https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/issue/feed วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 2025-12-30T14:16:11+07:00 Asst.Prof.Dr.Lerdchai Sathitpanawong krungkao.arursjournal@gmail.com Open Journal Systems <p>วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มีวัตถุประสงค์</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. เพื่อเผยแพร่บทความวิจัย และบทความวิชาการ ในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยครอบคลุม ด้านบริหารธุรกิจ ด้านการศึกษา ด้านรัฐศาสตร์ ด้านนิติศาสตร์ ด้านวัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ และประวัติศาสตร์</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. เพื่อเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ใหม่ ในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; มีนโยบายการจัดพิมพ์คือวารสารเปิดรับบทความวิจัยแบบเต็มรูปแบบ และบทความวิชาการ จากภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย โดยบทความดังกล่าวจะต้องไม่เคยเผยแพร่ในวารสารอื่นใดมาก่อน และเป็นข้อคิดเห็นของผู้ส่งบทความเท่านั้น กำหนดออกเผยแพร่ ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้ มกราคม – เมษายน, พฤษภาคม – สิงหาคม, กันยายน – ธันวาคม</p> https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/281531 การศึกษาศิลปะการเขียนพู่กันจีนในงานคัดลอกพระสูตรสมัยราชวงศ์ถัง 2025-08-14T14:16:57+07:00 จวิ้นเลี่ยง เฉิน 66910112@go.buu.ac.th จักรกริศน์ บัวแก้ว jakkrit066@gmail.com ภูวษา เรืองชีวิน puvasa@go.buu.ac.th <p>ในประวัติศาสตร์อันยาวนานนับพันปีของประเทศจีน ราชวงศ์ถังถือเป็นยุคที่พระพุทธศนาเจริญรุ่งเรือง ไม่ว่าจะเป็นราชสำนักหรือประชาชนทั่วไปต่างก็ให้ความสำคัญและส่งเสริมพระพุทธศาสนา ความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนานี้เองที่ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมการคัดลอกพระสูตรอย่างเฟื่องฟู ความต้องการคัดลอกพระสูตรในหมู่ประชาชนอย่างแพร่หลาย ทำให้ราชวงศ์ถังกลายเป็นยุคทองแห่งการคัดลอกพระสูตรของทั้งแผ่นดิน หากจำแนกตามสถานะของผู้คัดลอกสามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มขุนนางนักคัดพระสูตรในราชสำนัก กลุ่มประชาชนทั่วไป และกลุ่มพระภิกษุหรือนักพรต โดยแต่ละกลุ่มมีแนวทางการใช้พู่กันและความประณีตที่แตกต่างกันตามบริบทของตน งานคัดลอกจากราชสำนักยึดแนวทางแบบแผนจากโอวหยางสวินและระบบราชการที่เข้มงวด ขณะที่กลุ่มประชาชนสะท้อนลายเส้นที่หลากหลายและเป็นธรรมชาติ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและความเชื่อส่วนบุคคล ส่วนกลุ่มนักบวชมีการผสมผสานระหว่างความประณีตกับความลื่นไหลของอักษรเพื่อความรวดเร็วในการคัดลอก โดยมีอิทธิพลจากอักษรของหวางซีจือ และพัฒนา ต่อสู่รูปแบบของเหยียนและหลิว ในบริบทปัจจุบัน ศิลปะการเขียนพู่กันในงานคัดลอกพระสูตรสมัยถังยังคงมีบทบาทสำคัญ ทั้งในวงการศิลปะการประพันธ์ งานออกแบบกราฟิก การตกแต่งภายใน ตลอดจนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยถูกนำมาประยุกต์ใช้ในลักษณะที่หลอมรวมความงามแบบดั้งเดิมเข้ากับวิถีชีวิตร่วมสมัย กล่าวโดยสรุป งานคัดลอกพระสูตรในสมัยถังมิใช่เพียงหลักฐานทางศาสนาเท่านั้น หากยังเป็นมรดกทางศิลปะที่แสดงให้เห็นถึงพลังของการประสานระหว่างอดีตและปัจจุบัน ระเบียบและจิตวิญญาณ รวมถึงความเป็นทางการกับความเป็นธรรมชาติ ได้อย่างลึกซึ้งและทรงพลัง</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/282583 รัฐบัญญัติว่าด้วยการจ่ายค่าตอบแทนที่เป็นธรรมเพื่อเล่นกีฬากับการสร้างโอกาส ทางเศรษฐกิจให้กับนักกีฬาระดับอุดมศึกษาในรัฐแคลิฟอร์เนีย 2025-09-17T13:52:36+07:00 ปีดิเทพ อยู่ยืนยง pedithep@hotmail.com <p>อำนาจอิสระอย่างกว้างขวางที่ใช้ในการบริหารปกครองนักกีฬาระดับอุดมศึกษาของสมาคมกีฬาระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (NCAA) และกฎหมายต่อต้านการผูกขาดของสหรัฐอเมริกาย่อมเป็นหลักการที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันแต่หลักการเช่นว่านี้ก็ย่อมมีข้อขัดแย้งระหว่างกันได้ อำนาจอิสระในการบริหารปกครองการกีฬาระดับนักศึกษา ซึ่งเป็นหลักการที่ NCAA และผู้จัดการแข่งขันแบบคอนเฟอเรนซ์ สามารถใช้ควบคุมและลงโทษผู้เข้ามาเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการแข่งขันกีฬาระดับอุดมศึกษาได้อย่างเป็นอิสระ ทั้งยังสามารถใช้ส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการแข่งขันกีฬาได้ อย่างไรก็ตาม การกำกับดูแลตนเองอย่างไร้ขีดจำกัดของ NCAA อาจนำไปสู่การปฏิบัติในเชิงผูกขาดทางการค้า เช่น การผูกขาดทางการค้าหรือการรวมกลุ่มเพื่อผูกขาดทางการค้า อันเป็นเหตุผลตามมาว่าเหตุใดกฎหมายต่อต้านการผูกขาดจึงมีไว้เพื่อควบคุมตลาดอุตสาหกรรมของสหรัฐอเมริกาและป้องกันการกระทำที่ผูกขาดทางการค้าอันล่วงละเมิดต่อนโยบายแข่งขันทางการค้าของสหรัฐอเมริกา บทความนี้จึงนำเสนอวิเคราะห์นัยยะทางกฎหมายและกีฬาต่อโอกาสทางเศรษฐกิจของนักกีฬาระดับอุดมศึกษาในการได้รับค่าตอบแทนอย่างสมเหตุสมผล โดยไม่เพียงมุ่งเน้นไปที่ประเด็นทางกฎหมายที่ปรากฏใน รัฐบัญญัติว่าด้วยการจ่ายค่าตอบแทนที่เป็นธรรมเพื่อเล่นกีฬาของรัฐแคลิฟอร์เนีย แต่ยังอ้างอิงหลักการอื่น ๆ ดังปรากฏตามหลักฐานและการใช้อำนาจขององค์กรในสหรัฐอเมริกาตามความเหมาะสม บทความนี้ให้ข้อสรุปว่า แม้ว่าการบริหารปกครองกีฬาของ NCAA จะมีประสิทธิภาพในระดับชาติ แต่โดยทั่วไปแล้วอาจเผชิญปัญหาทั้งในทางการวางกฎระเบียบและปัญหาทางกฎหมาย บทความนี้จึงทิ้งท้ายด้วยการให้ข้อถกเถียงเพื่อให้องค์กรบริหารปกครองกีฬาปฏิบัติตามกฎหมายต่อต้านการผูกขาด และหลีกเลี่ยงภาระผูกพันหรือการดำเนินการที่จำกัดการจ่ายค่าตอบแทนให้แก่นักกีฬาระดับอุดมศึกษาในอุตสาหกรรมกีฬาของ NCAA</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/280400 การศึกษาแนวคิด เทคนิค และภาษาศิลป์ในงานปักต้าเหย่ของหลิวเสี่ยวหง 2025-06-17T14:11:39+07:00 อี อิ๋น chanita.0523@gmail.com ภรดี พันธุภากร poradee@buu.ac.th ผกามาศ สุวรรณนิภา pakamas@go.buu.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัยคือเพื่อศึกษาสถานการณ์การสืบสานและการพัฒนาของงานปักต้าเหย่รวมถึงแนวคิด เทคนิค และภาษาศิลป์ในการปักต้าเหยของหลิวเสี่ยวหง โดยใช้วิธีการวิจัยทางเอกสาร การวิจัยภาคสนาม การวิจัยแบบสหวิทยาการ จากการวิจัยพบว่า ในด้านของแนวคิดการสร้างสรรค์ หลิวเสี่ยวหงได้ผสมผสานแนวคิดแบบดั้งเดิม คตินิยมท้องถิ่น และแนวคิดเชิงสร้างสรรค์เข้าด้วยกัน ทำให้งานปักต้าเหย่ไม่เพียงแต่เป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดความทรงจำทางประวัติศาสตร์ของวัฒนธรรมท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังสามารถเผยแพร่เสน่ห์ทางศิลปะที่ก้าวทันยุคสมัยอีกด้วย ในด้านเทคนิค หลิวเสี่ยวหงได้ผสมผสานงานปักแบบดั้งเดิมที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้เข้ากับงานปักเชิงสร้างสรรค์ ทั้งยังคิดค้นและพัฒนาเทคนิคการปักใหม่ 4 เทคนิคได้แก่ 1. การปักเป็นปมสองด้าน 2. การปักเป็นปมสองด้านที่มีลวดลาย สี และรูปทรงที่แตกต่างกัน 3. การปักเป็นรังนก 4. การปักดิ้นทองสองด้าน ในด้านภาษาศิลป์ หลิวเสี่ยวหงได้สร้างระบบความหมายที่ผสมผสานสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมเข้ากับอารมณ์ความรู้สึกของยุคสมัยใหม่ผ่านการใช้ภาษาภาพ ภาษาสี และนัยยะความหมายแฝงอย่างครอบคลุม หลิวเสี่ยวหงได้ถ่ายทอดเจตนาเชิงบวกและสะท้อนมุมมองของสังคม ตลอดจนส่งเสริมการบูรณาการและการเปลี่ยนแปลงยุคสมัยของวัฒนธรรมดั้งเดิมและศิลปะสมัยใหม่ผ่านผลงานการปักที่สื่อความหมายถึงความสิริมงคลและความสุข การปัดเป่าภัยพิบัติและวิญญาณชั่วร้าย การแสดงความยินดี และการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกผ่านเส้นด้าย งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า หลิวเสี่ยวหงไม่เพียงแต่ ส่งมอบคุณค่าทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของยุคสมัยในงานปักต้าเหย่ผ่านการสืบสานและความสร้างสรรค์ในด้านแนวคิด เทคนิค และภาษาศิลป์เท่านั้น แต่ยังให้แนวทางในการเปลี่ยนงานหัตถกรรมพื้นบ้านให้เป็นงานร่วมสมัยอีกด้วย</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/282933 การประยุกต์ใช้ระบบการตลาดอิเล็กทรอนิกส์เพื่อส่งเสริมช่องทางการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนบ้านหินโค้ว ตำบลตากตก อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก 2025-11-03T14:18:49+07:00 จักรพันธ์ วงศ์ฤกษ์ดี wonglerdee@gmail.com ซินเนีย รัติภัทร์ rzinzin@hotmail.com จิตรา ปั้นรูป nayty2521@rmutl.ac.th ธนภรณ์ นาคนรินทร์ noulnaknarin@rmutl.ac.th <p>ชุมชนบ้านหินโค้ว ตำบลตากตก อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวกับการสร้างผลิตผลทางการเกษตร โดยพบว่าทางกลุ่มยังขาดองค์ความรู้ในการทำการตลาดสมัยใหม่จึงทำให้ไม่สามารถสร้างรายได้ให้แก่กลุ่มมากนัก ทางกลุ่มจึงเห็นความสำคัญของการทำตลาดสมัยใหม่ และมีความต้องการที่จะพัฒนาระบบการตลาดอิเล็กทรอนิกส์ขึ้น การศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นการรูปแบบการการวิจัยเชิงปริมาณมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาระบบการตลาดอิเล็กทรอนิกส์ พัฒนาระบบการตลาดอิเล็กทรอนิกส์ และประเมินความพึงพอใจต่อการใช้งานระบบการตลาดอิเล็กทรอนิกส์ที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ของชุมชนบ้านหินโค้ว ตำบลตากตก อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก โดยเริ่มต้นจากการเก็บรวบรวมข้อมูลผลิตภัณฑ์ของชุมชนฯ วิเคราะห์ ออกแบบ และพัฒนาช่องทางการตลาดอิเล็กทรอนิกส์ที่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ของชุมชนฯ จากนั้นผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างแบบประเมินความพึงพอใจเพื่อวัดความพึงพอใจในการใช้งานระบบตลาดอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 คน คือ สมาชิกของชุมชนบ้านหินโค้ว จำนวน 20 คน และผู้บริโภคทั่วไป จำนวน 10 คน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ซึ่งกลุ่มตัวอย่างดังกล่าวจะเป็นผู้ใช้งานระบบการตลาดอิเล็กทรอนิกส์ที่พัฒนาขึ้น จากการทดลองใช้งานระบบการตลาดอิเล็กทรอนิกส์ที่พัฒนาขึ้นแล้ว สรุปได้ว่าประชากรกลุ่มตัวอย่างมีความสามารถในการใช้ Social network ให้เป็นประโยชน์ในการติดต่อสื่อสาร ชอบใช้เว็บไซต์เพื่อการเลือกซื้อสินค้า และรู้สึกมั่นใจว่าสินค้าและบริการที่ซื้อผ่านระบบออนไลน์นั้นมีคุณภาพเป็นไปตามที่ได้ลงประกาศโฆษณาจริง ซึ่งระบบการตลาดอิเล็กทรอนิกส์ที่พัฒนาขึ้น มีความเหมาะสมกับชุมชนบ้านหินโค้ว ตำบลตากตก อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก โดยมีผลการประเมินความพึงพอใจต่อการใช้งานระบบตลาดอิเล็กทรอนิกส์ของกลุ่มตัวอย่างทั้ง 30 คน อยู่ในระดับดีมาก (ค่าเฉลี่ย = 4.52)</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/282899 การพัฒนาทักษะการพูดโดยใช้กิจกรรมบทบาทสมมติของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาพลศึกษา มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตอ่างทอง 2025-09-22T10:16:25+07:00 นวเนตร สังข์สมบูรณ์ sangsomboonnate@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมบทบาทสมมติที่มีต่อทักษะการพูดของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาพลศึกษา มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตอ่างทอง ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลการใช้กิจกรรมบทบาทสมมติที่มีต่อทักษะการพูดของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาพลศึกษา มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตอ่างทอง ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจกิจกรรมบทบาทสมมติที่มีต่อทักษะการพูดของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาพลศึกษา มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตอ่างทอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาพลศึกษา มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตอ่างทอง จำนวน 30 คน โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ วิชาการใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร จำนวน 3 แผน แบบทดสอบการวัดทักษะการพูด และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้กิจกรรมบทบาทสมมติ การวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบประสิทธิภาพ (E1/E2) และค่า t-test ผลจากการวิจัยดังกล่าว พบว่า 1) การจัดการเรียนรู้โดยใช้ กิจกรรมบทบาทสมมติเพื่อพัฒนาทักษะการพูดของนักศึกษามีค่าประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) เท่ากับ 81.43 และคะแนนประสิทธิภาพของผลลัพธ์ได้จากการทดสอบหลังเรียน (E2) เท่ากับ 83.17 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) คะแนนการทดสอบทักษะการพูดโดยการใช้กิจกรรมบทบาทสมมติ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักศึกษามีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้กิจกรรมบทบาทสมมติ ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.55 ซึ่งผลการวิจัยสอดคล้องกับสมมติฐานที่กำหนดไว้</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/283031 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ 2025-09-22T10:42:58+07:00 จิตอนงค์ ศรยุทธเสนี jitanong.s@psu.ac.th อรธีรา ด้วงทอง onteera.d@psu.ac.th <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ และ 2) ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับความผูกพันต่อองค์กรของบุคลากรคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรสายวิชาการและบุคลากรสายอำนวยการ จำนวน 142 คน โดยการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ประกอบด้วย แบบสอบถาม 3 ส่วน คือ 1) ลักษณะส่วนบุคคล 2) ความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยด้านลักษณะงาน และ 3) ความคิดเห็นเกี่ยวกับความผูกพันต่อองค์กร วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ศึกษาโดยใช้สถิติสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน สถิติสหสัมพันธ์อันดับของสเปียร์แมน และสถิติสหสัมพันธ์แบบพอยท์ไบซีเรียล ผลการศึกษา พบว่า ระดับความผูกพันต่อองค์กรโดยรวมของบุคลากรคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ อยู่ในระดับมาก (𝑥̅ = 4.20, S.D. = .49) ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ (r = -.22, p &lt; .01), อายุ (r = .28, p &lt; .01) และระยะเวลาการปฏิบัติงาน (r = .24, p &lt; .01) มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับความผูกพันต่อองค์กรในระดับต่ำ และปัจจัยด้านลักษณะงานโดยรวมมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับความผูกพันต่อองค์กรในระดับปานกลาง (r = .60, p &lt; .01) ผลการศึกษาครั้งนี้สามารถเป็นข้อมูลพื้นฐานในการนำไปใช้เป็นแนวทางในการออกแบบกิจกรรมหรือปรับปรุงกระบวนการเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคลากรมีความผูกพันต่อองค์กรต่อไป</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/282939 การมุ่งเน้นความจงรักภักดีของลูกค้าและผลการดำเนินธุรกิจ: หลักฐานเชิงประจักษ์จากธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทย 2025-11-19T09:25:13+07:00 สุจิตรา แสงจันดา sujittrasang@npu.ac.th ศศิธร แสงจำรัสชัยกุล sasithron.sangjam@gmail.com <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาอิทธิพลของการมุ่งเน้นความจงรักภักดีของลูกค้า ด้านการมุ่งเน้นการรับรู้ ด้านการมุ่งเน้นความรู้สึก ด้านการมุ่งเน้นพฤติกรรม และด้านการมุ่งเน้นทัศนคติ ที่ส่งผลต่อความผูกพันของลูกค้า ความพึงพอใจของลูกค้า ความไว้วางใจของลูกค้า และผลการดำเนินธุรกิจของธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทย และ 2) เพื่อศึกษาอิทธิพลของความผูกพันของลูกค้า ความพึงพอใจของลูกค้า ความไว้วางใจของลูกค้าที่ส่งผลต่อผลการดำเนินธุรกิจของธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทย วิธีดำเนินการวิจัยเก็บข้อมูลจากธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทย 229 แห่ง ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ และวิเคราะห์ด้วยการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า มิติด้านการมุ่งเน้นพฤติกรรมของการมุ่งเน้นความจงรักภักดีมีอิทธิพลเชิงบวกต่อผลการดำเนินธุรกิจ ขณะที่มิติด้านการมุ่งเน้นการรับรู้และการมุ่งเน้นทัศนคติมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความไว้วางใจ ความพึงพอใจ และความผูกพันของลูกค้า ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ทั้งเชิงทฤษฎีและเชิงการบริหารจัดการ เพื่อให้ธุรกิจค้าปลีกพัฒนากลยุทธ์ที่เสริมสร้างความผูกพัน ความไว้วางใจ และความพึงพอใจของลูกค้าอย่างยั่งยืน อันจะนำไปสู่ผลการดำเนินงานที่ดีในระยะยาว</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/283189 การสื่อสารภาพลักษณ์ตัวละครหญิงรักหญิงในละครโทรทัศน์และซีรีส์ไทย 2025-09-22T10:51:14+07:00 พัชรวลัย หล่อวิไลลักษณ์ nornanph1629@gmail.com องอาจ สิงห์ลำพอง ongart.s@bu.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาลักษณะการสื่อสารภาพลักษณ์ของตัวละครหญิงรักหญิงในแต่ละยุค และ 2) วิเคราะห์บทบาทของตัวละครหญิงรักหญิงผ่านบริบทของสังคม การเมือง และวัฒนธรรม โดยอาศัยกรอบทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ทฤษฎีภาพลักษณ์ (Image Theory) ทฤษฎีเควียร์ (Queer Theory) และแนวคิดเกี่ยวกับละครโทรทัศน์และซีรีส์ เพื่อกำหนดทิศทางการศึกษาและการตีความเชิงระบบ ระเบียบวิธีเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) กับกลุ่มตัวอย่างสื่อละครโทรทัศน์และซีรีส์ไทยที่เป็นตัวแทนทั้งหมด 4 ยุค ได้แก่ 1) ยุคเฟื่องฟู เรื่อง คือหัตถาครองพิภพ (2538) 2) ยุคโลกาภิวัฒน์ เรื่อง จับตายวายร้ายสายสมร (2541) 3) ยุคสื่อใหม่ เรื่อง