https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/issue/feed
วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2026-04-30T00:00:00+07:00
Asst.Prof.Dr.Lerdchai Sathitpanawong
krungkao.arursjournal@gmail.com
Open Journal Systems
<p>วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มีวัตถุประสงค์</p> <p> 1. เพื่อเผยแพร่บทความวิจัย และบทความวิชาการ ในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยครอบคลุม ด้านบริหารธุรกิจ ด้านการศึกษา ด้านรัฐศาสตร์ ด้านนิติศาสตร์ ด้านวัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ และประวัติศาสตร์</p> <p> 2. เพื่อเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ใหม่ ในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</p> <p> มีนโยบายการจัดพิมพ์คือวารสารเปิดรับบทความวิจัยแบบเต็มรูปแบบ และบทความวิชาการ จากภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย โดยบทความดังกล่าวจะต้องไม่เคยเผยแพร่ในวารสารอื่นใดมาก่อน และเป็นข้อคิดเห็นของผู้ส่งบทความเท่านั้น กำหนดออกเผยแพร่ ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้ มกราคม – เมษายน, พฤษภาคม – สิงหาคม, กันยายน – ธันวาคม</p>
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/282780
การศึกษาแนวทางการดำเนินคดีแบบกลุ่มเกี่ยวกับคดีอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์
2025-11-17T09:25:31+07:00
เพียงจิต ตันติจรัสวโรดม
piang_tanti@hotmail.com
กิตติมศักดิ์ เปียยก
chang4662@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้นำเสนอแนวทางการดำเนินคดีแบบกลุ่มเกี่ยวกับคดีอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ในยุคปัจจุบันมีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ทำให้อาชญากรมีการใช้ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการกระทำผิดจำนวนมาก และมีวิธีการที่ซับซ้อนซึ่งคดีอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ปัจจุบันมีผู้เสียหายจำนวนมาก มีลักษณะการกระทำความผิดด้วยวิธีการเดียวกัน มูลคดีเกิดที่เดียวกัน อาชญากรใช้สถานที่เดียวกันในการกระทำความผิด อาชญากรหรือคนร้ายเป็นกลุ่มเดียวกัน ลักษณะการกระทำความผิดหรือรูปแบบคดีมีลักษณะเหมือนหรือคล้ายกัน แต่กระบวนพิจารณาคดีสามัญ เช่น การรวมการพิจารณา การร้องสอดการเข้าเป็นคู่ความร่วมนั้น อาจจะไม่เพียงพอและเหมาะสมกับการพิจารณาในคดีอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ บทความนี้อธิบายที่มาและความสำคัญการดำเนินคดีแบบกลุ่มเกี่ยวกับคดีอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะเกิดผลดีต่อกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ลดภาระในการดำเนินคดีส่วนบุคคลที่มีค่าใช้จ่ายสูงและใช้เวลานาน ลดต้นทุนในการดำเนินคดีของรัฐไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรือภาระค่าใช้จ่ายในการสืบสวนสอบสวน พยานหลักฐานในคดีเป็นพยานหลักฐานชุดเดียวกัน อีกทั้งผู้เสียหายยังได้รับทรัพย์สินคืนในอัตราส่วนตามความเสียหายที่เท่าๆกัน และผู้กระทำความผิดถูกลงโทษตามจำนวนกรรมที่ได้กระทำความผิด โดยมีการเปรียบเทียบการดำเนินคดีแบบกลุ่มเกี่ยวกับคดีอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ในต่างประเทศเพื่อจัดการกับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก เช่น การโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคล การแฮกข้อมูลการปลอมแปลงข้อมูลออนไลน์ หรือการโจมตีด้วยไวรัสคอมพิวเตอร์ การฉ้อโกง เป็นต้น รวมถึงข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาการดำเนินคดีอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ที่ส่งผลต่อการปราบปรามและการจัดการกับอาชญากรรมประเภทนี้ เช่น การกระจายตัวของสมาชิกกลุ่มหรือผู้เสียหาย เขตอำนาจศาล ตัวแทนในการดำเนินคดี มูลค่าของสิทธิเรียกร้อง ลักษณะ ประเภท หรือที่มาของมูลคดี ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการดำเนินคดีแบบกลุ่มในคดีอาชญากรรมฉ้อโกงทางคอมพิวเตอร์เป็นกลไกทางกฎหมายที่สามารถช่วยให้ผู้เสียหายได้รับความเป็นธรรมในเวลาอันรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เป็นทางเลือกที่ดีในการจัดการกับปัญหาการอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-05-05T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/283589
ร่างทรงม้ง : การควบคุมทางสังคมด้วยความเชื่อทางวิญญาณ
2025-10-17T15:21:03+07:00
อดิศร ภู่สาระ
adisornpusara53@gmail.com
