มมร ล้านนาวิชาการ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal <p><strong>วารสาร มมร ล้านนาวิชาการ (Academic Journal of MBU Lanna)</strong> ของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา จังหวัดเชียงใหม่ เป็นวารสารที่เผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการ ซึ่งบทความจะได้รับการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้อง จำนวน 2 หรือ 3 ท่าน ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Double-blind Peer review) เพื่อประเมินบทความให้มีคุณภาพทางวิชาการตามเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจสามารถนําผลงานมาเผยแพร่และนำองค์ความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในด้านพระพุทธศาสนา ด้านการศึกษา และด้านสังคมต่อไป</p> <p><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขตของวารสาร (Aim and Scope) <br /></strong>มีวัตถุประสงค์ในมิติที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์ต่าง ๆ ดังนี้ 1) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา 2) สาขาศึกษาศาสตร์ และ 3) สาขาสังคมศาสตร์</p> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่ (Publication Frequency)</strong> <br />ปีละ 2 ฉบับ ดังนี้ <br />✎ ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน (January-June) <br />✎ ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม (July-December)</p> <p><strong>ISSN: </strong>3027-8961 (Online)</p> th-TH <p>ผลการวิจัยและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความ ถือเป็นความคิดเห็นและอยู่ในความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความ มิใช่ความเห็นหรือความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ หรือมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา ทั้งนี้ไม่รวมความผิดพลาดอันเกิดจากการพิมพ์</p> <p>บทความที่ได้รับการเผยแพร่โดยวารสาร มมร วิชาการล้านนาถือเป็นสิทธิ์ของวารสารฯ</p> suramatiii@outlook.co.th (พระมหาวีรศักดิ์ สุรเมธี, ผศ.ดร.) surisa.wut@mbu.ac.th (สุริษา ภูกงลี) Wed, 24 Jun 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การพัฒนาครูในการสร้างสื่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ของโรงเรียนประถมศึกษา https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/283316 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการของครูในการสร้างสื่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ของโรงเรียนบ้านเชียงดาว 2) พัฒนาความสามารถของครูในการสร้างสื่อดังกล่าว 3) ประเมินความสามารถของครู เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูและผู้บริหารโรงเรียนบ้านเชียงดาว 51 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินความเหมาะสมของเครื่องมือ 3 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบประเมินความเหมาะสม โครงการพัฒนาครู แบบบันทึกกิจกรรม PLC และแบบประเมินความสามารถของครู โดยมีผลการประเมินค่า IOC = 1 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li>ครูมีความต้องการสร้างสื่อฯ ตามแนวคิดการจัดการ 4M ได้แก่ ด้านบุคลากร ต้องการทักษะการสร้างเนื้อหาข้อความ ภาพ มัลติมีเดีย และมีครูพี่เลี้ยงให้คำแนะนำ ด้านงบประมาณ ต้องการให้มีการสนับสนุนงบประมาณอย่างต่อเนื่อง ด้านวัสดุอุปกรณ์ ต้องการระบบจัดเก็บสื่อเพิ่มเติม และด้านการจัดการ ต้องการเครือข่ายแลกเปลี่ยนเรียนรู้และระบบประเมินผลสื่อฯ</li> <li>กระบวนการในการพัฒนาครู ได้ออกแบบโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ เน้นการใช้เครื่องมือ AI ได้แก่ Perplexity (ข้อความ) Midjourney (ภาพ/มัลติมีเดีย) Botnoi Voice (เสียง) และ Kling AI (วิดีโอ) จากนั้นนำโครงการไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิทำการประเมินความเหมาะสมของโครงการ ผลการประเมินพบว่า โครงการมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ต่อมาทางโรงเรียนได้ดำเนินการตามโครงการเป็นเวลา 9 สัปดาห์ พบว่า กิจกรรม PLC ส่งเสริมให้ครูมีความรู้ ความเข้าใจ และแก้ปัญหาการสร้างสื่อได้อย่างเป็นระบบ</li> <li>ผลการประเมินความสามารถครู พบว่า การประเมินตามทฤษฎีระบบทั้งสามด้าน พบว่าครูมีความสามารถโดยรวมในระดับมากที่สุด โดยด้านปัจจัยป้อนเข้า มีค่าเฉลี่ย 4.72 และด้านผลผลิต มีค่าเฉลี่ย 4.58 อยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนด้านกระบวนการ (ค่าเฉลี่ย 4.23) อยู่ในระดับมาก</li> </ol> ธีรารัตน์ ชมภูทีป, พัชรีวรรณ กิจมี, พรสันต์ เลิศวิทยาวิวัฒน์, รตนภูมิ โนสุ, สุกัญญา นิมานันท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มมร ล้านนาวิชาการ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/283316 Wed, 24 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการสื่อและเทคโนโลยีโดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนการสอน แบบผสมผสานเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในโรงเรียนวัดแม่ริมวิทยา https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/283084 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นการบริหารจัดการสื่อและเทคโนโลยีโดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสาน 2) สร้างและพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการสื่อและเทคโนโลยีโดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสาน 3) ทดลองรูปแบบการบริหารจัดการสื่อและเทคโนโลยีโดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสาน 4) ประเมินผลและพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการสื่อและเทคโนโลยีโดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสาน เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในโรงเรียนวัดแม่ริมวิทยา เป็นการวิจัยแบบการวิจัยและพัฒนา กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ ครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 24 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบประเมินความต้องการจำเป็นแบบตอบสนองคู่ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li>ครูมีความต้องการจำเป็นเร่งด่วน 3 อันดับแรก ได้แก่ 1) ด้านผู้เรียนสามารถเข้าถึงแหล่งการเรียนรู้อื่น ๆ ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนอกเหนือจากที่ผู้สอนกำหนด 2) ด้านผู้เรียนสามารถสอบถามแลกเปลี่ยนความคิดเห็นหรือข้อสงสัยกับผู้สอนในห้องเรียน และ 3) ด้านการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นผ่านทางระบบออนไลน์เป็นส่วนหนึ่งในการประเมินผลในรายวิชา ตามลำดับ</li> <li>รูปแบบประกอบด้วย กิจกรรมการเรียนรู้ แหล่งการเรียนรู้ การให้ผลป้อนกลับ การติดต่อสื่อสารระหว่างผู้เรียน-ผู้เรียน การติดต่อสื่อสารระหว่างผู้เรียน-ผู้สอน และการประเมินผลการเรียน สำหรับประสิทธิภาพของรูปแบบมีค่าเฉลี่ยอยู่ระดับมากที่สุดทุกด้าน</li> <li>ผลการทดลองใช้และประเมินรูปแบบ พบว่า รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีค่า E1/ E2 เท่ากับ 88.53/89.96 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้คือ 80/80 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> </ol> กมลชัย กิติทรัพย์, พศิน แตงจวง, ฉัตรชัย ศิริกุลพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มมร ล้านนาวิชาการ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/283084 Wed, 24 Jun 2026 00:00:00 +0700 วิเคราะห์เชิงปรัชญาในแนวคิดและวิธีการเจริญสติ เพื่อพัฒนาปัญญาของติช นัท ฮันห์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/284749 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิดและวิธีการเจริญสติในหลักพุทธปรัชญาทั้งฝ่ายเถรวาท มหายาน และนิกายเซน 2) ศึกษาแนวคิดและวิธีการเจริญสติเพื่อพัฒนาปัญญาของติช นัท ฮันห์ พระมหาเถระนิกายเซนชาวเวียดนาม 3) วิเคราะห์เชิงปรัชญาในแนวคิดและวิธีการเจริญสติเพื่อพัฒนาปัญญาของติช นัท ฮันห์ โดยใช้กรอบญาณวิทยา การวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ รูปแบบการวิจัยเชิงเอกสาร โดยศึกษาจากเอกสารทางพุทธศาสนา พุทธปรัชญา และผลงานของติช นัท ฮันห์ และวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <p>การเจริญสติในพุทธปรัชญา 3 นิกายมีความแตกต่างกัน ฝ่ายเถรวาทเจริญสติผ่านสติปัฏฐาน 4 ฝ่ายมหายานและนิกายเซนเจริญสติผ่านซาเซน มอนโด ซันเซน และโกอาน แนวคิดและวิธีเจริญสติเพื่อพัฒนาปัญญาของติช นัท ฮันห์ คือรากฐานของความสุขซึ่งนำไปสู่การแก้ปัญหาที่แท้จริง โดยเจริญสติทางกาย เวทนา จิต และธรรม วิเคราะห์เชิงปรัชญาตามกรอบญาณวิทยา พบว่า การพัฒนาความรู้ขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมาย นำวิธีเจริญสติไปใช้ได้ตามสถานการณ์ โดยฝึกให้จิตอยู่กับปัจจุบัน รู้ทันเวทนาที่เกิดขึ้น รู้ทันจิตตามความเป็นจริง และรู้เห็นความจริงตามธรรมชาติของสรรพสิ่ง ผลแห่งการพัฒนาปัญญาช่วยให้มนุษย์มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นในทุก ๆ ด้าน องค์ความรู้ที่ได้รับคือ สติในทัศนะของติช นัท ฮันห์เป็นการกลับคืนสู่ปัจจุบันขณะอย่างสงบและอ่อนโยน เป็นเครื่องมือเปิดประตูให้จิตเข้าถึงความเป็นจริงเชิงอภิปรัชญา