https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/issue/feed วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 2026-08-27T00:00:00+07:00 Asst.Prof.Dr.Lerdchai Sathitpanawong krungkao.arursjournal@gmail.com Open Journal Systems <p>วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มีวัตถุประสงค์</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1. เพื่อเผยแพร่บทความวิจัย และบทความวิชาการ ในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยครอบคลุม ด้านบริหารธุรกิจ ด้านการศึกษา ด้านรัฐศาสตร์ ด้านนิติศาสตร์ ด้านวัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ และประวัติศาสตร์</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2. เพื่อเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ใหม่ ในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; มีนโยบายการจัดพิมพ์คือวารสารเปิดรับบทความวิจัยแบบเต็มรูปแบบ และบทความวิชาการ จากภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย โดยบทความดังกล่าวจะต้องไม่เคยเผยแพร่ในวารสารอื่นใดมาก่อน และเป็นข้อคิดเห็นของผู้ส่งบทความเท่านั้น กำหนดออกเผยแพร่ ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้ มกราคม – เมษายน, พฤษภาคม – สิงหาคม, กันยายน – ธันวาคม</p> https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/286116 การเมืองเรื่องอารมณ์และอำนาจเครือญาติ: การวิเคราะห์พระนางหลี่ว์โฮ่ว กับวิกฤตความชอบธรรมในราชวงศ์ฮั่นตอนต้น 2026-03-06T16:15:17+07:00 อภินันท์ ธรรมอินทร์ลาด apinun.th@ksu.ac.th <p>บทความวิชาการนี้มุ่งวิเคราะห์บทบาททางการเมืองของพระนางหลี่ว์โฮ่วในช่วงต้นราชวงศ์ฮั่น โดยประยุกต์กรอบการเมืองเรื่องอารมณ์และการเมืองเครือญาติในการอ่านและตีความบันทึกประวัติศาสตร์สื่อจี้และงานศึกษาที่เกี่ยวข้อง บทความตั้งคำถามต่อประวัติศาสตร์นิพนธ์แบบจารีตที่มักนำเสนอพระนางผ่านภาพลักษณ์ของสตรีผู้โหดร้ายเพียงด้านเดียว และเสนอให้พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างความผูกพันต่อพระราชโอรส ความหวาดกลัวต่อการสูญเสียสถานะ การแข่งขันเพื่อสืบราชสันตติวงศ์ และข้อจำกัดของสตรีภายใต้โครงสร้างการเมืองแบบปิตาธิปไตย ผลจากการสังเคราะห์และตีความแสดงให้เห็นว่า การใช้ความรุนแรงและการกระจายอำนาจแก่เครือญาติของพระนางมิได้เกิดจากอารมณ์ส่วนบุคคลเพียงปัจจัยเดียว แต่เป็นผลจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจส่วนบุคคล ความไม่มั่นคงทางการเมือง และโครงสร้างอำนาจในราชสำนัก แนวทางดังกล่าวช่วยเสริมฐานอำนาจของพระนางและตระกูลหลี่ว์ในระยะหนึ่ง แต่ขณะเดียวกันได้สร้างความขัดแย้งกับเชื้อพระวงศ์แซ่หลิวและกลุ่มขุนนางเดิม จนกระทบต่อความชอบธรรมและความยั่งยืนของอำนาจตระกูลหลี่ว์ บทความจึงเสนอให้ทำความเข้าใจพระนางหลี่ว์โฮ่วในฐานะผู้กระทำการทางการเมืองที่การตัดสินใจถูกกำหนดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจส่วนบุคคลกับเงื่อนไขเชิงโครงสร้าง อันช่วยเปิดมุมมองที่ซับซ้อนขึ้นต่อบทบาทของสตรี อารมณ์ และเครือญาติในการเมืองจีนโบราณ</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/286498 หลักสูตรเทคโนโลยีไฟฟ้า: การเปรียบเทียบกรอบวุฒิการศึกษาและบทบาทของครูอาชีวะในการบูรณาการทักษะสำหรับศตวรรษที่ 21 2026-04-16T11:49:27+07:00 สาโรช พูลเทพ saroj@su.ac.th <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การออกแบบ การพัฒนา และการจัดการหลักสูตรเทคโนโลยีไฟฟ้าในสถาบันการศึกษาทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมทั้งการวิเคราะห์เปรียบเทียบหลักสูตรระหว่างวุฒิเทคโนโลยีบัณฑิต (ทล.บ.) และครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิต (คอ.บ.) เพื่อพิจารณาถึงข้อดี-ข้อด้อย จุดแข็ง และจุดอ่อนของการจัดการหลักสูตรแต่ละรูปแบบ ทำให้เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับความสำคัญของหลักสูตรต่อการพัฒนาคุณภาพครูอาชีวะในระดับประเทศ ทั้งในบริบทของการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ที่เน้นการพัฒนาทักษะศตวรรษที่ 21 และการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และศักยภาพการแข่งขันของประเทศในยุคอุตสาหกรรม 4.0 และเศรษฐกิจดิจิทัล โดยผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่า หลักสูตรเทคโนโลยีไฟฟ้ามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการผลิตครูอาชีวะที่มีสมรรถนะสูง และสามารถถ่ายทอดความรู้ด้านทฤษฎีและทักษะปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิผล ตรงตามความต้องการที่หลากหลายของสถาบันการศึกษา ตลอดจนตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงานสมัยใหม่ นอกจากนี้ การเปรียบเทียบระหว่างกรอบวุฒิการศึกษาเผยให้เห็นว่า หลักสูตรที่ออกแบบบนพื้นฐานของครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิต มีจุดแข็งในการเตรียมผู้สำเร็จการศึกษาให้มีความพร้อมด้านการจัดการเรียนการสอนและศาสตร์การศึกษา ในขณะที่หลักสูตรที่ใช้วุฒิเทคโนโลยีบัณฑิต มีจุดแข็งในเรื่องการพัฒนาทักษะด้านปฎิบัติการ นอกจากนี้ การศึกษายังพบว่าการพัฒนาสมรรถนะและความเชี่ยวชาญของคณาจารย์ที่สอนในหลักสูตรเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบต่อคุณภาพของหลักสูตรและผลลัพธ์ของการเรียน-การสอน การพัฒนาหลักสูตรแบบบูรณาการและการเสริมสร้างความเชี่ยวชาญของคณาจารย์จะส่งผลให้ผู้สำเร็จการศึกษาเป็นครูอาชีวะที่มีแรงจูงใจในการเรียนรู้ สมรรถนะสูงในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี และสามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างสร้างสรรค์ มีประสิทธิผล และปรับตัวต่อสถานการณ์จริงได้อย่างดี บทความวิชาการนี้จึงนำเสนอแนวทาง และข้อเสนอแนะที่มีความสำคัญต่อการพัฒนา และปรับปรุงหลักสูตรเทคโนโลยีไฟฟ้าให้มีคุณภาพสูง สัมพันธ์กับตลาดแรงงาน และทันสมัยตามความต้องการที่เปลี่ยนแปลงของสถาบันการศึกษา สถานประกอบการ และการพัฒนาประเทศในยุคอุตสาหกรรม 4.0</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/287358 สุนทรียลักษณ์แห่งอรรถธรรม: วรรณศิลป์ และภาพพจน์ในคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ 2026-04-21T16:34:31+07:00 ศิขรินทร์ แสงเพชร นาเรือง sirinsn24@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สุนทรียภาพทางภาษาที่ปรากฏในคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ โดยเน้นการศึกษา "วรรณศิลป์" และ "โวหารภาพพจน์" ในฐานะเครื่องมือสื่อสารหลักการทางกฎหมายและจริยธรรมในสังคมไทยโบราณ คัมภีร์พระธรรมศาสตร์ในกฎหมายตราสามดวงมิได้เป็นเพียงบทบัญญัติแห่งกฎหมายเพื่อธำรงความยุติธรรมในทางปฏิบัติเท่านั้น หากแต่ยังมีสถานะเป็น "ธรรมนูญแห่งจักรวาล" ที่รังสรรค์ขึ้นด้วยชั้นเชิงทางวรรณศิลป์อย่างประณีต ในยุคที่การบังคับใช้กฎหมายไม่ได้มีกลไกซับซ้อนแบบปัจจุบัน "ภาษา" คือเครื่องมือหลักในการสร้างความยอมรับ (Legitimacy) ชั้นเชิงทางวรรณศิลป์ช่วยเปลี่ยนสถานะของกฎหมายจาก "คำสั่ง" ให้กลายเป็น "วัตรปฏิบัติทางจิตวิญญาณ" ตุลาการที่อ่านคัมภีร์จะรู้สึกว่าการตัดสินคดีไม่ใช่แค่เรื่องทางโลก แต่เป็นเรื่องของการสะสมบารมีหรือการทำผิดต่อกฎธรรมชาติ ซึ่งส่งผลต่อเกียรติยศและความเสื่อมสูญ เมื่อวิเคราะห์พบว่า การบูรณาการระหว่าง "อรรถ" (เจตนารมณ์แห่งความยุติธรรม) และ "ธรรม" (หลักเกณฑ์แห่งธรรมชาติ) ถูกถ่ายทอดผ่าน "สุนทรียลักษณ์" หรือความงามเชิงระบบที่ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกของตัวบทกฎหมายและโลกของมโนทัศน์เชิงจริยธรรม การใช้โวหารภาพพจน์ อาทิ อุปมาโวหาร และการใช้สัญลักษณ์ มิได้มุ่งเน้นเพียงความไพเราะ แต่เป็นการสร้าง "ภาพลักษณ์ทางความคิด" เพื่อให้ผู้ใช้อำนาจตุลาการเข้าถึงแก่นสารของอรรถธรรมได้อย่างลึกซึ้งถึงระดับจิตวิญญาณ การศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าชั้นเชิงทางวรรณศิลป์มีบทบาทสำคัญในการสถาปนาอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์และประคับประคองความน่าเลื่อมใสของกฎหมายไทยโบราณให้ยืนยงผ่านกาลเวลา</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/285251 ความไม่เท่าเทียมทางเพศและผลกระทบต่อสุขภาพจิต: การวิเคราะห์เชิงวาทกรรมในนวนิยาย “คิมจียอง เกิดปี 82” 2026-04-23T13:17:29+07:00 สุนทรี ลาภรุ่งเรือง soontaree@go.buu.ac.th ณัฐวรรณ สินาโรจน์ natthawan@go.buu.ac.th <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ (1) วิเคราะห์รูปแบบความไม่เท่าเทียมทางเพศที่ถูกนำเสนอผ่านประสบการณ์ของตัวละครในสี่บริบทหลัก ได้แก่ ครอบครัว การศึกษา สถานที่ทำงาน และพื้นที่สาธารณะ (2) ศึกษาผลกระทบสะสมของการเลือกปฏิบัติทางเพศต่อสุขภาพจิตของตัวละครผ่านกลไกความเครียดเรื้อรังและภาระสะสมทางชีวภาพ และ (3) ถอดรหัสวาทกรรมในตัวบทภายใต้กรอบทฤษฎีสตรีนิยมและเพศภาวะ การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ โดยบูรณาการการวิเคราะห์เนื้อหาและการวิเคราะห์วาทกรรมเชิงวิพากษ์ตามแนวทางของ Norman Fairclough ร่วมกับกรอบทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ แนวคิดระบบปิตาธิปไตย การแสดงออกทางเพศสภาพ ภาระทางอารมณ์และภาระทางความคิด ภาวะทับซ้อนทางอัตลักษณ์ และแนวคิดความเครียดเรื้อรัง โดยใช้ข้อมูลจากนวนิยายคิมจียอง เกิดปี 82 ทั้งฉบับภาษาเกาหลีและฉบับแปลภาษาไทย ผลการศึกษาพบว่า ตัวบทนวนิยายนำเสนอความไม่เท่าเทียมทางเพศในฐานะโครงสร้างที่แทรกซึมอยู่ในทุกบริบทของชีวิต