<p> </p> <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาวิธีประกอบสร้างร่างทรงของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง 2) ศึกษาวิธีการควบคุมทางสังคมด้วยความเชื่อทางวิญญาณของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยา จากร่างทรงม้ง จำนวน 14 คน การวิเคราะห์ข้อมูล โดยการจัดกลุ่มความหมายเพื่อสรุปให้ได้แก่นสาระของผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ผลการวิจัยพบว่า 1.การประกอบสร้างร่างทรงของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง เกิดจากความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ และวิญญาณบรรพบุรุษที่คัดเลือกร่างทรงโดยดลบันดาลบุตรหลานการ เกิดอาการเจ็บป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ และไม่สามารถรักษาอาการเจ็บป่วยได้ ร่างทรงรุ่นพี่ให้การรักษาและแนะนำรับเป็นร่างทรงของวิญญาณบรรพบุรุษ โดยมีร่างทรงรุ่นพี่ให้คำแนะนำฝึกสอน การให้บริการประทับทรง เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยจากการละเมิดสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ <br />และการเซ่นสรวงบรรพบุรุษ การเรียกขวัญและการป้องกันเคราะห์ร้ายจากสัญญาณเตือนของวิญญาณบรรพบุรุษร่างทรงจะมีสติตลอดพิธีกรรม การติดต่อกับวิญญาณเพื่อสอบถามพฤติกรรมของผู้รับบริการมีสามลักษณะ คือ 1) รูปนิมิต มองเห็นภาพ 2) นามนิมิต รับรู้ภายในใจ และ 3) การใช้วิธีการเสี่ยงทายคำตอบ 2. การควบคุมทางสังคมของกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง โดยวิธีการพัฒนาชีวอำนาจด้วยการสร้างวินัย ผ่านกลไกการควบคุมตนเองโดยมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติและวิญญาณบรรพบุรุษ ทำหน้าที่จับจ้องพฤติกรรมของมนุษย์ให้ประพฤติตามบรรทัดฐานของสังคม ได้แก่ 1) การเข้าไปในพื้นที่ธรรมชาติด้วยความสำรวม ใช้ทรัพยากรธรรมชาติตามความจำเป็นและไม่ถ่ายทิ้งของเสียในพื้นที่ธรรมชาติ 2) การให้ความสำคัญกับระบบเครือญาติตระกูลแซ่ และเซ่นสรวงวิญญาณบรรพบุรุษ ผู้ที่ละเมิดจะถูกตัดสินและลงโทษให้เจ็บป่วย<br />โดยไม่ทราบสาเหตุ ร่างทรงจะเป็นผู้ทำพิธีติดต่อสอบถามสาเหตุและการไถ่โทษ ด้วยการฆ่าสัตว์เลี้ยงและเผากระดาษเงินกระดาษทอง เพื่อขอขมา แม้ว่าพิธีกรรมตามความเชื่อในวิญญาณ และอำนาจเหนือธรรมชาติ ไม่อาจอธิบายได้ด้วยหลักการ เหตุผล และการพิสูจน์ได้ด้วยวิทยาการสมัยใหม่ แต่ความเกรงกลัวต่ออำนาจที่มองไม่เห็นที่คอยจับจ้อง และลงโทษทำให้มนุษย์ประพฤติตัวอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของสังคม และการเคารพในธรรมชาติ</p>
2026-05-05T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/284035
การศึกษาลักษณะและตำแหน่งภูมิสัญลักษณ์ที่ส่งเสริมการรับรู้ พะเยาเมืองแห่งการเรียนรู้
2026-01-19T13:50:00+07:00
อาริสรา นุกูล
candle.cuisine@gmail.com
พันธพัฒน์ บุญมา
pantapat.bo@up.ac.th
<p>การสื่อสารตัวตนของเมืองเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยสร้างความน่าสนใจให้แก่เมือง ส่งผลให้เกิดการท่องเที่ยวและเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนในท้องถิ่น จังหวัดพะเยาในฐานะที่ได้การรับรองจากองค์การยูเนสโกให้เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ ควรได้รับการส่งเสริมให้เป็นที่รู้จักกว้างขวางยิ่งขึ้นในฐานะเมืองที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต หนึ่งในวิธีที่ทำให้เมืองเกิดการสื่อสารตัวตนคือการสร้างภูมิสัญลักษณ์ของเมือง งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ เสนอแนวทางการออกแบบภูมิสัญลักษณ์ส่งเสริม พะเยาเมืองแห่งการเรียนรู้ และเพื่อเสนอแนวทางการวางตำแหน่งที่ตั้งของภูมิสัญลักษณ์แห่งใหม่ของจังหวัดพะเยา โดยใช้เครื่องมือในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม และ แบบสัมภาษณ์ โดยใช้กลุ่มประชากรที่อาศัยอยู่ในจังหวัดพะเยามาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ปีจำนวน 100 คน แยกเป็น 2 กลุ่มได้แก่ 1) กลุ่มประชากรที่เคยร่วมกิจกรรมกับโครงการพะเยาเมืองแห่งการเรียนรู้ 2) กลุ่มประชากรที่เข้ามาใช้พื้นที่บริเวณถนนชายกว๊านซึ่งเป็นพื้นที่วิจัยหลัก โดยการตอบแบบสอบถามด้วยตนเอง รวมกับการสัมภาษณ์ และการจัดสนทนากลุ่ม เป็นการรวบรวมข้อมูล และทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติพรรณนา ผลการวิจัยพบว่าองค์ประกอบของลักษณะภูมิสัญลักษณ์มีความเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมและสัตว์ในท้องถิ่นได้แก่ นกยูง พ่อขุนงำเมือง วัดศรีโคมคำ กระเป๋าผักตบชวา ปลาส้ม และ ดอกบัว เป็นองค์ประกอบในการออกแบบส่วนทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมสำหรับภูมิสัญลักษณ์แห่งใหม่ คือ บริเวณลานอเนกประสงค์เทศบาลเมืองพะเยา ถนนชายกว๊าน ในส่วนตำแหน่งที่ตั้งของภูมิสัญลักษณ์แห่งใหม่หลังวิจัยพบว่า ควรตั้งอยู่ภายในบริเวณลานอเนกประสงค์เทศบาลเมืองพะเยา บนถนนชายกว๊าน ทั้งนี้มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการออกแบบภูมิสัญลักษณ์ควรออกแบบองค์ประกอบให้เป็นประติมากรรมร่วมสมัยในเชิงกึ่งนามธรรม โดยลดทอนรูปทรงและ ควรเสริมข้อมูลที่เกี่ยวกับแหล่งเรียนรู้ ด้วยรหัสคิวอาร์ (QR Code) เพื่อเชื่อมโยงสู่ชุดข้อมูลของเมืองแห่งการเรียนรู้อย่างครบถ้วน</p>
2026-05-05T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/284197
จดหมายนักบุญหลุยส์มารีย์ กรีญอง เดอ มงฟอร์ต ในฐานะวรรณกรรมคำสอน
2025-11-18T15:35:18+07:00
อติวิชญ์ เซี่ยงคิ้ว
atiwit.sie@sg.ac.th
<p>งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณค่าของจดหมายนักบุญหลุยส์มารีย์ กรีญอง เดอ มงฟอร์ต ในฐานะวรรณกรรมคำสอน โดยรวบรวมจดหมายจากหนังสือจดหมายนักบุญหลุยส์มารีย์ กรีญอง เดอ มงฟอร์ต จำนวน 34 ฉบับ ซึ่งเขียนขึ้นระหว่าง ค.ศ. 1693-1716 (พ.ศ. 2236-2259) ผลการศึกษาพบว่า คุณค่าของจดหมายนักบุญหลุยส์มารีย์ กรีญอง เดอ มงฟอร์ตจำแนกออกเป็น 4 ด้าน ด้านแรก คือ คุณค่าเกี่ยวกับความเชื่อต่อองค์พระเจ้า พระเยซู และพระนางพรหมจารีมารีย์ ซึ่งเป็นด้านที่พบมากที่สุดแบ่งออกเป็น 4 ประเด็นย่อย ได้แก่ ความไว้วางใจในพระญาณสอดส่องของพระเจ้า การยอมรับความทุกข์เพื่อพระอาณาจักรสวรรค์ ความศรัทธาผ่านพระนางพรหมจารีมารีย์ และการอ่อนน้อมถ่อมตนต่อพระเจ้า ด้านต่อมา คือ คุณค่าเกี่ยวกับการรับใช้พระศาสนจักร แบ่งออกเป็น 2 ประเด็นย่อย ได้แก่ การรับใช้ในฐานะคริสตชน และการรับใช้ในฐานะนักบวชและธรรมทูต ด้านที่สาม คือ คุณค่าเกี่ยวกับการสละชีวิตทางโลก แบ่งออกเป็น 3 ประเด็นย่อย ได้แก่ การสละทรัพย์สินทางโลก การสละครอบครัวทางโลก และการสละความสุขและชีวิตทางโลก ด้านสุดท้าย คือ คุณค่าเกี่ยวกับความรักและการรับใช้เพื่อนมนุษย์ แบ่งออกเป็น 2 ประเด็นย่อย ได้แก่ การให้ความอนุเคราะห์คนยากจน และการเยี่ยมเยียนผู้ป่วยและผู้ถูกคุมขัง กล่าวได้ว่าคุณค่าในจดหมายของนักบุญหลุยส์มารีย์ กรีญอง เดอ มงฟอร์ต เชื่อมโยงกันอย่างเป็นเอกภาพ โดยมีพระคริสต์เจ้าเป็นศูนย์กลางแห่งความเชื่อ ความรัก และการไถ่กู้ และมีพระนางมารีย์พรหมจารีเป็นแบบอย่างของการมอบตนอย่างสมบูรณ์ต่อพระเจ้า จดหมายนี้จึงมิได้เป็นเพียงงานเขียนส่วนตัว แต่เป็นคำสอนฝ่ายจิตที่ถ่ายทอดประสบการณ์แห่งความเชื่อให้กลายเป็นแนวทางดำเนินชีวิต สะท้อนการวางใจในพระญาณสอดส่อง การยอมรับกางเขน และการเสียสละตน เพื่อตอบสนองความรักของพระเจ้า โดยผ่านทางความไว้วางใจและความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับพระนางมารีย์พรหมจารี</p>
2026-05-05T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/284189
การทูตสาธารณะกับการผลักดันนโยบายในมิติด้านอาหารญี่ปุ่นในตลาดต่างประเทศ
2026-01-12T08:55:42+07:00
สรัชชา กำปั่นทอง
sarathchar.kampanthong@g.swu.ac.th
มาโนชญ์ อารีย์
manocha@swu.ac.th
<p>ในบริบทที่อำนาจละมุน (Soft Power) กลายเป็นทรัพยากรยุทธศาสตร์สำคัญของรัฐชาติ การทูตสาธารณะ (Public Diplomacy) ได้รับการนำมาใช้เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจ ภาพลักษณ์ ในระดับนานาชาติ ญี่ปุ่นเป็นกรณีตัวอย่างที่โดดเด่นในการใช้อำนาจละมุนผ่านวัฒนธรรม โดยเฉพาะอาหารญี่ปุ่นแบบดั้งเดิมหรือวะโชกุ ซึ่งได้รับการยอมรับในระดับสากล ทั้งในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมและสื่อกลางของอัตลักษณ์ชาติ งานวิจัยนี้มุ่งศึกษากระบวนการผลักดันนโยบายส่งเสริมอาหารญี่ปุ่นในตลาดต่างประเทศ โดยวิเคราะห์บทบาทของการทูตสาธารณะเชิงวัฒนธรรมภายใต้ยุทธศาสตร์ Cool Japan และการดำเนินงานของหน่วยงานรัฐและองค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) และองค์กรส่งเสริมร้านอาหารญี่ปุ่นในต่างประเทศ (JRO) ฯลฯ เพื่อวิเคราะห์ความสำเร็จของกลยุทธ์ดังกล่าว การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ ผ่านการรวบรวมข้อมูลจากเอกสารนโยบาย รายงานภาครัฐ วารสารวิชาการ งานวิจัย หนังสือ และสื่อดิจิทัล ในช่วงปี 2548–2567 จากนั้นดำเนินการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และการสังเคราะห์ข้อมูลเชิงเปรียบเทียบ เพื่ออธิบายปัจจัยเชิงโครงสร้าง กลไกเชิงนโยบาย และเงื่อนไขเชิงบริบทที่สนับสนุนการขยายตัวของอาหารญี่ปุ่นในเวทีโลก ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า อาหารญี่ปุ่นถูกใช้เป็นทุนวัฒนธรรมที่สามารถสร้างแรงดึงดูดระดับนานาชาติ พร้อมทั้งตอกย้ำภาพลักษณ์ความประณีต สุขอนามัย และคุณค่าทางสังคมของญี่ปุ่นในฐานะประเทศผู้ส่งออกวัฒนธรรม การส่งเสริมอาหารญี่ปุ่นจึงมิใช่เพียงการเผยแพร่ผลิตภัณฑ์ หากแต่เป็นยุทธศาสตร์การสื่อสารที่เชื่อมโยงวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการทูตอย่างเป็นระบบ</p>
2026-05-05T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/284248
การพัฒนาและประเมินผลนวัตกรรมการสอนผ่านเครือข่าย เพื่อส่งเสริมการอ่านออกเขียนได้ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วม ของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน สังกัดกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 11
2025-12-16T13:42:04+07:00
ภูวดล บัวบางพลู
puvadon.b@rbru.ac.th
อติราช เกิดทอง
atirath.k@rbru.ac.th
สริตา ปัจจุสานนท์
sarita.p@rbru.ac.th
กรฎา สุขุม
