มมร ล้านนาวิชาการ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal <p>วารสาร มมร ล้านนาวิชาการ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการ ในมิติที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์ต่าง ๆ ดังนี้ 1) สาขาพุทธศาสนาและปรัชญา 2) สาขาศึกษาศาสตร์ และ 3) สาขาสังคมศาสตร์ </p> <p>โดยกำหนดการเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ ดังนี้<br />✎ ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน ✎ ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม</p> <p><strong>ISSN </strong>3027-8961 (Online)<br /><em>* ตั้งแต่ฉบับปีที่ 13 ฉบับที่ 1 (2567) เผยแพร่เฉพาะรูปแบบออนไลน์เท่านั้น</em></p> th-TH <p>ผลการวิจัยและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความ ถือเป็นความคิดเห็นและอยู่ในความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความ มิใช่ความเห็นหรือความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ หรือมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา ทั้งนี้ไม่รวมความผิดพลาดอันเกิดจากการพิมพ์</p> <p>บทความที่ได้รับการเผยแพร่โดยวารสาร มมร วิชาการล้านนาถือเป็นสิทธิ์ของวารสารฯ</p> suramatiii@outlook.co.th (พระมหาวีรศักดิ์ สุรเมธี, ผศ.ดร.) surisa.wut@mbu.ac.th (สุริษา ภูกงลี) Mon, 29 Dec 2025 13:30:42 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning กับบทบาทของผู้บริหารในการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/281547 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning และบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการผลักดันนโยบายจากระดับส่วนกลางไปสู่การปฏิบัติจริงในระดับห้องเรียน โดย ศึกษาบริบทของโรงเรียนในเขตเมืองและชนบทของจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างในการขับเคลื่อนนโยบายสู่การเรียนรู้เชิงรุก การเก็บข้อมูลโดยสืบค้นข้อมูลจากตำรา บทความวิจัย และ บทความวิชาการ ผลการศึกษาพบว่า การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning สามารถส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดทักษะในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากผู้บริหารโรงเรียนในด้านนโยบาย ทรัพยากร และการพัฒนาครู ทั้งนี้ ความแตกต่างระหว่างบริบทของโรงเรียนในเขตเมืองและชนบทพบได้ชัดในด้านโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีและการพัฒนาครู</p> เสกชัย ชมภูนุช ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มมร ล้านนาวิชาการ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/281547 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เรื่อง การอ่านออกเสียง คำศัพท์ภาษาจีน ด้วยเทคนิคเกมการแข่งขัน สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนบพิตำวิทยา https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/279937 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เรื่อง การอ่าน ออกเสียงคำศัพท์ภาษาจีน ด้วยเทคนิคเกมการแข่งขัน สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนบพิตำวิทยา 2) ศึกษาความก้าวหน้าทางการเรียน เรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาจีน ด้วยเทคนิคเกมการแข่งขัน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนภาษาจีน เรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาจีน ด้วยเทคนิคเกมการแข่งขัน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง ประชากรประกอบด้วย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนนบพิตำวิทยา จำนวน 151 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนนบพิตำวิทยา จำนวน 34 คน ได้มาจากวิธีการสุ่มอย่างง่าย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และความก้าวหน้าทางการเรียน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาจีน ด้วยเทคนิคเกมการแข่งขัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนบพิตำวิทยา มีผลการเรียนรู้เฉลี่ยร้อยละ 73.80 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 