และถูกทำให้ดำรงอยู่ผ่านกลไกทางภาษาและการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้เกิดความเครียดสะสมในระยะยาว ซึ่งนำไปสู่วิกฤตสุขภาพจิตของตัวละครหลัก โดยอาการทางจิตมิได้ถูกนำเสนอว่าเป็นความบกพร่องในระดับปัจเจก หากแต่เป็นผลลัพธ์ของโครงสร้างอำนาจทางเพศที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง ข้อค้นพบของการวิจัยชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างภาษา อำนาจ และสุขภาพจิตในตัวบทวรรณกรรม และมีนัยสำคัญต่อการพัฒนากรอบแนวคิดเชิงสหวิทยาการที่เชื่อมโยงวรรณกรรมศึกษา เพศภาวะ และสุขภาพจิตในบริบทเอเชีย อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษานี้เป็นการวิเคราะห์ภาพแทนในตัวบท มิใช่ข้อสรุปเชิงประจักษ์เกี่ยวกับสังคมโดยรวม</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/285714 อิทธิพลของการจัดการทางด้านภาษีและอัตราส่วนทางการเงินที่มีต่อประสิทธิภาพของ การวางแผนภาษีของบริษัทกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารที่จดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 2026-02-10T15:48:38+07:00 พศวัต สุขสมัย 67109660005@rpu.ac.th เบญจพร โมกขะเวส bemokk@rpu.ac.th <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของการจัดการทางด้านภาษีและอัตราส่วนทางการเงินที่มีต่อประสิทธิภาพของการวางแผนภาษีของบริษัทกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ จากการรายงานข้อมูลเป็นประจำอย่างต่อเนื่องในงบการเงิน และข้อมูลจากฐานข้อมูลการบริการระบบข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ฉบับออนไลน์ (SETSMART) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นบริษัทในกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จำนวน 22 บริษัท ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลในระหว่างปี 2563-2567 จำนวน 110 ชุดข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย การวิเคราะห์ค่าสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ และทดสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการศึกษาพบว่า อัตราส่วนทางการเงิน ได้แก่ อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์มีอิทธิพลเชิงบวก และอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นมีอิทธิพลเชิงลบต่อประสิทธิภาพของการวางแผนภาษีที่วัดด้วยอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลที่แท้จริงอย่างมีนัยสำคัญทางสถติที่ระดับ 0.01 ในขณะที่การจัดการทางด้านภาษี ได้แก่ ความแตกต่างกำไรทางบัญชีกับกำไรทางภาษีมีอิทธิพลเชิงลบต่อประสิทธิภาพของการวางแผนภาษีที่วัดด้วยอัตราภาษีเงิน.ได้นิติบุคคลที่แท้จริง และอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลต่อกระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดําเนินงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถติที่ระดับ 0.01 และ 0.05 (ตามลำดับ) ส่วนภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี อัตราส่วนสภาพคล่องไม่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพของการวางแผนภาษีวัดด้วยอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลที่แท้จริง นอกจากนี้ ภาษีเงินได้รอการตัดบัญชี อัตราส่วนสภาพคล่อง อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ และอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นไม่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพของการวางแผนภาษีที่วัดด้วยอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลต่อกระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดําเนินงาน</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/285974 การตั้งชื่อพระพุทธรูปกับวาทกรรมทุนนิยมในสังคมไทย 2026-03-17T10:05:43+07:00 นพดล ปรางค์ทอง nopphadon@aru.ac.th กาวี ศรีรัตน์ kawee_srirut@yahoo.com <p>บทความวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบพรรณนาวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษารูปแบบและลักษณะของการตั้งชื่อพระพุทธรูปที่สอดรับกับวาทกรรมในสังคมไทยร่วมสมัย 2) เพื่อวิเคราะห์ความหมายและวาทกรรมที่แฝงอยู่ในชื่อพระพุทธรูป โดยเฉพาะที่เชื่อมโยงกับแนวคิดทุนนิยมและบริโภคนิยม และ 3) เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการตั้งชื่อพระพุทธรูปกับบริบททางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมร่วมสมัย การวิจัยใช้การวิเคราะห์เอกสารร่วมกับการวิเคราะห์วาทกรรม โดยเก็บข้อมูลจากชื่อพระพุทธรูปที่ปรากฏในวัด สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อออนไลน์ในประเทศไทย ผลการวิจัยพบว่า (1) การตั้งชื่อพระพุทธรูปในสังคมไทยร่วมสมัยมีแนวโน้มเน้นผลลัพธ์ทางโลก เช่น ความมั่งคั่ง ความสำเร็จ ความรวดเร็ว และการแก้ปัญหาชีวิตเฉพาะด้าน อย่างไรก็ตาม ความหมายดังกล่าวมักดำรงอยู่ควบคู่กับมิติทางจิตวิญญาณตามคติพุทธที่ยังคงมีบทบาทในสังคมไทย (2) ชื่อพระพุทธรูปสามารถทำหน้าที่เป็นวาทกรรมที่สะท้อน และในบางกรณีมีส่วนในการผลิตซ้ำตรรกะของทุนนิยมและบริโภคนิยม โดยนำเสนอศาสนาในฐานะแหล่งทรัพยากร เชิงสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับความคาดหวังของผู้ศรัทธา ทั้งนี้ ความหมายดังกล่าวมิได้ดำรงอยู่อย่างโดดเดี่ยว หากแต่ซ้อนทับและอยู่ร่วมกับวาทกรรมทางศาสนาเชิงจิตวิญญาณ และ (3) การตั้งชื่อพระพุทธรูปเป็นพื้นที่ของการต่อรองความหมายระหว่างพระพุทธศาสนา วัฒนธรรมทุนนิยม และความเชื่อของสังคมไทย ซึ่งสะท้อนการปรับตัวของศาสนาภายใต้บริบทความไม่แน่นอนของชีวิตร่วมสมัย ข้อเสนอแนะจากงานวิจัยคือ ควรส่งเสริมการตระหนักรู้เชิงวิพากษ์ต่อบทบาทของภาษาและวาทกรรมทางศาสนา ตลอดจนพัฒนาการสื่อสารทางศาสนาที่สามารถรักษาสมดุลระหว่างการตอบสนองบริบทสังคมร่วมสมัยกับการธำรงไว้ซึ่งแก่นคำสอนทางพุทธศาสนา</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/286183 การพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษเพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการท่องเที่ยววิถีใหม่ของชุมชนสำเภาล่ม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2026-03-13T16:15:45+07:00 เอกพล วิงวอน wekaphon@aru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความต้องการในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารด้านการท่องเที่ยววิถีใหม่ ชุมชนสำเภาล่ม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2) เพื่อสร้างชุดการฝึกอบรมทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษด้านการท่องเที่ยววิถีใหม่ตามบริบทของชุมชนสำเภาล่ม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 3) เพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษด้านการท่องเที่ยววิถีใหม่ในชุมชนสำเภาล่ม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 4) ศึกษาความพึงพอใจในการจัดฝึกอบรมพัฒนาการสื่อสารภาษาอังกฤษด้านการท่องเที่ยววิถีใหม่ในชุมชนสำเภาล่ม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มเป้าหมายที่เป็นตัวแทนในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารทางการท่องเที่ยววิถีใหม่ในชุมชนสำเภาล่ม จำนวน 30 คน โดยคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ผู้บริหาร ผู้นำชุมชนระดับปฏิบัติการ ข้าราชการครู ผู้นำศาสนา ปราชญ์ชุมชน ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่วิจัย โดยจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ในชุมชน เครื่องมือในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามสำรวจความต้องการการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ด้านการท่องเที่ยววิถีใหม่ชุมชนสำเภาล่ม ชุดฝึกอบรม แบบทดสอบเพื่อวัดความสามารถก่อนและหลังการอบรม และแบบประเมินความพึงพอใจในการฝึกอบรมพัฒนาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารด้านการท่องเที่ยววิถีใหม่ในชุมชนสถิติที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่า t-test และค่าประสิทธิภาพของการอบรม ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุมชนสำเภาล่ม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีความต้องการในการพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษด้านการท่องเที่ยววิถีใหม่ในหัวข้อ การต้อนรับนักท่องเที่ยว การเดินทางท่องเที่ยวในชุมชน ผลิตภัณฑ์ของฝากในชุมชน แหล่งท่องเที่ยวในชุมชน และประวัติศาสตร์ในชุมชน 2) ชุมชนสำเภาล่มได้ชุดการฝึกอบรมทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ ด้านการท่องเที่ยววิถีใหม่ ที่สะท้อนให้เห็นถึงบริบทของชุมชนอย่างแท้จริง และมีการหาค่าประสิทธิภาพ E1/E2 ซึ่งมีค่าเท่ากับ 76.56 / 78.89 3) พัฒนาการของผู้เข้ารับการอบรมหลังการอบรมสูงกว่า ก่อนการอบรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 4) ผู้เข้ารับการอบรมมีความพึงพอใจต่อการอบรมจากการใช้ชุดฝึกอบรมชุดนี้อยู่ในระดับมาก</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/286354 ปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เกี่ยวกับการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของพระสงฆ์: ศึกษาเฉพาะกรณีเจ้าอาวาสวัด 2026-03-06T08:30:20+07:00 นุรัสกร พงษ์ปรีชา nurassakorn.p64@rsu.ac.th มงคล เทียนประเทืองชัย mongthian65@gmail.com <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และกฎหมายที่เกี่ยวกับการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของพระสงฆ์ในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัด วิเคราะห์ปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปรียบเทียบกับกฎหมายต่างประเทศ และเสนอแนวทางที่เหมาะสมในการพัฒนากลไกการตรวจสอบทรัพย์สินของพระสงฆ์ในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดให้สอดคล้องกับหลักความโปร่งใสและธรรมาภิบาล ผลการศึกษาพบว่าตำแหน่ง "เจ้าอาวาส" เป็นทั้งพนักงานเจ้าหน้าที่และบรรพชิตในพระธรรมวินัย ส่งผลให้การบังคับใช้มาตรการยื่นบัญชีทรัพย์สินเกิดความลักลั่นในทางปฏิบัติ และปัจจุบันยังปรากฏช่องว่างทางนิติบัญญัติ เนื่องจากไม่มีบทบัญญัติในระดับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 (มาตรา 102 และ 103) ที่ระบุตำแหน่งเจ้าอาวาสไว้เป็นการเฉพาะ สภาวะที่ปราศจากฐานอำนาจทางกฎหมายที่ชัดเจนนี้ถือเป็น "โอกาส" ตามทฤษฎีคอร์รัปชันที่อาจนำไปสู่การขัดกันแห่งผลประโยชน์และการฟอกเงินผ่านองค์กรศาสนา ขณะที่การวิเคราะห์เปรียบเทียบใน 5 ประเทศ (ศรีลังกา ญี่ปุ่น ภูฏาน เกาหลีใต้ และจีน) พบว่าส่วนใหญ่ก้าวข้ามการตรวจสอบตัวบุคคลไปสู่การสร้างความโปร่งใสระดับสถาบัน (Institutional Transparency) การศึกษานี้จึงเสนอให้มีการแก้ไขมาตรา 102 เพื่อระบุตำแหน่งเจ้าอาวาสให้ชัดเจน โดยกำหนดเกณฑ์มูลค่าทรัพย์สินขั้นต่ำ (Threshold) และปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการรายงานรายบุคคลสู่การรายงานทางการเงินระดับองค์กรผ่านระบบบัญชีวัดอิเล็กทรอนิกส์ (E-Temple Financial Registry) เพื่อเปลี่ยนบทบาทของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จากผู้ควบคุมสู่การเป็นผู้ส่งเสริมความถูกต้อง (Compliance Facilitator) อย่างยั่งยืน</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/286374 การพัฒนาความสามารถการอ่านสะกดคำตรงตามมาตราของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลายที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ด้านการอ่านโดยใช้การจัด การเรียนรู้ด้วยเทคนิคการสอนแบบบันได 5 ขั้นร่วมกับเพลงนันทนาการ 2026-03-17T11:36:54+07:00 อมรรัตน์ แสงทอง amonrat062523@gmail.com สุกัญญาโสภี ใจกล่ำ amonrat062523@gmail.com <p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อหาประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้การอ่านสะกดคำตรงตามมาตรา ของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ด้านการอ่าน โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคการสอนแบบบันได 5 ขั้นร่วมกับเพลงนันทนาการ 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถการอ่านสะกดคำตรงตามมาตรา ของนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ด้านการอ่านหลังเรียน โดยใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค การสอนแบบบันได 5 ขั้นร่วมกับเพลงนันทนาการ 3) เพื่อศึกษาความสุขของนักเรียนประถมศึกษาที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ด้านการอ่านต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคแบบบันได 5 ขั้นร่วมกับเพลงนันทนาการ กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ด้านการอ่านชั้นประถมศึกษาตอนปลาย จำนวน 4 คน เครื่องมือวิจัย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 10 แผน 2) แบบวัดความสามารถก่อนและหลังเรียน 3) แบบวัดความสุขในการเรียน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.) ค่าเฉลี่ย (X ̅) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ผลการวิจัยพบว่า การจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิคการสอนแบบบันได 5 ขั้นร่วมกับเพลงนันทนาการ มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.7059 หรือคิดเป็นร้อยละ 70.59 นักเรียนมีความสามารถในการอ่านสะกดคำหลังเรียนค่ามัธยฐาน (Median = 13.00) สูงกว่าก่อนเรียน (Median = 2.50) และความสุขของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับดี (X ̅= 3, S.D.= 0)</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/286404 อิทธิพลของการสื่อสารภายในองค์กรและบรรยากาศการทำงาน ต่อระดับความร่วมมือของบุคลากรในกรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ 2026-04-22T09:50:09+07:00 ธีระศักดิ์ ทรัพย์ประเสริฐ theerasak.research@gmail.com วิมลทิพย์ ทองยศ 268306222015-st@rmutsb.ac.th ภัณฑิรา พันธุ์เสี้ยม 268306222007-st@rmutsb.ac.th พรเทพ แก้วเชื้อ pornthep.k@rmutsb.