ฮอร์โมนวัยว้าวุ่น ซีซั่น 3 (2558) และ 4) ยุคสื่อสตรีมมิ่ง เรื่อง ใจซ่อนรัก The Secret of Us (2567) ผลการวิเคราะห์จะถูกรายงานตามวัตถุประสงค์ คือ การนำเสนอภาพลักษณ์ของกลุ่มหญิงรักหญิงผ่านตัวละครจากกลุ่มตัวอย่างถูกประกอบสร้างอย่างหลากหลายและซับซ้อน สอดคล้องกับทฤษฎีเควียร์ว่าตัวตนไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่หากเป็นพลวัตของประสบการณ์ ช่วงชั้นสังคม และการเลือกนิยามตนเองอย่างต่อเนื่อง ผ่านบริบทของสังคม การเมือง และวัฒนธรรม ที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของสังคมไทย จากการไม่ยอมรับไปสู่การยอมรับแบบมีเงื่อนไขผ่านกลไกของเวลาและยุคสมัย ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ ได้แก่ ความเปลี่ยนแปลงของทัศนคติสังคมไทย การเปิดรับวัฒนธรรมต่างชาติ อิทธิพลของสื่อดิจิทัล และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เปิดกว้างต่อประเด็นสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมที่ได้ทำให้บทบาทของหญิงรักหญิงมีความเชื่อมโยงกับบริบททางสังคม การเมือง และวัฒนธรรมมากยิ่งขึ้น ตัวละครหญิงรักหญิงจึงไม่ได้เป็นเพียงองค์ประกอบของเรื่องในแบบแต่ก่อนเท่านั้น แต่ได้กลายเป็นตัวแทนที่สะท้อนถึงการตระหนักรู้ การยอมรับ และการมีส่วนร่วมของกลุ่มหญิงรักหญิงในสังคมร่วมสมัยอย่างเป็นรูปธรรม</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/283308 การพัฒนาโมเดลความเป็นเลิศในการปฏิบัติงานสำหรับองค์การภาคอุตสาหกรรมการผลิต ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล 2025-11-03T14:14:38+07:00 บรรดิษฐ พระประทานพร bundit.ph@ssru.ac.th เบญจพนธ์ มีเงิน dr.benjabhon@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาความเป็นเลิศในการปฏิบัติงานขององค์การภาคอุตสาหกรรมการผลิตในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาลักษณะทั่วไปขององค์การและระดับความสำคัญของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จในการสร้างความเป็นเลิศในการปฏิบัติงาน 2) พัฒนาโมเดลความเป็นเลิศในการปฏิบัติงาน เป็นการวิจัยแบบผสม เก็บข้อมูลการวิจัยเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่าง 360 โรงงาน และการวิจัยเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน ใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ผลการวิจัยพบว่า องค์การส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดกลาง ร้อยละ 51.90 มีระยะเวลาประกอบธุรกิจ 5 ปี – 10 ปี ร้อยละ 41.10% มีรายได้ต่ำกว่า 100 ล้านบาทต่อปี ร้อยละ 46.70 และตั้งอยู่ในจังหวัดสมุทรสาคร ร้อยละ 25.60 ระดับความสำคัญของปัจจัยต่อความเป็นเลิศในการปฏิบัติงานโดยรวมอยู่ในระดับมาก ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือเทคโนโลยีสมัยใหม่ รองลงมาคือกระบวนการที่มีประสิทธิภาพ วัฒนธรรมที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง และภาวะผู้นำเชิงปฏิบัติการ ตามลำดับ โมเดลที่พัฒนาขึ้นชี้ว่าโมเดลมีความสอดคล้องทั้งกับทฤษฎีและข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยภาวะผู้นำเชิงปฏิบัติการและเทคโนโลยีสมัยใหม่ส่งผลเชิงบวกทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อความสำเร็จในการสร้างความเป็นเลิศในการปฏิบัติงาน ผ่านวัฒนธรรมที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง และกระบวนการที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิยืนยันความเหมาะสมของโมเดลในเชิงปฏิบัติ</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/283414 รูปแบบรายการท่องเที่ยวชุมชนอย่างยั่งยืน บ้านคลองฉนวน หมู่ที่ 5 ตำบลชุมพล อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา 2025-10-03T14:40:48+07:00 นารีภรณ์ ศรีจริต nareeporn.sr@skru.ac.th โชคดี คู่ทวีกุล chokdee.kut@bkkthon.