิทธิ์ของวารสารกฎหมาย และผู้ได้รับการโอนสิทธิทุกราย<br /></strong>1. วารสารกฎหมาย ให้อนุญาตให้คุณใช้สิทธิอันไม่เฉพาะเจาะจงที่สามารถถูกถอนเมื่อใดก็ได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ในการ<br />- เยี่ยมชมเว็บไซต์และเอกสารในเว็บไซต์นี้ จากคอมพิวเตอร์หรือเครื่องมือสื่อสารผ่านเว็บบราวเซอร์<br />- คัดลอกและจัดเก็บเว็บไซต์และเอกสารในเว็บไซต์นี้บนลงคอมพิวเตอร์ของคุณผ่านระบบความจำ cache<br />- สั่งพิมพ์เอกสารจากเว็บไซต์นี้สำหรับการใช้ส่วนตัวของคุณ<br />- ผลงานที่ได้รับการตีพิมพ์โดยวารสารกฎหมาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถูกคุ้มครองภายใต้ <span style="text-decoration: underline;">Creative Commons Attribution 4.0 International License</span> ซึ่งอนุญาตให้ทุกคนสามารถคัดลอก แจกจ่าย ดัดแปลง ส่งต่อ ผลงานได้ ก็ต่อเมื่อผลงานและแหล่งข้อมูลได้รับการอ้างอิงอย่างเหมาะสม<br />2. วารสารกฎหมาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สงวนสิทธิ์ไม่อนุญาตให้คุณใช้สิทธิอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์และเอกสารบนเว็บไซต์นี้ เช่น การคัดลอก ดัดแปลง เปลี่ยนแปลง ส่งต่อ ตีพิมพ์ แจกจ่าย เผยแพร่ จัดแสดงในที่สาธารณะ ไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม ซึ่งเว็บไซต์หรือเอกสารบนเว็บไซต์ โดยไม่อ้างอิงถึงแหล่งข้อมูลหรือโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากวารสารกฎหมาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย<br />3. คุณอาจขออนุญาตที่จะใช้เอกสารอันมีลิขสิทธิ์บนเว็บไซต์นี้โดยการเขียนอีเมลล์มายัง <em>journal@law.chula.ac.th</em><br />4. วารสารกฎหมาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้มงวดกับการคุ้มครองลิขสิทธิ์อย่างมาก หากวารสารกฎหมาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพบว่าคุณได้ใช้เอกสารอันมีลิขสิทธิ์บนเว็บไซต์นี้โดยไม่ถูกต้องตามการอนุญาตให้ใช้สิทธิ ดังที่กล่าวไปข้างต้น วารสารกฎหมาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอาจดำเนินคดีตามกฎหมายต่อคุณได้ เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายที่เป็นตัวเงินและคำขอชั่วคราวให้คุณหยุดการใช้เอกสารดังกล่าว ทั้งนี้ คุณอาจถูกสั่งให้ชดใช้ค่าใช้จ่ายใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการตามกฎหมายนี้<br /><br /><strong>หากคุณพบเห็นการใช้เอกสารอันมีลิขสิทธิ์ของวารสารกฎหมาย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ขัดหรืออาจขัดต่อการอนุญาตให้ใช้สิทธิดังที่ได้กล่าวไปข้างต้น โดยเชื่อว่าได้ละเมิดลิขสิทธิ์ของคุณหรือของผู้อื่น สามารถร้องเรียนมาได้ที่ </strong><em>journal@law.chula.ac.th</em></p> <p> </p> ข้อจำกัดสิทธิและเสรีภาพของพระภิกษุในระบบกฎหมายไทย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/lawchulajournal/article/view/281729 <p>สิทธิและเสรีภาพของพระภิกษุในระบบกฎหมายไทยถูกจำกัดหลายประการด้วยกัน ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับที่ผ่านมามีบทบัญญัติว่าพระภิกษุเป็นผู้ไม่มีสิทธิเลือกตั้งมาโดยตลอด ทำให้พระภิกษุไม่มีสิทธิประเภทอื่น ๆ ตามมา เช่น สิทธิในการลงประชามติ สิทธิในการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายหรือแก้กฎหมาย ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 29 กำหนดให้เจ้าหน้าที่ราชอาณาจักร คือ พนักงานสอบสวนมีอำนาจสละสมณเพศพระภิกษุผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญาได้ และกำหนด ให้องค์กรคณะสงฆ์ คือ “มหาเถรสมาคม” ออกกฎ คำสั่ง มติ ระเบียบต่าง ๆ มาบังคับใช้กับพระภิกษุ ทำให้เกิดการจำกัดสิทธิภายในคณะสงฆ์มากขึ้นเรื่อย ๆ ปรากฏว่ากฎหมายเหล่านั้นบางฉบับไม่สอดคล้องกับหลักสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน บางฉบับไม่สอดคล้องกับหลักการการจำกัดสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ และบางฉบับไม่สอดคล้องกับหลักพระธรรมวินัยของสงฆ์ บทความนี้จึงมุ่งพิจารณาว่ากฎหมายที่ตราขึ้นมาเพื่อจำกัดสิทธิและเสรีภาพนั้นเป็นไปสอดคล้องตามหลักสิทธิมนุษยชน รัฐธรรมนูญ กฎหมายบ้านเมือง และหลักพระธรรมวินัย มีผลสัมพันธ์กันหรือไม่ และได้ศึกษาเปรียบเทียบกับพระภิกษุในประเทศพม่า และประเทศศรีลังกา ซึ่งเป็นพุทธศาสนาเถรวาทเช่นเดียวกับพระภิกษุในประเทศไทย เพื่อแก้ไขกฎหมายให้เหมาะสมกับพระภิกษุในสังคมไทยต่อไป</p> พระมหา อนุวงศ์ เมอมะนา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 พระมหา อนุวงศ์ เมอมะนา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 44 1 114 152 10.58837/lawchulajournal.v44i1.281729 เสรีภาพในการบันทึกทัศนียภาพตามกฎหมายลิขสิทธิ์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/lawchulajournal/article/view/282931 <p>เสรีภาพในการบันทึกทัศนียภาพ (freedom of panorama) เป็นหลักการที่ถูกพัฒนาขึ้นในลักษณะของการเป็นข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ เพื่อทำให้บุคคลสามารถบันทึกภาพอาคารสิ่งปลูกสร้าง ประติมากรรม หรืองานศิลปกรรมอันมีลิขสิทธิ์ที่ตั้งอยู่ถาวรในที่สาธารณะได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ หลักการนี้มุ่งที่จะสร้างสมดุลระหว่างสิทธิของเจ้าของผลงานที่ตั้งอยู่ในที่สาธารณะกับประโยชน์ของสาธารณชนและคุณค่าทางศิลปะในทัศนียภาพ แม้เสรีภาพในการบันทึกทัศนียภาพจะได้รับการยอมรับและบัญญัติเป็นข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ในกฎหมายหลายประเทศทั่วโลก แต่กลับไม่มีนิยามและขอบเขตที่แน่ชัดและเป็นหนึ่งเดียวกัน ทั้งนี้การกำหนดขอบเขตของเสรีภาพในการบันทึกทัศนียภาพให้กว้างย่อมเป็นการจำกัดสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์ แต่การให้ขอบเขตของเสรีภาพในการบันทึกทัศนียภาพที่แคบเกินไปก็จะเป็นการจำกัดเสรีภาพของปัจเจกชนและกระทบต่อประโยชน์สาธารณะ บทความวิจัยนี้นำเสนอที่มา หลักการและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการบันทึกทัศนียภาพ โดยศึกษาวิเคราะห์บทบัญญัติข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ที่เกี่ยวกับเสรีภาพในการบันทึกทัศนียภาพตามกฎหมายในต่างประเทศจำนวน 20 ประเทศและบทบัญญัติของประเทศไทย บทความวิจัยนี้เสนอบทวิเคราะห์ในประเด็นการกำหนดขอบเขต การปรับใช้และการตีความบทบัญญัติเพื่อให้สอดคล้องกับหลักคิดพื้นฐานของเสรีภาพในการบันทึกทัศนียภาพและหลักการกำหนดข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ โดยคำนึงถึงการถ่วงดุลอย่างเหมาะสมระหว่างสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์กับคุณค่าของเสรีภาพในการบันทึกทัศนียภาพในประเด็นสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ การกำหนดประเภทของงานอันมีลิขสิทธิ์ที่อยู่ภายใต้ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ ลักษณะการตั้งอยู่ของงานนั้น ลักษณะการกระทำที่อนุญาตให้กระทำต่องานเหล่านั้น ขอบเขตการนำงานไปใช้ในทางพาณิชย์ และการกำหนดเงื่อนไขอื่นเพิ่มเติม</p> คนึงนิจ ขาวแสง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คนึงนิจ ขาวแสง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 44 1 153 209 10.58837/lawchulajournal.v44i1.282931 ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการบังคับใช้พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ในประเทศไทย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/lawchulajournal/article/view/281633 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาความเป็นมา แนวคิด และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอนุญาโตตุลาการของประเทศไทย โดยเปรียบเทียบกับหลักการในอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับและการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ค.ศ. 1958 (อนุสัญญานิวยอร์ก) กฎหมายแม่แบบว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการพาณิชย์ระหว่างประเทศของคณะกรรมาธิการกฎหมายการค้าระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ กฎหมายว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการของสหราชอาณาจักร และกฎหมายว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการของสาธารณรัฐสิงคโปร์ (2) ศึกษาและเปรียบเทียบกระบวนการอนุญาโตตุลาการของประเทศไทยกับแนวปฏิบัติสากล (3) วิเคราะห์ปัญหาในการบังคับใช้พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ที่เป็นอุปสรรคต่อประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของกระบวนการอนุญาโตตุลาการในประเทศไทย และ (4) เสนอแนะแนวทางปรับปรุงกฎหมายให้เหมาะสมและทันสมัยยิ่งขึ้น</p> <p>งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการศึกษาค้นคว้าเอกสารจากอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับและการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ค.ศ. 1958 กฎหมายแม่แบบว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการพาณิชย์ระหว่างประเทศของคณะกรรมาธิการกฎหมายการค้าระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ กฎหมายว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการของสหราชอาณาจักร และกฎหมายว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการของสาธารณรัฐสิงคโปร์ ตลอดจนตำรา บทความวิชาการ คำพิพากษา งานวิจัย และวิทยานิพนธ์ทั้งภาษาไทยและต่างประเทศ โดยมุ่งวิเคราะห์เปรียบเทียบประเด็นสำคัญเพื่อเสนอข้อเสนอแนะในการพัฒนากฎหมายไทย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการอนุญาโตตุลาการ เช่น ทฤษฎีอำนาจรัฐ ทฤษฎีสัญญา และทฤษฎีความเป็นเอกเทศ รวมถึงหลักความเป็นอิสระของคู่กรณีและหลักพันธกรณีตามสัญญา ยังไม่ถูกประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมในประเทศไทย ทำให้กระบวนการอนุญาโตตุลาการขาดความยืดหยุ่น (2) ข้อพิพาทที่ไม่อาจเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการตามมาตรา 40 วรรคสอง (2) (ก) ยังไม่มีการบัญญัติให้ชัดเจน ส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนในการตีความ (3) หลักเกณฑ์การเพิกถอนคำชี้ขาดที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามมาตรา 40 วรรคสอง (2) (ข) ยังขาดแนวทางการตีความที่แน่นอน และเปิดช่องให้ใช้ดุลพินิจเกินจำเป็น (4) มาตรการคุ้มครองชั่วคราวตามมาตรา 16 ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ เนื่องจากต้องอาศัยข้อตกลงของคู่กรณีและขาดกลไกรองรับจากศาล และ (5) เมื่อเปรียบเทียบกับกฎหมายของประเทศที่มีกระบวนการอนุญาโตตุลาการที่พัฒนาแล้ว เช่น สหราชอาณาจักร สาธารณรัฐสิงคโปร์ รวมถึงอนุสัญญาว่าด้วยการยอมรับและการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการต่างประเทศ ค.ศ. 1958 กฎหมายแม่แบบว่าด้วยการอนุญาโตตุลาการพาณิชย์ระหว่างประเทศของคณะกรรมาธิการกฎหมายการค้าระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ พบว่า ประเทศเหล่านี้มีแนวทางที่ส่งเสริมกระบวนการอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านบทบาทของศาล การตีความนโยบายสาธารณะ และการบังคับใช้มาตรการคุ้มครองชั่วคราว ซึ่งประเทศไทยควรนำมาเป็นแนวทาง โดยเฉพาะการกำหนดข้อยกเว้นของข้อพิพาทให้ชัดเจน การจำกัดขอบเขตของความสงบเรียบร้อยตามหลักนิติธรรม และการส่งเสริมบทบาทของศาลในการสนับสนุนมาตรการคุ้มครองชั่วคราว เพื่อยกระดับกระบวนการอนุญาโตตุลาการของไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล</p> สิริภัทร์ อุดาการ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สิริภัทร์ อุดาการ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 44 1 210 236 10.58837/lawchulajournal.v44i1.281633 ความเหมาะสมของการนำค่าเสียหายในเชิงลงโทษมาใช้ในบริบทของประเทศไทย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/lawchulajournal/article/view/284512 <p>-</p> ศักดา ธนิตกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ศักดา ธนิตกุล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 44 1 238 247 10.58837/lawchulajournal.v44i1.284512 การบริหารจัดการอวกาศ: บทบาทหน้าที่ของอนุญาโตตุลาการในกฎหมายอวกาศและข้อพิพาทที่เกี่ยวกับอวกาศ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/lawchulajournal/article/view/276493 <p>กฎหมายอวกาศอันเป็นกฎหมายที่น่าจับตามองและกำลังพัฒนาในสาขากฎหมายระหว่างประเทศกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายแปลกใหม่เนื่องด้วยกิจกรรมส่วนบุคคลทางอวกาศ ซึ่งประกอบไปด้วยการปฏิบัติการของดาวเทียม การทำเหมืองอวกาศ และการท่องเที่ยวอวกาศ โดยอดีตนั้นกฎหมายอวกาศถูกพัฒนาจากการมีปฏิสัมพันธ์ทางการทูตและทางการเมืองระหว่างรัฐต่าง ๆ จนนำไปสู่ข้อพิพาทที่ถูกแก้ไขด้วยการเจรจามากกว่าการสร้างกลไกทางกฎหมายขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม การที่องค์กรเอกชนเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องมากขึ้นในกิจกรรมทางอวกาศส่งผลให้อนุญาโตตุลาการถูกนำมาใช้เป็นกลไกในการระงับข้อพิพาทแทน บทความนี้จะพินิจพิจารณาบทบาทของอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทที่เกี่ยวข้องกับอวกาศโดยเน้นย้ำถึงความสำคัญจากมุมมองทางกฎหมายที่วิธีการระงับข้อพิพาทแบบดั้งเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป </p> <p>ประเด็นถกเถียงจะเริ่มด้วยภาพรวมของพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของกฎหมายอวกาศ รวมถึงสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องหลัก ๆ เช่น สนธิสัญญาอวกาศ อนุสัญญาความรับผิดและอนุสัญญาดวงจันทร์ จากนั้นบทความนี้จะวินิจฉัยความซับซ้อนของการอนุญาโตตุลาการในกฎหมายอวกาศ โดยจะเน้นความสำคัญไปที่ปัญหาต่าง ๆ เช่น ความรับผิด เขตอำนาจศาล การบังคับใช้ และการรักษาความลับ ยิ่งไปกว่านั้นจะกล่าวไปถึงโครงสร้างอนุญาโตตุลาการที่อาจต้องปรับเปลี่ยนในปัจจุบัน เช่น กฎเกณฑ์เสริมสำหรับการอนุญาโตตุลาการในข้อพิพาทเกี่ยวกับกิจกรรมทางอวกาศเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของการค้าอวกาศโดยเอกชน และจะสรุปบทความนี้ด้วยการถกเถียงแนวทางที่เป็นไปได้ในอนาคต ซึ่งรวมไปถึงการจัดตั้งองค์กรอนุญาโตตุลาการเฉพาะทางที่จะสร้างกลไกในลักษณะการระงับข้อพิพาทที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วในอวกาศ การศึกษาค้นคว้านี้มุ่งที่จะแสดงข้อมูลเชิงลึกในประเด็นของกลไกทางกฎหมายที่มีอยู่นั้นเพียงพอแล้วหรือจำเป็นต้องมีการวางกลไกใหม่ที่มีความเป็นหนึ่งเดียวกันเพื่อรับมือกับความท้าทายที่เกิดขึ้นใหม่ในการบริหารจัดการอวกาศ </p> แอนเดรียส เซลา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 แอนเดรียส เซลา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 44 1 1 32 10.58837/lawchulajournal.v44i1.276493 การปฏิรูปงานแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด: การประเมินผลกระทบจากการแปรรูปรัฐวิสาหกิจแบบบางส่วนในงานคุมประพฤติของสหราชอาณาจักร https://so01.tci-thaijo.org/index.php/lawchulajournal/article/view/280955 <p>บทความนี้วิเคราะห์ผลลัพธ์ของนโยบาย “Transforming Rehabilitation” ซึ่งเป็นการปฏิรูปโครงสร้างงานคุมประพฤติในสหราชอาณาจักรโดยให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงาน ภายใต้ความประสงค์ในการลดอัตราการกระทำผิดซ้ำ เพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน และเสริมสร้างนวัตกรรมในการบริหารจัดการผู้กระทำผิด การปฏิรูปนี้ได้มอบหมายหน้าที่โดยให้บริษัทเอกชนที่เป็นผู้รับผิดชอบในการดูแลผู้กระทำผิดที่มีความเสี่ยงต่ำถึงปานกลางผ่านวิสาหกิจเพื่อการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดในชุมชน (Community Rehabilitation Companies) ในขณะที่หน่วยงานคุมประพฤติแห่งชาติ (National Probation Service) ยังคงรับผิดชอบผู้กระทำผิดที่มีความเสี่ยงสูง การประยุกต์ใช้เครื่องมือทางการเงิน เช่น “ค่าตอบแทนตามการให้บริการ” และ “การจ่ายเงินตามผลลัพธ์” ถูกนำมาใช้เพื่อดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนและคาดหวังว่าจะเกิดนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี</p> <p>จากการศึกษาพบว่าผลการดำเนินงานตามแผนปฏิรูปไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด ผู้ให้บริการเอกชนไม่สามารถจัดทำบริการเพื่อสนับสนุนการกลับคืนสู่สังคมได้อย่างเพียงพอ ส่งผลให้ผู้กระทำผิดที่ได้รับการแก้ไขฟื้นฟูไม่ได้รับความช่วยเหลือ การให้บริการงานคุมประพฤติขาดความคิดริเริ่มใหม่ และมาตรฐานงานและคุณภาพลดลง ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากการขาดการทดลองนำร่องที่เพียงพอก่อนการขยายผล รวมถึงข้อบกพร่องในกระบวนการประเมินความเสี่ยง ปัญหาทางการเงินทำให้วิสาหกิจเพื่อการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดในชุมชนหลายแห่งล้มละลาย