และปัญญาเกิดจากการเห็นความจริงของชีวิตโดยตรง</p> พระปริญญา ยงประเสิด, พิสิฏฐ์ โคตรสุโพธิ์, พระครูประวิตรวรานุยุต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มมร ล้านนาวิชาการ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/284749 Wed, 24 Jun 2026 00:00:00 +0700 พุทธบูรณาการเพื่อส่งเสริมบทบาทนักการเมืองในการอนุรักษ์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ตำบลป่าหุ่ง อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/284258 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับบทบาทนักการเมืองในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น 2) เปรียบเทียบบทบาทนักการเมืองในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยจำแนกปัจจัยส่วนบุคคล 3) นำเสนอพุทธบูรณาการเพื่อส่งเสริมบทบาทนักการเมืองท้องถิ่นในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น ตามหลักฆราวาสธรรม 4 เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ ประชากรในพื้นที่ตำบลป่าหุ่ง จำนวน 2,603 คน กลุ่มตัวอย่าง 347 คน จากสูตรของทาโร่ ยามาเน่ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยการทดสอบค่า t-test ค่า F-test และการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวนทั้งสิ้น 12 รูปหรือคน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการพรรณนา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li>ระดับบทบาทนักการเมืองในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นตำบลป่าหุ่ง ในภาพรวมทั้ง 6 ด้าน มีค่าเฉลี่ยโดยภาพรวมระดับมาก</li> <li>เปรียบเทียบบทบาทนักการเมืองในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาจากประชากรที่มีปัจจัยส่วนบุคคลเรื่องเพศ อายุ และอาชีพที่แตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อระดับบทบาทนักการเมือง โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน จึงเป็นการปฏิเสธสมมติฐานที่ตั้งไว้ ส่วนระดับการศึกษามีผลทำให้บทบาทนักการเมืองในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น แตกต่างกัน จึงเป็นการยอมรับสมมติฐานที่ตั้งไว้</li> <li>บูรณาการหลักธรรมเพื่อส่งเสริมบทบาทนักการเมืองในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น ตามหลักฆราวาสธรรม 4 คือ ความซื่อสัตย์และจริงใจต่อคำพูด ความสามารถในการข่มใจและควบคุมตนเอง มีความอดทนในการทำงานอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งต้องใช้เวลายาวนาน และความเสียสละในการส่งเสริมการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น ทำให้การอนุรักษ์ ฟื้นฟู ถ่ายทอด และพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นดำเนินไปอย่างมีคุณภาพ มีความชอบธรรม และเกิดความยั่งยืนในระยะยาว</li> </ol> พระครูสมุห์ธวัชชัย อติวฑฺฒนเมธี, พระมหากิตติพงษ์ กิตฺติญาโณ, สหัสยา วิเศษ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มมร ล้านนาวิชาการ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/284258 Wed, 24 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางพัฒนาการบริหารกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามกระบวนการโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ของกลุ่มโรงเรียนสายน้ำวัง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 1 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/284580 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามกระบวนการโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ 2) เปรียบเทียบสภาพการบริหารกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามกระบวนการโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้จำแนกตาม ประสบการณ์การปฏิบัติงาน และขนาดสถานศึกษา และ 3) หาแนวทางพัฒนาการบริหารกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามกระบวนการโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา ซึ่งเป็นวิจัยแบบผสมผสานทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และ คณะกรรมการสถานศึกษา จำนวน 136 คนที่ได้มาจากการสุ่มแบบชั้นภูมิตามขนาดสถานศึกษาและสุ่มอย่างง่าย และผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 17 คนที่ได้มาจากการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าความถี่ ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที (t-test