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบของการท่องเที่ยว (5A’s) ในชุมชน 2) ออกแบบรายการนำเที่ยวและกิจกรรมการท่องเที่ยวในชุมชน และ 3) ประเมินความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวกลุ่มนำร่องต่อองค์ประกอบของการท่องเที่ยว (5A’s) ในชุมชนบ้านคลองฉนวน หมู่ที่ 5 ตำบลชุมพล อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา เป็นการวิจัยเชิงผสมโดยการวิจัยเชิงคุณภาพมีผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 30 คน คือ ตัวแทนจากองค์การบริหารส่วนตำบลชุมพล กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มเกษตรอินทรีย์ กลุ่มผลิตภัณฑ์โอทอป ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำชุมชน ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์เนื้อหาและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสร้างข้อสรุป การวิจัยเชิงปริมาณมีกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 60 คน คือ ภาครัฐ ภาคเอกชน/ผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยว ใช้แบบสอบถามแล้ววิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงความถี่ อัตราส่วนร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบของการท่องเที่ยว ประกอบด้วย 1.1) แหล่งท่องเที่ยว/ทรัพยากรการท่องเที่ยว ได้แก่ ตระพังพระ ถ้ำเขาคูหา สำนักปฏิบัติธรรมสิริธรรมวิมุตติ (เขาเศรษฐี) สำนักสงฆ์นาเปล วัดราชประดิษฐาน (วัดพะโคะ) ประเพณีห่มผ้าพระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุและปิดทององค์สมเด็จเจ้าพะโคะ (หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด) และทอดผ้าป่า อาหารพื้นบ้าน วิถีชีวิตชาวบ้าน กลุ่มทำน้ำตาลโตนดแว่น 1.2) การเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว สามารถเดินทางเข้าถึงได้สะดวก ปลอดภัย มีถนนลาดยางและคอนกรีต ป้ายบอกทาง เดินทางได้โดยรถส่วนตัว 1.3) ที่พักแรม พื้นที่ในชุมชนมีโฮมสเตย์ให้บริการ 1.4) สิ่งอำนวยความสะดวก มีลานจอดรถ ห้องน้ำ ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ร้านขายของที่ระลึก ร้านสะดวกซื้อ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) มีรถราง รถมอเตอร์ไซต์รับจ้าง และรถมอเตอร์ไซต์พ่วงข้างให้บริการ 1.5) กิจกรรมการท่องเที่ยว ทำน้ำตาลโตนดแว่นและผลิตภัณฑ์จากตาลโตนด ทำแว่นน้ำตาลจากใบตาล 2) นำเสนอรายการท่องเที่ยวชุมชนใน 1 วัน โดยเป็นการท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวิสาหกิจชุมชน และ 3) ความพึงพอใจต่อการท่องเที่ยวของชุมชน เรียงจากมากไปน้อย ได้แก่ การเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว (x ̅ =4.24) แหล่งท่องเที่ยว/ทรัพยากรการท่องเที่ยว (x ̅ =4.08) สิ่งอำนวยความสะดวก (x ̅ =3.69) กิจกรรมการท่องเที่ยว (x ̅ =3.46) และที่พักแรม (x ̅ =3.29)</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/283479 การพัฒนาทักษะการออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ของนักศึกษาวิชาชีพครูวิทยาศาสตร์โดยใช้สะเต็มศึกษาบูรณาการร่วมกับการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น 2025-10-20T10:57:50+07:00 นิติพงษ์ ศิริวงศ์ nitosr@gmail.com คทาวุธ กุลศิริรัตน์ kathawut.kul@mail.rru.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาองค์ความรู้และทักษะของนักศึกษาวิชาชีพครูวิทยาศาสตร์ในการออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้แนวคิดสะเต็มศึกษาบูรณาการร่วมกับการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น และ 2) ศึกษาการสะท้อนผลการเรียนรู้ของนักศึกษาหลังการอบรม กลุ่มเป้าหมาย คือ นักศึกษาวิชาชีพครูวิทยาศาสตร์ชั้นปีที่ 2 จำนวน 33 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงทดลองเบื้องต้น เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย ชุดกิจกรรมการพัฒนาการออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิดสะเต็มศึกษาบูรณาการร่วมกับการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้และแบบประเมินการสะท้อนผลการเรียนรู้ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) และใช้สถิติพื้นฐานนำเสนอข้อมูลในรูปแบบร้อยละ ผลการวิจัย พบว่า 1) หลังการอบรมพบว่าผลการประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ของนักศึกษาวิชาชีพครูวิทยาศาสตร์มีแนวโน้มสูงกว่าก่อนการอบรม แสดงให้เห็นว่าการอบรมสามารถพัฒนาทักษะการออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้สะเต็มบูรณาการกับการสืบเสาะ 5 ขั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2) นักศึกษาวิชาชีพครูวิทยาศาสตร์มีการสะท้อนผลการเรียนรู้เชิงบวกทั้งด้านความรู้ความเข้าใจ ทักษะการออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้และ การนำไปประยุกต์ใช้ในบริบทการจัดการเรียนรู้ได้จริง สรุปได้ว่าผลการอบรม โดยใช้แนวคิดสะเต็มศึกษาบูรณาการกับการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น ช่วยเสริมสร้างศักยภาพด้านการออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ของนักศึกษาวิชาชีพครูวิทยาศาสตร์ได้อย่างมีประสิทธิผล และนักศึกษาได้สะท้อนผลการเรียนรู้ผ่านทัศนคติ มุมมองและโอกาสที่จะนำไปใช้สอนจริงในชั้นเรียน เน้นกระบวนการเรียนรู้เชิงรุก การมีส่วนร่วมและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักศึกษาด้วยกัน ปัจจัยเหล่านี้มีส่วนช่วยพัฒนาองค์ความรู้ ทักษะ และทัศนคติที่ดีต่อการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/283813 คำสแลงภาษาจีนในบริบทภาษาไทย: การสังเคราะห์เชิงเอกสารจากงานวิจัย ที่ได้รับการตีพิมพ์ช่วงปี พ.