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับการสื่อสารภายในองค์กร บรรยากาศการทำงาน และความร่วมมือของบุคลากร และ 2) วิเคราะห์อิทธิพลของการสื่อสารภายในองค์กรและบรรยากาศการทำงานต่อความร่วมมือของบุคลากรในกรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือข้าราชการและพนักงานราชการ จำนวน 220 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) การสื่อสารภายในองค์กร บรรยากาศการทำงาน และความร่วมมือของบุคลากรโดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) เมื่อพิจารณาอิทธิพลของตัวแปร พบว่า ปัจจัยด้านการสื่อสารภายในองค์กรและบรรยากาศการทำงานทุกด้านมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความร่วมมือของบุคลากรอย่างมีนัยสำคัญ โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลสูง ได้แก่ ความสม่ำเสมอของการสื่อสาร ช่องทางการสื่อสาร และการสื่อสารสองทาง ขณะที่ปัจจัยด้านบรรยากาศการทำงานที่มีบทบาทสำคัญ ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนร่วมงาน และการสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชา ส่วนความเป็นธรรมในองค์กรแม้มีอิทธิพล แต่มีบทบาทในระดับต่ำเมื่อเทียบกับปัจจัยอื่น ข้อค้นพบสำคัญของการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า ในบริบทของหน่วยงานที่มีโครงสร้างแบบลำดับชั้นและการปฏิบัติงานตามคำสั่ง เช่น หน่วยงานทางทหาร ความต่อเนื่องและความสม่ำเสมอของการสื่อสารมีบทบาทสำคัญต่อความร่วมมือของบุคลากรมากกว่าความชัดเจนของข้อมูลเพียงอย่างเดียว ซึ่งสะท้อนความแตกต่างจากบริบทองค์กรทั่วไป และช่วยขยายองค์ความรู้ด้านการสื่อสารภายในองค์กรในมิติของบริบทเฉพาะ ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายด้านการสื่อสารภายในองค์กรและการพัฒนาบรรยากาศการทำงาน เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือของบุคลากรในหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานที่มีโครงสร้างการบริหารแบบลำดับชั้นได้อย่างเหมาะสม</p> <p> </p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/286519 วัฒนธรรมอาหารและวิถีสุขภาวะที่สะท้อนในศิลปะพุทธศาสนานิกายเซน : กรณีศึกษาวัดฉงจู้ มณฑลยูนนาน 2026-04-10T11:25:57+07:00 กัวเซิง เล่ย 66810046@go.buu.ac.th ภรดี พันธุภากร poradee@buu.ac.th พงศ์เดช ไชยคุตร pongdej.c@cmu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาลำดับเหตุการณ์ของพุทธศาสนานิกายเซน (2) เพื่อวิเคราะห์คุณค่าวัฒนธรรมด้านอาหารและวิถีสุขภาวะที่สะท้อนอยู่ในผลงานพุทธศิลป์ของวัดฉงจู้ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วยการศึกษาจากเอกสาร การสำรวจภาคสนาม (Field Research) การวิเคราะห์ทางศิลปะพุทธศาสนาและการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยพบว่า (1) พุทธศาสนานิกายเซนมีจุดกำเนิดราวคริสต์ศตวรรษที่ 6 จากการผสมผสานแนวคิดพุทธศาสนาจากอินเดียเข้ากับวัฒนธรรมจีน โดยมีพระโพธิธรรมเป็นผู้เผยแผ่แนวคิดสำคัญของนิกายเซนเน้นการเข้าถึงธรรมะผ่านการปฏิบัติโดยตรง ไม่ยึดติดตัวอักษรหรือคัมภีร์ ต่อมาในสมัยราชวงศ์ถัง นิกายเซนได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบโดยเน้นการฝึกปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้พุทธศิลป์เปลี่ยนบทบาทจากการเล่าเรื่องทางศาสนาไปสู่การถ่ายทอดวิถีชีวิตและสภาวะการปฏิบัติ ซึ่งเป็นบริบทสำคัญของการก่อรูปวัดฉงจู้และผลงานพุทธศิลป์ภายในวัด (2) ศิลปะพุทธศาสนานิกายเซนของวัดฉงจู้ถ่ายทอดวัฒนธรรมอาหารและวิถีสุขภาวะผ่านโครงสร้างเชิงพื้นที่ สัญลักษณ์ และระเบียบทางทัศนศิลป์ โดยยกระดับการบริโภคอาหารจากกิจกรรมในชีวิตประจำวันสู่กระบวนการปฏิบัติภาวนา วัฒนธรรมอาหารมังสวิรัติ การดื่มชา และจริยธรรมแห่งสติถูกสื่อผ่านสัญลักษณ์ เช่น บาตร ท่าทาง และการใช้พื้นที่ว่าง ซึ่งสะท้อนความสมดุลระหว่างกายและจิต แนวคิดดังกล่าวยังได้รับการแปรความหมายและต่อยอดในงานจิตรกรรมร่วมสมัย ทำให้วิถีสุขภาวะของพุทธศาสนานิกายเซนสามารถอธิบายได้อย่างเป็นระบบภายใต้กรอบทัศนศิลป์ร่วมสมัย</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/286529 การพัฒนาทักษะการแต่งคำประพันธ์ โดยใช้เพลงประกอบการสอนร่วมกับ กระบวนการโค้ช (Coaching) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/6 โรงเรียนมหรรณพาราม 2026-05-01T12:45:13+07:00 ณัฏฐกร ศรีพระจันทร์ s65121109033@ssru.ac.th เบญจพร ไพรศร benjaporn.pr@ssru.ac.th <p>บทความวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลของการใช้เพลงประกอบการสอนร่วมกับกระบวนการโค้ชต่อพัฒนาการทักษะการแต่งคำประพันธ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/6 โรงเรียนมหรรณพาราม ปีการศึกษา 2568 2) ศึกษาระดับความเข้าใจในฉันทลักษณ์และโครงสร้างคำประพันธ์ก่อนและหลังการเรียน และ 3) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงด้านทัศนคติและแรงจูงใจในการเรียนรู้การแต่งคำประพันธ์ กลุ่มเป้าหมายคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/6 จำนวน 5 คน คัดเลือกแบบเจาะจงจากผู้ที่ไม่บรรลุตัวชี้วัดและขาดความเข้าใจเรื่องฉันทลักษณ์ การวิจัยดำเนินการ 3 ระยะ ได้แก่ 1) สำรวจและวิเคราะห์สภาพปัญหา 2) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้เพลงประกอบการสอนร่วมกับกระบวนการโค้ช และ 3) นำนวัตกรรมไปใช้พัฒนาทักษะการแต่งคำประพันธ์ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 4 แผน และเพลงรำวงกาพย์ยานี 11 ผลการวิจัยพบว่า ทักษะการแต่งคำประพันธ์ของกลุ่มเป้าหมายพัฒนาขึ้น โดยทุกคนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60 ความเข้าใจในฉันทลักษณ์และโครงสร้างคำประพันธ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และนักเรียนมีทัศนคติและแรงจูงใจทางการเรียนรู้เชิงบวก โดยมีความมั่นใจและกระตือรือร้นมากขึ้น สรุปได้ว่าการใช้เพลงประกอบการสอนร่วมกับกระบวนการโค้ชเป็นนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาศักยภาพผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/286701 การพัฒนาแอปพลิเคชันบนมือถือเพื่อยกระดับความสามารถของนักศึกษา ในการเป็นผู้ตัดสินกีฬาวอลเลย์บอล 2026-05-11T16:00:34+07:00 จักรวรรดิ กิ่งส้มกลาง jakgrawat.g@rbru.ac.th เดชาวุฒิ วานิชสรรพ์ dechawut.w@rbru.ac.th คงกฤษ ปิตานนท์ Konggrit.p@rbru.ac.th <div> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาแอปพลิเคชันบนมือถือเรื่องสัญญาณมือในการตัดสินกีฬาวอลเลย์บอล2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาที่ใช้แอปพลิเคชันบนมือเรื่องสัญญาณมือในการตัดสินกีฬาวอลเลย์บอล กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาสาขาวิชาพลศึกษา คณะครุศาสตร์ จำนวน 100 คน ใช้วิธีสุ่มอย่างง่ายด้วยวิธี <br />จับฉลากแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลอง 50 คน และกลุ่มควบคุม 50 คน เครื่องมือวิจัยใช้ในการวิจัย ได้แก่ แอปพลิเคชันบนมือถือเรื่องสัญญาณมือในการตัดสินกีฬาวอลเลย์บอล แบบทดสอบวัดผลทางการเรียนเรื่องสัญญาณมือในการตัดสินกีฬาวอลเลย์บอล สถิติที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ t-test ทดสอบความแตกต่างระหว่างกลุ่ม ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาแอปพลิเคชันบนมือถือเรื่องสัญญาณมือในการตัดสินกีฬาวอลเลย์บอลมีความเหมาะสมระดับมาก (คะแนนเฉลี่ย = 4.77, SD = 0.14) แบบทดสอบวัดผลทางการเรียนเรื่องสัญญาณมือในการตัดสินกีฬาวอลเลย์บอล มีค่าความเชื่อมั่น (Cronbach’ Alpha = 0.89) 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาที่ใช้ แอปพลิเคชันบนมือถือเรื่องสัญญาณมือในการตัดสินกีฬาวอลเลย์บอลมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยคะแนนก่อนเรียนเฉลี่ย 9.98 คะแนน (S.D.= 3.87) และคะแนนหลังเรียน เฉลี่ย 13.28 คะแนน S.D.= 4.10)</p> </div> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/286660 การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน เรื่อง การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ที่ส่งผลต่อทักษะการทำงานร่วมกันและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 2026-03-13T16:21:54+07:00 มนิดา บุญยัสสะ 67010588037@msu.ac.th มนตรี วงษ์สะพาน montree_ed24@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน เรื่อง การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบทักษะการทำงานร่วมกันของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังการจัดการเรียนรู้กับเกณฑ์ร้อยละ 80 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังการจัดการเรียนรู้กับเกณฑ์ร้อยละ 80 และ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน เรื่อง การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/3 โรงเรียนนาเชือกพิทยาสรรค์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษามหาสารคาม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 32 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่มโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน จำนวน 7 แผน 2) แบบประเมินทักษะการทำงานร่วมกัน จำนวน 4 ตัวชี้วัด 3) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 15 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และสถิติ One Sample t-test ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน เรื่อง การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.14/84.62 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ 2) ทักษะการทำงานร่วมกันของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 5 หลังการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด (x ̅=4.52, S.D.