korrada.s@rbru.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนานวัตกรรมการสอนผ่านเครือข่ายเพื่อส่งเสริมการอ่านออกเขียนได้ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วม (2) หาประสิทธิภาพของนวัตกรรมการสอนผ่านเครือข่ายตามเกณฑ์ 75/75 (3) เปรียบเทียบความสามารถการอ่านออกเขียนได้ของผู้เรียนก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยนวัตกรรม (4) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนกับเกณฑ์ร้อยละ 75 และ (5) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อนวัตกรรมการสอนผ่านเครือข่าย การวิจัยนี้แบ่งเป็น 2 ระยะ โดยระยะที่ 1 การพัฒนานวัตกรรมกลุ่มเป้าหมายคือ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 28 คน ได้แก่ ครูใหญ่ 4 คน ครูผู้สอน 12 คน และผู้ปกครอง 12 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง ระยะที่ 2 การทดลองใช้นวัตกรรม กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 61 คน และครูผู้สอน 12 คน จาก 4 โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน สังกัดกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 11 ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ ชุดการเรียนรู้ออนไลน์ แผนการจัดการเรียนรู้ 8 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ และแบบประเมินความพึงพอใจ ผลการวิจัยพบว่า (1) นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมจากการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับมากที่สุด (ด้านเนื้อหา x ̅ = 4.79, S.D. = 0.24 ด้านเทคโนโลยี x ̅ = 4.80, S.D. = 0.25) (2) นวัตกรรมมีประสิทธิภาพเท่ากับ 80.18/75.53 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 ที่กำหนด (3) ผู้เรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน (x ̅ = 22.66, S.D. = 3.56) สูงกว่าก่อนเรียน (x ̅ = 17.31, S.D. = 5.08) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (4) คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนไม่แตกต่างจากเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีนักเรียนผ่านเกณฑ์จำนวนร้อยละ 54.10 และ (5) ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อนวัตกรรมอยู่ในระดับมาก (x ̅ = 4.46, S.D. = 0.59)</p> <p> </p>
2026-05-05T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/284328
การวิจัยนัยยะทางสุนทรียภาพและภาษาทางศิลปะของศิลปะเครื่องเคลือบของหลิวหยู่เฉิน
2026-01-05T09:38:27+07:00
ถิง จา
510106262@qq.com
เสกสรรค์ ตันยาภิรมย์
sakesan@go.buu.ac.th
ภรดี พันธุภากร
poradee@buu.ac.th
<p>การวิจัยนัยยะทางสุนทรียภาพและภาษาทางศิลปะของศิลปะเครื่องเคลือบของหลิวหยู่เฉินมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สุนทรียภาพและภาษาทางศิลปะของผลงานเครื่องเคลือบของหลิวหยู่เฉิน งานวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยเอกสารและวิธีการสำรวจภาคสนามในการวิเคราะห์ จากผลการวิเคราะห์ค้นพบว่า การแสดงออกทางสุนทรียภาพในผลงานเครื่องเคลือบของหลิวหยู่เฉิน แสดงออกบนพื้นฐานของวิธีการดั้งเดิม ผ่านการควบคุมการเผาที่แม่นยำและการนำวัสดุใหม่มาใช้ รวมถึงการประยุกต์ศิลปะแบบข้ามสาขา ทำให้เฟิ่นฉ่ายได้สะท้อนเอกลักษณ์ใหม่ทั้งในด้านของภาษาภาพและพลังของการแสดงออก ภาษาทางศิลปะสะท้อนให้เห็นผ่านเทคนิคต่าง ๆ เช่น สีสัน ฝีแปรง การจัดองค์ประกอบภาพ และวัสดุ รวมถึงการอภิปรายเชิงลึกเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาของศิลปะเครื่องเคลือบร่วมสมัย กลยุทธ์การสร้างสรรค์สำหรับทักษะแบบดั้งเดิม และเส้นทางการบูรณาการของอุตสาหกรรมวัฒนธรรมเชิงสร้างสรรค์ ผลของงานวิจัยนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาศิลปะเครื่องเคลือบ ทำให้ผู้คนเข้าใจสุนทรียศาสตร์ในผลงานเครื่องเคลือบของหลิวหยู่เฉินให้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นข้อมูลอ้างอิงและแนวทางสำคัญสำหรับผู้ที่ศึกษาผลงานเครื่องเคลือบของหลิวหยู่เฉินได้อีกด้วย</p>
2026-05-05T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/284241
A การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสุขในการเรียนของนักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต (4 ปี) มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี
2025-12-04T13:19:05+07:00
บดินทร์ ปั้นบำรุงกิจ
bodin.p@rbru.ac.th
ติยาพร ธรรมสนิท