ผลกระทบต่อเสถียรภาพของงานคุมประพฤติและความเชื่อมั่นของประชาชนที่ลดลง จนกลายเป็นปัจจัยให้แนวคิดการลงโทษได้รับความนิยม ขณะที่แนวทางการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดในชุมชนถูกลดบทบาทลง</p> <p>บทความเสนอแนวทางแก้ไขที่สำคัญ ได้แก่ การจำกัดบทบาทของภาคเอกชนให้เป็นเพียงผู้สนับสนุนงานคุมประพฤติ เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับหน่วยงานคุมประพฤติแห่งชาติในฐานะผู้ให้บริการในการจัดทำงานคุมประพฤติ และการออกแบบเครื่องมือทางการเงินใหม่ที่สร้างแรงจูงใจและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายและภาคประชาชน นอกจากนี้ บทความยังเสนอแนะให้มีการนำร่องอย่างเป็นระบบเพื่อให้สามารถประเมินความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ และสร้างกลไกการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาคุณภาพบริการและสร้างความเชื่อมั่นต่องานคุมประพฤติอย่างยั่งยืน</p> สุภัทร์ ภู่พานิชเจริญกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สุภัทร์ ภู่พานิชเจริญกูล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 44 1 33 79 10.58837/lawchulajournal.v44i1.280955 ทำไมในความรับผิดของปัญญาประดิษฐ์ถึงควรเปลี่ยนจากทฤษฎีความผิดเป็นทฤษฎีความรับผิดขององค์กร https://so01.tci-thaijo.org/index.php/lawchulajournal/article/view/281356 <p>ปัญญาประดิษฐ์เข้ามามีบทบาทต่อการดำเนินชีวิตของบุคคลอย่างมาก ทำให้เกิดปัญหาความรับผิดจากความบกพร่องของปัญญาประดิษฐ์ จากคุณสมบัติเฉพาะที่มีความซับซ้อนและความเป็นอิสระจากการควบคุมของมนุษย์ ทำให้การใช้ทฤษฎีความผิดที่มุ่งหาตัวผู้กระทำผิดมารับผิดชอบต่อความบกพร่องของปัญญาประดิษฐ์นั้นไม่เหมาะสมอีกต่อไป เนื่องจากทฤษฎีความผิดมุ่งหาผู้กระทำความผิดโดยเจตนาหรือประมาท โดยมุ่งเน้นที่ตัวบุคคลผู้กระทำผิด ทำให้ผู้เสียหายไม่ได้รับความเป็นธรรม ต้องพิสูจน์ต่อศาลว่ามีการกระทำผิดโดยเจตนาหรือประมาทเกิดขึ้น ทั้งที่โดยคุณสมบัติของปัญญาประดิษฐ์นั้นมีความซับซ้อนทางเทคโนโลยี ผู้เสียหายไม่อาจพิสูจน์ความผิดหรือความเกี่ยวข้องระหว่างเหตุและผลของการกระทำและการตัดสินใจของปัญญาประดิษฐ์ได้โดยง่าย ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องนำทฤษฎีความรับผิดขององค์กรมาใช้ เพื่อให้ผู้ผลิตปัญญาประดิษฐ์รับผิดต่อความบกพร่องของปัญญาประดิษฐ์แม้ไม่มีความผิดเกิดขึ้นก็ตาม โดยเป็นการรับผิดในความบกพร่องชำรุดของปัญญาประดิษฐ์โดยตรง ทั้งนี้ผู้เสียหายจะมีภาระการพิสูจน์เพียงว่าปัญญาประดิษฐ์นั้นมีความชำรุดบกพร่องและก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้เสียหายเท่านั้น ซึ่งหลักทฤษฎีความรับผิดขององค์กรมุ่งเน้นที่การกระจายความเสี่ยงและการคิดต้นทุนการผลิตภายในองค์กร หลักการนี้จะทำให้ผู้ผลิตสามารถคำนวณต้นทุนความเสียหายได้ล่วงหน้าและสามารถกระจายความเสี่ยงไปยังผู้มีส่วนได้เสียหรือผู้บริโภคในตลาด ไม่จำต้องแบกรับภาระของต้นทุนสินค้าและความเสียหายแต่เพียงผู้เดียว ความรับผิดขององค์กรจึงเป็นความรับผิดเด็ดขาดของผู้ผลิต ซึ่งมีความเหมาะสมกับปัญญาประดิษฐ์มากกว่าการใช้ทฤษฎีความผิดแบบดั้งเดิม</p> ลดาวัลย์ ใยมณี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ลดาวัลย์ ใยมณี https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-03-31 2026-03-31 44 1 80 112 10.58837/lawchulajournal.v44i1.281356