ศ. 2555–2567 2025-11-26T15:17:14+07:00 เทอดเกียรติ เปเหล่าดา thoedkiat.pelaoda03@outlook.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สังเคราะห์ลักษณะการสร้างคำสแลงภาษาจีนในบริบทภาษาไทย 2) วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อการแพร่หลายของคำสแลงภาษาจีน และ 3) วิเคราะห์การใช้คำสแลงภาษาจีนในสื่อออนไลน์ประเภทต่าง ๆ โดยอาศัยการสังเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่ตีพิมพ์ระหว่างปี พ.ศ. 2555–2567 ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงเอกสาร ผลการวิจัยพบว่ากลไกการสร้างคำสแลงสามารถจำแนกได้หลายรูปแบบ ได้แก่ การยืมคำ การสร้างคำใหม่ การแปลงคำ การประสมคำ การย่อคำ การซ้ำคำ และการเล่นเสียงหรือตัวเลข ในขณะเดียวกันปัจจัยที่ส่งผลต่อการแพร่หลายของคำสแลงภาษาจีนมีความสัมพันธ์กับหลายมิติ เช่น เศรษฐกิจ การเมือง สื่อสังคมออนไลน์ ปรากฏการณ์ทางสังคม ตลอดจนวัฒนธรรมและความเชื่อ และในการวิเคราะห์การใช้คำสแลงในสื่อออนไลน์ ได้แก่ พาดหัวข่าว ซับไตเติล และชื่อเรื่องซีรีส์ พบว่าแต่ละประเภทสื่อเลือกใช้คำสแลงแตกต่างกัน ทั้งในด้านรูปแบบและกลวิธีทางภาษาเพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะการสื่อสารและกลุ่มผู้รับสาร นอกจากนี้คำสแลงบางคำ เช่น“牛逼”มีการเปลี่ยนแปลงความหมายเมื่อถูกนำมาใช้ในบริบทภาษาไทย สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตทางภาษาและบทบาทของสื่อดิจิทัลที่มีต่อการสร้างและการใช้คำสแลง การวิจัยในครั้งนี้ยังเสนอแนวทางเชิงวิชาการและการประยุกต์ใช้ ได้แก่ การเก็บข้อมูลข้ามแพลตฟอร์มและประเภทสื่อ การจัดหมวดหมู่คำสแลงอย่างเป็นระบบ การบูรณาการวิธีวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ การนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน ตลอดจนการจัดทำพจนานุกรมคำสแลงเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้และการศึกษาวิจัยในอนาคต</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/283919 รัฐอิเล็กทรอนิกส์กับการบริการสาธารณะในเทศบาลเมือง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2025-12-04T11:42:39+07:00 ชญาพัฒน์ เลิศอำนาจกิจเสรี chayapadhana@aru.ac.th <p> การวิจัยเรื่องรัฐอิเล็กทรอนิกส์กับการบริการสาธารณะในเทศบาลเมือง จังหวัดพระนครศรีอยุธยามีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ระดับการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ออนไลน์แอปพลิเคชัน เพื่อให้บริการสาธารณะแก่ประชาชนในเทศบาลเมือง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเสนอแนะแนวทางพัฒนา ในบริบท 5 ด้าน คือ การเป็นศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ การขออนุญาตก่อสร้าง การออกหนังสือรับรอง การชำระค่าธรรมเนียมขยะ บำบัดน้ำเสีย และระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Method Research) ในรูปแบบผสมผสาน (Convergent design) ด้วยการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพควบคู่กัน ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามการวิจัยเชิงปริมาณทั้งหมด 469 คนส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 41-50 ปี มีการศึกษาในระดับปริญญาตรี มีอาชีพรับจ้างทั่วไป อาศัยอยู่ในเทศบาลเมืองอโยธยา และอยู่อาศัยในพื้นที่มากกว่า 26 ปีขึ้นไป มีการใช้งานระบบอิเล็กทรอนิกส์ 1-5 ครั้งต่อปี ใช้งานในการชำระค่าธรรมเนียมขยะ บำบัดน้ำเสีย ส่วนกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักการวิจัยเชิงคุณภาพทั้งหมด 7 คนได้แก่รองนายกเทศมนตรี ปลัดเทศบาลและหัวหน้าสำนักงานปลัด จบในสาขาวิชา รัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ และการบริการสาธารณะ 5 ด้านพบว่า ด้านการเป็นศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ ด้านการขออนุญาตก่อสร้าง ด้านการออกหนังสือรับรอง อยู่ในระดับมาก ด้านการชำระค่าธรรมเนียมขยะ บำบัดน้ำเสียและด้านระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ อยู่ในระดับมากที่สุด ระดับความเข้มข้นของการให้บริการสาธารณะอยู่ในระดับตั้งแต่ การเผยแพร่ข้อมูล (Information) ระดับที่มีการโต้ตอบ (Interaction) จนถึงระดับที่มีการทำธุรกรรม (Interchange Transaction) แต่ยังไม่สามารถทำถึงระดับการบูรณาการข้ามหน่วยงาน (Integration) ได้ ส่วนการพัฒนาต้องเป็นไปจากรัฐส่วนกลางเป็นทิศทางเดียวพร้อมกับสนับสนุนงบประมาณ</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/284041 ผลของการโค้ชโดยใช้ข้อมูลย้อนกลับเชิงบวกต่อการพัฒนาทักษะชีวิต ของนักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะครุศาสตร์ 2025-12-01T11:49:34+07:00 ปิยะฉัตร เอื้อชินกุล piyachut.uah@rru.ac.th สุวัชราพร สวยอารมณ์ suwatcharaporn@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบทักษะชีวิตของนักศึกษาครูชั้นปีที่ 1 ก่อนและหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการโค้ชโดยใช้ข้อมูลย้อนกลับเชิงบวกและเพื่อศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อโปรแกรม กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาคณะครุศาสตร์ชั้นปีที่ 1 จำนวน 18 คน ที่ได้จากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบประเมินทักษะชีวิต 5 ด้าน มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .92 แบบประเมินความพึงพอใจ 8 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่น .89 และโปรแกรมการโค้ชที่ใช้ GROW Model เป็นกรอบ ดำเนินการ 12 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 90 นาที วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (x̄) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการวิจัยพบว่า 1) นักศึกษามีทักษะชีวิตหลังโปรแกรมอยู่ในระดับมาก (x̄= 4.31, S.D. = 0.39) สูงกว่าก่อนโปรแกรม (x̄ = 3.21, S.D. = 0.51) โดยมีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 1.10 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 34.35 ทักษะการจัดการอารมณ์พัฒนาสูงสุด (37.90%) รองลงมาคือการตระหนักรู้ในตนเอง (36.03%) 2) นักศึกษามีความพึงพอใจต่อโปรแกรมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄= 4.72) การวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิผลของการโค้ชโดยใช้ข้อมูลย้อนกลับเชิงบวกในการพัฒนาทักษะชีวิตของนักศึกษาครู โดยเฉพาะทักษะการจัดการอารมณ์และการตระหนักรู้ในตนเองที่มีการพัฒนาสูง</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/284137 เรื่องเล่าเรื่องราวชาวทับผึ้ง : การศึกษาทุนทางวัฒนธรรมสู่การสร้างอัตลักษณ์ ทางวัฒนธรรมของตำบลทับผึ้ง อำเภอศรีสำโรง จังหวัดสุโขทัย 2025-11-26T10:15:34+07:00 วาสินี มีเครือเอี่ยม meekrua_iam@hotmail.com ขวัญชนก นัยจรัญ nkhwanchanok@psru.ac.th กมลธรรม เกื้อบุตร kamontam.k@psru.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทุนทางวัฒนธรรมของชุมชนตำบลทับผึ้ง และ 2) วิเคราะห์อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชนตำบลทับผึ้ง การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพด้วยกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เครื่องมือการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์มีโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุมชนตำบลทับผึ้งมีทุนทางวัฒนธรรมรวม 122 รายการ แบ่งเป็น 1.1 ทุนทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ 114 รายการ ได้แก่ วรรณกรรมพื้นบ้านและภาษา ศิลปะการแสดง แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม ประเพณี และเทศกาล ความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักวาล (การแพทย์พื้นบ้าน อาหาร) งานช่างฝีมือดั้งเดิม และการละเล่นพื้นบ้าน 1.2 ทุนทางวัฒนธรรมที่จับต้องได้เป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรม จำนวน 8 แหล่ง 2) อัตลักษณ์วัฒนธรรมครอบคุลม 4 มิติหลัก ได้แก่ 2.1 วิถีชีวิตเกษตรกรรมที่ผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมกับเกษตรแนวใหม่ 2.2 อาหารพื้นถิ่นที่สะท้อนภูมิศาสตร์ของพื้นที่ 2.3 งานช่างฝีมือดั้งเดิมที่ดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ร่วมสมัย และ 2.4 พื้นที่วัฒนธรรมที่ทำหน้าที่ทั้งในมิติศาสนาและการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม ภายใต้การตีความใหม่เพื่อรักษาอัตลักษณ์ท้องถิ่นให้เท่าทันบริบทสมัยใหม่ สามารถนำมาใช้ต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์