tiyaporn.t@rbru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความสุขในการเรียนของนักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต (4ปี) มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี 2) ศึกษาปจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนของนักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต (4ปี) มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต (4 ปี) ชั้นปีที่ 1-3 มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ปีการศึกษา 2566 ที่ได้จากตารางของเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie & Morgan, 1970, pp. 607-610) รวมทั้งสิ้นมีจำนวน 310 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นเป็นแบบสอบถามปัจจัยที่ส่งผลต่อความสุขในการเรียนของนักศึกษาหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต (4 ปี) มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล สถิติที่ใช้ในการบรรยายได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเพื่อใช้ในการทดสอบสมมติฐาน คือ การวิเคราะห์ความถดถอยแบบพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า 1) นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต (4ปี) มหาวิทยลัยราชภัฏรำไพพรรณี มีความสุขในการเรียนอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.17 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.64 2) ตัวแปรปัจจัยด้านผู้เรียน ด้านผู้สอน ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านเพื่อน มีความสัมพันธ์ความสุขในการเรียนของนักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต (4 ปี) มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณเท่ากับ 0.878 โดยที่ตัวแปรด้านผู้เรียนมีค่าน้ำหนักความสำคัญมาตรฐานมากที่สุดมีค่าเท่ากับ 0.53 รองลงมาเป็นด้านเพื่อนมีค่าเท่ากับ 0.24 อันดับสามเป็นด้านสิ่งแวดล้อมมีค่าเท่ากับ 0.16 ในขณะที่ตัวแปรด้านผู้สอนมีน้ำหนักความสำคัญมาตรฐานน้อยที่สุดมีค่าเท่ากับ 0.11) และตัวแปรปัจจัยทั้ง 4 ตัวแปรนี้ สามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของตัวแปรความสุขในการเรียนของนักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต (4 ปี) มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี (Y) ได้ร้อยละ 77.10) </p>
2026-05-05T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/284861
นวัตกรรมพัฒนาทักษะการแต่งนิทานเชิงสร้างสรรค์สําหรับนักศึกษาชาวต่างประเทศ
2026-01-27T09:23:07+07:00
เบญจมาภรณ์ สุริยาวงศ์
benjamaporn.sur@crru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการใช้องค์ประกอบและศิลปะการใช้ภาษาในนิทานสำหรับเด็ก2) เพื่อพัฒนานวัตกรรมพัฒนาทักษะการแต่งนิทานเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักศึกษาชาวต่างประเทศ และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนหลังการใช้นวัตกรรม จากการศึกษาเอกสารและวิเคราะห์นิทานจำนวน 15 เรื่องที่ได้รับรางวัลจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ) ระหว่างปี 2563–2568 โดยใช้กรอบแนวคิดด้านการใช้ภาษา องค์ประกอบและกลวิธีในการแต่งนิทาน และแก่นเรื่อง เมื่อวิเคราะห์องค์ประกอบและศิลปะการใช้ภาษาในนิทานสำหรับเด็กได้แล้ว จึงนำผลที่ได้มาพัฒนานวัตกรรมพัฒนาทักษะการแต่งนิทานเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักศึกษาชาวต่างประเทศ และสร้างแบบทดสอบความพึงพอใจของผู้เรียนหลังการใช้นวัตกรรมผลการวิวัยพบว่า 1) องค์ประกอบและศิลปะการใช้ภาษาในนิทานสำหรับเด็กมีความโดดเด่นในด้านการใช้คำ 7 ประเภท ได้แก่ คำประสม คำซ้ำ คำซ้อน คำทักทาย คำเสริม คำร้อง และคำเรียก การใช้ประโยค 3 ประเภท ได้แก่ ประโยคแจ้งให้ทราบ ประโยคถามให้ตอบ และประโยคบอกให้ทำ รวมถึงการใช้ภาพพจน์ 5 ประเภท ได้แก่ อุปมาอุปลักษณ์ บุคลาธิษฐาน อธิพจน์ และสัทพจน์ องค์ประกอบและกลวิธีในการแต่งนิทานพบว่ามีโครงเรื่อง ตัวละคร และฉากที่เหมาะสม ขณะที่แก่นเรื่องสะท้อนคุณธรรม เช่น ความเสียสละ ความซื่อสัตย์ และความรับผิดชอบ 2) นำผลการวิเคราะห์ที่ได้สร้างนวัตกรรมในรูปแบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์ โดยแบ่งเป็น 4 ชุดการเรียนรู้ ได้แก่ ชุดที่ 1 เรียนรู้การใช้ภาษาในนิทาน ชุดที่ 2 เรียนรู้องค์ประกอบและกลวิธีการแต่งนิทาน ชุดที่ 3 เรียนรู้การวางโครงเรื่องและฝึกแต่งนิทาน และ ชุดที่ 4 ประกอบร่างสร้างนิทานเชิงสร้างสรรค์ เมื่อนำไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่าง พบว่า นวัตกรรมพัฒนาทักษะการแต่งนิทานเชิงสร้างสรรค์มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 70.78/74.08 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 70/70 ที่ตั้งไว้ และ 3) นักศึกษามีความพึงพอใจต่อการใช้นวัตกรรมอยู่ในระดับมาก นวัตกรรมช่วยส่งเสริมความเข้าใจในการใช้ภาษาไทย การวางโครงเรื่อง และการสร้างสรรค์ตัวละคร ส่งผลให้ผู้เรียนสามารถแต่งนิทานภาษาไทยได้อย่างถูกต้องและมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น แสดงให้เห็นว่านวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิผลและสามารถประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนของผู้เรียนชาวต่างประเทศได้อย่างเหมาะสม</p>
2026-05-05T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/284884
การปฏิบัติทางการบัญชีภาครัฐที่ดีที่มีผลต่อประสิทธิภาพการจัดทำรายงานการเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในจังหวัดเชียงใหม่
2026-02-11T10:15:54+07:00
ณัฐพร เขื่อนคำ
nattapornkhuankam@gmail.com
กมลทิพย์ คำใจ
kamolthip_kam@cmru.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับการรับรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติทางการบัญชีภาครัฐที่ดี และระดับการรับรู้เกี่ยวกับประสิทธิภาพการจัดทำรายงานการเงิน รวมทั้งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิบัติทางการบัญชีภาครัฐที่ดีกับประสิทธิภาพการจัดทำรายงานการเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มตัวอย่างคือผู้ปฏิบัติงานด้านการเงินและบัญชีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 420 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงของเนื้อหาและมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ในระดับสูง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีระดับการรับรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติทางการบัญชีภาครัฐที่ดี และประสิทธิภาพการจัดทำรายงานการเงินอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านคุณค่าทางวิชาชีพและด้านความทันต่อเวลาได้รับความสำคัญสูงสุด นอกจากนี้ การปฏิบัติทางการบัญชีภาครัฐที่ดีมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิภาพการจัดทำรายงานการเงิน โดยเฉพาะด้านคุณค่าทางวิชาชีพซึ่งมีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการจัดทำรายงานการเงินมากที่สุด ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านบัญชีภาครัฐ และสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการปรับปรุงกระบวนการจัดทำรายงานการเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</p>
2026-05-05T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/285012
การศึกษาเปรียบเทียบหลักสูตรของประเทศไทย เวียดนาม และสิงคโปร์: มิติของปรัชญา วัตถุประสงค์ โครงสร้างหลักสูตร วิธีสอนและมิติการเรียนรู้ การพัฒนาครู และสื่อการสอน
2026-02-09T09:37:40+07:00
นภาพร เลขาโชค
napaporn.tn5@gmail.com
ชญาชล เชื้อนนท์
chayach@kku.ac.th
<p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) และการวิเคราะห์เปรียบเทียบ (Comparative Analysis) โดยทำการสังเคราะห์และวิเคราะห์เอกสารทางวิชาการ บทความวิจัย รายงานการวิจัย และเอกสารหลักสูตรอย่างเป็นทางการจากทั้งสามประเทศ ครอบคลุมช่วงระยะเวลาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551-2567 (ค.ศ. 2008-2024) โดยใช้กรอบแนวคิดการเปรียบเทียบหลักสูตรระหว่างประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบหลักสูตรการศึกษาของประเทศไทย เวียดนาม และสิงคโปร์ ใน 6 มิติหลัก ได้แก่ (1) ปรัชญาการศึกษา (2) วัตถุประสงค์หลักสูตร (3) โครงสร้างหลักสูตร (4) วิธีสอนและมิติการเรียนรู้ (5) การพัฒนาครู และ (6) สื่อการสอน เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอแนะในการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาของประเทศไทย ผลการเปรียบเทียบพบว่า สิงคโปร์มีระบบการศึกษาที่เป็นเลิศที่สุดในภูมิภาค โดดเด่นด้านการผลิตและพัฒนาครู การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และความยืดหยุ่นของหลักสูตร เวียดนามกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างก้าวกระโดดจากระบบแบบดั้งเดิมสู่หลักสูตรเน้นสมรรถนะและทักษะศตวรรษที่ 21 ส่วนไทยแม้มีปรัชญาการศึกษาที่ดี แต่ยังเผชิญความท้าทายในการนำไปปฏิบัติ โดยเฉพาะด้านการพัฒนาครูคุณภาพภาษาอังกฤษและการบูรณาการเทคโนโลยี</p>
2026-05-05T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/284926
ประสบการณ์เทศกาลที่น่าจดจำและผลกระทบต่อความพึงพอใจและความภักดีข้อค้นพบจากงานสงกรานต์ในชุมชนพหุวัฒนธรรม
2026-01-30T11:31:51+07:00
ศศิมา เจริญกิจ
sasimach@nu.ac.th
คมกริช ธนะเพทย์
komgrij.t@chula.ac.th
ปรารถนา สิริสานต์
prattana.s@psru.ac.th
อรณิชา เมี่ยงบัว
onicha33@tu.ac.th
วิสิฐ จันมา
vizitj@nu.ac.th
นัฎฐิกา นวพันธุ์
nattikan@nu.ac.th
เกษวดี พุทธภูมิพิทักษ์
ketwadeebu@gmail.com
ณัฐธิดา จงรักษ์
nattida.j@psru.ac.th
<p>เทศกาลสงกรานต์เป็นเทศกาลวัฒนธรรมสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากของประเทศไทย จังหวัดนครสวรรค์เป็นจังหวัดหนึ่งที่ต้องการยกระดับงานเทศกาลสงกรานต์ในพื้นที่ให้มีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น จากรูปแบบงานสงกรานต์ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมทั้งไทยจีน ไทแมอญ และไททรงดำ การศึกษาพฤติกรรมและประสบการณ์ผู้เข้าร่วมงานสงกรานต์นครสวรรค์จึงมีความสำคัญเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับประสบการณ์เทศกาลที่ผู้เข้าร่วมงานได้รับ และผลกระทบของประสบการณ์เทศกาลที่มีต่อผู้ร่วมงานในด้านต่างๆที่ส่งผลต่อความตั้งใจอยากกลับมาร่วมงานในอนาคต บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์งานเทศกาลที่มีต่อความน่าจดจำงานเทศกาล คุณค่า ความพึงพอใจ และความภักดีของผู้ร่วมงานที่มีต่องานสงกรานต์ในสังคมพหุวัฒนธรรมของจังหวัดนครสวรรค์ โดยใช้การสำรวจด้วยแบบสอบถามผู้เข้าร่วมงานสงกรานต์นครสวรรค์ในชุมชนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมจำนวน 5 แห่ง จำนวน 1,015 ราย ผลการวิเคราะห์ Structural Equation Modelling (SEM) แสดงให้เห็นความสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างประสบการณ์การเรียนรู้กับคุณค่าที่รับรู้ และระหว่างประสบการณ์ 3 ด้าน คือ ความบันเทิง สุนทรียะ และการมีส่วนร่วมกับประสบการณ์ที่น่าจดจำ โดยประสบการณ์ที่น่าจดจำเป็นตัวแปรสำคัญที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความพีงพอใจที่มีต่องานซึ่งมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความภักดีต่องานสงกรานต์ จากผลการศึกษาแสดงให้เห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาสภาพแวดล้อมงานเทศกาลที่มีบรรยากาศสนุกสนาน ดึงดูดใจ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมเพื่อทำให้ผู้เข้าร่วมงานรู้สึกพอใจและอยากแนะนำงานต่อรวมทั้งอยากกลับมาร่วมงานอีกครั้ง</p>
2026-05-05T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/285290
การรับรู้ปัจจัยสนับสนุน ความพึงพอใจ และปัญหาอุปสรรคต่อการจัดการเรียนการสอนด้วยอีเลิร์นนิ่งรายวิชากระบวนการพยาบาลและการตัดสินใจทางคลินิกของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 2
2026-02-16T09:55:26+07:00
ธิดารัตน์ ชะโนวรรณะ
thidarat.c@psu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการรับรู้ปัจจัยสนับสนุนต่อการจัดการเรียนการสอนด้วยอีเลิร์นนิ่ง 2) ศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนด้วยอีเลิร์นนิ่ง และ 3) อธิบายการรับรู้ปัญหาอุปสรรคต่อการจัดการเรียนการสอนด้วยอีเลิร์นนิ่ง กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 2 ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชากระบวนการพยาบาลและการตัดสินใจทางคลินิก ภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 187 คน ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2) แบบสอบถามการรับรู้ปัจจัยสนับสนุนและความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนด้วยอีเลิร์นนิ่ง และ 3) แบบสอบถามปลายเปิดการรับรู้ปัญหาอุปสรรคต่อการจัดการเรียนการสอนด้วยอีเลิร์นนิ่ง ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ .97 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้ปัจจัยสนับสนุนต่อการจัดการเรียนการสอนด้วยอีเลิร์นนิ่งอยู่ในระดับมากที่สุด 3 ด้าน ได้แก่ การรับรู้ประโยชน์ (M = 4.54) คุณภาพของเนื้อหารายวิชา (M = 4.52) และคุณภาพของบริการ (M = 4.30) ความพึงพอใจโดยรวมต่อการจัดการเรียนการสอนด้วยอีเลิร์นนิ่งอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.31) ปัญหาอุปสรรคของการใช้อีเลิร์นนิ่ง ได้แก่ สัญญาณอินเทอร์เน็ตล่าช้าไม่เสถียร ขาดแคลนอุปกรณ์การเรียน คุณภาพสื่อการสอน การติดต่อสื่อสารระหว่างผู้เรียนและผู้สอน การบริหารจัดการตนเองและปัญหาสุขภาพของผู้เรียน ระบบอีเลิร์นนิ่งไม่เสถียร ขาดเจ้าหน้าที่สนับสนุนด้านเทคนิค รวมทั้งสถานที่เรียนไม่เหมาะสม</p>
2026-05-05T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/285459
การศึกษากระบวนการตัดสินใจเลือกเดินทางท่องเที่ยวปั่นจักรยานริมโขงเชียงคาน จังหวัดเลย
2026-02-24T15:23:48+07:00
กาญสิริ หล้าพรม
kansiri099@gmail.com
สุภนิดา ศรีกัน
spndsridan@gmail.com
สัญชัย เกียรติทรงชัย
sanchai.kia@lru.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการตัดสินใจเลือกเดินทางท่องเที่ยวปั่นจักรยานริมโขงเชียงคาน อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย โดยใช้วิธีการเก็บแบบสอบถาม จำนวน 400 ชุดจากนักท่องเที่ยวที่เคยปั่นจักรยานริมโขงเชียงคาน อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลยที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 21-25 ปี สถานภาพโสด ระดับการศึกษาปริญญาตรี และมีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่าหรือเท่ากับ 10,000 บาท ผลการศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการตัดสินใจ พบว่า คะแนนเฉลี่ยสูงสุดอยู่ที่ขั้นพฤติกรรมหลังการท่องเที่ยวในกระบวนการตัดสินใจเลือกเดินทางท่องเที่ยวปั่นจักรยานริมโขงเชียงคาน เนื่องจากหลังจากท่องเที่ยวปั่นจักรยานริมโขงเชียงคาน นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะกลับมาท่องเที่ยวซ้ำอีกในอนาคต</p>
2026-05-05T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/285851
การพัฒนารูปแบบการบูรณาการสุนทรียภาพเชิงหน้าที่ผ่านแนวทางโรงเรียนแห่งการคิดเพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดสร้างสรรค์และความตระหนักในอัตลักษณ์วัฒนธรรมกลองยาวสำหรับนักเรียนประถมศึกษา
2026-03-11T15:48:14+07:00
ประณิธาณ ภารสง่า