=0.65)</p> <p> </p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/286662 การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับบอร์ดเกม วิชาประวัติศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2026-04-20T09:22:58+07:00 พิมพ์ลภัทร เชื่อมรัมย์ pattypim11@gmail.com ฐิติวรดา พลเยี่ยม titiworada46@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับบอร์ดเกม วิชาประวัติศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ วิชาประวัติศาสตร์ ของนักเรียนก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับบอร์ดเกม และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับบอร์ดเกม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านเหล่า (คุรุประชานุเคราะห์) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 24 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) แบบแผนการวิจัยเป็นแบบกลุ่มทดลองกลุ่มเดียว วัดผลก่อนและหลังการทดลอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับบอร์ดเกม จำนวน 10 แผน รวมเวลา 10 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ชนิดปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ และ 3) แบบสอบถาม ความพึงพอใจ ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 15 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test ผลการวิจัยพบว่า 1) กิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับบอร์ดเกม วิชาประวัติศาสตร์ มีประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) และประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) เท่ากับ 85.78/85.83 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้ 2) ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ วิชาประวัติศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน 18.75 คะแนน และหลังเรียน 25.75 คะแนน และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับบอร์ดเกม ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด </p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/287055 การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการผ่านสื่อดิจิทัลที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจกลับมาใช้บริการซ้ำของลูกค้าร้านอาหารมิชลินสตาร์ในประเทศไทย 2026-03-31T16:18:45+07:00 สาวิกา ลิมปะสุวัณณะ savica.l@ku.th อภิญญา สุพิชญ์ apinya.su@ku.th <p>การวิจัยครั้งนี้วัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาระดับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการผ่านสื่อดิจิทัลและความตั้งใจกลับมาใช้บริการซ้ำของลูกค้าร้านอาหารมิชลินสตาร์ในประเทศไทย และ 2) เพื่อวิเคราะห์การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการผ่านสื่อดิจิทัลที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจกลับมาใช้บริการซ้ำของลูกค้าร้านอาหารมิชลินสตาร์ในประเทศไทยวิจัยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างที่จะทำการศึกษาโดยใช้สูตรการหาขนาดของกลุ่มตัวอย่างแบบไม่ทราบจำนวนประชากร โดยกำหนดความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 95 และยอมรับความคลาดเคลื่อนได้ไม่เกินร้อยละ 5 โดยวิธีการศึกษาเป็นการศึกษากลุ่มตัวอย่างจากลูกค้าที่เคยใช้บริการร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ และเคยใช้บริการมากกว่า 1 ครั้งขึ้นไป จำนวน 400 คน โดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล ประกอบด้วย แบบสอบถาม 3 ส่วน คือ 1) ลักษณะส่วนบุคคล 2) ความคิดเห็นเกี่ยวกับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการผ่านสื่อดิจิทัล และ 3) ความคิดเห็นเกี่ยวกับความตั้งใจกลับมาใช้บริการซ้ำ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษา พบว่า 1) ระดับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการผ่านสื่อดิจิทัลโดยรวมของลูกค้าร้านอาหารมิชลินสตาร์ อยู่ในระดับมาก (x┴-= 4.08, S.D. = 0.60) และระดับความตั้งใจกลับมาใช้บริการซ้ำโดยรวมของลูกค้าร้านอาหารมิชลินสตาร์ อยู่ในระดับมาก (x┴-= 4.14, S.D. = 0.58) และ 2) การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการผ่านสื่อดิจิทัลมีอิทธิพลต่อความตั้งใจกลับมาใช้บริการซ้ำของลูกค้าร้านอาหารมิชลินสตาร์ในประเทศไทย สามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความตั้งใจกลับมาใช้บริการซ้ำของลูกค้าร้านอาหารมิชลินสตาร์ในประเทศไทยได้ร้อยละ 82.00</p> 2026-08-27T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์