70</li> <li>ความก้าวหน้าทางการเรียน เรื่อง การอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาจีน ด้วยเทคนิคเกมการแข่งขัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนนบพิตำวิทยา มีความก้าวหน้าคิดเป็นร้อยละ 0.56 อยู่ในระดับปานกลาง</li> <li>ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการเรียนรู้วิชาภาษาจีน โดยใช้เทคนิคเกมการแข่งขัน อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\small&amp;space;\bar{X}" alt="equation" /> = 4.33, S.D. = 0.67)</li> </ol> ณัฏฐ์นรี จันทรไพฑูรย์, กัญณภัทร หุ่นสุวรรณ, นันทวัฒน์ ภัทรกรนันท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มมร ล้านนาวิชาการ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/279937 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาอินเตอร์เฟสเบื้องต้น เรื่อง การอินเตอร์เฟสควบคุมอุปกรณ์หน้าจอแสดงผลตัวเลขแบบอนุกรมโดยใช้เทคนิค STAD ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสาคร https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/279938 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาอินเตอร์เฟสเบื้องต้น เรื่อง การอินเตอร์เฟสควบคุมอุปกรณ์หน้าจอแสดงผลตัวเลขแบบอนุกรมโดยใช้เทคนิค STAD ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสาคร ให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 80 2) ศึกษาความก้าวหน้าทางการเรียน โดยใช้เทคนิค STAD และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียน โดยใช้เทคนิค STAD การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง ประชากรประกอบด้วย นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 3 ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสาครจำนวน 50 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ห้อง 3/1 จำนวน 30 คน ได้มาจากการสุ่มแบบอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ชุดเนื้อหาสาระ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 2 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบวัดความพึงพอใจแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และความก้าวหน้า</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้เทคนิค STAD มีผลการเรียนเฉลี่ยร้อยละ 81.17 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 80</li> <li>ความก้าวหน้าทางการเรียน โดยใช้เทคนิค STAD คิดเป็นร้อยละ 63 อยู่ในระดับปานกลาง</li> <li>ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียน โดยใช้เทคนิค STAD โดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.43, S.D. = 0.38)</li> </ol> จันทนา แสงสีรุ้งเพชร, กัญณภัทร หุ่นสุวรรณ, นันทวัฒน์ ภัทรกรนันท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มมร ล้านนาวิชาการ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/279938 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้สาระวิทยาศาสตร์กายภาพ เรื่อง สถานะของสสาร โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนในเครือข่ายการศึกษาวังจันทร์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 2 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/279979 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสาระวิทยาศาสตร์กายภาพ เรื่อง สถานะของสสาร โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ให้เป็นไปตามเกณฑ์ร้อยละ 80 2) ศึกษาความก้าวหน้าทางการเรียน 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) กับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ 4) เปรียบเทียบความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) กับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ ใช้งานวิจัยในรูปแบบเชิงกึ่งทดลองแบบสองกลุ่ม กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนในเครือข่ายการศึกษาวังจันทร์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 2 ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จัดนักเรียนแบบคละกันและใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 2 ห้อง ห้องละ 30 คน เครื่องมือที่ใช้วิจัย ประกอบด้วย 1) ชุดการเรียนที่ใช้จัดการเรียนรู้ 2) แผนการจัดการเรียนรู้ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยชุดการเรียนรู้ โดยรวมคิดเป็นร้อยละ 81.67 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด ร้อยละ 80</li> <li>ความก้าวหน้าทางการเรียนมีค่าเท่ากับ 0.70 อยู่ในระดับสูง</li> <li>ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) สูงกว่าการจัดการเรียนรู้แบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> <li>นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) มีความพึงพอใจสูงกว่านักเรียนที่เรียนรู้แบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</li> </ol> ธนพร พิมพ์สุวรรณ์, ธนาดล สมบูรณ์, วีระ วงศ์สรรค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มมร ล้านนาวิชาการ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/279979 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาครูพระสอนศีลธรรมด้วยเทคนิค Robert M. Gagne’s ของกลุ่มอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/279582 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารงานวิชาการครูพระสอนศีลธรรมอำเภอสารภี 2) พัฒนารูปแบบการบริหารงานวิชาการ 3) ทดลองใช้รูปแบบการบริหารงานวิชาการ 4) ประเมินผลการใช้รูปแบบการบริหารงานวิชาการครูพระสอนศีลธรรมอำเภอสารภี เป็นการวิจัยแบบกึ่งทดลอง กลุ่มทดลอง ครูพระ จำนวน 15 รูป ครูสอนวิชาสังคม จำนวน 4 คนรวม 19 รูป/คนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสอบถามความต้องการบริหารงานวิชาการ ประกอบด้วย 6 ด้าน 23 ข้อคำถาม แบบสอบถามยืนยันรูปแบบด้วย Delphi Technique จำนวน 38 ข้อ แบบประเมินหลังการใช้รูปแบบครูผู้สอน จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI) การยืนยันรูปแบบใช้สถิติ Medium และสถิติ IQR ค่าความสอดคล้องของเนื้อหา IOC ค่าความเชื่อมั่น Cronbach's alpha และสถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน Paired-sample t-test ที่นัยสำคัญที่ .05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>สภาพการบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาครูพระสอนศีลธรรม ศึกษาความต้องการจำเป็น (PNI) ค่าสูงสุดคือ ด้านการจัดประสบการณ์เรียนรู้ ค่า (PNI) = 0.459</li> <li>พัฒนารูปแบบด้วย Delphi Technique ผลการวิเคราะห์ค่า IQR = 0 ทุกข้อ ผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นที่เป็นฉันทามติ และยืนยันว่ารูปแบบมีความถูกต้อง</li> <li>ทดลองใช้รูปแบบ พบว่าหลังการอบรมครูพระสอนศีลธรรมมีคะแนนเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?{\bar{X}}" alt="equation" /> = 4.87, S.D. = .77) สูงกว่าก่อนการอบรม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?{\bar{X}}" alt="equation" /> = 3.87, S.D.= .55) แสดงว่ารูปแบบมีประสิทธิภาพสามารถพัฒนาครูพระสอนศีลธรรมได้ อย่างมีนัยสำคัญที่ .01**</li> <li>ผลการประเมินความพึงพอใจของครู หลังการใช้รูปแบบ อยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?{\bar{X}}" alt="equation" /> = 4.33, S.D. = .26)</li> </ol> พระก้องเกียรติ กิตฺติปญฺโญ, ฉัตรชัย ศิริกุลพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มมร ล้านนาวิชาการ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/279582 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ศึกษาวิเคราะห์ศีลวัตรของครูบาเจ้าศรีวิชัย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/281084 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาศีลวัตรที่ปรากฏในพระพุทธศาสนาเถรวาท 2) ศึกษาศีลวัตรของครูบาศรีวิชัย 3) วิเคราะห์ศีลวัตรของครูบาศรีวิชัย โดยเป็นการวิจัยแบบเชิงคุณภาพ โดยการศึกษาเชิงเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 10 รูป/คน แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์และนำเสนอ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ในพระพุทธศาสนาเถรวาท “ศีล” หมายถึง ข้อปฏิบัติทางกายและวาจาเพื่อความเรียบร้อยทางศีลธรรม ส่วน “วัตร” หมายถึง ระเบียบแบบแผนหรือแนวปฏิบัติในชีวิตประจำวันของพระภิกษุ ซึ่งรวมถึงกิจวัตรต่าง ๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของพระวินัย เช่น การบิณฑบาต การฉันอาหาร การทำวัตรสวดมนต์ ฯลฯ ศีลวัตรจึงเป็นรากฐานของไตรสิกขา</li> <li>ครูบาศรีวิชัย เป็นพระมหาเถระผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “นักบุญแห่งล้านนา” เนื่องจากมีบทบาทสำคัญ ทั้งในด้านการก่อสร้างบูรณะวัดวาอาราม และการดำเนินชีวิตอย่างเคร่งครัดในพระธรรมวินัย ศีลวัตรของท่านจึงถือเป็นต้นแบบสำคัญที่สะท้อนคุณลักษณะของพระผู้ประพฤติดีประพฤติชอบในพระพุทธศาสนาเถรวาท ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างแห่งพระสงฆ์ที่ยึดมั่นในไตรสิกขา ทั้งศีล สมาธิ และปัญญา</li> <li>การวิเคราะห์จะประกอบด้วย 3 มิติหลัก ได้แก่ ด้านพระวินัย ท่านยึดมั่นในพระวินัย 227 ข้ออย่างเคร่งครัด ด้านจริยวัตรส่วนตน ท่านถือธุดงควัตรหลายประการ เช่น ฉันมื้อเดียว ใช้ผ้าบังสุกุล ปลีกวิเวก และไม่รับเงินทอง ด้านการประยุกต์ใช้ศีลวัตรเพื่อพัฒนาสังคม ท่านนำศีลวัตรมาใช้ในการฟื้นฟูพระพุทธศาสนา เช่น การสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ และการบูรณะวัดร้าง โดยถือเป็นการเผยแผ่ธรรมผ่านการกระทำตามหลัก “ธรรมทาน” อย่างแท้จริง</li> </ol> พระเอกชัย เตชวโร (กันทะทอน), ไพรินทร์ ณ วันนา, พระครูโกวิทอรรถวาที ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มมร ล้านนาวิชาการ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/281084 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 รูปแบบและวิธีปฏิบัติต่อผู้ป่วยติดเตียงตามแนวพระพุทธศาสนา https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/281449 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์ผู้ป่วยติดเตียงและการดำเนินงานด้านการดูแลสุขภาพผู้ป่วยติดเตียง 2) ศึกษาแนวทางปฏิบัติต่อผู้ป่วยติดเตียงตามแนวพระพุทธศาสนา 3) นำเสนอรูปแบบและวิธีปฏิบัติต่อผู้ป่วยติดเตียงตามแนวพระพุทธศาสนา การวิจัยเชิงคุณภาพนี้ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกและสนทนากลุ่มกับผู้ทรงคุณวุฒิ และใช้การวิเคราะห์เนื้อหา พร้อมนำเสนอด้วยการพรรณนาอ้างอิงคำพูดตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>จังหวัดลำพูนมีประชากร 393,982 คน เป็นผู้สูงอายุ 111,054 คน (28.19%) ปี 2566 มีผู้สูงอายุรับการคัดกรอง 62,925 คน พบติดบ้าน 1,963 คน ติดสังคม 60,515 คน และติดเตียง 447 คน การดูแลผู้ป่วยติดเตียงครอบคลุมด้านสุขอนามัย โภชนาการ กายภาพบำบัด และจิตใจ พร้อมการสนับสนุนจากครอบครัว ชุมชน และเทคโนโลยี การป้องกันแผลกดทับควรพลิกตัวสม่ำเสมอ ใช้อุปกรณ์ช่วย ลดแรงกดทับ ส่วนด้านจิตใจควรเสริมกำลังใจ พูดคุย และจัดกิจกรรมผ่อนคลาย โดยอาสาสมัครสาธารณสุขเป็นผู้ติดตามและประเมินผล</li> <li>แนวทางปฏิบัติต่อผู้ป่วยติดเตียงตามแนวพระพุทธศาสนา ประกอบด้วย 1) การดูแลตามหลักภาวนา 4 และการป้องกันแผลกดทับ 2) การใช้พรหมวิหารธรรมในการส่งเสริมกำลังใจและจิตใจ 3) การประยุกต์หลักสติปัฏฐาน 4 เพื่อประเมินผลการดูแล และ 4) การเตรียมผู้ป่วยสู่การสิ้นชีวิตอย่างสงบตามหลักอนิจจัง</li> <li>รูปแบบและวิธีปฏิบัติต่อผู้ป่วยติดเตียงตามแนวพุทธประกอบด้วย 1) การดูแลร่างกายและจิตใจ เช่น ป้องกันแผลกดทับ อาหารเหมาะสม ฟื้นฟูกายภาพ พูดคุยให้กำลังใจ 2) ยึดหลักพรหมวิหาร 4 และภาวนา 4 เสริมความเข้าใจ เห็นใจ และวางใจต่อความทุกข์ 3) ใช้ EKAPON Model ได้แก่ ความฉลาดทางอารมณ์ (E) การดูแลโดยครอบครัว (K) การจัดสิ่งแวดล้อม (A) การประคับประคอง (P) การสร้างความหมายชีวิต (O) และการเชื่อมโยงเครือข่ายชุมชน (N) เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี</li> </ol> พระมหาเอกพล ชุตินฺธโร, พระมหาอินทร์วงศ์ อิสฺสรภาณี, ไพรินทร์ ณ วันนา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มมร ล้านนาวิชาการ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/281449 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การจัดการเรียนรู้วรรณกรรมไทยโดยใช้ปรบท เพื่อเสริมสร้างการอ่านเพื่อความเข้าใจ และความเพลิดเพลินในการอ่านสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษา https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/281329 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาขั้นตอนการจัดการเรียนรู้วรรณกรรมไทยโดยใช้ปรบท เพื่อเสริมสร้างการอ่านเพื่อความเข้าใจและความเพลิดเพลินในการอ่านสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษา 2) ประเมินความเหมาะสมของขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น เป็นการวิจัยและพัฒนาซึ่งมีการดำเนินงานวิจัยแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 (R1) การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ระยะที่ 2 (D1) การยกร่างขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ ระยะที่ 3 (R2) การประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้อง กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูผู้สอนรายวิชาภาษาไทย 1 คน และอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 2 คน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ แบบประเมินขั้นตอนการจัดการเรียนรู้วรรณกรรมไทยโดยใช้ปรบท โดยตรวจสอบค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้วรรณกรรมไทยโดยใช้ปรบทเพื่อเสริมสร้างการอ่านเพื่อความเข้าใจและความเพลิดเพลินในการอ่านสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 2 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นเตรียมการสอน ได้แก่ การคัดเลือกปรบท และการเตรียมกิจกรรมการอ่าน และ 2) ขั้นจัดการเรียนรู้ ได้แก่ การสร้างความสนใจ การอ่านวรรณกรรม การเข้าใจบทอ่านผ่านปรบท และการสะท้อนผลการอ่าน</li> <li>ผลการประเมินขั้นตอนการจัดการเรียนรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิพบว่า ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้นี้มีความเหมาะสม <br />(<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 0.97, S.D. = 0.05) มารถนำไปใช้เพื่อเสริมสร้างการอ่านเพื่อความเข้าใจและความเพลิดเพลินในการอ่านสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาได้</li> </ol> โชคอำนวย เอี่ยมนเรพร, สันติวัฒน์ จันทร์ใด ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มมร ล้านนาวิชาการ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/281329 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาขั้นการจัดการเรียนรู้วรรณคดีไทยตามแนวคิดการสร้างความรู้เชิงสังคม เพื่อเสริมสร้างการอ่านเพื่อความเข้าใจและความผูกพันกับการอ่านของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/282626 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาขั้นการจัดการเรียนรู้วรรณคดีไทยตามแนวคิดการสร้างความรู้เชิงสังคมเพื่อเสริมสร้างการอ่านเพื่อความเข้าใจและความผูกพันกับการอ่านของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) ประเมินขั้น การจัดการเรียนรู้วรรณคดีไทยตามแนวคิดการสร้างความรู้เชิงสังคมเพื่อเสริมสร้างการอ่านเพื่อความเข้าใจและความผูกพันกับการอ่านของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย เป็นการวิจัยและพัฒนา มีขั้นตอนในการดำเนินงาน 2 ระยะ ได้แก่ ระยะการศึกษาค้นคว้าข้อมูล ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาขั้นการจัดการเรียนรู้ และระยะการประเมินคุณภาพของขั้นการจัดการเรียนรู้โดยผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้อง จำนวน 3 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบตรวจคุณภาพแผนการจัดการเรียนรู้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ขั้นการจัดการเรียนรู้วรรณคดีไทยตามแนวคิดการสร้างความรู้เชิงสังคมเพื่อเสริมสร้างการอ่านเพื่อความเข้าใจและความผูกพันกับการอ่านของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ประกอบด้วย 4 ขั้น ได้แก่ ขั้นที่ 1 การสร้างความสนใจ เชื่อมโยงประสบการณ์ และร่วมกันตั้งเป้าหมายในการอ่าน ขั้นที่ 2 