pranitanpansanga@gmail.com
ศิริพงษ์ เพียศิริ
sirbea@kku.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นงานวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการสุนทรียภาพเชิงหน้าที่ และ 2) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ดังกล่าว ด้านทักษะการคิดสร้างสรรค์และความตระหนักในอัตลักษณ์วัฒนธรรมกลองยาว สำหรับนักเรียนประถมศึกษา ดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การพัฒนารูปแบบ และระยะที่ 2 การศึกษาผลการใช้รูปแบบตามแบบแผนเชิงทดลองขั้นต้น (Pre-Experimental Design) แบบกลุ่มเดียววัดผลหลังการทดลอง (One-Shot Case Study) กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนห้วยยางวิทยาสรรพ์ อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น จำนวน 13 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ จำนวน 4 แผน รวม 8 ชั่วโมง 2) แบบประเมินทักษะการคิดสร้างสรรค์ ประเมิน 4 ด้าน ด้านละ 5 คะแนน 3) แบบประเมินความตระหนักในอัตลักษณ์ท้องถิ่น เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการบูรณาการสุนทรียภาพเชิงหน้าที่ (Functional Aesthetic Integration Model) ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลัก คือ DO NOW, PURPOSE, WORK MODE (Explore, Decode, Create), และ REFLECTIVE THINKING โดยมีผลการประเมินความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ผลการใช้รูปแบบพบว่า นักเรียนมีคะแนนทักษะการคิดสร้างสรรค์หลังเรียนอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 16.54, SD = 1.85) และมีความตระหนักในอัตลักษณ์ท้องถิ่นหลังเรียนอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.82, SD = 0.35) โดยสามารถเชื่อมโยงคุณค่าของกลองยาวสู่บริบทชีวิตจริงได้ผ่านกระบวนการสะท้อนคิด ข้อค้นพบสำคัญคือ การใช้เครื่องมือคิด (Thinking Tools) ช่วยเปลี่ยนวัฒนธรรมที่เป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรม และเปลี่ยนบทบาทผู้เรียนเป็น “ผู้สร้างสรรค์ความหมายทางวัฒนธรรม”</p>
2026-05-05T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
https://so01.tci-thaijo.org/index.php/rdi-aru/article/view/286042
บทบาทของพระสงฆ์ในจังหวัดจันทบุรีต่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ
2026-02-12T16:18:05+07:00
พัชรินทร์ รุจิรานุกูล
patcharin.r@rbru.ac.th
อัฐฉญา แพทย์ศาสตร์
atchaya.p@rbru.ac.th
สุรีย์มาศ สุขกสิ
sukkasi14@hotmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของพระสงฆ์ในจังหวัดจันทบุรีต่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ และเพื่อเสนอแนวปฏิบัติที่ดีของพระสงฆ์ในจังหวัดจันทบุรีต่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ดำเนินการวิจัยโดยใช้การสัมภาษณ์ตัวแทนพระสงฆ์ในจังหวัดจันทบุรี จำนวน 11 รูป และใช้วิธีการสนทนากลุ่มกับตัวแทนพระสงฆ์ในจังหวัดจันทบุรี ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ ตัวแทนจากหน่วยงานที่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ จำนวน 10 รูป/คน โดยการคัดเลือกแบบเจาะจงตามเกณฑ์คุณสมบัติที่กำหนด เครื่องมือที่ใชในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ชนิดมีโครงสร้าง และแนวประเด็นการสนทนากลุ่ม นำข้อมูลเชิงคุณภาพที่ได้มาทำการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1. พระสงฆ์ส่วนใหญ่ในจังหวัดจันทบุรีมีบทบาทต่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุครอบคลุมหลายมิติ ซึ่งการมีส่วนร่วมนั้นอยู่ในฐานะผู้นำทางจิตวิญญาณ ผู้ให้คำปรึกษา และผู้ประสานงานสำคัญในกิจกรรมทางสังคมและสวัสดิการชุมชน บทบาทในการมีส่วนร่วมต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุแบ่งออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านสุขภาพกาย 2) ด้านจิตใจ 3) ด้านสัมพันธภาพทางสังคม และ 4) ด้านสิ่งแวดล้อม 2. แนวปฏิบัติที่ดีของพระสงฆ์ในจังหวัดจันทบุรีต่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ได้แก่ 1) การสร้างความเข้าใจเพื่อให้พระสงฆ์เห็นความสำคัญและตระหนักต่อการเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ 2) พระสงฆ์ควรมีภาคีเครือข่ายการทำงานเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ (ภาครัฐ องค์กรศาสนาอื่น และภาคประชาชน) 3) มีการพบปะพูดคุย ประชุมวางแผนร่วมกันของพระสงฆ์และภาคีเครือข่ายการทำงานเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในจังหวัดอย่างสม่ำเสมอ 4) กิจกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุของแต่ละตำบลควรมีพระสงฆ์เข้าไปมีส่วนร่วมและเน้นกิจกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตหลักในทิศทางเดียวกัน ประกอบด้วย การสนับสนุนด้านจิตใจและจิตวิญญาณ การส่งเสริมด้านสังคมและความสัมพันธ์ และการดูแลสุขภาพองค์รวม</p>
2026-05-05T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์