Independent) และวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li>สภาพการบริหารกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามกระบวนการโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</li> <li>การบริหารกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามกระบวนการโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้เมื่อจำแนกตามประสบการณ์การปฏิบัติงานในภาพรวมพบว่าไม่แตกต่างกันทางสถิติ ยกเว้นด้านกิจกรรมแนะแนว เมื่อจำแนกตามสภาพการบริหารตามขนาดสถานศึกษา พบว่าภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ยกเว้นด้านกิจกรรมแนะแนวไม่แตกต่างกันทางสถิติที่ระดับ 0.05</li> <li>แนวทางการการบริหารกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามกระบวนการโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ คือ ควรวางแผนการดำเนินงานบริหารกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนให้สอดคล้องวิสัยทัศน์ของสถานศึกษาและตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียน ควรมีการสร้างความร่วมมือกับชุมชนและนำแนวคิดใหม่ ๆ มาใช้ในการแก้ไขปัญหาการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุเป้าหมาย</li> </ol> กรกช กำเลิศกล้า, ปาจรีย์ ผลประเสริฐ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มมร ล้านนาวิชาการ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/284580 Wed, 24 Jun 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการบริหารการนิเทศภายในโรงเรียนวัดพุทธนิมิตรวิทยา จังหวัดเชียงใหม่ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/285386 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารการนิเทศภายในของโรงเรียนวัดพุทธนิมิตรวิทยา จังหวัดเชียงใหม่ 2) สังเคราะห์แนวทางการบริหารการนิเทศภายในที่เหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วยผู้บริหารและครูผู้สอนของโรงเรียน จำนวน 12 รูป/คน และผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารการศึกษาและการนิเทศการสอน จำนวน 8 รูป/คน คัดเลือกโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง การสังเกต การสนทนากลุ่ม และการวิเคราะห์ SWOT วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วยวิธีการตรวจสอบสามเส้า</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li>การบริหารการนิเทศภายในของโรงเรียนยังขาดความเป็นระบบและความต่อเนื่อง การวางแผนการนิเทศไม่ชัดเจน รูปแบบการนิเทศส่วนใหญ่เป็นการตรวจสอบมากกว่าการนิเทศเชิงพัฒนา อีกทั้งขาดการติดตามและประเมินผลอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การนิเทศไม่สามารถสนับสนุนการพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนการสอนของครูและคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่างเต็มศักยภาพ</li> <li>แนวทางการบริหารการนิเทศภายในที่เหมาะสมควรดำเนินการภายใต้กรอบแนวคิดวงจรคุณภาพ PDCA โดยเน้นการวางแผนการนิเทศอย่างเป็นระบบ การใช้รูปแบบการนิเทศเชิงพัฒนาที่หลากหลาย เช่น การโค้ชชิ่งและการเรียนรู้ร่วมกัน การติดตามและประเมินผลที่มีความหมาย และการนำผลการนิเทศไปใช้ปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ควรบูรณาการหลักการมีส่วนร่วมและบรรยากาศเชิงกัลยาณมิตรให้สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา</li> </ol> สมคิด ก้อนสุรินทร์, พระมหาสกุล มหาวีโร, ชาลี ภักดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มมร ล้านนาวิชาการ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/285386 Wed, 24 Jun 2026 00:00:00 +0700 สภาพและแนวทางการเสริมสร้างทักษะการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษาของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพครู วิทยาลัยบัณฑิตศึกษาด้านการจัดการ มหาวิทยาลัยศรีปทุม https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/285860 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพทักษะการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษา ของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพครู วิทยาลัยบัณฑิตศึกษาด้านการจัดการ มหาวิทยาลัยศรีปทุม 2) ศึกษาหาแนวทางการเสริมสร้างทักษะการจัดการเรียนรู้ ของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพครู เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มเป้าหมาย คือ นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพครู ประจำปีการศึกษา 2568 วิทยาลัยบัณฑิตศึกษาด้านการจัดการ มหาวิทยาลัยศรีปทุม จำนวน 22 คน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมินการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สถิตที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <ol> <li>ทักษะการจัดการเรียนรู้ของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูมี 3 ด้าน ประกอบด้วย 1) ด้านการเตรียมการสอน ตามความคิดเห็นครูพี่เลี้ยงและอาจารย์นิเทศก์ โดยรวมอยู่ในระดับดี 2) ด้านการดำเนินการสอน ตามความคิดเห็นอาจารย์นิเทศก์โดยรวมอยู่ในระดับพอใช้ ครูพี่เลี้ยงโดยรวมอยู่ในระดับดี 3) ด้านการประเมินและสรุปผลตามความคิดเห็นอาจารย์นิเทศก์โดยรวมอยู่ในระดับพอใช้ ครูพี่เลี้ยงอยู่ในระดับดี</li> <li>แนวทางการพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้ประกอบด้วย 1) การนิเทศการสอนอย่างไม่เป็นทางการ โดยใช้รูปแบบการนิเทศแบบเพื่อนร่วมพัฒนาวิชาชีพ 2) กิจกรรมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ PLC 3) บทบาทของครูพี่เลี้ยงในรูปแบบการโค้ช</li> </ol> พรฟ้า ทองสุข, รูดียะห์ หะ, ไพโรจน์ กันทพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มมร ล้านนาวิชาการ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/285860 Fri, 26 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่บูรณาการแนวคิดอายตนะทั้ง 6 เพื่อส่งเสริมทักษะการแสดงละครสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านดอนปิน จังหวัดเชียงใหม่ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/286236 <p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่บูรณาการแนวคิดอายตนะทั้ง 6 เพื่อส่งเสริมทักษะการแสดงละครสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านดอนปิน จังหวัดเชียงใหม่ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 2) เปรียบเทียบทักษะการแสดงละครสร้างสรรค์นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านดอนปิน จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนและหลังได้รับการพัฒนาด้วยรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่บูรณาการแนวคิดอายตนะทั้ง 6 ซึ่งงานวิจัยฉบับนี้เป็นงานวิจัยกึ่งทดลอง โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนบ้านดอนปิน ปีการศึกษา 2568 จำนวน 26 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง จากนักเรียนที่มีผลการประเมินการแสดงละครสร้างสรรค์ไม่ผ่านเกณฑ์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินทักษะการแสดงละครสร้างสรรค์ก่อนและหลังเรียน แบบประเมิน การฝึกทักษะผ่านกิจกรรมอายตนะทั้ง 6 แบบประเมินชิ้นงาน และแบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ E1/E2 และร้อยละความก้าวหน้าผลการเรียนรู้</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <ol> <li>รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่บูรณาการแนวคิดอายตนะทั้ง 6 มีค่าประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 92.71/94.81 โดยมีผลการดำเนินงานสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 75/75</li> <li>ทักษะการแสดงละครสร้างสรรค์ของนักเรียนหลังการใช้รูปแบบสูงกว่าก่อนการใช้รูปแบบอย่างมีนัยสำคัญ โดยคะแนนเฉลี่ยเพิ่มจาก 3.25 เป็น 9.08 คิดเป็นร้อยละความก้าวหน้าทางการเรียนรู้ 51.40 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 25 ข้อมูลเชิงคุณภาพสะท้อนว่านักเรียนมีความมั่นใจมากขึ้น มีสมาธิในการเรียนรู้ และสามารถประยุกต์ประสบการณ์จากกิจกรรมที่บูรณาการอายตนะทั้ง 6 ไปใช้ในการแสดงได้อย่างมีประสิทธิภาพ</li> </ol> วีรวัฒน์ กาญจนัษฐายี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มมร ล้านนาวิชาการ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/286236 Fri, 26 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมการอ่านจับใจความภาษาญี่ปุ่น โดยใช้แนวคิดห้องเรียนกลับด้าน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนนาน้อย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/286204 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาคุณภาพของหลักสูตรส่งเสริมการอ่านจับใจความภาษาญี่ปุ่น โดยใช้แนวคิดห้องเรียนกลับด้าน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 2) ศึกษาผลการใช้หลักสูตรส่งเสริมการอ่านจับใจความภาษาญี่ปุ่น โดยใช้แนวคิดห้องเรียนกลับด้าน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/4 โรงเรียนนาน้อย อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาน่าน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 20 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เป็นการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น แบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย หลักสูตร คู่มือของหลักสูตร แบบทดสอบ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong></p> <ol> <li>ผลการสร้างและตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตรส่งเสริมการอ่านจับใจความภาษาญี่ปุ่น