การสำรวจและสรุปเนื้อหาวรรณคดีผ่านการแลกเปลี่ยนแบบกลุ่ม ขั้นที่ 3 การวิเคราะห์ ตีความ และประเมินค่าวรรณคดีโดยการอภิปรายกลุ่ม และขั้นที่ 4 การเชื่อมโยงผลการอ่านเพื่อนำไปใช้ในชีวิตจริง</li> <li>ผลการประเมินขั้นการจัดการเรียนรู้โดยผู้ทรงคุณวุฒิพบว่า ขั้นการจัดการเรียนรู้นี้มีความเหมาะสมอยู่ในระดับ ดีมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 4.94, S.D. = 0.23) โดยสามารถนำไปใช้เพื่อเสริมสร้างการอ่านเพื่อความเข้าใจและความผูกพันกับการอ่านของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายได้</li> </ol> ณัฏฐภัทร มูลหิลัญจน์เดชา, สันติวัฒน์ จันทร์ใด ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มมร ล้านนาวิชาการ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/282626 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนากิจกรรมการอ่านตามรูปแบบการเรียนการสอนแบบสืบสอบเป็นกลุ่มร่วมกับแนวทางการพัฒนาความฉลาดรู้การอ่านเพื่อเสริมสร้างความฉลาดรู้การอ่านของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/282743 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนากิจกรรมการอ่านตามรูปแบบการเรียนการสอนแบบสืบสอบเป็นกลุ่มร่วมกับแนวทางการพัฒนาความฉลาดรู้การอ่านเพื่อเสริมสร้างความฉลาดรู้การอ่านของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 2) เพื่อประเมินความเหมาะสมของกิจกรรมการอ่านที่พัฒนาขึ้น เป็นการวิจัยแบบการวิจัยและพัฒนา ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินกิจกรรมการอ่าน ได้แก่ อาจารย์ผู้สอนระดับอุดมศึกษาและผู้เชี่ยวชาญในแนวคิดพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการสอนภาษาไทย จำนวน 2 คน และศึกษานิเทศก์ด้านการสอนภาษาไทย 1 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินความเหมาะสมของกิจกรรมการอ่านมีลักษณะแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>กิจกรรมการอ่านพัฒนาขึ้นจากรูปแบบการเรียนการสอนแบบสืบสอบเป็นกลุ่มร่วมกับแนวทางการพัฒนาความฉลาดรู้การอ่านเพื่อเสริมสร้างความฉลาดรู้การอ่านของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย กิจกรรมการอ่านเพื่อพัฒนาความฉลาดรู้การอ่านประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ผู้เรียนเผชิญปัญหาหรือสถานการณ์ที่ชวนให้สงสัย 2) ผู้เรียนแสดงความคิดเห็นต่อปัญหาหรือสถานการณ์นั้น 3) ผู้เรียนร่วมกันวางแผนในการแสวงหาความรู้ 4) ผู้เรียนดำเนินการแสวงหาความรู้ 5) ผู้เรียนวิเคราะห์ข้อมูล สรุปผลข้อมูล นําเสนอและอภิปรายผล 6) ผู้เรียนกำหนดประเด็นปัญหาที่ต้องการสืบสอบหาคําตอบหากปัญหานั้นยังไม่ได้รับคำตอบ</li> <li>ผลการประเมินกิจกรรมการอ่านจากผู้ทรงคุณวุฒิพบว่า มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (Mean = 4.82, S.D. = 0.32) โดยอาจนำไปใช้เพื่อเสริมสร้างความฉลาดรู้การอ่านของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายได้</li> </ol> พีระวัฒน์ วิบูลย์กุล, สันติวัฒน์ จันทร์ใด ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มมร ล้านนาวิชาการ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/282743 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การบริหารงานโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรมของคณะสงฆ์ อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/281971 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารงานโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม ในเขตอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ และ 2) เพื่อหาแนวทางพัฒนาการบริหารงานโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม ในเขตอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธี ประชากรทั้งหมดจำนวน 39 รูป ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม ประจำปีการศึกษา 2567 ได้แก่ผู้บริหาร 3 รูปครูผู้สอน 22 รูปคณะกรรมการ 14 รูป เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่แบบสอบถามผู้บริหาร และครูผู้สอนโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม ในเขตอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 25 รูป และแบบสัมภาษณ์คณะกรรมการซึ่งเป็นผู้มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการบริหารงานโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม จำนวน 14 รูป สถิติที่ใช้ได้แก่ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>สภาพและปัญหาการบริหารงานโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม ในเขตอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ โดยภาพรวม พบว่ามีค่าเฉลี่ยปัญหาการบริหารงานอยู่ในระดับปานกลาง โดยงานที่มีค่าเฉลี่ยของปัญหาสูงสุด ได้แก่ งานบริหารงบประมาณ</li> <li>แนวทางพัฒนาการบริหารงานโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม ในเขตอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ด้านงานบริหารวิชาการ คือ ส่งเสริมการปฏิบัติงานเป็นทีมในการวางแผนบริหารงานวิชาการ ด้านงานบริหารงบประมาณ คือจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณที่ระบุแผนงาน/โครงการ การจัดส่งรายงาน และติดตามการใช้เงินงบประมาณของโรงเรียน ด้านงานบริหารบุคคล คือ การสร้างแรงจูงใจในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ด้านงานบริหารทั่วไป คือ ส่งเสริมการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการศึกษาของโรงเรียนพระปริยัติธรรมอย่างต่อเนื่อง</li> </ol> เขียน วันทนียตระกูล, สมนึก นาห้วยทราย, สมุทร สมปอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มมร ล้านนาวิชาการ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/281971 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 รูปแบบการบริหารมหาวิทยาลัยสงฆ์สู่ความเป็นเลิศทางวิชาการตามแนวพระพุทธศาสนา https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/280651 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากรอบแนวคิดเกี่ยวกับการบริหารมหาวิทยาลัยสงฆ์สู่ความเป็นเลิศทางวิชาการตามแนวพระพุทธศาสนา 2) สร้างรูปแบบการบริหารมหาวิทยาลัยสงฆ์สู่ความเป็นเลิศทางวิชาการตามแนวพระพุทธศาสนา 3) ประเมินและรับรองรูปแบบการบริหารมหาวิทยาลัยสงฆ์สู่ความเป็นเลิศทางวิชาการตามแนวพระพุทธศาสนา ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน พื้นที่ คือ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย 7 วิทยาเขต 3 วิทยาลัย ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้บริหาร อาจารย์ และบุคลากร รวม 100 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบสอบถามและแบบตรวจสอบรายการ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน อธิบายการวิเคราะห์ปัจจัย และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>กรอบแนวคิดเกี่ยวกับการบริหารองค์ประกอบการบริหารงานมหาวิทยาลัยสงฆ์สู่ความเป็นเลิศทางวิชาการตามแนวทางพระพุทธศาสนา สรุปได้ 5 องค์ประกอบ คือ 1) ด้านผลลัพธ์ผู้เรียน 2) ด้านการวิจัยและนวัตกรรม 3) ด้านการบริหารวิชาการ 4) ด้านศิลปวัฒนธรรมและความเป็นไทย 5) ด้านการบริหารจัดการ</li> <li>การสร้างรูปแบบการบริหารมหาวิทยาลัยสงฆ์สู่ความเป็นเลิศทางวิชาการตามแนวทางพระพุทธศาสนา 3 ส่วน 1) ส่วนนำ ประกอบด้วยแนวคิด หลักการพื้นฐาน และวัตถุประสงค์ 2) เนื้อหา ประกอบด้วย รูปแบบและกระบวนการ (ปัจจัยนำเข้า) (กระบวนการ) (ผลผลิต) (ข้อมูลป้อนกลับ) PDCA 3) เงื่อนไขความสำเร็จของการนำรูปแบบไปใช้</li> <li>ผลการประเมินและรับรองรูปแบบจากผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 23 รูป/คน พบว่า ผลการประเมินเกินเกณฑ์ที่ตั้งไว้ มีค่าเท่ากับ 4.43 ผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุดและเกณฑ์รับรองรูปแบบคิดเป็นร้อยละ 98.91 สรุปได้ว่า ได้ผ่านการประเมินและรับการรับรองรูปแบบ</li> </ol> พระครูวินัยธร ชิษณุพงศ์ สุธมฺโม (คุณศรีเมฆ), พระศรีวชิรวาที ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มมร ล้านนาวิชาการ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so01.tci-thaijo.org/index.php/mbulncjournal/article/view/280651 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700