โดยใช้แนวคิดห้องเรียนกลับด้าน หลักสูตรที่สร้างขึ้น คือ หลักสูตรส่งเสริมการอ่านจับใจความภาษาญี่ปุ่น โดยใช้แนวคิดห้องเรียนกลับด้าน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มี 7 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ความนำเป็นมาและความสำคัญของหลักสูตร 2) หลักการของหลักสูตร 3) วัตถุประสงค์/จุดมุ่งหมายของหลักสูตร 4) โครงสร้างเนื้อหาในหลักสูตร 5) แนวทางการจัดการเรียนการรู้ 6) สื่อ/แหล่งเรียนรู้ 7) การวัดและประเมินผล ในภาพรวมหลักสูตรมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด และคู่มือการใช้หลักสูตรในภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด</li> <li>ผลการใช้หลักสูตรส่งเสริมการอ่านจับใจความภาษาญี่ปุ่น โดยใช้แนวคิดห้องเรียนกลับด้าน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีความเหมาะสมอยู่ในระดับดีมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.54, S.D. = 0.59) มีค่าเฉลี่ยระดับความสามารถการอ่านจับใจความภาษาญี่ปุ่น หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> </ol> สหัสวัต สุวรรณ, ดวงจันทร์ เดี่ยววิไล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มมร ล้านนาวิชาการ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/286204 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลการศึกษาความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อการพัฒนาหลักสูตร สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครูทางด้านคอมพิวเตอร์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/286507 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนได้ส่วนเสียต่อการพัฒนาหลักสูตร สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครูทางด้านคอมพิวเตอร์ 2) ศึกษาแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรต่อการพัฒนาหลักสูตร สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครูครูทางด้านคอมพิวเตอร์ โดยใช้การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) กลุ่มเป้าหมายสำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ครู ผู้ประกอบการ กรรมการบริหารหลักสูตร อาจารย์ประจำหลักสูตรและนักศึกษา รวมจำนวนทั้งสิ้น 104 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ตามแนวคิดของ Likert รวมทั้งคำถามปลายเปิดแบบมีโครงสร้างและแบบประเมินการสัมภาษณ์และการจัดกลุ่มสนทนา วิเคราะห์ข้อมูล แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า วิเคราะห์โดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) และคำถามปลายเปิด การสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่ม ใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) โดยการจัดหมวดหมู่ข้อมูลและสรุปประเด็นสำคัญ</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <ol> <li>ความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนได้ส่วนเสียต่อการพัฒนาหลักสูตร สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครูทางด้านคอมพิวเตอร์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.64, S.D. = 0.76) และคุณลักษณะของนักศึกษาวิชาชีพครูทางด้านคอมพิวเตอร์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.43, S.D. = 0.69) สะท้อนให้เห็นว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้ความสำคัญกับการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ควบคู่กับคุณลักษณะเชิงคุณธรรมของนักศึกษาวิชาชีพครู</li> <li>แนวทางในการพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตร สำหรับวิชาชีพครูทางด้านคอมพิวเตอร์ ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาและแนวคิดการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นผลลัพธ์การเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมการผลิตบัณฑิตครูทางด้านคอมพิวเตอร์ที่มีคุณภาพและพร้อมต่อการประกอบวิชาชีพในอนาคต</li> </ol> สาวิตรี พิพิธกุล, อภัสรา ไชยจิตร์, ฉัฐระพี โพธิ์ปิติกุล, เพ็ญศรี อมรศิลปชัย, ศราวุฒิ ด้วงเบ้า ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มมร ล้านนาวิชาการ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/286507 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยโดยใช้เทคนิคไฮสโคป ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลแม่คะ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/286447 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตำบลแม่คะ2) สร้างรูปแบบการบริหารงานวิชาการ โดยใช้เทคนิคไฮสโคป 3) ทดลองใช้รูปแบบ 4) ประเมินความพึงพอใจของครู เป็นวิจัย R&amp;D กลุ่มทดลองนักเรียนชั้นอนุบาล 1 จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถามความต้องการจำเป็น (PNI) แบบสอบถามการยืนยันรูปแบบด้วย Delphi Technique แบบประเมินหลังการใช้รูปแบบ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI) การยืนยันรูปแบบใช้สถิติ Medium และสถิติ IQR ค่าความสอดคล้อง IOC 0.67-1.00 ค่าความเชื่อมั่น Cronbach's alpha 0.78-0.89 และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ t-test เปรียบเทียบก่อนและหลังการใช้รูปแบบ</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <ol> <li>ความต้องการจำเป็น ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตำบลแม่คะ ค่าความต้องการสูงสุดคือ ด้านการจัดประสบการณ์เรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพมีค่า = 0.629 แสดงว่าครูและบุคลากรทางการศึกษา มีความต้องการที่จะพัฒนาการจัดประสบการณ์เรียนรู้</li> <li>รูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญด้วย Delphi Technique ใช้สถิติ IQR และ Medium ผลการวิเคราะห์ค่า IQR = 0 ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นเป็นฉันทามติ ยืนยันว่ารูปแบบสามารถนำไปใช้ในการทดลองได้</li> <li>การทดลองนำรูปแบบไปจัดประสบการณ์เรียนรู้ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแม่คะ กับกลุ่มทดลองจำนวน 20 คน โดยมีการทดสอบก่อนเรียน (<img id="output" style="font-size: 0.875rem;" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />) = 2.86 และหลังเรียนมีค่า (<img id="output" style="font-size: 0.875rem;" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />) = 4.50 แสดงว่ารูปแบบมีประสิทธิภาพสามารถพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยได้</li> <li>ผลการประเมินความพึงพอใจของครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแม่คะ หลังการใช้รูปแบบ อยู่ในระดับมากที่สุดค่าเฉลี่ย <img id="output" style="font-size: 0.875rem;" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> <span style="font-size: 0.875rem;">= 4.58 ตามสมมุติฐานการวิจัยข้อที่ 2</span></li> </ol> กรรัก วงศ์ศรี, ฉัตรชัย ศิริกุลพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มมร ล้านนาวิชาการ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/286447 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 การลดการบริโภคในแนวคิดจุลนิยม (Minimalism) และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง: การวิเคราะห์ในกรอบพุทธจริยศาสตร์เพื่อการบริโภคอย่างยั่งยืน https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/287095 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิดจุลนิยม (Minimalism) และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่เกี่ยวข้องกับการลดการบริโภค 2) วิเคราะห์แนวคิดดังกล่าวในกรอบพุทธจริยศาสตร์ และ 3) สังเคราะห์กรอบความเข้าใจการลดการบริโภคในฐานะจริยธรรมของการดำรงชีวิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากหนังสือ บทความวิชาการ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและการตีความเชิงปรัชญา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <ol> <li>แนวคิดจุลนิยม และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงต่างเสนอแนวทางการดำเนินชีวิตที่เน้นการลดการบริโภคเกินความจำเป็น การใช้ทรัพยากรอย่างพอประมาณ และการดำรงชีวิตอย่างสมดุล โดยมุ่งลดความยึดติดในวัตถุและให้ความสำคัญกับคุณค่าภายในของชีวิต</li> <li>เมื่อวิเคราะห์ในกรอบพุทธจริยศาสตร์ พบว่าแนวคิดจุลนิยมมีความสอดคล้องกับหลักธรรมสำคัญ ได้แก่ <br />อัปปิจฉตา สันโดษ มัตตัญญุตา และมัชฌิมาปฏิปทา ซึ่งทำหน้าที่เป็นกลไกทางจริยธรรมในการควบคุมความต้องการและลดตัณหา</li> <li>องค์ความรู้เชิงสังเคราะห์ที่สำคัญ คือ การเสนอกรอบจริยธรรมเชิงองค์รวมของการลดการบริโภค ซึ่งบูรณาการแนวคิดจุลนิยมในระดับปัจเจก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในระดับสังคม และพุทธจริยศาสตร์ในระดับจิตใจทำให้การลดการบริโภคถูกทำความเข้าใจใหม่จากความขาดแคลนไปสู่ความพอดีเชิงคุณค่าที่เอื้อต่อความสมดุลของมนุษย์ สังคม และธรรมชาติในระยะยาว</li> </ol> นฐนกร ธงพุทธามนท์, สงัด เชียนจันทึก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มมร ล้านนาวิชาการ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/287095 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700